หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > เดช “เมียเก็บ” การเมือง!!!?
หัวข้อ : เดช “เมียเก็บ” การเมือง!!!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เดช “เมียเก็บ” การเมือง!!!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช 

       สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสไปนั่งทานอาหารกับเพื่อนเก่า ริมแม่น้ำนครไชยศรี เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งผู้เขียนเคยมีถิ่นพำนักอยู่ในอำเภอนี้ถึงสี่ปีเต็ม เมื่อสอบถามทุกข์สุขของเพื่อนก็ได้ความว่า 
       ไม่ทำการงานอะไร นอกจากทำหน้าที่เป็นคนขับรถรับส่งหลานตาของตัวไป-กลับโรงเรียน กลางวันอ่านหนังสือที่ซื้อสะสมไว้ ตกค่ำก็ดูโทรทัศน์ ตอนนี้กำลังติดละครทีวี เรื่อง “เมียหลวง” เขาถามผมว่าดูบ้างหรือเปล่า? ก็ต้องรับไปตามตรงว่า “ไม่ได้ดู” แต่รู้ว่าเนื้อเรื่องนั้นเป็นอย่างไร   
       พูดกันเรื่องเมียหลวง ก็คิดถึงเรื่อง “เมียน้อย” ขึ้นมาฉับพลัน เพราะเป็นของคู่กัน มี “หลวง” ก็ต้องมี “น้อย” เหตุที่คิดถึงเพราะแม่น้ำนครไชยศรี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีถึงสามชื่อ คือเมื่อไหลผ่านสุพรรณบุรีก็ชื่อ แม่น้ำสุพรรณ ไหลผ่านนครไชยศรีก็ใช้ชื่อตามชื่อมณฑล แต่เมื่อไหลไปถึงปากน้ำตำบลท่าจีน กลายเป็น “แม่น้ำท่าจีน” ไป นั้น      
       แม่น้ำสุพรรณนั้น มีคลองลัดเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาอยุธยา ดังนั้นสุพรรณบุรีกับ อยุธยาแทบจะเป็นเมืองแฝดกัน ราชวงศ์สุพรรณบุรี ก็เคยปกครองอยุธยามาเป็นเวลานานไม่น้อย นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า ภาษาที่ใช้ในรั้วในวังของอยุธยานั้น น่าจะเป็น ภาษาสุพรรณเสียด้วยซ้ำไป แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ก่อตำนาน “เมียน้อย-เมียหลวง” ที่ลือลั่น

content/picdata/136/data/photo1.jpg

       ตอนขุนแผนไปรบ เชียงทองครั้งแรกเมื่อยามเป็นหนุ่มแน่นนั้น ยังไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นแค่พลายแก้ว อาสาพระเจ้าแผ่นดินไปราชการงานทัพ แต่เมื่อไปรบมีชัยชนะก็ได้ของติดไม้ติดมือตามประสา ชายชาตินักรบโบราณ คือได้นางลาวทองลูกนายบ้านเมืองจอมทอง ที่อยู่ใกล้เชียงใหม่มาเป็นเมีย อีกคนหนึ่ง 
       นักรบสมัยใหม่บางคน ก็เอาอย่างเหมือนกันนะ !       
       หลังจากที่เอาชนะศึกได้แล้วก็กลับกรุงศรีอยุธยา แต่นางลาวทองนั้นรู้อยู่แล้วว่า ขุนแผนมีเมียคอยท่าอยู่ที่ทางกรุงศรีอยุธยาอยู่แล้วหนึ่งคน เหตุที่รู้เพราะขุนแผนดันเผลอไปเอ่ยชื่อนางพิมออกมาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งพวกผู้ชายที่มีผู้หญิงหลายคน นักมักเผอเรอเป็นประจำ อยู่กับน้องแต๋วดันไป เรียกชื่อ “ติ๋ว” อะไรทำนองนี้ ต้องจำให้แม่นอย่าเผลออย่างขุนแผน ไม่ก็ใช้ศัพท์กลาง ๆ เรียกผู้หญิงว่า “น้อง” ดูจะปลอดภัยดี       
       ครั้นกลับกรุงศรีอยุธยาแล้ว พลายแก้วได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนาง และบรรดาศักดิ์ที่ทรงประทานให้เป็น "ขุนแผนแว่นไว" เมื่อเสร็จราชกิจแล้วก็ได้กราบถวายบังคมลาพระเจ้าอยู่หัว พานางลาวทองเมียใหม่นั่งเรือไปสุพรรณบุรี           
       ความโรแมนติคของขุนแผนที่จะมีเมียสอง อยู่บ้านเดียวกัน ก็ต้องมีอันพังครืนลงมาเมื่อเรือไปเทียบที่หน้า บ้านนางศรีประจัน ยัยแม่ยายตัวร้ายที่แอบไปยกนางพิมให้กับขุนช้าง เพราะอยากให้ลูกสาวมีผัวเศรษฐี (เหมือนคนสมัยนี้นะ ! )     
       นางพิม ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น วันทอง เพราะแม่บอกว่าเปลี่ยนแล้วจะพ้นเคราะห์ พอเห็นผัวกลับมาก็ดีใจ ลงจากเรือนมาร้องไห้คร่ำครวญกับขุนแผน เล่าเรื่องขุนช้างหลอกว่าผัวตายระหว่างราชการงานศึก เมืองเหนือ และแม่ตัวบังคับให้แต่งกับขุนช้าง         
       ขุนแผนฟังเท่านั้นโกรธเลือดขึ้นหน้า ชักดาบจะขึ้นเรือนไปฆ่าขุนช้าง นางลาวทอง อยู่ในเรือก็โผล่หน้าออกมาห้าม เท่านั้นแหละครับ นางวันทองซึ่งรู้ว่าขุนแผนมีเมียใหม่อีกคน เธอก็เหมือนงูถูกตีขนดหาง เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที!       

       ครานั้นวันทองได้ฟังว่า            ดังฟ้าผ่าหัวแตกสักเจ็ดเสี่ยง 
       น้อยฤาลอยหน้ามาขวางเคียง    ขึ้นเสียงลอยทรงดังหงส์บิน

       กวีผู้แต่งบรรยายไว้ดีจริง ๆ เพราะผู้หญิงที่รู้ข่าวว่าผัวมีเมียน้อยครั้งแรก มันคงเหมือน ดังฟ้าผ่าหัวแตกสักเจ็ดเสี่ยง จริง ๆ (ในนิทานปรัมปราของรัสเซีย ก็มีเมียที่หัวแตกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนกลายเป็นเป็นเมืองสำคัญต่างๆของรัสเซีย ทุกครั้งที่เห็นประเทศรัสเซียมีเรื่องชวนปวดกะโหลก ผมต้องนึกถึงนิทานเรื่องนี้ร่ำไป! )    
       นางวันทองกับนางลาวทองทำสงครามปาก ด่าทอกันถึงพริกถึงขิง สนุกสนานถูกใจ ชาวบ้านที่ไปดูละครตอนนี้ยิ่งนัก ผมเองชอบดูมาตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นตอนโปรดของผู้คน ละครตอนนี้เล่นทีไรแฟน ๆ เป็นแน่นปั๋ง 
       โรงแทบแตก...ทุกทีไป!      
       คนไทยเรานั้นแปลกชอบดูคนด่ากัน เห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน ตัวอย่างกลอนลำตัดที่เรียกคนดูได้มาจนถึงยุคปัจจุบัน แค่ผู้หญิงด่าผู้ชายที่มาเกี้ยว เท่านี้...คนดูก็ฮาแล้ว! 
       ฉะนั้น บทละครที่มีเรื่องเมียน้อยเมียหลวงด่ากัน จึงเป็นที่ชื่นชอบโปรดปรานของคนไทยเป็นอันมาก จนกระทั่งถึงยุคละครทีวีก็มิได้เปลี่ยนแปลง ผู้คนก็ยังชอบติดตามดู แต่ที่ถูกอกติดใจคนไทยมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ บทละครเรื่องไกรทอง ซึ่งเขาแสดงกันเป็นตอน ๆไป มีอยู่สองตอนที่ฮิตมากชาวบ้านเขาเรียกว่า ตอน "หึงล่าง" กับ "หึงบน" เล่นเมื่อไหร่ คนดูวิกแทบระเบิดเมื่อนั้น!       

content/picdata/136/data/photo2.jpg

       คำว่าตอน "หึงล่าง" นั้นคือชาละวันเจ้ากุมภีมาคาบเอาผู้หญิงจากตีนท่าน้ำเมือง พิจิตร พาดำลงไปใต้น้ำเมืองจระเข้เอาไปทำเป็นเมีย เมียของชาวละวัน คือนางเลื่อมลาวัลย์ กับ นางวิมาลา ก็หึงเมียมนุษย์ เมียสองฝ่ายด่ากันสะบั้นหั่นแหลก คนดูตบมือตีตีนถูกอกถูกใจนัก       
       ส่วนตอน “หึงบน” นั้น เป็นตอนที่ไกรทองจุดเทียนระเบิดน้ำลงไปฆ่าชาละวัน (ตายไปชื่อกลายเป็นไวน์) แล้วเอานางวิมาลาเมียชาละวันขึ้นมาข้างบนบกบ้าง โดยให้นางแปลงเป็นมนุษย์สุดสวย แล้วไกรทองเอายันต์ปิดหัวไว้ เพื่อไม่ให้กลับร่างเป็นจระเข้ อีก แล้วพาขึ้นบกมาอยู่ร่วมกับตะเภาแก้วและตะเภาทอง เมียทั้งสองของตัว 
       ยุ่งละซี...อีทีนี้ !       
       เมียคนกับเมียจระเข้ ซึ่งเป็นเมียไกรทองทั้งหมด ต่างออกลูกหึงด่าทอกันดุเดือดเลือดพล่านอีก สนุกสนานถูกอกถูกใจชาวบ้านคนไทยเป็นอันมาก ยิ่งแจกบทแตกลูกแตกหลานไปเท่าไร คนดูยิ่งเฮกันหนัก ตามสำนวนการด่าไปเท่านั้น !       
       หมดเรื่องเมียน้อยเมียหลวงด่ากันแล้ว ผมก็ขอพาท่านผู้อ่านล่องจากท่าน้ำที่วัดไปตามแม่น้ำนี้ไปไม่ไกลเท่าใดนัก เมื่อถึงคลองดำเนินสะดวกก็ลัดออกราชบุรี แล้วไปจนถึงตัวเมืองเพชรบุรี ตรงไปที่วัดเขาบันไดอิฐของหลวงพ่อแดง มองไปตรงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัด ตรงนั้นจะมีเจดีย์สูงประดิษฐานอยู่ ขนาบด้วยโบสถ์และวิหารอยู่สองหลัง คนเมืองเพชรเขาเรียกว่า “โบสถ์เมียน้อย-เมียหลวง” (โปรดสังเกต การเรียกเขาเอา “เมียน้อย” ขึ้นก่อน!)       
       มีเรื่องเล่าขานกัน เป็นตำนาน ว่า 
        
       เมื่อครั้งโบราณนานมาเมืองเพชรนี้มีชื่อนายแสง มีเมียอยู่ร่วมบ้านกันสองคน ทั้งภริยาหลวงและภริยาน้อย อยู่กันด้วยความปรองดองแบบสามคนผัวเมีย โนพรอบเบลม        
       บางคนเล่าว่า เหตุที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เพราะเมียทั้งสองเป็นพี่น้องกัน (แต่ผมเคยเห็นคนที่มีเมียพี่น้อง อยู่ในบ้านเดียวกันสามคนผัวเมียมาแล้ว ผู้ชายคนนี้บอกว่าตัวเขาโชคดี เพราะเหมือนกับคนโสดไม่มีเมีย... เพราะมีแต่ พี่เมีย กับ น้องเมีย!)         
       เมื่อถึงยามชรามาเยือน ตาแสงซึ่งมีทรัพย์มากก็ได้สร้างเจดีย์ไว้เป็นพุทธบูชา แล้วสั่งเสียเมียทั้งสองว่า "หากพี่ตายไป เมื่องานเผาศพพี่เรียบร้อยแล้ว ขอให้แม่ทูนหัวทั้งสอง จงเอาอัฐิของพี่ไป ฝังไว้ที่เจดีย์ที่พี่สร้างด้วยนะ"       
       พอเศรษฐีแสงตายลง เมียทั้งสองก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่มีบิดพลิ้ว แล้วอยู่ต่อมาในบ้านเดียวกันไม่แยกจากไปไหน        
       แต่เมื่อสามีสิ้นไปแล้ว เมียหลวงเมียน้อยอยู่กันด้วยความหงอยเหงา เพราะไม่มีตาแสงอยู่คอยเกาหลังให้ ผู้หญิงนั้นถ้าว่างมาก ก็ไม่มีอะไรนอกจากเมาท์กัน แล้วก็ลงเอยด้วยการถกเถียงกัน เรื่องที่เป็นปัญหาต่อล้อต่อเถียงก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก นั่นก็คือตาแสงเมียสองที่เพิ่งอาสัญไป กระดูกอยู่ใต้ฐานเจดีย์นั้น รักใครมากกว่ากันระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อย        
       เมียตาแสงสองคนเถียงกันไม่เป็นที่สุดสิ้น ทำเอาญาติพี่น้องชาวบ้านพากันมาถือหางทั้งสองฝ่าย แต่ในเมื่อคนกลางตายไปแล้วก็ไม่มีใครมาตัดสิน ครั้นฝ่ายเมียน้อยจะไปป่าวประกาศโพนทะนาว่า       
       ระหว่างผัวอยู่นั้นรักฉันมากกว่าเมียหลวง รักฉันเป็นที่สองรองจากแม่ตัวเองเหมือนอย่างคนสมัยนี้ที่เขาโพนทะนาให้อื้ออึง เพื่อพยายามจะสื่อให้สังคมรู้ว่า ผัวที่ตายไปรักตัวมากกว่าเมียหลวงที่ก็ยังนั่งหัวโด่อยู่ ขืนเมียน้อยตาแสงไปพูดอย่างนั้น คนโบราณเขาจะบอกว่า แม่คนนี้แกเพี้ยนไปหรือเปล่า !         
       เมียของตาแสงทั้งสองคน ได้เลือกวิธีการที่จะพิสูจน์ด้วยงานการบุญการกุศล นั่นคือเมียหลวงกับเมียน้อยปลูกถาวรวัตถุทางศาสนา โดยฝ่ายเมียหลวงเลือกที่จะสร้างโบสถ์ ส่วนเมียน้อยนั้นสมัครใจที่จะสร้างวิหาร ทั้งคู่จึงสร้างโบสถ์และวิหารขนาบเจดีย์ที่ตาแสงแกสร้างทิ้งไว้ เมื่อสร้างเสร็จทั้งสองก็จุดธูปหน้าเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ฝังอัฐิตาแสง แล้วอธิษฐานว่า         
       "พี่แสงเจ้าขา ตั้งแต่คุณพี่ตายไป อิฉันสองคนเอาแต่เถียงกันว่า พี่แสงน่ะรักใครมากกว่ากัน พี่ก็อย่าปล่อยให้ฉันสองคนเถียงกันจนตายจากกันไปเลย....หากพี่แสงรักเมียหลวงมากกว่า ก็ขอให้ยอดเจดีย์ของพ่อแสงเอียงไปทางโบสถ์….หรือรักฉันเมียน้อยมากกว่า ก็ขอให้พี่แสงเอียงยอดของพี่ไปทางวิหาร"         
       อธิษฐานแล้วก็กลับบ้านไปคอยดูผล.....พูดแล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับ!         
       นับแต่วันนั้นยอดเจดีย์ตาแสงเอียงลงไปทางวิหารที่เมียน้อยสร้าง เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ท่านผู้อ่านอยากพิสูจน์ก็ไม่ยาก ให้นั่งรถไปเมืองเพชรดูให้เห็นกันจะๆไปเลย!!
  
       สำหรับเมียหลวง เมียน้อยของนักการเมืองนั้น มีเรื่องให้พูดถึงกันมากมาย เช่น รัฐมนตรีบางคน ถูกเมียน้อยยิงตายก็เคยเป็นข่าวฮือฮามาครั้งกึ่งพุทธกาลโน่น หรือเมียน้อยรัฐมนตรีมหาดไทย ไปนั่งคอยสามีที่กระทรวง เท่านั้นคนเป็นผัวก็กลัวถึงขนาดไม่ยอมเข้ากระทรวง กลัวเมียน้อยที่มาคอยแทงเอาไส้แตกไส้แตน เลยเสียราชการไปทั้งวัน!  
       หรืออย่างเมียน้อยออกหน้าออกตา ควงผัวนักการเมืองใหญ่ไปตามสถานที่ต่างๆ แบบไม่เกรงใจเมียหลวง แถมยามเจ็บไข้ใกล้ตาย บินไปเมืองนอก ไม่เอาเมียเก่าเมียแก่ไปดูแล นัยว่า 
       “ขอตายในอ้อมกอดเมียน้อย ดีกว่ากลับไปซบตายคาตักเมียหลวง” 
       เมียหลวงกับเมียน้อย ใครดีกว่ากันเป็นเรื่องพูดยาก ขึ้นอยู่กับว่าไปถามใครมากกว่า แต่ผมจำได้ว่านักตอบคำถามเกี่ยวกับความรักในหนังสือพิมพ์อเมริกัน ชื่อคุณแอนน์ แลนเดอร์ ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็น “ศิราณี” แบบแยงกี้ เคยถูกถามว่า 
       “เมียหลวง-เมียน้อยนั้นต่างกันยังไง?”
       คุณแอนน์ตอบว่า 
       “ต่างกันราวกลางวันกับกลางคืน (Night and day)”
       ทั้งนี้เพราะผู้ชายอเมริกันมักเจอกับเมียน้อยตอนกลางวัน   เมื่อตกเย็นก็กลับบ้านหาเมียหลวง...ไม่กล้าหาญชาญสมร อย่างผู้ชายไทยเราเลย!...555
       เรื่องเมียน้อยเมียหลวงของนักการเมืองนั้น มีเรื่องให้เขียนกันมากมาย เล่าได้อีกหลายต่อหลายเรื่อง เช่น ในพรรคการเมืองเก่ากะลา เมียน้อยของสมาชิกคนหนึ่ง ดันไปเป็นเมียหลวงของสมาชิกพรรคอีกคนหนึ่งก็มี หรืออย่างบางคนมีเมียหลวงเป็นผู้หญิง 
       ดันได้เมียน้อยเป็นผู้ชาย...อย่างนี้ก็มี! 
       ไม่กี่วันนี้มีเรื่องแปลกที่ไม่เคยพบมาก่อน คือไม่ใช่เรื่องเมียน้อยเมียหลวง แต่กลายเป็นเรื่องของ “เมียเก็บ” เรื่องมีอยู่ว่า 
       ฝ่ายพันธมารที่ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคดักดาน ล้มล้างรัฐบาลเก่ามาด้วยกัน ออกอาการกระเง้ากระงอด ป่าวประกาศด้วยการยืนด่า และตัดพ้อพรรคคู่หำ ว่า 
       “เราไม่ใช่เมียเก็บคุณนะ คุณนึกอยากมาเอาก็มาเอา...มีอารมณ์ก็แวะมา...พอได้เป็นรัฐบาลแล้วก็นุ่งกางเกงกลับบ้านไป แล้วบอกว่า ฮึ...อย่ามายุ่ง”   
       ฟังแล้วได้ฟีลลิ่งดีจริงๆ...ยัง...ยัง...ยังไม่จบแค่นั้น...

       “พอเมียเก็บยัวะขึ้นมา เห็นว่ายังสวยอยู่ ลุกขึ้นมาทาปาก แต่งตัวใส่กระโปรงโป๊หน่อย ออกไปเที่ยว หึงละ...เริ่มหึง!” 
       แล้วเขย่าต่ออีก ว่า 
       “...เริ่มหึง!...ออกมาด่าใหญ่ บอกว่าพรรคดักดานทุกคนก็คือ พันธมาร และพันธมารทุกคน ก็คือ...พรรคดักดานนนนนนน!” 
       เน้นเสียงเข้มตรง “ดักดาน” แถมสำทับต่อ... 
       “เสือกมาหึงเอาตอนนี้ เวลามึงมาเอากู ไม่เคยขอบคุณกูสักคำเลย... มึงได้เป็นรัฐบาล...ไม่เคย ‘แท้งกิ้ว’ กูเลยยยยยยย!”   
       เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ชัดเจนแจ่มกระจ่างไหมครับท่านผู้อ่านที่เคารพรัก ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เมียเก็บ’ กับไอ้พรรคอัปรีย์...ที่มันไม่ยอมรับเป็นผัว! 
       นอกจากไม่ยอมรับ ว่าเป็นผัวเมียเอากันมานานนม แถมปฏิเสธแบบหน้าด้านๆตลอดมาว่า 
       “ไม่จิ๊ง...ไม่จริง”...  “ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันเลย ...เอาที่ไหนมาพูด” อะไรทำนองนี้ แต่ในที่สุด ความจริงและสันดานของทั้งสองฝ่าย ก็บานทะโรโชว์เกสรหนอนยั้วเยี้ย เหมือนดอกกะทือดง ออกมาให้คนเห็น!
       อีกไม่ช้า ไอ้เมียเก็บมันก็คงจะไปยึดทำเนียบ ที่พวกไอ้ดักดานเพิ่งเข้าไปเสวยสุขได้เพราะโกหกพกลมชาวบ้านมานมนาน แต่มาวันนี้สันดานดักของความไม่รับผิดชอบของไอ้พรรคดักดานก็เปิดเผยออกมาแล้ว ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ได้รู้เช่นเห็นชาติ ว่า    
       ไอ้และอีคู่นี้ มันสมสู่-สมพาส-สังวาสกันมานมนานแล้ว จนชาติบ้านเมืองยับเยินป่นปี้!
       ก็คนเราเวลาหน้ามืดตามัว หิวกามหรือหิวอำนาจมันก็ครือกัน ก้มหน้าก้มตาช่วยกันปั๊ม...คนละพั่บ...คนละพึ่บ!...
       ...เพียงเพื่อให้บรรลุ “จุดสุดยอด” ความปรารถนา ของตัวเองเท่านั้น!! 
       รับรองว่า ไม่มีใคร “สังวาสเพื่อชาติ” หรอกครับ ใครที่เชื่อว่าสองคนนี้สังวาสเพื่อชาติ ขอให้ลองใช้หัวเหน่า คิดดูใหม่เถอะนะ...เจ๊นะ!!!

       เขียนๆไปแล้ว ผมก็ชักจะสงสัยว่า ในละครเรื่อง “เมียเก็บ” ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามเปลี่ยนสคริปต์ เพื่อทำให้ตัวเองดูดีอยู่เวลานี้ นั้น
       แล้วเจ้าอภิแสบ จอมวิ่งราวล่ะครับ เขาเล่นบทอะไร!? 
       สงสัยจะเป็นลูกติดผัว อีเมียเก็บของพ่อเถือกอุตส่าห์เป็นแม่เลี้ยงใจดี ช่วยต่อปีกต่อหาง ส่งเสริมให้ได้เป็นนายกฯ 
       เผลอแป๊บเดียว...ทำท่าจะเป็น “ลูกเลี้ยง-อกตัญญู” ซะแล้ว!!
 
       ระวังให้ดีๆ...จะถูกเมียเก็บของพ่อควักลูกตา และหาตะรางมาครอบให้ เหมือนพวกนางสิบสอง นะลูกนะ...เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!!!?       

..............................

****ท้ายบท
       แฟนหนังสือของ ‘วาทตะวัน’ ที่เคยอ่าน “กาแฟขม ขนมหวาน”, “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”, “เหี้ยส่องกระจก” และ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน) แล้วติดใจหนังสือใหม่ที่จะเรียงตามออกมาสนองแฟนคลับ คือ “ความหลังยังหยดหยาด” “เรื่องสั้น...ฉันเป็นตำรวจ” และ “เมียน้อยร้อยแบบ!!!”    
       สั่งซื้อได้ที่ www.vattavan.com
หรือโทรสั่ง หมายเลข 086-2593-939...
        
 

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
คิดได้ยังไง "สังวาสเพื่อชาติ" ฮา!!

โดยคุณ ขำขี้แตก 125.25.53.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
โอ้โห..ช่วงท้ายๆออกแนวซ้อเจ็ดเลยครับ ลุงวาท..!

โดยคุณ >><< 58.8.76.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
เยี่ยมครับ เขียนได้เห็นภาพเลย

โดยคุณ don 121.209.161.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
เยี่ยมครับ เขียนได้เห็นภาพเลย

โดยคุณ don 121.209.161.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
ตั้งหน้าตั้งตารอเวรกรรมตามสนองพวกมันต่อไป

โดยคุณ ธรรม 118.175.144.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
อ้าวเมียเก็บกลายเป็น..เก็บเมีย..เสียแล้ว แต่อย่างว่านะ..eแก่หนังเหนียว..ตายยากส์..นี่ขนาดยิงเป็นร้อยนัด

โดยคุณ taweta@hotmail.com 58.9.148.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
ชอบมากค่ะ โดยเฉพาะรัดทำมะนวยฉบับหัวคูน วันนี้โพสท์มาให้กำลังใจ

โดยคุณ ดวงดารา 124.121.238.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
เพิ่งเข้ามาอ่านครั้งแรก ประทับใจครับท่าน ทุกอักษรที่ร้อยเรียง ทรงภูมิปัญญา มากด้วยประสบการณ์ และ ข้อจริง มากมาย ขอชื่นชมท่าน อย่างยิ่ง ลุงพร

โดยคุณ ลุงพร 125.27.120.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
เยี่ยมมากครับ จะขอเป็นกำลังใจให้ต่อไปครับ

โดยคุณ ท่านนาย 58.9.109.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
ยอดเยี่ยมมากครับ อ่านแล้วจินตนาการตามได้เลย ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงครับ

โดยคุณ คนโบราณ 223.204.202.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER