หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กระบือจ่าฝูง แห่งสถาบันคณาธิปไตย!
หัวข้อ : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กระบือจ่าฝูง แห่งสถาบันคณาธิปไตย! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กระบือจ่าฝูง แห่งสถาบันคณาธิปไตย!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ช่วงบ่ายๆ ผมเปิด “มติชนออนไลน์” เห็นพาดหัวข่าวแล้วน่าตื่นใจ ดังนี้ 
        "บวรศักดิ์"เปรียบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเป็นโคจ่าฝูง!
        เนื้อข่าวเขาบอกว่า
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำศาสนา จำนวนหลายร้อยคนได้เดินทางมาร่วมโครงการสัมมนาเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รุ่นที่ 3 ที่รัฐสภา ที่จัดโดยรัฐสภา กระทวงมหาดไทย (มท.) และสถาบันพระปกเกล้า

        นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ได้กล่าวเปิดงาน เรียกร้องให้ผู้นำท้องถิ่นน้อมนำพระราชดำรัสไปให้ใช้การพัฒนาท้องถิ่น เนื่องจากกำนันผู้ใหญ่บ้านเปรียบเหมือนกับประธานสภา นายกรัฐมนตรีและแต่ละชุมชน หมู่บ้าน แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เคยรับสั่งคำกล่าวเกี่ยวกับผู้นำเอาไว้ว่า 
        โคทั้งหลายย่อมเดินตามโคจ่าฝูง ถ้าโคจ่าฝูงนำพาโคทั้งฝูงไปข้ามแม่น้ำในที่น้ำตื้น โคทั้งหลายก็จะรอดภยันตราย แต่ถ้าโคทั้งหลายพาไปข้ามแม่น้ำ ในที่ๆมีน้ำเชี่ยวและตลิ่งชัน โคทั้งหลายก็จะพากันไปตายทั้งฝูง
        "ท่านทั้งหลายเป็นส่วนสำคัญ ว่าเมืองไทยจะสงบสามัคคี หรือตีกันเอง ก็อยู่ที่ท่านทั้งหลาย ผมจึงฝากผีฝากไข้ประเทศไทยไว้ด้วย และผมเชื่อว่าท่านจะรักษาประเทศไทยให้อยู่รอดปลอดภัย" นายบวรศักดิ์กล่าว
 
        ผมเคยเขียนเกี่ยวกับนายบวรศักดิ์ ตั้งแต่ยังอยู่ค่าย “ผู้จัดการ” โดยได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า
        นายบวรศักดิ์ฯนั้น เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง แต่ได้พาตัวเองไปพัวพันกับศูนย์อำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่รัฐบาลยุค “บุฟเฟ่แดก-แคบบิเนต์” ที่มีชื่อเสียว่ามีการคอรัปชั่นกันแหลกลาญ จนพวกทหารทนกันไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติ สั่งยึดทรัพย์นักการเมืองจำนวนหลายคน ตัวแกเองก็หวิดเคราะห์ร้ายไปด้วย เพราะอยู่ในทีมที่ปรึกษาที่เรียกกันว่า “ทีมบ้านพิษฯ” ที่ผู้คนยังจำความแสบร้อนกันได้ฝังใจ 
        แม้กระทั่งบัดนี้ หลายคนในทีมเป็นพิษนี้ ยังดำรงความ “แสบ” ไว้ได้เป็นอย่างดี 
        ไม่เว้นแม้กระทั่ง ตัวนายบวรศักดิ์ฯ เอง!
      
        ตอนยุครัฐบาลทักษิณ นายบวรศักดิ์ฯก็ผันตัวเองเข้าไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หลังจากคนเก่าพาสชั้นขึ้นไปเป็นรองนายกฯ ซึ่งตำแหน่งนี้มีหน้าที่คล้ายเป็นแม่บ้าน-ภารโรงทางด้านการงานและกฎหมาย ให้กับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลคุณทักษิณ 
        ต่อมา นายบวรศักดิ์ฯก็ได้ถอนตัวด้วยการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ โดยมีข่าวปล่อยว่าจะไปอุปสมบททดแทนคุณบิดามารดา
        นักวิจารณ์บางคน ได้ออกมาพูดถึงอาจารย์บวรศักดิ์ฯว่า เคยมีประสบการณ์ร้ายสุดๆ จากรัฐบาลชุดแรกที่ตัวเองเข้าไปเป็นที่ปรึกษา และถูกทหารปฏิวัติยึดอำนาจ จี้ตัวเอากลางอากาศพร้อมกับผู้นำ“บุฟเฟ่แดก-แคบบิเนต์”และคณะมาก่อน แกคงเห็นสถานการณ์ทักษิณไม่สู้ดี หรือมีสิ่งบอกเหตุที่เป็นลางร้าย จึงรีบถอนตัวออกมา ก่อนที่จะต้องไปเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหมือนครั้งอดีตซ้ำอีก      
        สื่อบางสำนักจึงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อีตานี่แกเปรียบเสมือน “นกรู้” พอมาสัมผัสกลิ่นปกติโชยมา ก็รับรู้ถึงกลิ่นอันตรายที่แตะนาสิก เพราะเคยประสพมาก่อน เลยฟุตเวิร์คหลบฉากด้วยการลาออกเสียก่อนด้วยความชำนาญ       
        แม้กระนั้น ก็ยังมีเสียงร่ำลือไปต่างๆนาๆอีก เช่น คุณทักษิณฯซึ่งนายบวรศักดิ์ฯเคยยกย่องนักหนา บังเกิดความไม่ไว้วางใจ หาว่าแกเป็นตัวการ...
        ทำความลับสำคัญ...รั่วไหล! 
        เป็นธรรมดาของคนมีตำแหน่งแห่งที่ใหญ่โต มักจะเป็นข่าวในด้านความไม่เป็นมงคลกับตัวเอง ให้เม้าท์กระจายกันได้เสมอ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นไปตามที่สื่อ หรือคนที่อยู่ในแวดวงการบ้านการเมืองเขาลือกันก็ได้ แต่พรรคพวกคนในรัฐบาลที่นายบวรศักดิ์ฯ ไปลงเรือร่วมกับเขา บางคนถึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันบอกว่า       
        เห็นเรือนายเขากำลังจะล่ม ตัดช่องน้อยลงเรือของสมภารเจ้าวัด หนีไปซะอีก!        
        อย่างไรก็ตาม ดร.บวรศักดิ์ ได้มีคำชี้แจงเป็นหนังสือถึงเหตุลาออก และพูดจาเป็นคำคมหลายอย่าง เช่น
       
        “บัดนี้สถานการณ์บ้านเมืองแปรเปลี่ยนไปและอยู่ในภาวะไม่ปกติ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันในบ้านเมือง ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของกระผมไม่ราบรื่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ทั้งที่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในฐานะข้าราชการประจำ ต้องกระทำไปตามหน้าที่และสถานการณ์ที่บังคับนั้น ก่อให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นแก่ตัวกระผมและครอบครัว และโดยที่ปรากฏว่าสถานการณ์นี้ยังจะคงอยู่เป็นเวลานานพอสมควร”
       
        เขียนเหตุผลอย่างนี้ เป็นผมไม่เขียนดีกว่า เพราะคนเขาจะย้อนกับตัวเองได้ว่า       
        “อ้อ...เอ็งอยู่มาได้ตั้งนมนาน...เพิ่งสำนึกรึ!?       
        ก่อนหน้าที่นายบวรศักดิ์ฯ ลาออกจากตำแหน่งเลขา
ธิการนายกนั้น ผมเคยเขียนบทความชื่อ “เทียนที่ส่องสว่างของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือเทียนแห่งความแตกแยกกันแน่ !?” ลงในผู้จัดการมาก่อน เรื่องมีอยู่ว่า
        ตอนที่ทักษิณถูกมรสุมหนัก คิดจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณฯถึงกับไปเก็บเข้าเก็บของที่ทำเนียบ ในวันนั้น นายบวรศักดิ์ฯ ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เอื้อนเอ่ยมธุรสวาจา กล่าวสรรเสริญอดีตนายกฯ ในวันอำลาหน้าที่นายกรัฐมนตรีว่า    
        “ท่านเปรียบเสมือนเทียนที่เผาตนเอง เพื่อส่องสว่างให้กับสังคม” 
        คนฟังแล้วร้อง “อื้อฮือ!” กันอึงมี่ แต่ใครจะว่าคมคายหรือดีก็ไม่ว่ากัน มันเป็นแค่สำนวนที่ลอกฝรั่งเขามา ผมไม่รู้สึกหลงใหลได้ปลื้มอะไรด้วย 
        เพียงแต่...คลื่นไส้เล็กๆ เท่านั้น!

        ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดสรรเสริญกันถึงเพียงนั้น แต่พอ “ไอ้บัง” กับพวกทำรัฐประหารก่อการกบฏ เมื่อ พ.ศ. 2549 นายบวรศักดิ์ฯกลับได้ตำแหน่งแห่งที่ใหญ่โต เป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฝ่ายกฎหมาย 
        เขามีบทบาทสำคัญ ในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ร่วมกับนายมีชัย “หัวล้าน-มหาภัย” ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นคนตระเตรียมงานกฎหมายเพื่อการปกป้องคณะกบฏของ “ไอ้บัง” 
        อีตากบาลเกลี้ยง “มีชัย” แกถนัดการทำงานร่างกฎหมายให้พวกรัฐประหาร เพราะรู้ช่องรูเลี้ยว ซอกหลืบ มุมลับของกฎหมายเป็นอย่างดี สามารถออกรัฐธรรมนูญมาคุ้มครองการก่อกบฏ ของ “ไอ้บัง” กับพวกได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยคุ้มครองทั้งการกระทำ พวกยึดอำนาจ ทั้งก่อนหน้าและหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 
        น่าทึ่งจริงๆ! 
  
        ในการเข้าร่วมงานกับฝ่ายรัฐประหาร นายบวรศักดิ์ฯยังมีคู่หูคนหาดใหญ่ด้วยกัน คือนายวิษณุ เครืองาม เข้าไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญด้วย แต่นายบวรศักดิ์ฯถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถึงบทบาทการทำงาน ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนต้องถอนตัวออกไป หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ กลับไปรังเดิมคือ 
        “สถาบันพระปกเกล้า”

        เมื่อผมออกหนังสือ “รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ” วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน โดยการนำบทความที่เขียนในเว็บไซด์ผู้จัดการมารวมเล่ม ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือของผมต่างๆนานาๆ และผู้ที่เข้าไปศึกษาในสถาบันพระปกเกล้าฯ ก็ดันทะลึ่งออกมาแถลงการณ์ ต่อว่าผมต่างๆนาๆ แถมยังมีการออกข่าวว่า จะแจ้งดำเนินคดีกับผม ว่า 
        ดูถูกรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ!
        แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีใครที่กล้าออกมาแจ้งความจับผม แม้แต่รายเดียว รวมทั้งไอ้หน้าแหลมฟันดำ ที่ออกข่าวทำนองขู่ด้วย ลงท้ายก็ไม่แน่จริงสักราย
        อยากจะกราบเรียน กับท่านผู้อ่านว่า
        ไอ้พวกที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ล้วนแล้วแต่ไม่เคยอ่านหนังสือ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” มาก่อนทั้งสิ้น แต่เมื่อไปอ่านแล้ว ก็ล้วนแต่อ้าปาก...
        ...เพราะด่าไม่ออก (ใครที่ยังไม่ได้อ่าน ไปหาอ่านได้ที่ “หอสมุดแห่งชาติ” เพราะขายหมดไปนานแล้ว!)
        เมื่อไม่เห็นมีใครกล้าแจ้งความ ทำให้ผมต้องออกหนังสือมากระแทกอีกหนึ่งเล่ม ชื่อ 
        “เหี้ยส่องกระจก!” 
        เพื่อให้สังคมรับรู้เรื่องความเลวทราม ของรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารกันให้ทั่วๆ เพิ่มเติมเข้าไปให้เข้มข้นขึ้นอีก โดยหวังจะให้หนังสือเล่มดังกล่าว เป็นกระจกให้ผู้คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ผม 
        ใช้ส่องดูตัวเอง!

        สำหรับเรื่องฝูงโคกระบือ ที่นายบวรศักดิ์ฯแกไปพูดกับกำนันผู้ใหญ่บ้านนั้น ผมอยากจะบอกกับคนที่เป็นเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ว่า
        การปกครองที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ท่านปฏิรูปการปกครองของบ้านเรา เสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านนำรูปแบบการปกครองที่อังกฤษใช้ปกครองอินเดียซึ่งเป็นเมืองขึ้น มาเป็นต้นแบบในการปกครองส่วนภูมิภาคของไทย 
        อังกฤษให้คนท้องถิ่นปกครองชุมชน ลักษณะเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แล้วส่งคนของประเทศเมืองแม่ออกไปปกครอง ในลักษณะนายอำเภอ ข้าหลวง (ผู้ว่าราชการจังหวัด)
        ในขณะที่บ้านเมืองยังไม่เจริญ ระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ใช้มาตั้งแต่สมัย ร.5 ก็ยังพอถูไถไปได้ แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญมากขึ้น โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก การบริหารท้องถิ่นก็ต้องอนุวัตตามกันไป 
        ประชาชนเข้ามา...มีส่วนร่วมมากขึ้น!
        จึงมีความพยายามเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานท้องถิ่น ให้มีความเป็นสากล ทำนองเดียวนานาอารยะประเทศ ทั้งรูปแบบองค์การบริหารส่วนตำบล และจังหวัด รวมทั้งเทศบาลเมือง นคร เป็นต้น
        ดังนั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกลดบทบาท และความสำคัญลงไปมาก! 
        นั่นไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพของสังคมไปไกลกว่าระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะรองรับโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญของพลเมือง มากกว่าระบบอื่น
        มีบางคนพยายามแย้งผม ในเรื่องการลดความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยอ้างเหตุผลหลายประการ ซึ่งผมสามารถโต้แย้งได้ทั้งสิ้น แต่ไม่อยากทำให้เสียน้ำใจกัน จึงเพียงให้ข้อสังเกตเขาไปว่า 
        หากระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นรูปการปกครองอันเป็นสากลแล้ว มีใครเคยได้ยิน “สมาคมผู้ใหญ่บ้านแห่งโลก” หรือ “สมาคมกำนันนานาชาติ” กันบ้าง!?

        ระบบบางอย่างนั้นเป็นสากล เช่น ระบบรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาไทย ก็ต้องบินไปประชุม “สหภาพรัฐสภา” อยู่บ่อยๆ หรือ ระบบตำรวจ ในระดับโลก ก็มี “องค์กรตำรวจสากล” หรือ INTERPOL อย่างนี้เป็นต้น
        การยึดถือรูปแบบเดิมๆ ของการปกครองบ้านเรา โดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนานั้น บางทีก็จนแต้มเอาง่ายๆเหมือนกัน เช่น
        ฝ่ายมหาดไทยนั้น ชอบใช้คำว่า “นักปกครอง” ซึ่งคำว่า “ปกครอง” แปลเป็นภาษาอังกฤษ ก็หาคำที่มาอธิบายความหมายตามความเข้าใจของคนไทยได้ยาก ตัวอย่างเช่น 
        “กรมการปกครอง” ใช้คำภาษาอังกฤษ เรียกหน่วยของตัวเองว่าเป็น
        Local Administrative Department
        ขอถามว่า มีตรงไหนที่แปลว่า “ปกครอง” บ้าง!?

        ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ผู้บริหารกิจการบ้านเมือง ไม่ได้เป็นผู้นำประชาชน แต่มีหน้าที่ต้องฟังเสียงของผู้คนส่วนใหญ่ ที่เลือกพวกเขาเข้าไป ทำหน้าที่ในการดูแลบ้านเมืองแทน คนเหล่านี้จะต้องบริหารท้องถิ่น หรือหากเป็นรัฐบาลก็ต้องดูแลบ้านเมือง ด้วยความสะอาดโปร่งใส ตรวจสอบได้ 
        ที่สำคัญพวกเขาต้อง...
        “เคารพประชาชน”
        นี่เป็นความเห็นของผมเอง แต่หากมีผู้แย้ง ก็ยินดีรับฟัง แต่ลองตรวจสอบแง่คิดของผู้เขียน กับหลักคิดของผู้คนในอารยะประเทศดูว่า
        เหมือนหรือผิดแผก แตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

        เรื่องสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีนายบวรศักดิ์ฯเป็นโต้โผใหญ่นั้น หลังการรัฐประหาร ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ว่า ทำไมบรรดาคณาจารย์ของสถาบัน จึงไปรับใช้ระบอบเผด็จการ มีอาจารย์บางคน ถึงกับพูดออกรายการวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ อย่างไม่อายปากว่า  
        อยากจะต่ออายุราชการให้ พล.อ.สนธิฯ ผู้นำการยึดอำนาจด้วยซ้ำไป! 
        อย่างนี้ก็มี...

        จึงอยากเรียกร้อง ให้ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าฯ ช่วยทบทวนบทบาทของสถาบัน ที่ได้รับพระราชทานพระนามของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก ให้เป็นชื่อของสถาบันในวโรกาสครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ แก่ปวงชนชาวไทยได้เวียนมาบรรจบเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536
        หากบรรดาคณาจารย์ ไม่จริงใจหรือไม่ได้เชิดชูระบอบประชาธิปไตย ตามภารกิจหลักของสถาบันพระปกเกล้าฯ ก็น่าจะร่วมกันออกไปตั้งสถาบันใหม่ โดยผมขอให้ชื่อไว้ล่วงหน้า ว่า 
        “สถาบัน คณาธิปไตย!” 
        เพื่อสนับสนุน และเชิดชูรับใช้กลุ่มรัฐประหาร
        ถ้าจะเอานายบวรศักดิ์ฯ ตามไปเป็นโต้โผใหญ่อีก ก็คงไม่มีใครขัดข้องแต่อย่างใด

content/picdata/152/data/photo_buff2.jpg

        สมมติมีสถาบันเช่นว่านั้น เกิดขึ้นมาจริง ผมก็เห็นจะไม่รีรอที่จะกล่าวเปรียบเทียบว่า 
        นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั้น เป็น...
        “จ่าฝูงกระบือ แห่งสถาบัน คณาธิปไตย!!”
 
        ก็ขอให้ควายจ่าฝูง นำลูกฝูงข้ามลำน้ำไปดีๆ อย่าให้บรรดาจระเข้ในแม่น้ำ
 
        งาบเอาไปกิน เสียก่อนล่ะ!!!

...............

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
เขาอยากให้เป็นสถาบันรักษาประชาธิปไตย พวกมันกลับไปจูบตูดเผด็จการ

โดยคุณ เสียชื่อหมด 124.122.112.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
เห็นด้วยกับข้อเขียนของท่านเป็นอย่างยิ่ง และจะติดตามต่อไปครับ

โดยคุณ chanchaiexeter@hotmail.com 124.120.174.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
เขาชอบผูกขาดอำนาจการปกครองไว้กับส่วนกลาง เพราะเห็นว่าประชาชนเป็นควาย คงเลือกคนดีดีเข้ามาบริหารไม่ได้ ต้องพวกเขาถึงจะเป็นคนที่ดี (ภาพลักษณ์ดี) พอที่จะมาปกครองคน

โดยคุณ Monopoly in politic 118.175.144.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
เมืองไทย คนที่ทำให้วุ่น มีไม่กี่คน

โดยคุณ forte 125.26.145.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER