หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!”
หัวข้อ : “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

       เย็นวันศุกร์ที่แล้ว ได้ยินเสียงเพลงจากข้างบ้านดังแว่วมาด้วยการขับขานของนักร้องสตรี ซึ่งร้องเป็นภาษาสเปนว่า Que Sera Sera สลับกับภาษาอังกฤษว่า

      Whatever will be will be ซึ่งให้ความหมายเดียวกัน และเสียงผู้ร้องเพลงนี้ ฟังสดใสอ่อนหวานนัก
      ผมรู้จักเพลงนี้ดี เพราะตอนเป็นเด็กอยู่โรงเรียนประจำ ได้ดูหนังทุกเสาร์ และเรื่องที่ไม่เคยลืมชื่อ The Man Who Knew Too Much (1956) โดยมีราชาหนัง
สยองขวัญของโลก อัลเฟรด ฮิชค๊อก (Alfred Hitchcock) เป็นผู้สร้าง นำแสดงโดย เจมส์ สจ๊วต (James Stewart) โดยมีดาราสาว ซึ่งในพ.ศ.นั้น เธอยังหวานทั้งหน้าและเสียง โลกรู้จักเธอในนาม ดอริส เดย์ (Doris Day) เป็นนางเอกของเรื่อง และเป็นผู้ร้องเพลงนี้เอง
      เพลง Que Sera Sera หรือ Whatever will be will be นี้ โดนใจทั้งผมและเพื่อนๆ เพราะหลังจากนั้นนักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ที่ผมอยู่ ก็ร้องเพลงนี้เป็น
แทบจะทั้งโรงเรียน
      เดิมเพลงเอกในหนัง เป็นภาษาสเปน ชื่อ Que Sera Sera แต่เป็นภาษาต่างด้าว เกรงว่าคนอเมริกันจะไม่คุ้น และเป็นเหตุให้เพลงจะไม่ติดหูคนฟัง เลย
เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคำแปลจากชื่อเดิม ว่า Whatever will be will be ผู้ที่ร้องเพลงนำคือ ดอริส เดย์ นางเอกซึ่งในตอนนั้น เป็นนักร้องเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ว่ากันว่า พอเธอได้ยินชื่อเพลงและเห็นเนื้อร้อง ถึงกับเบ้หน้า คงมีความรู้สึก คล้ายๆกับคุณรวงทอง ทองลั่นธม ที่ยิ่งกว่านั้น คือร้องไห้ไม่ยอมร้องเพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” ที่ขึ้นว่า 

       “เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินเสียงใครมากู่ๆ เรียกหาเจ้าอยู่ๆ หนใดรีบมา”

        คุณรวงทองฯให้เหตุผลว่า “คนอะไรไปรักกับควาย ...เพี้ยนหรือเปล่า เพลงอย่างนี้หนูไม่ร้อง!?” แต่ในที่สุดเธอก็ถูกเกลี้ยกล่อม จนยอมร้องอัดแผ่นเสียง  ไม่น่าเชื่อว่า เพลงอย่างนี้แหละครับ ที่ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ชื่อ “ทองก้อน” และเปลี่ยนใหม่เป็น “รวงทอง” ทำลายสถิติประเทศไทย เพราะเพลงออกมาโดนใจผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง ส่งยอดขายแผ่นเสียงสปีด 78 ของเพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” ขายได้ถึง 5 หมื่นแผ่น และเป็นสถิติต่อเนื่องไปอีกหลายปี เพราะเพลงฮิตแสนฮิตในยุคนั้น ได้แค่ห้าพันแผ่นก็เหลือกินแล้ว
       ดอริส เดย์ ยอดนักร้องที่โด่งดังของคนอเมริกันยุคหลังสงคราม ก็มาตะเภาเดียวกับคุณรวงทอง พอเห็นชื่อเพลงซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อะไรจะเกิด
มันก็ต้องเกิด” เธอถึงกับส่ายหน้าบอกว่า
         “เนื้อร้องบ้าบอคอแตก อะไรกันเนี่ยะ!?”
        แต่เพลงนี้กลับดังทะลุฟ้า ได้เข้าชิงออสการ์ด้วย และกลายเป็นเพลงประจำตัวของดอริส ในรายการโทรทัศน์ของเธอเองไปในที่สุด
 
       ท่านผู้อ่านอาจถามว่า เพลงไทยที่ให้ความหมายเดียวกันเช่นนี้มีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเพลงไทยสากลนั้นยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นลูกทุ่งแล้ว มีเพลงที่ให้ความ
หมายเดียวกัน และเพลงนี้ดังมากด้วย ลองฟังดูนะครับว่า
      ไม่ต้อง มีดนตรี ใช้ตี กาละมัง
      ร้องเพลงดังๆ ให้หนวกหูบ้านใกล้
      เขาร้อง สุขสันต์ วันวิวาห์
      ฉันไม่น้อยหน้าน่ะคนหลายใจ
      เอ๊ย ชั่ง มันเถิด อะไรจะเกิด ก็ปล่อยมันไป
      ฉันไม่ได้อิจฉาใคร แค่แปลกใจ ที่น้ำไหลออกตา
      เพลงนี้สอนให้ฝ่ายหญิงรู้จัก “ทำใจ” เมื่ออกหักคนรักหนีไปแต่งงาน คุณหนูคัทลียา มารศรี ขับร้องเอาไว้นานแล้ว เธอเป็นลูกทุ่งหญิงที่ผมเห็นว่า เก่ง
มากๆ คนหนึ่งในวงการ ได้รางวัลนับไม่ถ้วน เช่น รางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ทองคำ ในฐานะนักร้องหญิง ลูกทุ่งยอดเยี่ยม รางวัลการเวก ทองคำ ประเภท ลูกทุ่งหญิงขับร้องยอดเยี่ยม ของกรมประชาสัมพันธ์ด้วย 

       เพลงนี้ชื่อ “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” ทำให้คัทลียา ได้รับรางวัลมาลัยทองคำเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ ฟังแล้วถูกใจผมนัก
      ทำไมจึงกล่าวว่า “ถูกใจ” ? 
      ความจริงแล้ววลีเพลงอย่าง “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด” หรือ “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” นั้น คนที่เป็นผู้บังคับหน่วยกำลัง อย่างหัวหน้าสถานีตำรวจ หรือผู้
บังคับหน่วยรบ จะพูดจนติดปาก เพราะมักจะใช้เป็นวลีปลอบขวัญ และปลุกใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้หวั่นหวาดกับภยันตรายทั้งหลาย ที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วย และคนของตนจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ ไม่ว่าเป็นการรบ หรือเข้าปะทะกับเสี้ยนหนามแผ่นดิน หรือโจรผู้ร้ายใจอำมหิตหน้าไหน เราก็จะไม่หวาดหวั่น
       วลีที่เข้าใจง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ ทำให้หน่วยรบสามารถก้าวสู้สมรภูมิ หรือประจันหน้าข้าศึกได้อย่างไม่พรั่นพรึง!
      มาถึงวันนี้ สมรภูมิหลักก็อยู่ที่บ้านเรา โดยเฉพาะปัญหาทางภาคใต้ แต่บัดนี้สถานการณ์ก็เริ่มเย็นลง กองกำลังตำรวจ ทหาร พลเรือน ก็ร่วมมือร่วมใจคืน
สันติสุขให้ภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งจุดหมายปลายทางของวันแห่งความสงบ
        ...ก็ฉายแสงแห่งความหวัง ให้เห็นรำไร
       แต่ปัญหาที่หนักหนาสาหัส กลับกลายเป็นอยู่ที่กรุงเทพนี้เอง เมื่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้เข้ายึดสถานที่ราชการที่สำคัญ คือทำเนียบรัฐบาลมานานแรมเดือน
เข้ารุมทึ้ง หยิบฉวยขโมยของหลวง เงินสด ของมีค่า รวมทั้งอาวุธไปเป็นจำนวนมาก
      เจ้าหน้าที่ กลับไม่กล้าทำอะไร!
      ไม่รู้ว่าฝรั่งมังค่ารู้กันหรือเปล่าว่า หน่วยราชการสำคัญที่ถูกยึดไปด้วยหน่วยหนึ่งคือ
      “สภาความมั่นคงแห่งชาติ!”
      น่าอายขนาดหนัก...ก็ขนาดสภาความมั่นคงแห่งชาติยังโดนยึด ใครอย่าสะเออะมาให้คำมั่นกับผู้คนว่า จะดูแลความมั่นคงแห่งชาติเป็นอย่างดี
      เหม็นขี้ฟันเปล่าๆ!
      ผู้กระทำผิดกฎหมาย ยังกระทำอัปรีย์ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ถือว่าเป็นการหลู่พระเกียรติยศ ด้วยการปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินมายาวนาน จนแม้กระทั่งพระราชพิธีสำคัญ ที่ทางราชการและประชาชนร่วมใจน้อมกันจัด เพื่อถวาย
พระเกียรติยศแด่สมเด็จกรมหลวงฯ ซึ่งมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยมาตลอด
      ไอ้คนพวกนี้ มันก็ไม่ได้ใยดี!
      ที่น่าสะเทือนใจที่สุดก็คือ เมื่อมีข่าวสารแพร่ออกมา ถึงพสกนิกรผู้จงรักภักดีว่า
      ...พล.ต.จำลองฯ อนุญาตให้กองทหารรักษาพระองค์ ใช้พื้นที่ซ้อมพิธีสวนสนามได้ โดยระบุว่า ให้ทหารจัดกำลังทำการรื้อถอนเต้นท์ พธม.เองและเมื่อ
พิธีซ้อมเสร็จแล้ว ให้ทหารทำการติดตั้งเต้นท์ และคืนทรัพย์สินของ พธม.ให้ครบถ้วน อย่าให้เสียหาย...
      ทั้งนี้ พล.ต.จำลอง ระบุว่าจะอนุญาตให้ใช้พื้นที่เฉพาะวันอาทิตย์ตามที่ทหารร้องขอ จนกว่าจะถึงวันพระราชพิธีสวนสนาม...
      ไม่น่าเชื่อว่า...
      หน่วยทหารที่มีหน้าที่สำคัญยิ่ง ในการถวายความอารักขาต่อองค์พระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทย กลับแสดงอาการศิโรราบ ต่อคำสั่งของผู้นำการกบฏ
      เกียรติศักดิ์รักของข้าฯ มอบไว้แก่ตัว...นั้น....อยู่ที่ไหนกัน!
      เมื่อเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ ทำให้ผมคิดย้อนไปในอดีตว่า ทหารรักษาพระองค์นั้น เพิ่งปรากฏมีเมื่อสมัยรัชการที่ 5 นี้เอง แต่ท่านผู้อ่านเชื่อผมไหมครับว่า
      เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันจะต้องเสด็จนิราศจากเมืองไทยไปนั้น กลับไม่มีทหารรักษาพระองค์ ติดตามไปส่งเสด็จ ที่สถานีรถไฟ
จิตรลดา ทั้งๆ ที่พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
      ไม่น่าเชื่อว่า...
      แถวที่ไปส่งเสด็จนั้น มีเพียงแถวนักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ซึ่งชื่อเดิมคือโรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพฯ
      ม.จ.พิริยะดิศ ดิสกุล ซึ่งยังเป็นนักเรียนและไปส่งเสด็จ ท่านได้เขียนบรรยายในหนังสือวชิราวุธานุสาส์น ถึงสายพระเนตรที่หม่นหมอง ของพระบาทส
มเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗  ทรงเสด็จตรวจแถวนักเรียน ก่อนจะขึ้นประทับรถไฟ ลูกวชิราวุธทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างเล่าเหตุการณ์ได้สอดคล้องกันหมด
      วันหน้าผมจะขออนุญาตธิดาของท่าน คือ ม.ร.ว.รมณียฉัตร แก้วกิริยา (คุณหญิงเป็นนักเรียนชั้นเดียวกันผม เรียนห้องเดียวกันที่โรงเรียนราชินีมาหลายปี)
นำเอาข้อเขียนบางส่วนของท่านชายพิริยะดิศมาลง รับรองว่าท่านผู้อ่านจะอึ้ง!
       นี่เองที่พระราชพิธีสำคัญ จึงมีนักเรียนของวชิราวุธ วิทยาลัย ที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง ได้รับโอกาสสำคัญของชีวิต เชิญพระราชศาสตรา ในริ้วขบวนพระบรม
ศพของสมเด็จกรมหลวงฯ ที่เพิ่งผ่านสายตาผู้คนไปไม่กี่วันนี้
       พวกเขาถูกปลูกฝัง ให้หนักแน่นในความจงรักภักดี มาตั้งแต่ยังเด็ก!
      จึงอยากจะตะโกนกู่ก้อง ไปถึงขุนทหารทั้งหลาย ว่า
      บัดนี้ ฝ่ายตำรวจนั้น เขาได้ออกประกาศอย่างแข็งแรง และจิตใจมุ่งมั่นที่จะป้องกันรัฐสภา อันเป็นเขตพระราชฐานไว้ด้วยชีวิต
      อะไรจะเกิด...ก็ให้มันเกิด!!!
      ผู้เขียนขอให้คนไทยทำใจ ให้เหมือนอย่างที่หนู คัทลียา มารศรี เธอร้องเอาไว้ ถ้าเรื่องร้ายจะเกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของบ้านเมืองเรา
      คนไทยทุกคน ต้องก้มหน้ารับร่วมกัน!
      ทหารจะช่วยสนับสนุน การปฏิบัติงานของตำรวจหรือไม่อย่างไรนั้น ผมไม่แน่ใจ เพราะทุกวันนี้ แม้แต่สถานีวิทยุของ บก.สูงสุด ที่เปลี่ยนเป็นกองบัญชาการ
กองทัพไทยนั้น ที่ดำเนินการโดย ไอ้.เอน.เอน. ที่ถูกสื่อด้วยกันกล่าวหาว่าเป็น “โคตรเต้าข่าว” การดำเนินรายการของพวกเขา ใครฟังก็รู้ว่า
       แสดงตนเป็นแนวร่วมสำคัญของพันธมาร โดยสื่อความเคลื่อนไหวของคนพวกนี้อย่างถี่ยิบ ทั้งโจมตีรัฐบาลต่อเนื่องยาวนาน
      คนที่พอมีสติปัญญา ก็ต้องคิดว่า เจ้าของสถานีที่เป็นทหาร อยู่เบื้องหลัง จริงหรือไม่จริงล่ะ!?!
      ก็ทำกันอย่างนี้ ทำให้ผมต้องเขียนถึงนายพลบุญสร้าง เจ้านายเก่าของหน่วยงานนี้ สมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งอยู่ ซึ่งมักออกมาให้สัมภาษณ์สวนทางกับ
รัฐบาลเป็นประจำ โดยได้เขียนคอลัมน์ลงประชาทรรศน์สองวันติด ชื่อคอลัมน์ว่า
      “บุญสร้าง อย่าเป็นบุญเสี้ยม!
      คนอ่านทั้งประชาทรรศน์และเว็บไซด์ต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์กัน  ตรึม...บุญเสี้ยมค่อยหายซ่าไปหน่อย!! 
 
      อยากจะบอกว่า การที่ พล.อ.อนุพงษ์ฯ ผบ.ทบ.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วไม่ดำเนินการอย่างหนึ่ง
อย่างใด จนต้องยกเลิกพระราชกำหนดนี้กันไปในที่สุด ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ที่คิดว่า ทหารพอจะช่วยบ้านเมืองได้บ้าง 
      ก็หมดความไว้วางใจ ในกองทัพไปเลย!
      ยิ่งพอตำรวจรักษาสภา อันเป็นเขตพระราชฐาน ไม่ให้ถูกยึดครอง มีการบาดเจ็บล้มตายกัน ทหารยังออกมาพูดตำหนิปฏิบัติการของตำรวจ ทั้งยังออก
โทรทัศน์ พูดเชิงข่มขู่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเสียอีก...
      ทหารเลยยิ่งตกต่ำในสายตาผู้คน โดนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆหายๆขนาดหนัก หรือทหารจะลืมไปว่า
      เมื่อเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นั้น ทหารเดินแถวตึงๆๆ เข้าถนนราชดำเนิน แบบไม่มีกลยุทธอะไรเลย...

content/picdata/109/data/sodier.jpg

   ...ผู้บังคับหน่วยสั่งบรรจุ แล้วยิงด้วยกระสุนจริงเปรี้ยงๆๆๆเข้าให้ ผู้ชุมนุมลงไปด่าวดิ้นสิ้นชีพไป...จริงหรือเปล่าล่ะ!?!
      มาถึง พ.ศ.นี้...หนอยแน่...ทำเป็นลืม ด่าคนโน้น ตำหนิคนนี้ ช่างไม่ดูตัวเองบ้างเลย!
      วันนี้ ต้องขอพูดตรงๆเพราะผมไม่รู้ว่า ขุนทหารจะนำเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ ได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจหรือ
ไม่อย่างไรนั้น...ผมไม่ทราบ
      ทั้งนี้เพราะผู้เขียนนั้น อดคิดไม่ได้ว่า
      ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจพลสวนสนามอยู่นั้น ถ้าหากพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปไม่ไกลนัก ก็จะทรงเห็นสะพานมัฆวาน
และมีทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกยึดอยู่โดยกลุ่มกบฏ ทั้งๆที่มีหน่วยทหารสำคัญตั้งอยู่หลายหน่วย ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
      กองกำลังนอกกฎหมาย ได้เข้าควบคุมสถานที่ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดิน และปล้นสะดมทำลายเอาจนย่อยยับ แถมยังวางก้ามสั่งห้ามผู้
คนผ่าน
      แม้หน่วยทหารรักษาพระองค์ จะฝึกซ้อมสวนสนามในพระราชพิธีสำคัญ ยังต้องซมซานไปขออนุญาตพวกมัน...
      มันเป็นไปได้อย่างไรกัน...ประเทศนี้!?
      ที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมากที่สุด คือ

     แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนี้
      ยังไม่อาจทรงใช้ได้เส้นทาง เสด็จพระราชดำเนินประจำได้!
      
      ถึงตรงนี้ น้ำตากลบ เขียนต่อไม่ไหวแล้ว...อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด!!!

 

.................

 

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
มันเกิดแล้ว น้ำตานองทั้งชาติ

โดยคุณ วิเวียน 124.120.81.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER