หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “บอกตรงๆว่า รับไม่ได้ กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุด ‘ไอ้บัง’ จริงๆ!!!”
หัวข้อ : “บอกตรงๆว่า รับไม่ได้ กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุด ‘ไอ้บัง’ จริงๆ!!!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“บอกตรงๆว่า รับไม่ได้ กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุด ‘ไอ้บัง’ จริงๆ!!!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

       วันนี้ ผมมีเรื่องเกี่ยวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาคุยกับท่านผู้ฟังอีกแล้วครับ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีฟ้องนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับพวกรวม 5 นาย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ร่วมกันละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีงดเว้นการคำนวณภาษีการโอนหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้แก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 พ.ย.40 ทำให้รัฐได้รับความเสียหายจากการไม่ได้เก็บภาษีมูลค่า 270 ล้านบาท 
       ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งหมดไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154, 157 เมื่อเห็นว่า จำเลยทั้งห้าไม่มีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บภาษี ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากร หรือเจ้าพนักงานผู้พิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีอากร แต่เป็นเพียงผู้ พิจารณาข้อกฎหมายเท่านั้น แม้ความเห็นของจำเลยจะไม่ตรงกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งความเห็นของ คตส. ก็เป็นความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างเท่านั้น ย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ นายสุชาติ วันเสี่ยน คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. พยานโจทก์ เบิกความยอมรับว่า คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจไม่พบว่าจำเลยทั้งห้าได้รับประโยชน์อื่นใดที่มิควรได้โดยชอบด้วย 
       ศาลอาญาได้มีคำพิพากษา...ยกฟ้อง!
       บางส่วนของคำพิพากษา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะในคำพิพากษาตอนหนึ่ง ระบุว่า
       ....ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล ปรากฏว่า มีคำสั่งกระทรวงการคลังให้ไล่จำเลยทั้งหมดออกจากราชการจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลย มีลักษณะเป็นการให้ความเห็นทางกฎหมายยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งแต่ประการใด จากพยานหลักฐานยังไม่ อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิด แต่เนื่องจาก ก.พ. ต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีคำสั่งลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกจากราชการ แต่สำหรับศาลเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล 
       ดังนั้น ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวน โดยไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีความผิดตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล จำเลยทั้งหมดจะมีความผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานต่างๆที่ปรากฏ และจากพยานหลักฐานต่างๆของโจทก์ ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งห้ามีเจตนาทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลับได้ความว่า จำเลยใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มความสามารถตามหน้าที่ โดยไม่มีเจตนาทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด ข้อต่อสู้ ของจำเลยรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง....
 
       การทำงานป.ป.ช. ชุดที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง หากเป็นการจับมาตั้งโดย “ไอ้บัง” ชุดนี้ โดนผมเขียนตีแผ่ในหลายเรื่อง เพราะคณะกรรมการชุดดังกล่าว มีการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด เรื่องใดที่เกี่ยวกับพรรคดักดาน ก็ทำเอ้อระเหย การสอบสวนเป็นเต่าคลาน อย่างเรื่องทุจริตยางพารา ก็ออกลูกตามที่ภาษามวยเรียกว่า “ติ๊ดชึ่ง” ไม่รุกและออกอาวุธ เตะต่อยตามหน้าที่นักมวยที่ดี จนใกล้จะหมดอายุความเต็มทีแล้ว 
       แต่ก็ยังคง “ดองเปรี้ยว-ดองเค็ม” กันอยู่ ไม่ได้คืบหน้าไปไหน! 
       นอกจากนั้น สำนวนค้างมีมากมายจนเหยียบหลักหมื่น ขนาดตัดไปให้หน่วยงานใหม่แล้ว ยังเหลืออีกหลายพันคดี จนผมเอามีตีแผ่ไปครั้งหนึ่งแล้ว และยังมีการดองเรื่องสำคัญไว้เป็นจำนวนมาก และชาวบ้านเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด ว่า 
       เมื่อมีการรัฐประหาร ปี พ.ศ.2549 ได้มีการไล่ดำเนินคดีกับฝ่ายที่พวกพันธมารคิดว่า “เป็นพวกของทักษิณ” ซึ่ง ป.ป.ช.ดูเหมือนมีความตื่นตัว กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเร่งทำการสอบสวน และกลุ่มบุคคลที่ดูเหมือนจะได้รับผลพวงจากการนี้มากที่สุด ก็ไม่หนีพวก 
       “ตำรวจ!”
       แต่การดำเนินการในลักษณะนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมุ่งหน้าฟาดฟัน ห้ำหั่นกันให้ถึงที่สุด ก็ดันพลาดจนได้ และเป็นเรื่องที่เราจะดูให้เห็นวิจารณญาณของผู้ที่ฝ่ายรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น ว่ามีความเที่ยงธรรมเพียงไร 
       ผมมีเรื่องที่จะแสดงให้เห็นชัดว่า กระบวนการสอบสวนเอาความผิดข้าราชการโดยคนกลุ่มนี้ นั้น
       มีมาตรฐาน...ต่ำกว่าที่คิด!

       ตัวอย่างที่จะยกมาให้เห็น คือเรื่องของ พันตำรวจเอก ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ หรือ ฤทธิรงค์ เทพจันดา เดิม ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียก “รองโอ๋ สืบหก” ตามที่สื่อต่างๆเรียกขานกัน  คือ “โอ๋” เป็นชื่อเล่นของนายตำรวจผู้นี้ ส่วนคำว่า “สืบหก” เพราะตอนที่เขามีเรื่องมีราวนั้น นายตำรวจผู้นี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผกก.สส.น.6) ตำแหน่งปัจจุบัน เป็นนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ เลยเรียก “รองโอ๋ สืบหก” เพราะคุ้นปากผู้คนมากกว่า 
       ในวันเกิดเหตุ นายตำรวจผู้นี้ยังดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.น.6 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการเดินทางมาเป็นประธานเปิดอุทยานศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549   
       วันดังกล่าวมีการชุมนุมของประชาชน ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายต่อต้านพันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร  และได้มีการทำร้ายร่างกายนายวิชัย  เอื้อสิยาพันธ์ และนายฤทธิณรงค์  ลิขิตประเสริฐกูล  ฝ่ายต่อต้านที่ตะโกนขับไล่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร 
       บุคคลทั้งสองได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ให้ดำเนินคดีอาญากับ “รองโอ๋ สืบหก” ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เนื่องจากให้บุคคลอื่นคือ นายจรัล จงอ่อน และนายชัยสิทธิ์  ลอม๊ะห์ ทำร้ายตนเอง และละเว้นไม่จับกุมบุคคลทั้งสอง 
       พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า “รองโอ๋ สืบ6” ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา และได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังผู้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนและวินิจฉัย
       เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ป.ป.ช.มีการแต่งตั้ง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีดังกล่าว ประธานอนุกรรมการไต่สวนได้มีหนังสือลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 แจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนให้“รองโอ๋ สืบหก” ทราบ และมีหนังสือลงวันที่ 21 ธันวาคม 2549 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 ธันวาคม 2549 โดยให้มีสิทธินำพยานหลักฐานไปประกอบการชี้แจงแก้ข้อ กล่าวหาได้ 
       “รองโอ๋ สืบหก” จึงได้ไปรับแจ้งข้อกล่าวหาและยื่นเอกสารประกอบคำชี้แจง ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ต่อ คณะอนุกรรมการไต่สวนให้เจ้าตัว ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในวันที่ 9 มกราคม 2550 หากพ้นกำหนดเวลาให้ถือว่าไม่ประสงค์จะแก้ข้อกล่าวหา  
       เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2550 “รองโอ๋ สืบหก” จึงไปขอให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา แต่ไม่ได้พบและชี้แจงข้อกล่าวหาต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน 
       นับจากนั้น คณะอนุกรรมการไต่สวนไม่เคยเรียกให้ “รองโอ๋ สืบหก” ไปให้ถ้อยคำชี้แจงแสดงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาหรือโต้แย้งคัดค้านพยานหลักฐานของฝ่ายผู้กล่าวหา รวมทั้งพยานหลักฐานที่ อนุกรรมการไต่สวนนำมา ชี้มูลความผิดของนายตำรวจผู้นี้    
       คณะอนุกรรมการไต่สวนไม่ได้ให้ “รองโอ๋ สืบหก” ได้ดูภาพจากแผ่นวีดีทัศน์ของฝ่ายผู้กล่าวหา เพื่อให้ผู้ฟ้องคดียืนยันหรือปฏิเสธ และไม่เคยส่งไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ 
       แต่กลับนำภาพและเสียงดังกล่าว มาเป็นหลักฐาน ชี้มูลความผิดทางวินัย!
       อย่างนี้ก็มี ...ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับหน่วยงานระดับ ป.ป.ช.!!  
       สำหรับหลักฐานที่ “รองโอ๋ สืบหก” เคยยื่นต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ก็เป็นเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ไม่ใช่เป็นหลักฐานที่จะโต้แย้งพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาหรือของ คณะอนุกรรมการไต่สวน และเมื่อ “รองโอ๋ สืบหก” มีหนังสือลง 30 มกราคม 2550 สอบถามไปยังคณะอนุกรรมการไต่สวนก็ไม่ได้รับแจ้งแต่อย่างใด 
       “รองโอ๋ สืบหก” ได้ลงนามรับทราบข้อกล่าวหา ภายในวันที่ 9 มกราคม 2550 ได้ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา รวมทั้งได้ร้องขอให้คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ซักถามพยานบุคคล “รองโอ๋ สืบหก” อ้างและส่งวีดีทัศน์ ที่นายฤทธิรงค์กับนายวิชัย ได้นำมามอบให้พนักงานสอบสวนไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม 
       เพื่อตรวจสอบว่าวีดีทัศน์ดังกล่าว...มีการตัดต่อหรือไม่?
       ผมขอสรุปให้ท่านผู้อ่าน ได้เข้าใจให้ง่ายเข้า คือผู้ถูกกล่าวหา พยายามที่จะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่ปรากฏว่าทางฝ่ายคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการ กลับไม่ดำเนินการตามคำร้องของผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ยอมส่งวีดีทัศน์ที่ฝ่ายผู้บาดเจ็บอ้าง ไปตรวจดูว่าว่ามีการตัดต่อหรือไม่อย่างไร 
       จึงเป็นเหตุให้ “รอง โอ๋ สืบหก” เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องพึ่งศาลปกครอง เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 
   
       ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้มีคำพิพากษา ตามคดีหมายเลขดำที่ 332/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 201/2551 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ดังนี้....
       ...กรณีที่มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีผลบังคับให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน “รอง โอ๋ สืบหก” ตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติไว้แล้ว โดยไม่จำต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีก นั้น
       จะต้องเป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยความผิดของผู้ถูกกล่าวหา โดยชอบด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 
       เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อนุกรรมการไต่สวนมีลักษณะต้องห้าม กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนไม่ถูกต้อง และการปรับข้อเท็จจริงไม่เข้ากับบทกฎหมาย มติของคณะกรรมการ ที่ชี้มูลความผิด “รองโอ๋ สืบหก” จึงมิได้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไว้ และไม่มีผลบังคับ!
 
       ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ 
       คำพิพากษานี้ ถึงที่สุดแล้ว เพราะผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง ป.ป.ช. ผู้บัญชาการต้นสังกัด และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ต่างก็ไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ทำให้นายตำรวจที่ตั้งใจทำงานตามหน้าที่ อย่าง “รองโอ๋ สืบหก” ได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง และกำลังเข้าอบรมในหลักสูตร “ผู้บังคับการ” เพื่อเตรียมตัวเป็นนายพล ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้  
       จึงขอเรียนมายัง เพื่อนข้าราชการทั่วประเทศ ว่า 
       อย่าได้ไปสำแดงความเกรงกลัวไอ้คณะกรรมการชุดนี้  เพราะนอกจากคนพวกนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว พวกมันไม่ได้กินเหล็กกินไหลมาจากไหน ทำผิด ทำพลาดได้ แต่ถ้าพลาดเพราะขาดความเป็นธรรม 
       เราก็ต้อง ‘อัด’ มันเข้าไป!
       เพื่อนข้าราชการที่มีปัญหากับกรรมการชุดนี้  เกรงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมจะแนะนำทีมงานอาสาสมัคร ซึ่งมีความชำนาญทั้งเรื่องการสอบสวนคดีอาญาและวินัย คอยให้คำแนะนำอยู่ 
       ท่านจะไม่ต้อง ต่อสู้ ‘เดียวดาย’ อีกต่อไป!

       คณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น มักสำแดงความเห็นแบบว่าเขื่องว่า “ข้าใหญ่” มักถือเอาความเห็นของตนเองเป็นที่ตั้ง และถูกต้องเสมอ จึงไม่สนใจกับคำทักท้วง เพื่อให้จัดการเรื่องราวเสียให้ถูกต้องเพื่อความเป็นธรรม

content/picdata/133/data/photo1.jpg      

       ผมอยากจะยกดูเรื่องของนายกล้านรงค์ จันทิก หนึ่งในคณะกรรมการองค์กรนี้ ที่มีปัญหาว่ายื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ตรงกับความจริง ซึ่งผมได้เคยเล่าแจงรายละเอียดให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว เมื่อผู้ยื่นไปติดตามทวงถาม ทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งผัดผ่อนว่า คณะกรรมการจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ก็ไม่มีความคืบหน้าอันใด  
       เมื่อถูกทวงถามอีก ก็ทำหนังสือมาแจ้งเพื่อยืดเวลา ทั้งๆที่พฤติกรรมของนายกล้าณรงค์ในเรื่องนี้ ครบถ้วนเพียงพอ ที่จะต้องถูกขจัดออกไปเสียจากการเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพียงแค่คณะกรรมการฯ ทำหนังสือและส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบยืนยันเอกสาร ที่ฝ่ายผู้ร้องคือ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย  ยื่นไปให้เท่านั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถเรียกประชุม พิจารณาพยานหลักฐานตามที่ผู้ร้องอ้าง ซึ่งก็เพียงพอที่จะมีมติให้นายกล้านรงค์ หยุดการปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว  

       คณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานกรรมการกลับไม่ทำ และปล่อยให้นายกบาลเกลี้ยง ยังคงนั่งในตำแหน่ง ส่งกลิ่นเหม็นเขียว ฟุ้งไปทั้งสำนักงาน อันไม่เป็นมงคลกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาจนถึงวันนี้

       “บอกตรงๆว่า รับไม่ได้ กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุด ‘ไอ้บัง’ จริงๆ!!!”

.......................

****ท้ายบท
       แฟนหนังสือของ ‘วาทตะวัน’ ที่เคยอ่าน “กาแฟขม ขนมหวาน”, “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”, “เหี้ยส่องกระจก” และ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน) แล้วติดใจหนังสือใหม่ที่จะเรียงตามออกมาสนองแฟนคลับ คือ “ความหลังยังหยดหยาด” “เรื่องสั้น...ฉันเป็นตำรวจ” และ “เมียน้อยร้อยแบบ!!!”           
       สั่งซื้อได้ที่
www.vattavan.com  หรือโทรสั่ง หมายเลข  086-2593-939...

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
แล้วจะฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ทำให้เสียชื่อเสียงได้ไหมคะ

โดยคุณ pungkuun@yahoo.co.th 118.172.27.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
แล้วพวกประชาชนที่ต้องการ การปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจะทำอย่างไรได้บ้าง ช่วยแนะนำวิธีการด้วย จะได้ช่วยกันอัดมันให้จมกองขี้เลย

โดยคุณ พระอินทร์ 158.108.210.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
....ความยุติธรรม-ความชอบธรรม-ความเป็นธรรม-ความจริง-อยุติธรรมตามพจนานุกรมแล้ว....แต่ใครจะแถ....ผมเมา.....กราบ

โดยคุณ เชื่อมหลังเขาคนขี้เมาแห่งทุ่งลุยลาย 58.9.199.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
รองโอ๋กลับเข้ารับราชการได้ น่าดีใจแทนครอบครัว แต่พวกไอ้พันธมาร มันคงกระอักเลือด เพราะไม่ได้ดั่งใจมัน

โดยคุณ กำลังใจ 124.120.71.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
พวกมันรู้อยู่แล้วว่าที่ร่วมกันทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้นั้นไม่ไม่ถูกต้องเลย แต่ที่ทำเพียงเพราะว่าต้องการฆ่าแค่คนเดียว (ท่าน ทักษิณ )และรักษาระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เชื่อ ก็ถามเป็นการส่วนตัวกับมันได้เลย พวกขี้อิจฉา

โดยคุณ พเนจร 124.121.7.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ร่วมกันหาทางปลดแม่งออก แล้วเอาผิดอาญากับมันให้ต้องรับโทษตามกบิลเมืองให้ได้...

โดยคุณ DDT.nipa11@yahoo.com 118.172.188.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
โกงยางจนได้เป็นรัฐมนตรีศึกษา มันโกงได้โกงดี จริงๆ

โดยคุณ x 125.25.125.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
พอสิ่งนั้นมาเจอกับกลุ่มตัวมันเองบ้าง ก็ทำเงียบหน้าด้านมีตำแหน่งรับเงินเดือนข้าราชการไปวันๆ พอเจอกับกลุ่มตรงกันข้ามกับพวกมันหน่อยก็รีบ "กระเหี้ยนกระหือรือ กระดี้กระด้า วี๊ดว้ายกระตู้วู้" ว่าคนอื่นทำผิดกฎหมายแล้วต้องรีบถอดถอน รอเวลาให้มันผ่านไปหน่อยเถอะ รีบๆถลำลึกเข้าไปให้มากๆนะคะ ประชาชนจะได้ตาสว่างมากขึ้นไปกว่านี้อีก มันช่างเป็นสันดานที่ "ดักดาน" จริงๆ

โดยคุณ 118.175.144.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER