หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเอ่ย ท่านเห็นในหลวงครั้งแรกเมื่อไหร่ ?
หัวข้อ : เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเอ่ย ท่านเห็นในหลวงครั้งแรกเมื่อไหร่ ? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

      เช้าวันนี้…ผมตื่นขึ้นแต่ตีสามครึ่ง ชงกาแฟขมดื่มเองถ้วยหนึ่งแล้ว ขับรถออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรับประทานปลาทูตามนัดหมายกับเพื่อนเพราะเป็นฤดูกาลที่ปลาจะมีรสอร่อยมากเป็นพิเศษ คนกรุงเทพแห่ไปรับประทานกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ผมมีบ้านเพื่อนที่เขาจะจัดไว้เป็นพิเศษ
       
       สิ่งที่ผมทำเป็นนิสัยก่อนออกจากบ้าน คือการกราบพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บนปฏิทินของธนาคาร เมื่อกราบรำลึกถึงพระคุณของพระองค์และขอพระบารมีปกเกล้าฯคุ้มครองให้ปลอดภัยไร้ทุกข์ เสร็จแล้วจะมองดูปฏิทินซึ่งนอกจากดูวันที่แล้ว ก็จะดูข้อความที่ผมบันทึกสั้นๆเพื่อช่วยจำเอาไว้
       
       ปฏิทินที่มีพระบรมสาทิสลักษณ์นั้น ผมติดไว้บนผนังข้างประตูที่จะเปิดไปสู่บันใดทางออกนอกตัวบ้าน ลงไปสู่โรงจอดรถ เพื่อตัวเองจะได้เห็นและกราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกวันก่อนออกจากบ้าน ที่ทำอย่างนี้ไม่ได้คิดเอาเอง หากแต่เห็นผู้บังคับบัญชาที่ผมเคารพรักมากท่านปฏิบัติเป็นประจำ และมีนายตำรวจผู้ใหญ่อีกหลายนายที่ทำอย่างเดียวกัน บางคนกราบที่บ้าน บางท่านก่อนนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะทำงาน จะต้องกราบพระ คำนับธงชาติ และกราบพระบรมสาทิสลักษณ์ และซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งดีและเป็นมงคลต่อตัวเอง ผมจึงถือเอาเป็นแบบอย่างและทำตามมาจนถึงทุกวันนี้
       
       จำได้ว่ามีบุญได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งแรกในชีวิตนั้น ยังเป็นเด็กอยู่มาก วันนั้นพ่อพาไปยืนอยู่บริเวณสนามไชย ในหลวงท่านเสด็จออกมุขพระที่นั่งพระบรมมหาราชวัง ด้านถนนสนามไชย มีประชาชนไปเฝ้าแหนกันมากมาย ผมเห็นพระองค์ท่านในระยะไกลมองไม่ถนัด เพราะผู้คนแน่นเบียดเสียดกัน พ่อผมซึ่งสูงกว่า ๖ ฟุต ตัวใหญ่และแข็งแรง แต่งเครื่องแบบตำรวจด้วยในวันนั้น คว้าเอวผมด้วยมือสองข้าง และชูผมให้เห็นถนัด แต่ก็เห็นพระองค์ท่านได้เพียงแค่อึดใจเดียว และจำได้ไม่มีวันลืมเลย ได้ยินเสียงพ่อร้องสั่งว่า
       
       “ไหว้ในหลวงท่านซะลูก”
       
       ผมยกมือไหว้ไปในทิศทางที่เห็นในหลวงท่านทรงยืนประทับอยู่ กำลังโบกพระหัตถ์ให้ฝูงชนเบื้องล่าง เมื่อกลับบ้านแล้วพ่อก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ให้ฟัง จึงมีความรู้ว่าบ้านเมืองของเรามี “ในหลวง”
       
       หลังจากนั้นผมมีโอกาสเห็นพระองค์ท่าน เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทอดพระเนตรภาพยนต์ ที่ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงหนังใกล้บ้าน คนในบ้านก็พาไปเฝ้ารับเสด็จอีกครั้ง ครั้นเมื่อเข้าโรงเรียนประจำที่วชิราวุธ วิทยาลัย ก็มีโอกาสได้เฝ้าทุกครั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินที่โรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อเสด็จพระราชทานประกาศนียบัตร และทอดพระเนตรการแข่งขันกรีฑานักเรียน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ เป็นประเพณีที่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินกลับ นักเรียนจะร่วมกันเข็นรถพระที่นั่งและต่อมาเมื่อสำเร็จการศึกษา ก็ได้มีโอกาสเฝ้าแหนหลายครั้งตามหน้าที่ราชการ
       
       ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์นั้น นักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย อย่างผมได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีบทเพลงร้อง บทสวดมนต์ที่สรรเสริญพระคุณของพระมหากษัตริย์มาโดย นักเรียนโรงเรียนนี้ จึงได้มีคติประจำใจทุกคนว่า
       
       “รู้รักชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นฉัตรไชย อีกรู้เสียสละได้ด้วยใจงาม”
       
       ความมั่นคงต่อสถาบันมหากษัตริย์นั้น ได้ซึมซับเข้ามาจนเป็นแก่นของชีวิตโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเป็นนักเรียนเตรียมทหาร แน่นอนความจงรักภักดีทวียิ่งขึ้นพร้อมกับมีสำนึกเพิ่มขึ้นมาอีกว่า ในอาชีพของตนนั้นมีหน้าที่จะต้องพิทักษ์รักษาประเทศชาติและราชบัลลังก์ แม้ต้องสามารถสละชีวิต ก็จะต้องทำได้ด้วยความเต็มใจยิ่งไม่ประหวั่นพรั่นพรึง ซึ่งเป็นเรื่องที่นายทหาร ตำรวจ ที่ได้รับการฝึกอบรมมายึดถือกันเป็นคัมภีร์ชีวิต
       
       ความทรงจำครั้งแรกของผมนั้นแจ่มใสมาก ล่วงมาถึงวันที่เป็น “คุณปู่” แล้วก็ยังจำได้ว่าวันแรกมีความรู้สึกตื่นเต้นอยากเห็น เพราะยังเป็นเด็กไม่เคยเห็นในหลวงมาก่อน พอได้มีโอกาสเห็นเต็มตาแล้ว ก็ได้ไปคุยไปเล่าให้ผู้คนฟัง มีลูกของตนก็เล่าให้ลูกฟัง และคงต้องเล่าให้หลานฟังด้วย ว่าปู่นั้นมีความรู้สึกอย่างไร คงเหมือนกับที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในวันนี้
       
       ผมจึงอยากรู้เสมอมาว่า ประชาชนคนไทยนั้น ประสบการณ์ในโอกาสที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของแต่ละคนนั้นเป้นอย่างไร ? เรื่องนี้อยากทำมานานแล้ว และคราวนี้ก็เห็นเป็นโอกาสดี เพราะจะถึงวันเฉลิมพระชนม์พรรษาในอีก ๓ วันข้างหน้านี้แล้ว
       
       ผมได้ไปกราบสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บางท่าน ที่ผมและครอบครัวเคารพรัก แล้วลองสอบถามท่านดู ได้ความว่าอย่างนี้ครับ
       
        ท่านแรกที่ผมเรียนสัมภาษณ์คือ พลโท ปุ่น วงษ์วิเศษ ปีนี้ท่านอายุ ๘๙ ปี (เกิด พ.ศ.๒๔๕๘) แต่ยังสามารถจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ท่านเป็นชาวศรีสัชชนาลัย สุโขทัย เข้ากรุงเทพเมื่ออายุ ๗ ขวบ เรียนหนังสือปทุมคงคา เข้าโรงเรียนนายร้อย สำเร็จ พ.ศ.๒๔๗๗ เป็นนายทหารเหล่าปืนใหญ่ ท่านเป็นผู้บุกเบิกงานองค์การทหารผ่านศึก และเกษียณในตำแหน่งผู้อำนวยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกไม่แน่จริง ท่านมีกิจการอนุบาลสี่พี่น้อง ที่ซอยทองหล่อ และยังสุขภาพแข็งแรงเล่นก๊อล์ฟอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ความทรงจำดีมาก สามารถเล่าเรื่องให้ผมฟังได้อย่างไม่ติดขัด และยังนั่งทำงานทุกวันในฐานะผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลสี่พี่น้อง(ทองหล่อ ๑๗) ท่านเป็นบิดาของคุณจันนทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพานิชย์

content/picdata/10/data/1.jpg
พลโทปุ่น วงษ์วิเศษ

      “ผมเห็นพระเจ้าอยู่หัวพระองค์แรกเมื่ออายุไม่ถึง ๑๐ ขวบเป็นลูกเสือโรงเรียนปทุมคงคาพาไปที่สนามไชย เห็นรัชกาลที่ ๖ แวบเดียวเท่านั้นท่านทรงฉลองพระองค์ชุดเสือป่าพรานหลวง แต่ได้เห็นรัชกาลที่ ๗ ชัดเจน เพราะเข้าเฝ้าในฐานะนักเรียนนายร้อย แต่งเต็มยศไปรับเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานพุทธ แต่ก็ไม่เคยเห็นรัชกาลาที่ ๘ มาถึงในหลวงองค์ปัจจุบัน ผมไม่เคยเห็นพระองค์ท่านมาก่อนเลย ในชีวิต จนกระทั่งได้รับพระราชทานยศเป็นเป็นนายพลตรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นราชองครักษ์เข้าเวรรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จึงได้มีโอกาสเห็นพระองค์ท่านตอนเข้าเฝ้า
       
        ผู้ที่เป็นราชองค์รักษ์ใหม่นั้น จะต้องเข้าเฝ้าถวายรายงานต่อพระองค์ท่าน ก่อนเช้าเฝ้าผมตื่นเต้นมาก ได้ซักซ้อมการรายงานหลายครั้ง
       
       การถวายรายงานนั้นเขาให้รายงานว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีปุ่น วงษ์วิเศษ เข้าเวรราชองครักษ์ …..ลงท้ายด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ” แต่พอถึงวันจริงมาถึง ในหลวงท่านเสด็จกลับจากทรงเยี่ยมเสด็จพระองค์วาปีบุษปกร มาถึงวังสวนจิตรเวลาประมาณสี่โมงเย็น ผมเข้าไปถวายรายงาน ในหลวงท่านประทับยืนทรงรับรายงาน ผมไม่เคยแม้แต่เห็นพระองค์ท่านมาก่อน เคยเห็นทางโทรทัศน์ซึ่งก็เพิ่งมีการถ่ายทอดไม่นาน พอถวายรายงานเข้าจริง ๆ ผมประหม่า รายงายตัวว่า “ข้าพระพุทธเจ้า เข้าเวรราชองครักษ์….ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ อ้าว ! ลืมใส่ชื่อตัวเองไปสนิท พอรู้ตัวตั้งสติได้ต้องรายงานซ้ำใหม่ จบรายงานสมเด็จพระบรมราชินีนาถซึ่งประทับอยู่ข้างในหลวง คงเห็นว่าผมตกใจสั่นรายงานไม่ถูก ท่านก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับสั่งถามเบา ๆ ว่า
       
       “เพิ่งมาใหม่หรือจ๊ะ ? ”
       ตอนนั้นผมก็ยังไม่หายสั่น จะกราบบังคมทูลตอบก็ไม่สามารถกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ คงได้แต่ยืนเฉยนิ่งเฉยอยู่ จนสองพระองค์เสด็จขึ้น
       
       ตกเย็นในหลวงทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เพื่อทรงกีฬา แบดมินตันตอนนั้นทรงใช้รถเฟียตและทรงขับเอง ผมต้องนั่งไปข้างหน้าทางด้านซ้ายในฐานะราชองครักษ์ ผมเห็นในหลวงท่านทรงเปิดประตูเข้ารถแล้ว ประทับหลังพวงมาลัยแล้ว จึงรีบวิ่งตามพระองค์ไปเปิดประตูรถเฟียตซึ่งมีประตูปิด-เปิดแปลกกว่ารถปัจจุบันมีกลอนอยู่ด้านในด้วย ซึ่งผมได้รับคำแนะนำจากราชองครักษ์ผู้ใหญ่ว่า เมื่อเปืดประตูแล้วอย่าเอาศีรษะมุดเข้า ให้เอาสะโพกเข้าก่อน แต่ถึงเวลาจริงเข้าความตื่นเต้นทำให้ผมลืมอีกครั้ง เอาศีรษะก้มมุดเข้าไปก่อน หมวกหลุดหล่นลงกับพื้นต้องก้มลงเก็บ แล้วนึกขึ้นได้ต้องเอาสะโพกเข้าก่อน เมื่อขึ้นรถได้ก็นั่งไปกับพระองค์ท่านซึ่งทรงขับเอง ในหลวงท่านอาจทรงเห็นว่าผมประหม่าจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯชวนคุย โดยทรงรับสั่งถามว่า เป็นทหารเหล่าปืนใหญ่หรือ? และรับสั่งเรื่องทหารอีกสองสามเรื่อง แต่ผมทูลโต้ตอบไม่ได้ เพราะพูดไม่ออกอีก นี่เป็นเรื่องที่คนเข้าเฝ้าครั้งแรกมักจะเป็นกัน เพราะทรงพระบารมีที่ผู้คนเข้าเฝ้ามักเกรงจะประหม่าตื่นเต้น แต่ผมคงจะเป็นมากหน่อย (พูดพร้อมหัวเราะ) เรื่องของผมจึงเป็นที่เล่าขานกันในหมู่ราชองครักษ์กันครึกครื้น
       
       ผมเห็นในหลวงพระองค์แรกคือรัชกาลที่ ๖ ตอนเด็กก็รู้สึกตื่นเต้นแบบเด็กว่าบ้านเมืองเรามีพระมหากษัตริย์ เมื่อเข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๗ ได้เห็นพระองค์อย่างใกล้ชิดเพราะยืนรับเสด็จอยู่แถว ยังจำได้ว่าพระองค์ท่านทรงพระภูษาสีทอง ทรงพระมหามาลาสีดำมีปีกใหญ่ แม้พระวรกายท่านจะเล็กแต่พระอริยาบทที่สง่างามมาก แต่มาถึงรัชกาลปัจจุบัน เห็นพระองค์ครั้งแรกก็ต้องกราบบังคมทูลถวายรายงานทันทีอย่างที่เล่าให้ฟัง
       
       ผมมีความรู้สึกที่ผูกพันต่อสถาบัพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นนายทหารที่ต้องถวายความจงรักภักดีอย่างสูง และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นราชองครักษ์ด้ด้วย ตลอดชีวิตของผมจนจะอายุ ๙๐ ปี แล้ว ยังดำรงความจงรักภักดีนั้นไว้โดยตลอดไม่เสื่อมคลายเช่นเดียวกับนายทหารราของครักษ์ทุกนาย ยิ่งกว่านั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสังข์ให้กับลูกสาวของผม ซึ่งปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ พระมหากรุณาธิคุณนี้ไม่อาจลืมเลือนได้ชั่วชีวิตนี้”

       
       
       ท่านที่สองที่ผมสัมภาษณ์คือคุณสรศัลย์ แพ่งสภา นักเขียนสารคดีคนสำคัญของประเทศไทย ท่านเป็นสถาปนิก แต่มีงานเขียนออกมาหลายเล่ม ทั้งใช้ชื่อจริงและนามปากกา และรู้จักกันมากก็คือ “ฒ.ผู้เฒ่า” งานเขียนของท่านมีมากมาย ที่รวมเป็นเล่มก็มี “ราตรีประดับดาว” “ย่าไผ่” “สงครามมืด” “ศึกอินโดจีน” “พรานในอดีต” ท่านได้รับรางวัลในฐานะนักเขียนสารคดีดีเด่นจากกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนั้นยังได้เขียนพระราชประวัติของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ให้กับหอสมุดวชิราวุธานุสรณ์ ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญเพื่อการค้นคว้าต่อไปในอนาคต ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสิวัตน์ พูดในรายการ “ครอบจักรวาล” ของท่านว่า คุณสรศัลย์แพ่งสภาคือคอมพิวเตอร์ที่เดินและพูดได้ เพราะท่านมีความจำอันประเสริฐ เวลาใครถามอะไรที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองท่านจะเล่าให้ฟังได้เป็นฉาก จำได้แม้แต่ราคาค่าโดยสารรถราง รถไฟ ว่าขึ้นเมื่อไหร่ ใช่แต่เท่านั้น ท่านยังมีหางตัวรถเมล์ รถราง เมนูอาหารโรงแรมรถไฟ ฯลฯ หนังสือของท่านทุกเล่มจึงมีคุณค่า สำหรับห้องสมุดสถานการศึกษาเป็นอย่างมาก ท่านให้สัมภาษณ์ว่า

content/picdata/10/data/2.jpg
คุณสรศัลย์ แพ่งสภา

      “ผมมีบุญได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวครั้งแรก ตั้งแต่พระองค์ท่านยังดำรงพระอิสริยยศเป้นพระอนุชาธิราช วันนั้นพระองค์ท่านตามเสด็จในหลวงอานันท์ (รัชกาลที่ ๘) ไปทรงเยี่ยมชมผลงานคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ผมในฐานะหัวหน้าคณะได้ถวายการรับเสด็จพร้อมกับเพื่อนนิสิตและบรรดาคณาจารย์ของคณะ ในตอนนั้นได้มีการแสดงผลงานของนิสิตด้วย และผลงานนิสิตที่ได้รับรางวัลดีเด่น และถูกนำมาแสดงด้วย คือ โมเดลรูปจำลองบ้านและอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป้นงานของผมและเพื่อนนิสิตอีกสามคนคือ ฉลาด วรีสุธิ ม.ร.ว.สันธิยา อิศรางกูร และเจือระวี ชมเสวี
       
       ถึงเวลาที่กำหนดได้เสด็จพร้อมกันทั้งสองพระองค์ จำได้ติดตาว่าทรงฉลองพระองค์ชุดสากลสีนวลเปลือกข้าวโพด พอได้เห็นพระองค์ผมรู้สึกปลาบปลื้มจนขนลุกเพราะเกิดมาไม่เคยเห็น ในหลวงพระองค์ปัจจุบันรับสั่งว่า
       
       “เอาไปเล่นได้ไหม ?”
       ในหลวงอานันท์ตรัสตอบว่า
       “เอาไปเล่นก็พังหมดซิ”
       ในหลวงพระองค์ปัจจุบันตรัสเสริมอีกว่า
       “เอาไปตั้งดูไม่พังหรอก”
       
       หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ก็มีหมายรับสั่งให้อาจารย์และนิสิตที่ทำงาน สร้างโมเดลเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เพื่อถวายโมเดลของผมและเพื่อนนิสิต
       
        ท่านอาจารย์ แหลมฉาน หัสดินทร์ อาจารย์ประจำคณะได้นำผมและม.ร.ว.สันธิยาฯ เข้าเฝ้าเพื่อถวายโมเดลที่พระที่นั่งบรมพิมาน ทั้งสองพระองค์ลงมารับของถวาย พร้อมสมเด็จพระราชชนนีฯทรงฉลองพระองค์ลำลอง ท่านอาจารย์แหลมฉานได้ทูลเกล้าถวายของ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นโมเดล ก็ทรงพระสรวลอย่างถูกพระทัยทั้งสองพระองค์
       
        เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยลืมเลือน เพราะเป็นความหลังที่ผมพากพูมใจอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้”

       
       ท่านต่อไปเป็นสุภาพสตรีคนเดียว คือคุณสุชาดา ชมเสวี เป้นสาวน้อยวัย ๘๐ ปี เบริบูรณ์ เป็นลูกตำรวจคุณพ่อคือ พ.ต.อ.พระขจัดทารุณกรรม (เงิน หนุนภักดี) อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต ๓ ท่านจบจากคณะสถาปัตยกรรม เป็นนักออกแบบมือฉมัง สร้างฉากละครมาตั้งแต่ครั้งศาลาเฉลิมไทยยังเป็นโรงละคร นอกจากนั้นยังสวยจนคนลือ เป็นนักกีฬา ร่าเริง สดใส มีอารมณ์ขันตลอดเวลา ตอนนี้เพิ่งพักการเล่นเทนนิสเพราะขาเจ็บ ทุกวันนี้ยังทำงานออกแบบในฐานะสถาปนิกอิสระ เป็นผู้ที่คุณลักษณะพิเศษที่ใครอยู่ใกล้ๆ ก็มีความสุข เป็นคุณแม่ของคุณฐาปบุตร ชมเสวี อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ท่านเล่าให้ผมฟังดังนี้

content/picdata/10/data/3.jpg
คุณสุชาดา ชมเสวี

 “พูดแล้วไม่น่าเชื่อว่าอยู่กรุงเทพแท้ๆ ไม่เคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวมาจนกระทั่งอายุตัวเองได้ ๓๓ ปี มีลูกโตแล้วสองคน
       จนกระทั่งวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางรถยนต์พระที่นั่งมาจากทางด้านสะพานผ่านฟ้า ดิฉันเองทำงานเป็นสถาปนิกประจำธนาคารอาคารสงเคราะห์ราชดำเนิน เพื่อนบอกว่าในหลวงจะเสด็จผ่านหน้าธนาคาร จึงรีบวิ่งตามเพื่อนไป
       
        เพื่อนออกไปก่อนกลุ่มใหญ่ แต่ความที่ตัวเองอยากเห็นชัด จึงไม่เข้าไปรวมกับแถวของเพื่อน แอบแยกออกไปยืนคนเดียวห่างจากกลุ่มเพื่อนประมาณ ๒๐ เมตร
       
        รถพระที่นั่งเคลื่อนช้า ๆ ผ่านแถวของเพื่อนทรงหัวพระพักตร์ไปทางให้กลุ่มเพื่อน พอรถผ่านที่ตัวเองยืนอยู่ พอเสด็จผ่านที่ดินฉันยืนอยู่ โบกพระหัตถ์ให้ดิฉันพร้อมกับทรงพระสรวลน้อยๆ ดิฉันถึงกับยืนตะลึงลืมความตั้งใจที่จะถวายความเคารพพระองค์ท่าน ด้วยการถอนสายบัวให้สวยงามเสียสนิท ได้แต่ยกมือพนมมือไหว้ถวายความเคารพอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกปลาบปลื้มเหลือเกิน พูดแล้วน้ำตาจะพาลจะไหล (หยุดนิดหนึ่ง ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับ)
       
       การได้เห็นในหลวงดิฉันถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย มีในหลวง ดิฉันมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านในพระอริยาบทหลากหลาย ตั้งบูชาไว้ในที่สูง กราบทุกวันขอพระบารมีคุ้มครองตัวเอง ลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข มาถึงวันนี้แล้วดูเหมือนว่าพระองค์จทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้ดิฉันเต็มบริบูรณ์”

       
       คุณนพพร บุณยฤทธ์ หนุ่มน้อยวัย ๗๗ ปี (เกิด พ.ศ.๒๔๖๙) อดีตบรรณาธิการสยามรัฐ คู่บารมีของ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชอดีตนายกรัฐมนตรี สุขภาพยังดีเยี่ยม เข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อายุ ๑๘ หลังจบจากบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พอพออายุได้ ๒๔ ปี เข้าทำงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐด้วยการชักชวนของพล.ต.ม.ร.ว.ท่านอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช จนกระทั่งเป็นบรรณาธิการทั้ง”สยามรัฐ” และ”ชาวกรุง” เป็นพระเอกคนแรกละครเวทีศาลาเฉลิมไทยเรื่อง “สุดฟากฟ้า” ยุคโรงละครศาลาเฉลิมไทยกำลังเฟื่องฟู เป็นนักวิจารณ์ภาพยนต์ในนาม “จอเหี่ยว” ซึ่งโด่งดังมากในยุคหนังสือ “ชาวกรุง” เป็นเจ้าของเรื่องสั้นรางวัล “โบว์สีฟ้า” จากเรื่อง “กะลาผูกโบว์” อันเป็นเรื่องที่ยกย่องกันว่าเป็นเรื่องสั้นต้นแบบของนักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่ทางคุณหญิง อัมพร มีศุข แห่งกระทรวงศึกษาธิการ เลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนมัธยม เป็นนักเขียนที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุคกึ่งพุทธกาลพร้อมกับ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ และ คุณรงค์ วงษ์สวรรค์ รัตนะ เยาวะประภาส ท่านเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในสมัยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นประธานสภา และได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงสูงมากเป็นหนึ่งในทอปเทน โดยมีพล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเป็นอันดับหนึ่ง สร้างความประหลาดใจให้กับวงการไม่น้อย เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับความเคารพมากคนหนึ่งของเมืองไทย ปัจจุบันวางมือจากการเขียนหนังสือกลายเป็นผู้อ่านแต่เพียงอย่างเดียว

content/picdata/10/data/4.jpg
คุณนพพร บุณยฤทธ์

“ ในชีวิตไม่เคยเห็นในหลวงมาก่อน นอกจากพระ บรมสาทิสลักษณ์เท่านั้น
       
        โตขึ้นมาหน่อยทางบ้านส่งให้มาเรียนที่โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อยู่ฝั่งธนบุรี ก่อนสงครามญี่ปุ่น จำได้ว่าเพื่อนที่โรงเรียนบอกว่า ในหลวงจะเสด็จจากพระบรมมหาราชวัง ไปที่กรมการรักษาดินแดน ทางคุณครูเขาเลยปล่อยนักเรียนออกจากโรงเรียนไปเฝ้าท่าน ตอนนั้นผมยังอายุแค่สิบสองสิบสามเท่านั้น ยังไม่โตมากนัก ต้องเดินตามพวกผู้ใหญ่จากโรงเรียนบ้านสมเด็จฯข้ามสะพานพุทธ เดินเรื่อยมาจนถึงกรมการรักษาดินแดน ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันไม่น้อย ผมต้องแหวกคนเข้าไปดูเห็นในหลวงรัชกาลที่ ๘ และในหลวงพระองค์ปัจจุบัน ทั้งสองพระองค์กำลังทรงพระเยาว์อยู่ พระฉวีเปล่งปลั่ง พระพักตร์งดงาม เสด็จพระราชดำเนินผ่านฝูงชนทรงฉลองพระองค์ชุดยุวชนทหารเหมือนกันทั้งสองพระองค์ ทรงแย้มพระสรวลให้กับผุ้คนที่มาเฝ้าชมพระบารมี
       
       ผมรู้สึกจังงังตกตะลึง หยุดนิ่งอยู่กับที่ ก้มศีรษะถวายคำนับ ได้ยิน เสียงผู้คนร้องกันอื้ออึง บ้างก็ไชโยโห่ร้อง ผมถูกคนเบียดมากได้พยายามแข็งขืนเอาไว้สุดกำลังไม่ยอมถอยหลัง เพราะความที่อยากเห็นพระองค์มีมากเหลือเกิน แต่ก็นับว่ามีบุญเป้นล้นพ้นที่ได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพร้อมกันถึงสองพระองค์
       
       มานึกเอาในตอนนี้ ถึงได้คิดว่าเป็นโชคของเราที่ได้มีโอกาสได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกันทีเดียวถึงสองพระองค์ กลับต่างจังหวัดไปเล่าให้ผู้หลักผู้ใหญ่ญาติพี่น้องฟัง เขาซัก ไซ้ไล่เลียงเป้นการใหญ่ อธิบายให้ฟังหลายทีไม่รู้จักเบื่อ เห็นหน้าก็ให้เล่าอีก ผู้ใหญ่หลายคนพูดเหมือนกันว่า
       
        “เอ็งมันมีบุญว่ะ !”


       ที่ผมสัมภาษณ์มาทั้งหมด เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า โอกาสที่คนไทยจะได้เห็น “ในหลวงของเรา” นั้น ไม่เหมือนกัน ทั้งต่างเวลา ต่างสถานที่ บ้างก็เคยเห็นตั้งแต่เด็ก บ้างก็มาเห็นเอาเมื่อโตแล้ว บางคนสูงอายุแล้วขึงจะได้เห็น และเป็นเรื่องที่น่ารู้อย่างยิ่งเพราะเหมือนกับเปิดดูไดอารีหน้าสำคัญของชีวิตท่านเหล่านั้น
       
        จึงอยากจะกราบเรียนท่านผู้อ่านว่า จดไดอารีวาระสำคัญนี้ไว้กันอย่างไรบ้างครับ?
       
        ผมอยากฟังเรื่องของท่านผู้อ่านบ้าง ท่านใดมีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวในวันที่ท่านได้เห็น “ในเหลวงของเรา” ครั้งแรก กรุณาโพสท์มาเล่าความรูสึกที่บันทึกไว้ในไดอารีส่วนคัวหรือความทรงจำให้พวกเราได้อ่านกันบ้าง
       
        ท่านที่สามารถเล่าเรื่องได้ประทับใจคณะคอลัมนิสต์ออนไลน์ ทาง “ผู้จัดการออนไลน์” ก็จะมีรางวัลที่มีคุณค่าทางจิตใจให้กับท่าน รีบโพสท์กันเข้ามา อย่าได้ชักช้าเชียวนะครับ
       
       ในวาระอันเป็นมหามงคลวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ที่จะมาถึงอีกสามวันข้างหน้า คือวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราจะเจริญพระชนม์มายุครบ ๗๖ พระชันษา ประชาชนชาวไทยเราทุกคนจะพร้อมใจกันจุดเทียนชัยมงคล ร่วมร้องเพลงราชสดุดี ถวายแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของชาวเรา และเปล่งเสียงถวายพระพรพร้อมกันว่า
       
        “ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า”
       
       ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
       ขอเดชะฯ
       ข้าพระพุทธเจ้า
       
       วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
   


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
อ่านแล้วสนุกดีได้สาระดีครับ

โดยคุณ สมศักดิ์ 58.9.60.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

โดยคุณ วาดฝัน ตะวันโชนแสง 125.24.73.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
คุณ ยาย ผม ชื่อ สุภาพ แพ่งสภา อะ ครับ ใคร รู้จัก ช้วย ติด ต่อ มาทางเมล ที ครับบ

โดยคุณ bomzawa60@hotmail.com 58.8.229.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER