หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “ป๋าเปรม หรือจะสู้...ป๋าเปลือย!!!”
หัวข้อ : “ป๋าเปรม หรือจะสู้...ป๋าเปลือย!!!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“ป๋าเปรม หรือจะสู้...ป๋าเปลือย!!!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

       ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นมา เสียงประชาชนคนไทยที่บ่นกันพึม ถึงความผิดหวังในการบริหารบ้านเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่ผมตั้งฉายาว่า “มาร์ค มุกควาย” เพราะเข้าบริหารประเทศตดยังไม่หายเหม็น คนไทยเริ่มจะเห็น “มุกควาย” ของอีตาคนนี้มากขึ้นทุกที จนกระทั่งแม้แฟนพันธ์แท้และพันธ์ทางของประชาธิปัตย์ที่ผู้เขียนรู้จัก ก็เริ่มจะประสานเสียงในทำนองเดียวกันแล้ว
       อย่างว่าแหละครับ...คนไทยเรานั้นแม้ดูจะเป็นคนง่ายๆสบายๆ แต่ก็เอาใจยาก ตั้งแต่มีนายกฯมาไม่เคยถูกใจสักคน ไม่เชื่อลองถามๆดูเถอะ แต่ผมจะขอยกตัวอย่างให้เห็นกันสักพอเป็นตัวอย่าง เช่น
       นายกฯ ป. ซึ่งหมายถึงจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพวกชาตินิยมจัด รังแกคนจีน ลงท้ายโดนปฏิวัติต้องออกจากอำนาจไป 
       นายกฯ สฤษดิ์ ก็ถูกผู้คนกล่าวหาว่าเป็นจอมเผด็จการ ตายไปแล้วก็มีเรื่องยึดทรัพย์มากมายหลายพันล้าน มีเมียเป็นร้อยเป็นพันคน ทำให้คนพูดถึงในทางที่ไม่สู้ดี 
       นายกฯ ถนอม ก็ถูกกล่าวหาว่า ไม่มีความเด็ดขาด ให้ท้ายลูกชายที่ทำตัวเขื่อง ประชาชนไม่ชอบหน้า พอมีเรื่องเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวร ฝ่ายตรงข้ามได้ทีจึงยืมมือนักการเมือง ยุยงนิสิตนักศึกษาเป็นเครื่องมือ ขับไล่ไสส่งออกนอกประเทศไป 
       นายกฯ เปรม ขนาดเป็นถึงรัฐบุรุษ อยู่ทำเนียบสี่เสาเหมือนนั่งบนหอคอยงาช้าง ดูสูงส่งโอ่อ่า แต่วันดีคืนร้าย ผู้คนยกขบวนไปด่าทอ ถึงหน้าทำเนียบที่พัก! 
       นายกฯ ชาติชาย ถูกกล่าวหาว่าตั้ง “บุฟเฟต์แดก- แคบบิเนต” รับประทานกันไม่กลัวท้องแตก ทหารเลยช่วยทำปฏิวัติให้ออกจากตำแหน่ง และเดินทางไปกินเกี๊ยวกุ้งของเจ๊ไหหลำที่อังกฤษ
       นายกฯ ชวน หลีกภัย ก็ถูกพวกนินทาว่ามัวแต่ตีผมโด่ง แต่ทำงานเชื่องช้าเป็นหอยทาก บ้านเมืองไม่ได้ก้าวเดินไปข้างหน้า แค่คลานกระดืบๆไปเท่านั้น ดีแล้วที่ออกจากอำนาจไป
       นายกฯ อานันท์ ที่มีผู้ตั้งฉายาว่า “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” แต่พอแกทิ้งทวนเรื่องขายโรงกลั่นด้วยเช็คใบเดียว แบบควานหาความโปร่งใสไม่เจอ จึงถูกผู้คนด่าทอยิ่งกว่า “ขี้ข้าคนสุดท้าย” เสียอีก!
       นายกฯ ทักษิณ ก็ถูกพวกผู้ดีตีนแดงตะแคงจิ๋มเดิน กล่าวหาว่า ทำให้ยาเสพติดแทบจะหายไปจากแผ่นดินไทย บ้านเมืองมีโครงการดีๆให้ประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีกินมีใช้ นักเรียนบ้านนอกคอกนา ได้ไปเรียนหนังสือเมืองฝรั่งต่างด้าว ชาวบ้านตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตย มีความรู้มากขึ้น ทำให้ยากต่อการปกครองของพวกขุนนาง ที่มีอยู่แค่กระหย่อมกระหยอย  แถมยังกดกบาลผู้คนมานานแสนนาน เลยโดนปฏิวัติ ต้องออกนอกประเทศไป
 
       นายกฯ สมัคร ก็อีแค่พ่อครัวหัวป่า พอออกมาตรการ 6 ประการที่ประชาชนพึงพอใจ ก็ต้องตกเก้าอี้เพราะเรื่องทำกับข้าวกับปลา...น่าขำจริง!
       อ้าว...
       พอมาถึงนายอภิสิทธิ์ หรือ “นายมาร์ค มุกควาย” ฝ่ายค้านดักดาน ที่มีทั้งกองทัพทหาร กองทัพพันธมิตร อีกทั้งกองทัพแม่ยกตีนแดง ทั้งผลักทั้งดันมาหลายปี พอได้เกาะปลายไม้กวาดพ่อมดขึ้นถึงเก้าอี้นายกฯ 
       แต่...แค่เดือนเดียวเท่านั้น ก็ได้แกสำแดงความไร้กึ๋น ขาดความเป็นตัวของตัวเองออกมา เพราะนอกจากจะไม่ฉายแวว “ฉลาด” ขาดความเป็นผู้นำแล้ว รายการจ้อผ่านสื่อประจำสัปดาห์ ก็ไม่ได้รับความสนใจ ประชาชนไม่ชอบ โพลขนาดเอาใจแล้วยังต่ำระดับสิบ ชาวบ้านหน่ายแววตาที่แห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวาเหมือนซอมบี้ของแก ทั้งคำพูดก็ไม่ประทับใจเหมือนเด็กท่องอาขยาน 
       ตัวแกเองยังออกอาการ “เอ๋อ” ให้ผู้คนได้เห็นกันชัดๆ
       จนคนไทยอย่างผม ไม่อยากเรียกว่า “อะ-ภิ-สิทธิ์” แต่อยากเรียก.... “เอ๋อ-ภิ-สิทธิ์” แทนซะแล้ว! 
       ชาวบ้านเขาหาว่า “มิสเตอร์ มุกควาย” หาว่าดีแต่พูด ทำอะไรก็ไม่เป็น อย่างที่ผมเคยบอกว่าเหมือนพวกเชียร์มวยข้างเวที อยู่ข้างล่างทำแย็บหมัด ตีศอก กระทอกเข่า พอขึ้นเวทีจริงๆ
       กลับเมาหมัด ตุปัดตุเป๋ แค่ยกแรกเท่านั้น...โถ!
       นอกจากนั้นผู้คน ยังตั้งข้อสังเกตว่า จะยกขบวนพรรคและพวก มารุมแทะประเทศไทย ที่กำลังผอมผ่ายเพราะพ่ายพิษเศรษฐกิจเข้าไปอีกด้วย เริ่มตั้งแต่ปลาร้ากระป๋องแตก 
       ส่งกลิ่นเหม็นเน่าหึ่ง นั่นไง!! 
       ผมเองก็เป็นคนไทย เบื่อง่ายเหมือนกัน จึงจะเสนอนายกฯคนใหม่ ไม่ใช่อื่นไกล ไม่โนเนมด้วย เพราะเป็นคนที่มีชื่อเสียงรู้จักกันแพร่หลายดีมานานปี ใครๆเรียกแกว่า

content/picdata/132/data/photo2.jpg

       “ชีเปลือย”
       แต่ผมจะเรียกล่วงหน้าไว้ก่อนว่า “ป๋าเปลือย” เผื่อแกได้ตำแหน่งนายกฯ จริงๆ จะได้ไม่ต้องมานับญาติกันทีหลัง
       หากท่านผู้อ่านเป็นคนรักคุณธรรม ชอบคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมติดปากแบบป๋าเปรม หมอประเวศ หรือนายสุเมธ ตันติเวชกุล ท่านต้องชอบ “ป๋าเปลือย” แน่ๆ
       ไม่ใช่อะไรอื่น เหตุก็เพราะป๋าเปลือยแกโชว์ออฟคุณธรรม ความมักน้อย ไม่โลภโมโทสันของแกเป็นมั่นเป็นเหมาะ ด้วยการเปลือยกายโทงๆ ไม่เอาแม้แต่เสื้อผ้ามาเป็นสมบัติติดกาย
       หลักฐานที่เห็นชัดๆ ได้จากการที่ป๋าเปลือยแกตอบข้อถามของชาวบ้าน  เรื่องว่าทำไมไม่ใส่เสื้อผ้า ดังนี้

       "เราตัดขาดปรารถนาไม่อาลัย
       ด้วยเห็นภัยวิปริตอนิจจัง
       อันร่างกายหมายเหมือนหนึ่งเรือนโรค
       แสนโสโครกคืออายุกเป็นทุกขัง
       เครื่องสำหรับยับยุบอสุภัง
       จะปิดปังเวทนาไว้ว่าไร
       เราถือศีลจินตนาศิวาโมกข์
       สละโลกรูปนามตามวิสัย
       บังเกิดเป็นเบญจ ขันธ์มาฉันใด
       ก็ทิ้งไว้เช่นนั้นจึงฉันนี้
       ไม่รักรูปร่างกายเสียดายชาติ ฯลฯ”

       นี่แหละคนอย่างนี้แหละครับ ที่เราอยากได้เป็นนายกฯ “ศิวาโมกข์” ที่เห็นข้างบนคือ “ความหลุดพ้น” ตามคติพราหมณ์ที่นับถือองค์พระศิวะ
       เรารู้กันอยู่ว่า ป๋าเปรมของที่คนไทยรู้จักนั้น ภาพออกมาดูเหมือนจะหลุดพ้นแล้ว จากความต้องการใดๆ 
       ป๋าเปลือยก็คล้ายๆป๋าเปรม คือ ไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรทั้งนั้น ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว หลุดพ้นแล้ว สละแล้ว!
       คนที่สละแล้วจริงๆ ไม่อยากได้ใคร่ดีอะไรเลย ขนาดร่างกายตัวเอง ยังเห็นเป็นแค่ที่อาศัยของโรคาและบรรดาหนอน
       ไม่แต่เท่านั้น ยังมีเครื่องยืนยันถึงความดีอีกอย่างหนึ่ง คือ แกเป็นมังสวิรัติ ไม่เบียดเบียนกระทั่งสัตว์มีชีวิต เพราะแก
       “ไม่กินปลากินข้าวกินเต้าแตง”
       เหมือนกันกับ “มหาจำลอง” เดี๊ยะ!

       ในสายตาหลายคนคงเชื่อว่าคนอย่างนี้ หากได้เป็นนายกฯคงไม่คิดโกงกินชาติ!
       ป๋าเปลือยแกพูดก็เก่ง ขนาดเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สบายมาก เพราะพูดได้น่าเชื่อถือ ฟังแล้วรู้สึกศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมหลั่งไหลออกมาเหมือนสายน้ำ  
       ขนาดแกเรือแตกไปอยู่บนเกาะ ยังมีคนตามไปกราบไหว้นับถือกันอึดตะปือ

       "...พวกสำเภาเลากาก็พาซื่อ
       ชวนกันถือผู้วิเศษทุกเขตแขวง
       คิดว่าขาดปรารถนาศรัทธาแรง
       ไม่ตกแต่งตั้งแต่คิดอนิจจัง...”

       และก็เป็นธรรมดา พอเห็นว่าทั้งดีทั้งวิเศษซะแล้ว ก็ต้องขอนั่นขอนี่ ป๋าเปลือยชินต่อการที่คนขอให้บันดาลอะไรๆให้เป็นไปตามต้องการ นับเป็นคุณสมบัติแท้จริงของนักการเมืองชนิดคร่ำหวอด

       “...ใครขัดสนบนบานการสำเร็จ
       เมื่อแท้เท็จถือว่าวิชาขลัง
       คนมาขอก่อกุฏิให้หยุดยั้ง
       นับถือทั้งธรณีเรียกชีเปลือย...”

       คุณผู้อ่านคงเห็น พอบนบานฟลุ๊กสำเร็จขึ้นมา ก็กลายเป็นว่าป๋าเปลือยเก่ง ครั้นมีคนมาขอก่อกุฏิถวาย แต่ป๋าก็ไม่รับ...ไม่เอ๊า...ไม่เอา ไม่ปรารถนาสิ่งใด 
       ทั้งๆที่ป๋าเปลือยไม่มีบ้านสี่เสาอยู่ฟรีๆสักหน่อย แกก็ยังยืนยันว่าไม่อยากได้กุฏิ
       คนยิ่งนับถือใหญ่
       กลับลือกันว่า... “นี่ไง ของแท้!”
       แต่ก็อย่างว่า ผู้คนก็ยังดื้อรั้นสร้างให้อยู่ดี ป๋าเปลือยแกคงรับอย่างเสียไม่ได้ ตอนสุดสาครมาที่เกาะของป๋า พ่อหนูน้อยลูกนางเงือกจึงเห็น 
       “ที่เงื้อมเขาเสาหงส์ใส่ธงเทียว
       กุฏีเดียวดูหลังคาช่อฟ้าเฟื้อย”

       ชะช้า!...บ้านสี่เสาของป๋าเปรมยังมีแค่สี่เสา ไม่มีช่อฟ้าเฟื้อยเหมือนของป๋าเปลือย 
       เรียกว่าคนละชั้น เทียบกันไม่ได้เลย!
  
       ตอนที่สุดสาครเห็นป๋าเปลือยครั้งแรกนั้น ทำให้ป๋าเปลือย “จ๊าบ” ที่สุด ผู้คนทั้งประเทศไทยได้รู้จัก “ภาพ” แท้จริงของป๋าโดยไม่ต้องอาศัย FACEBOOK เพียงแต่ใช้พีอาร์ชื่อ “พระสุนทรโวหาร” เขียนให้ก็ดังระเบิด

       “...ไม่นุ่งผ้าคากรองครองหนังเสือ
       ประหลาดเหลือโล่งโต้งโม่งโค่งขัน
       น่าเหียนรากปากมีแต่ขี้ฟัน
       กรนสนั่นนอนร้ายเหมือนป่ายปีน
       ประหลาดใจใยหนอไม่นุ่งผ้า
       จะเป็นบ้าไปหรือว่าถือศีล
       หนวดถึงเข่าเคราถึงนมผมถึงตีน
       ฝรั่งจีนแขกไทยก็ใช่ที...”

       แต่ได้สนทนาปราศรัยกับป๋าเปลือยแป๊บเดียว คุณหนูสุดสาครก็เชื่อเลยว่าป๋าเป็นผู้ทรงศีลชั้นดี
       การพูดจูงใจให้ใครเชื่อได้ง่ายๆ นับเป็นคุณสมบัติชั้นยอดของนักการเมือง “เอ๋อภิสิทธิ์” ไปเรียนถึงออกซฟอร์ด ถึงอีตัน ยังถึงทางตัน สู้ป๋าเปลือยไม่ได้
       นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมว่า ป๋าเปลือยแกเหมาะมาก ที่จะเป็นนายกฯบ้านเรา!
         
       ป๋าเปลือยหลอกถามได้ความว่า สุดสาครจะตามไปหาบิดา จึงทำเป็นบอกเจ้าหนูด้วยความเป็นห่วงว่า

       “...แถวทางข้างหน้านั้นปรากฏ
       มีน้ำกรดลึกเหลวเป็นเปลวไหล
       ต่อมีมนต์กลเวทวิเศษไป
       จึงข้ามได้โดยง่ายไม่วายชนม์...”

       แล้วก็อาสาสอนเวทย์มนต์ให้ แต่ต้องไป “บอกมนต์กันบนเนิน”
       พอสุดสาครตามป๋าไปเพื่อเรียนมนต์บน 
       “ปากปล่องช่องเหวเป็นเปลวโปร่ง  
       ตลอดโล่งลึกล้ำเหลือกำหนด...”
       พอได้ที ป๋าเปลือยแกก็ผลักพ่อ “ฤาษีมุนีหนู” ลูกชายพระอภัยมณีตกเหวไป แล้วแย่งเอาไม้เท้ากายสิทธิ์กับม้ามังกรมา
       นิสัยอยากได้อะไรก็ใช้อุบาย แย่งเอา ชิงเอา เพราะรู้ว่าสู้ซึ่งหน้าไม่ได้ นี่ก็เป็นเครื่องแสดงว่าป๋าแกเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะเป็นนายกฯประเทศไทย!
       คราวนี้แกกะจะ “เฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี” เหมือนกับนายมาร์ค มุกควาย นายกฯ คนปัจจุบันของเรา แอ่น...แอ๊น!!

       คุณสมบัติอีกข้อของป๋าเปลือย ที่เราได้เห็นกันตอนนี้ คือ แกเป็นคนมีความทะเยอทะยาน พูดอย่างนักเรียนนอกก็ต้องว่าแกมี ambition แถมยังมี purpose in life จุดหมายในชีวิต ไม่ใช่พวกที่อยู่แกนๆไปวันหนึ่งๆ แกจึง

       “...หมายมุ่งสู่กรุงการเวก
       เป็นเมืองเอกอิศรามหาสถาน
       พวกสำเภาเขาเคยขึ้นบนบาน
       จะคิดอ่านอวดวิชาอุตส่าห์ไป”

       พอป๋าเปลือยแกปรากฏตัว ผู้คนฮือฮากันทั้งเมืองเลยครับท่าน!
       “...ฝ่ายหนุ่มสาวชาวกรุงมุ่งเขม้น
       คิดว่าเป็นโปร่งเปรตประเภทผี
       เสียงครึกครื้นตื่นวิ่งเป็นสิงคลี
       ชาวบุรีร้องอึงคนึงไป
       บ้างว่าผีขี่แพะหรือแกะอูฐ
       บ้างว่าภูติดอกเช่นนี้ผีที่ไหน
       นางสาวแก่แลดูอดสูใจ 
       ฮ้ายอะไรอย่างนี้ลูกมิเคย
       เหล่าลูกเล็กเด็กคนองก็ร้องว่า
       ดูคนแก่แก้ผ้าเจ้าข้าเอ๋ย...”

       นั่นแน่ะ...
       ผมอ่านแล้วนึกถึงนิทาน “ภูษาใหม่ของพระจักรพรรดิ” ที่พระจักรพรรดิเดินเปลือยโทงๆ เพราะโดนช่างตัดเสื้อเจ้าเล่ห์หลอก แล้วมีเด็กร้องว่า “พระจักรพรรดิแก้ผ้าๆ!” ทำให้ทรงสำนึก และผู้ใหญ่ขี้ประจบทั้งหลายก็สำนึกถึงความโง่ของตัวไปด้วย

content/picdata/132/data/photo1.jpg

       เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท่านสุนทรภู่กับท่านฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นักเขียนชาวเดนมาร์ก ซึ่งเป็นคนร่วมสมัยกัน มีอะไรคล้ายในมุมมอง 
       แต่ป๋าเปลือยแกไม่เดือดร้อน อย่างพระจักรพรรดิของชาวเดนส์นะครับ เพราะแก 

       “...เฉื่อยสบายไม่อายเลย
       ทำเฉยเมยเดินมาถึงหน้าวัง..” 
       นี่เป็นคุณสมบัติอีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้ป๋าเปลือยเป็นนักการเมืองได้สบายมาก...
       ความ “หน้าหนา” นี่แหละครับ สำคัญนัก!
       ชาวบ้านที่เคยไปกราบไหว้ป๋าแกถึงเกาะพนม รีบบอกคนอื่นๆว่านี่ไงล่ะผู้วิเศษ แล้วก็เข้าไป “นิมนต์” ให้หยุด ถามว่าที่มาถึงเมืองนี่ท่านประสงค์อะไร จะรีบจัด “ถวาย”
       คราวนี้ป๋าเปลือยได้ที โปรดสัตว์เลย

       “...เรามาหมายโปรดสัตว์กำจัดภัย
       ด้วยบัดนี้ผีห่ามันกล้าหาญ
       จะเกิดการโกลาโรคาไข้
       ให้รากท้นคนตายฉิบหายไป
       จงบอกให้กันรู้ทุกผู้คน
       แม้นกลัวตายชายหญิงอย่างนิ่งช้า
       จงออกมานั่งข้างทางถนน
       กูจึงจะประพรำด้วยน้ำมนต์
       ให้รอดพ้นความตายสบายใจ...”

       แม้ไม่มีเรื่องอะไรเลย แต่ป๋าเปลือยก็ปั่นกระแสขึ้น โดยใช้ 
       “ความกลัว” หรือที่ฝรั่งว่า FEAR! 
       สิ่งนี้แหละครับ ที่นักปลุกปั่นทั้งหลายเขาใช้กันได้ผลทั้งโลก เป็นจิตวิทยาง่ายๆที่บรรดาผู้แสวงหาอำนาจทางการเมืองใช้เป็นเครื่องมือ  
       ก่อ “ความกลัว” ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนได้แล้ว คราวนี้จะทำอะไรก็สำเร็จ หากใครรู้ทันก็ตราหน้าไปเลยว่า....เป็นพวกไม่รักชาติ หรือโง่!! 
       เห็นหรือไม่ว่า ป๋าเปลือยมีความรู้เรื่อง “การปั่นฝูงชน” ขนาดไหน!
       “กระแส” ที่ป๋าเปลือยปั่น...ติดเลย...ราวกับกระแสคลื่นซึนามิ!!
       คราวนี้ประชาชีในกรุงการเวก เบียดเสียดเยียดยัดกันมา เหมือนคราวที่คนจิตใจอ่อนเชื่อคนง่าย หอบลูกจูงหลานไปยึดทำเนียบรัฐบาลสมัยนายกสมัครกันไม่มีผิด เพียงแต่ชาวกรุงการเวกไม่ได้ยึดทำเนียบ เขานั่งอยู่ริมทาง 
       ท่านสุนทรภู่บรรยายไว้น่าฟัง ว่า

       “…คนทั้งนั้นครั้นได้ยินก็สิ้นเกลียด
       อุตส่าห์เบียดเสียดกันเสียงหวั่นไหว
       มานั่งหลามตามทางสล้างไป
       ที่เจ็บไข้คนจูงพยุงมา
       ทั้งลูกอ่อนนอนเมาะนางแม่อุ้ม
       พวกสาวหนุ่มแน่นถนนคนหนักหนา
       ต่างแลดูผู้วิเศษสมเพชตา
       บ้างก้มหน้านั่งหัวร่ององอไป
       นางสาวแก่แม่หม้ายใจขี้ขลาด
       ร้องกรีดกราดกรานนบนั่งซบไหว้
       ด้วยกลัวตายหายเกลียดรังเกียจใจ...”

       ป๋าแกดังขนาดพระเจ้ากรุงการเวก ยังได้ข่าวที่ไปถึงในวัง!
       “...เสนาในกราบก้มบังคมทูล
       ว่าบัดนี้ชีเปลือยมาโปรดสัตว์
       จะกำจัดโรคร้ายให้หายสูญ
       ขี่อะไรไม่รู้จักศักดิ์ตระกูล 
       รำพรรณทูลเขาว่าชีนี้ดีนัก...”

       เห็นไหมครับ word of mouth หรือ “เขาว่า” นี่ได้ผลมาตั้งแต่ครั้งไหนๆ ขนาดพระเจ้ากรุงการเวกท่านยังเชื่อ เพราะท่านยังไม่เคยได้ยินสำนวนรุ่นใหม่ “เขาว่าให้เอาห้าหาร” ตรงนี้ “ท่านครูภู่สุนทร” บรรยายว่า

       “ธิบดินทร์ยินดีเป็นที่ยิ่ง
       คิดว่าจริงจะใคร่ดูให้รู้จัก
       จึงตรัสว่าถ้ากระนั้นขยันนัก
       ไม่ประจักษ์แจ้งว่าท่านอาจารย์ดี
       จงช่วยเชิญมารักษาประชาราษฏร์
       ให้แคล้วคลาดเจ็บไข้โภยภัยผี
       ทั่วทุกคนจนรอบขอบบุรี
       เราจะนิมนต์บ้างเข้าวังใน
       แล้วสั่งเหล่าสาวสุรางค์ต่างคำนับ
       ให้คอยรับผู้วิเศษข้างเพทไสย
       จะพรมพรำน้ำมนต์ให้พ้นภัย
       พวกข้างในนอบน้อมอยู่พร้อมเพรียง
       บ้างรีบรัดจัดธูปเทียนบุบผา
       บ้างห่มผ้าผิวไม้สไบเฉียง
       เครื่องบูชามาตั้งนั่งเรียบเรียง
       ขี้ข้าเคียงเข้าไปนั่งข้างหลังนาย...”

       พวกเสนาก็ทำหน้าที่เรียบร้อยดีนะครับ เชิญป๋าเปลือย “ผู้วิเศษ” ไปพรมน้ำมนต์ตามรับสั่ง

       “ฝ่ายเสนามานิมนต์ผู้วิเศษ
       ไปรอบเขตขอบบุรินสิ้นทั้งหลาย
       ประน้ำมนต์คนทั่วทั้งหญิงชาย
       เข้าทางท้ายวังวางมากลางวัง
       หม่อมผู้หญิงชิงกันดูผู้วิเศษ
       คิดว่าเปรตตกประหม่าหน้าเป็นหลัง
       ร้องหวาดหวีดกรีดเสียงสำเนียงดัง
       นางชาววังวิ่งพัลวันเวียน...”

       แต่พอทอดพระเนตรเห็นสภาพของป๋าเปลือย พระเจ้ากรุงการเวกท่านก็รับไม่ได้นะครับ สุนทรภู่บอกว่าท่าน...
       “...หมางเมินเกินศรัทธา
       ลีลามาปรางค์มาศปราสาทไชย”
       พระเจ้าแผ่นดินเห็นปุ๊บ เสด็จกลับปั๊บไปเลย เพราะไปทอดพระเนตรแล้วศรัทธาไม่ลง!
       ป๋าเปลือยกำลังเป็นลมหน้ามืด เพราะม้ามังกรหนีไป พระเจ้ากรุงท่านก็ยังเมตตาให้มดหมอช่วยรักษา แต่พระองค์ท่านไม่เล่นด้วย...น่าชมจริงๆ
       เมื่อตอนม้ามังกรกลับไปรับ “มุนีหนู”สุดสาคร มาตามมาเอาไม้เท้าที่เมืองการเวก ความจริงก็ปรากฏขึ้น 
       พระเจ้ากรุงการเวกที่รู้สึกความไม่ชอบมาพากลอยู่แล้ว ถึงกับทรงกริ้วป๋าเปลือยเป็นอย่างยิ่ง

       “...มันมาหลอกบอกว่าผีห่าร้าย
       ให้หญิงชายเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี
       ไม่ฆ่าฟันมันจะเคยเหวยมนตรี
       ไปจับชีเปลือยมาอย่าช้านาน...”

       พอรู้ว่าจะถูกประหาร ป๋าเปลือยแกก็วิ่งหนีเสนาขี้โครงบานไปเลย

       “...เห็นเหนื่อยหมอบหอบโครงโก้งโค้งคลาน
       ดูซมซานซุ่มซ่ามด้วยความกลัว
       พวกข้าเฝ้าเข้ากลุ้มรุมกันฉุด
       แกดิ้นหลุดแพลงพลิกเข้าจิกหัว
       บ้างทึ้งหนวดหวดด้วยไม้เหมือนควายวัว
       ลากเอาตัวเข้ามาหมอบหอบหายใจ...”

       แต่เมื่อสุดสาครขอร้องให้ปล่อยชีเปลือยเอาบุญ พระเจ้ากรุงการเวกก็ทรงเมตตาทำตามคำขอ
       “อย่าฆ่าตีชีเปลือยจงปล่อยไป...”
       ป๋าเปลือยจึงปลอดภัย ด้วยประการฉะนี้
       ผมเดาเอาว่า ป๋าแกคงกลับไปเกาะพนม มีชีวิตอยู่ด้วยการ “โปรดสัตว์” พวกเดินเรือที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ด้วยครั้งนั้นยังไม่มีเว็บไซท์ให้เข้าไปดูว่าจริงๆแล้วป๋าแกเป็นคนยังไง
       ป๋าเปลือยคงกลับไป สบายเหมือนเก่า 
       “...พร้อมหมดไม่อดอยาก
       มีโยมมากเหมือนหมายสบายเรื่อย...”
       หวังว่าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผม ว่าป๋าเปลือยมีความคิดความอ่าน มีบุคลิก มีความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งมีคุณสมบัตินานาจนน่าจะเป็นนายกฯแทน “นายเอ๋อภิสิทธิ์” ซึ่งใครๆเปรียบว่า
       เป็น “นายกหุ่นกระบอก” ที่มากคนเชิด!
       ผมเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็คงเบื่อนายอภิสิทธิ์อยู่ไม่น้อย เลยอยากแนะนำให้ติดต่อป๋าเปลือยตามที่อยู่ข้างล่าง
       ท่านชีเปลือย
       บ้านเลขที่ 1 เกาะพนม
       (ระหว่างเกาะแก้วพิศดารกับกรุงการเวก)
       หากกลัวไม่ถึง ก็เขียน “c/o พระสุนทรโวหาร” ไปด้วย รับรองถึงแน่ๆ
       ส่งทางแอร์เมล์จะเร็วกว่านะครับ อย่าไปเสียดายค่าส่งเลย

       ผมเองจะคอยจนกว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะเอาป๋าเปลือยมาเป็นหัวหน้าพรรค และเป็นนายกฯ เพราะยังไงๆ คนไทยจะได้หัวเราะออกมั่ง

       ไม่ต้องมานั่งซึมกะทือ ด้วยความเบื่อแกมเศร้า อย่างทุกวันนี้!!!

...........................

****ท้ายบท
       ขอบพระคุณท่านผู้อ่าน ที่กรุณาอุดหนุนหนังสือของ ‘วาทตะวัน’ แม้ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” “เหี้ยส่องกระจก” และ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน) กำลังจะหมดไป แต่หนังสือใหม่ที่จะเรียงกันออกมา เพื่อสนองแฟนคลับวาทตะวันคือ “ความหลังยังหยดหยาด” “เรื่องสั้น...ฉันเป็นตำรวจ” และ “เมียน้อยร้อยแบบ!!!”          
       สั่งซื้อได้ที่
  www.vattavan.com
หรือโทรสั่ง หมายเลข  086-2593-939...

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
"...มีคุณสมบัตินานาจนน่าจะเป็นนายกฯแทน “นายเอ๋อภิสิทธิ์” ซึ่งใครๆเปรียบว่า เป็น “นายกหุ่นกระบอก” ที่มากคนเชิด!..." ถูกต้อง คนเชิดมีทั้งพันธมาร ทหาร ไอ้เทือก ไอ้ถอก ไอ้ท่อก....ฯลฯ

โดยคุณ สารพัดคนเชิด 124.120.73.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
อยากให้ลอกหนัง ป.ป.ช.ออกให้คนเห็นกันชัดๆ ว่านอกจากตีฝีปากไปวันๆ การบริหารบ้านเมืองก็ย่ำแย่ คนด่ากันทั่วแล้ว

โดยคุณ จะได้รู้กันเสียที 118.173.223.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
อยากจะหา "นายรำ" (ไม่ใช่นางรำน๊ะ เพราะเป็นแต๋ว) ไปไว้ที่ศาลตา (เปรม) เพราะมี 4 เสา, เมื่อไหร่พวก 4 ขันธีจะตายซะทีแผ่นดินจะได้สงบ

โดยคุณ เด็กแนว 58.10.146.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER