หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ป.ป.ช. องค์กร ‘กบโปร่งใส’ หรือ ‘คางคกหนังหนา’ !!!?
หัวข้อ : ป.ป.ช. องค์กร ‘กบโปร่งใส’ หรือ ‘คางคกหนังหนา’ !!!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ป.ป.ช. องค์กร ‘กบโปร่งใส’ หรือ ‘คางคกหนังหนา’ !!!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ผมได้รับอีเมล์ภาพสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก จากแฟนคอลัมน์ที่กรุณาส่งมาให้ โดยบอกว่าเป็น glass frog ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ (บางครั้งผมก็เห็นเขาเขียนว่าเป็น transparent frog หรือ ‘กบโปร่งใส’) พบได้ในประเทศโคลอมเบีย เวเนซูเอลล่า เป็นต้น ส่วนข้อความในอีเมล์มีอยู่ว่า

content/picdata/154/data/photo_frog1.jpg

        เรียนคุณวาท
 
        อีฉันเห็นภาพกบนี้แล้วรู้สึกประทับใจ ดูโปร่งใส ไม่มีลับ ลวง พราง อยากให้คนใหญ่คนโตบ้านเราเป็นอย่างนี้บ้าง ให้เดินมาแล้วทะลุปรุโปรงแบบนี้คงดีแท้

        (ลงชื่อ) ทองดี ธรรมใจ – แฟนประจำ

        ความโปร่งใสในบ้านนี้เมืองนี้ เป็นเรื่องที่ชาวบ้านเขาข้องใจมาก หน่วยงานต่างๆของรัฐถูกกล่าวหาว่า “ขาด” หรือหา “ความโปร่งใส” ได้ยาก ขอยกตัวอย่างที่เช่น 
        บรรดาเจ้าหน้าที่ถูกระบุว่า “เลือกปฏิบัติ” เพราะพวกกบฏ
พันธมารที่เข้ายึดสนามบินนานาชาติ เหตุการณ์ผ่านมากว่า 200 วัน (สองร้อยวัน) หรือกว่าครึ่งปีแล้ว ประชาชนไม่เห็นมีความเคลื่อนไหวอะไรที่เป็นแก่นสาร ออกหมายจับใครฟ้องได้บ้าง
        หรือจะรอให้ถึง...ชาติหน้า!
        ส่วนการดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้าม คือคนเสื้อแดง เจ้าหน้าที่กลับมีความขมีขมันเป็นอันมาก คดีต่างๆก้าวหน้ารวดเร็ว ตรงนี้ผู้คนเขาบอกว่า
        มันไม่โปร่งใส และ... ‘สองมาตรฐาน!’ 
        ฝ่ายทหารซึ่งมีเรื่องอื้อฉาว เรื่องคอรัปชั่นในหน่วยงาน ขนาดนายทหารยศ พล.อ. ที่ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมสื่อสาร ก็ถูก ป.ป.ช.ชึ้มูลไป 3 คนติดๆ คราวนี้ดันถูกชาวบ้านสงสัยว่า 
        น่าจะเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังการถล่มมัสยิด ฆ่าชาวบ้านตายเป็นเบือ ทั้งนี้เพื่อเป็นเหตุให้มีการเพิ่มงบประมาณในการปราบปรามให้มากยิ่งขึ้น ทำนองว่า 
        เพิ่มงบจะได้เพิ่ม... ‘งาบ!!’
        สื่อมวลชนอย่างหนังสือมติชนรายวัน ฉบับ อาทิตย์ ที่ 21 มิ.ย.2552 ถึงกับตั้งคำถามว่า “สงครามชิงมวลชน หรือสงครามชิงงบ!” แม้ทางทหารก็ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ชาวบ้านไม่เชื่อ เพราะหน่วยงานต่างประเทศ อย่างองค์กร Human Right Watch เคยจับได้ว่าทหารไทยเอาชาวบ้านตาดำๆไปรุมกระทืบ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ...อายเขาไปทั่วโลก!
        ดังนั้น ไม่เป็นที่แปลกใจ ที่การฆ่าฟันในปักษ์ใต้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด จนผู้คนเริ่มสังเกตว่า สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ในยุคประชาธิปัตย์นั้น หนักหนาสาหัส ระดับความรุนแรงอยู่ในองศาเดียวกันกับประเทศอิรัค ปากีสถาน และอาฟกานิสถาน 
        เขาว่ากันถึงขนาดนั้นทีเดียวนะ จะบอกให้!

        สำหรับนักการเมืองไทย ที่กำลังสนุกสนานกับการบริหาร และหรือ/บริโภค บ้านเมือง คลุกเคล้ากับผลประโยชน์ จนเห็นกันได้ชัดว่า มีความไม่โปร่งใสแอบแฝงอยู่ในทุกเรื่อง ไม่ว่าเป็นการค้าอย่างเรื่องการประมูลข้าว นโยบายรัฐบาลที่มีพรรคดักดานเป็นแกนนำนั้นชักเข้าชักออก ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกันแน่
        พอมีผู้ทักว่าไม่โปร่งใสเป็นตัวเลข 4,000 ล้านบาทเป็นค่าแบกถุงข้าวสารสำหรับนักการเมือง ตรงกันพอดิบพอดีกับตัวเลขเงินส่วนเกินค่าเช่าโคตรรถเมล์ของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผู้คนในบ้านเมืองต้องอุดจมูกกันทั้งประเทศ เพราะทนกลิ่นโสโครกของโครงการไม่ไหว แถมคนที่ทักขึ้นมานั้น ดันเป็นอดีตผู้ว่าธนาคารชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสียอีกด้วย 
        ทันทีที่ความแตกออกมาเท่านั้น...หัวหน้ารัฐบาลก็ตัวซี้ตัวสั่น เกิดปอดแหกขึ้นมา เลยยกเลิกการประมูลดื้อๆ แม้กระทั่งพ่อค้ารายที่เขาประมูลและจ่ายเงินค่าข้าวเรียบร้อยแล้ว กลับจะไม่ยอมให้ขนของออกจากโกดัง 
        ผมได้ฟังเจ้าของบริษัทค้าข้าวออกนอกประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางคลื่น Fm 101 ผู้ดำเนินรายการคอนสายๆ เป็นผู้หญิงเสียงแบนๆ (ไม่รู้จักชื่อ) ส่วนพ่อค้าที่ให้สัมภาษณ์ (ไม่ทราบว่าเป็นใครอีกเหมือนกัน) ตอบคำถามผู้ดำเนินรายการ ด้วยน้ำเสียงแสดงความโกรธจัด ถึงเรื่องนโยบายที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยของรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย ถึงกับใช้คำพูดว่า รู้สึก “ขยะแขยง” กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคดักดานเป็นอย่างยิ่ง
        พ่อค้าคนที่ว่า แกพูดอย่างนี้จริงๆ!
        ขนาดหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ซึ่งมักจะรักษาน้ำใจกับรัฐบาลทุกยุค ไม่ถล่มหนัก แต่มาถึงรัฐบาลมาทุกยุคนายมาร์ค มุกควาย นั้น ไทยรัฐทนไม่ไหว เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2552 “ทีมข่าวการเมือง” หน้า 3 ถึงกับระบุว่านอกจากไม่มีฝีมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยัง  
        “โกงกินมูมมาม งานห่วยแตก!!” 
        น่าสงสารประเทศไทยจริงๆ...โถ!!!
 
        น่าประหลาด ที่นักการเมืองในประเทศอื่น เมื่อเข้ามาสู่สนามการเมืองที่เจริญแล้ว ส่วนใหญ่จะมีความตั้งใจที่จะเข้าไปพัฒนาชาติของเขา แต่บ้านเรานั้น เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนเพื่อ ประโยชน์ของพรรคมาเป็นอันดับสอง 
        ส่วนผลประโยชน์ของชาตินั้น มาโหล่ตูดเลย! 
        และหากจะบังเอิญถ้าประโยชน์พอมีบ้าง อย่างมากก็แค่เป็น ‘ผลพลอยได้’ เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว ชาติมีแต่เสียกับเสียครับ เสียมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่นักการเมืองท่านจะกรุณา!

        หลังจากที่เรามีรัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีองค์กรอิสระถือกำเนิดเกิดมามากมาย แต่ละองค์กรก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการเลือกปฏิบัติ หรือมีสองมาตรฐานในการปฏิบัติ ที่โดนสื่อและชาวบ้านจวกหนัก เห็นจะเป็น จะเป็น กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีนางเอกประจำวิก คือ “เจ๊สด”  (แต่เพื่อนผมเรียกว่า “เจ๊หงิดหงุด!”)
        ส่วนอีกองค์กรหนึ่งก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.นั่นเอง 
        ผมได้เขียนวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการทำงานของ กรรมการคณะนี้ (ป.ป.ช.) มาหลายครั้งหลายหน ด้วยเหตุผลที่ว่า 
        คนกลุ่มนี้ได้ถือกำเนิดเกิดมา เพราะคำสั่งของ “ไอ้บัง” หัวหน้ากบฏปี พ.ศ.2549 (ใครจะเรียกหัวหน้าคณะปฏิรูปก็เชิญ แต่ผมเรียก “หัวหน้ากบฏ” มานาน ตั้งแต่ไอ้บังมันยังอยู่ในอำนาจ) ที่ยังมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมในการดำรงอยู่ เพราะอีกไม่นานนี้ คงจะต้องมีการยื่นถอดถอนเพิ่มเติมกันอีก แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องขอสงวนไว้ก่อน!
        ชาวบ้านเขาสังเกตกัน ว่า
        หากมีเรื่องใดก็ตาม ที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ปฏิบัติไปตามหน้าที่ ถ้าไปกระทบหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพันธมาร ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ กลับเป็นฝ่ายถูกดำเนินคดี เช่น เรื่องของตำรวจหลายนาย ไม่ว่าจะเป็นกรณี “โอ๋ สืบหก” หรือ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผู้บังคับการตำรวจ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่พวกพันธมารยกพลบุกจังหวัดอุดร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมปฏิบัติการในวันพันธมาร บุกล้อมกรอบรัฐสภา อย่างนี้เป็นต้น จะได้รับการตอบสนองแบบฉับพลันทันทีจาก ป.ป.ช. แล้วประธานอนุกรรมการ ที่จะเข้ามาสอบสวน เรื่องเหล่านี้ก็ไม่พ้นที่จะเป็น
        นายวิชา มหาคุณ
        เรียกว่า อีตาคนนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จัดไว้เป็นมือเชือดตำรวจเลยทีเดียว แต่ผมมีหลักฐานชัดเจนว่า
        ที่ปรึกษาของนายวิชา มหาคุณ ไม่ใช่ใครที่หนวย แต่เป็นนาย กษิต ภิรมย์ ซึ่งต่อมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และผมได้แสดงหลักฐานให้เห็นชัดเจน ในคอลัมน์ “สุดกังขา นายวิชา มหาคุณ” ว่า
        มีคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และนายฝีคัณฑสูตรในรูทวารของพรรคประชาธิปัตย์คนนี้ ได้รับเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งเดือนๆละ 41,200 บาท (สี่หมื่นหนึ่งพันสองร้อยบาทถ้วน) ตามคำสั่งสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ 11/2549 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2549 ซึ่งอีตานี่แกเพิ่งลาออกไปจากตำแหน่งที่ปรึกษา รวมทั้งลาออกจากการเป็นอนุกรรมการในชุดต่างๆ ที่ตนได้รับแต่งตั้งจาก ป.ป.ช. เมื่อได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย แต่สื่อสารมวลชนเขาลงเปิดเผยชัดเจน ว่า
        แกมาตาม...โควตาของพวกพันธมาร!

        ท่านผู้อ่านคงทราบดีว่า นายกษิต ภิรมย์ เป็นพันธมารคนสำคัญ ที่มีบทบาทเข้ายึดสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ และนายกษิตฯ นั้น แม้จะวาดภาพว่ามีรายชื่อว่าเป็น ‘รัฐมนตรีเงา’ ของประชาธิปัตย์ มาตั้งแต่พรรคเจ้าปัญหานี้ เป็นฝ่ายค้าน แต่ผู้นำพันธมารก็ยืนยันหนักแน่น ว่า 
        พรรคดักดานนี้เป็นเนื้อเดียวกับทางฝ่ายเขา โดยส่ง ส.ส.ในพรรค เข้าไปทำงานประสานกัน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเก่ามาโดยตลอด และตัวเชื่อมที่มีบทบาททั้งสองด้าน คือ
        นายกษิต ภิรมย์!
        เมื่อมีหลักฐานว่า นายคนนี้เป็นที่ปรึกษาของนาย วิชา
มหาคุณ อย่างนี้แล้วจะให้ผู้คนเขาเข้าใจว่า 
        ตัวนายวิชาฯ เอง แกอยู่ข้างไหน? 
        คงไม่ต้องไปถามกันต่อไปว่า ในเมื่อตัวเองมีหน้าที่เกี่ยวกับการสอบสวนให้ความเป็นธรรม นายวิชาฯแกจะดำรงความ “เป็นกลาง” ได้หรือไม่? 
        ผมเคยบอกแล้วว่า ในคณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น ไม่ได้มีพนักงานสอบสวนอาชีพปะปนอยู่เลย แม้จะมีผู้พิพากษารวมอยู่ด้วยก็ตาม ดังนั้น แนวความคิดในการสืบค้นหาพยานหลักฐาน แบบตามบี้ตามบดกันให้ถึงที่สุด อย่างพนักงานสอบสวนมืออาชีพเขาทำกัน ก็จะดูด้อยลงไป แต่มีการสอบสวนแบบรวบรัดตัดตอน เพื่อเอาผิดฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จนทำให้เห็นว่า 
        ป.ป.ช.ขาดความเป็นธรรม หรือไม่ให้ความเป็นธรรมอย่างเพียงพอกับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา!
        ขอยกตัวอย่าง ให้ท่านผู้อ่านเห็นชัดๆ ดังนี้
        คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ 332/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 203/2551 ระหว่าง พันตำรวจเอก ธนายุตม์ วุฒิจรัสธรงค์ (ฤทธิรงค์ เทพจันดา)  หรือ “โอ๋ สืบหก” ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กับพวกรวม 3 ราย เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ก็แสดงไว้อย่างชัดเจน ว่า
        ...เมื่อทางผู้ฟ้องคดี ขอให้ส่งแผ่นวีดิทัศน์ของกลางไปตรวจสอบว่า มีการตัดต่อหรือไม่? ยังกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ที่เป็นหน่วยกลาง คณะอนุกรรมการไต่สวนก็มิได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ฟ้องคดี 
        จึงเป็นการที่คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้เลือกที่จะปฏิบัติในทางที่จะหาพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อร้องเรียนให้มากที่สุด แม้ว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนจะมีอำนาจแสวงหาพยานหลักฐานอย่างไรก็ได้ แต่มิได้หมายความว่า จะเป็นการดำเนินการที่ไม่มีขอบเขต หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายให้ไว้!....
        นี่ไงครับ...หลักฐานสำคัญ ที่ผมลอกมาแบบไม่ตัดทอนเลยแสดงให้เห็นว่า ป.ป.ช.ขาดความเป็นธรรมในการพิจารณาเรื่องอย่างนี้ชัดเจน โดยปราศจากข้อสงสัย! 
        แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้ผมตั้ง “ข้อกังขา” กับนายวิชา ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการ ได้อย่างไรกัน!?
        ที่สำคัญคือ ผู้เสียหายในเรื่องนี้ ที่อ้างว่าถูกคนที่ไม่ใช่ตำรวจ ทำร้ายร่างกายนั้น 
        ก็เป็นฝ่ายพันธมาร อีกนั่นแหละ!!

        เรื่องนี้มีเพิ่มเติมอีกนิด คือ
        หลังจากที่ศาลปกครองเชียงใหม่ออกคำสั่ง และโอ๋ สืบหก กลับเข้ารับราชการตามคำสั่งศาลปกครองเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนายวิชา มหาคุณ ก็แหกขี้ตาตื่นขึ้นมา วิ่งโร่ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่า 
        มิได้เข้ามาในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตั้งแต่ต้น!
        ป.ป.ช.ร้องขึ้นมา เพราะคงกลัวถูกฟ้องหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ทั้งๆที่ตอนแรกนั้น ศาลปกครองท่านส่งคำฟ้องคดีไปให้ด้วย แต่ ป.ป.ช.ก็ทำไม่สนใจ ทำนองว่า “กูก็ใหญ่!” อะไรทำนองนี้  
        ศาลปกครองท่านมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 เหตุผลสำคัญศาลปกครองท่านว่าเอาไว้อย่างนี้ครับ
        “....จึงรับฟังได้ว่า ศาลปกครองเชียงใหม่ได้ให้โอกาสผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาแล้ว แต่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่สนใจที่จะใช้สิทธิของตน จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะอ้างว่ามิได้เข้ามาในการดำเนินกระบวนพิจารณา...” 
        สำหรับกรณีนี้ หากผมเป็น “โอ๋ สืบหก” คงจะต้องฟ้องร้องเอาผิดกับอนุกรรมการก่อนเป็นปฐม แล้วตามต่อด้วย ป.ป.ช.ทั้งคณะ...เป็นแน่แท้!!

        อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมเขียนไว้ในคอลัมน์ “สุดกังขา...นายวิชา มหาคุณ” นั่นคือ เรื่องเสื้อแดงเสื้อเหลืองตีกันที่อุดรเมื่อปีกลาย แล้วมีการแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี กรณีผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ และกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง คณะกรรมการ ป.ป.ช.สรุปเสนอให้หน่วยต้นสังกัดพิจารณา
        ผมได้ชี้แจงแสดงเหตุผลว่า ที่ ป.ป.ช.กล่าวหาว่าเขาละทิ้งหน้าที่ นั้นตัวผู้การอยู่ในระหว่างปฏิบัติภารกิจในการถวายความปลอดภัย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
        ฉะนั้น ข้อกล่าวหาว่า ละทิ้งหน้าที่นั้นก็ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น เพราะตัวผู้ถูกกล่าวหานั้น กำลังปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาอย่างชัดเจน และเป็นภารกิจที่กฎหมายให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เหนือกว่าภารกิจใดๆทั้งสิ้น 
        คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ไม่มีใครที่เป็นทหารตำรวจ และไม่เคยทำหน้าที่...ถวายความปลอดภัย!
        ส่วนการกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงนั้น ผมยังแปลกใจว่าทำไมไม่กล่าวหาว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ทำไมจึงมุ่งเอาเรื่องวินัยเพียงอย่างเดียว หรือเห็นว่า คดีอาญานั้น ไม่มีทางเอาเรื่องกับตัวผู้การอุดรได้ จึงเอาเรื่องวินัยเข้ามาจับ เพราะมีความประสงค์เพียงเพื่อให้
        พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ถูกไล่ออกปลดออกไปก่อน!? 
        จึงจะเป็นที่ถูกใจ...พวกพันธมาร เท่านั้น!!?

        ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
        บ้านเมืองของเรานั้น การแบ่งค่ายแบ่งขั้วชัดเจนขึ้นทุกวัน จนถึงขั้นจะอยู่ร่วมแผ่นดินกันไม่ได้ องค์กรที่ควรยึดมั่นในความเป็นธรรมอย่างสูงสุด อย่างคณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับมีสภาพอย่างที่เห็น แค่เรื่องการนำหัวโจกพันธมารอย่างนายกษิต ภิรมย์ เข้าไปอยู่ใน ป.ป.ช. คนทั้งแผ่นดินก็เข้าใจได้ว่า องค์กรนี้ 
        อยู่ฝ่ายไหน...กันแน่!?

content/picdata/154/data/photo_frog2.jpg

        ก่อนจะยุติบทความ ต้องย้อนไปถึง glass frog หรือกบกระจก (บางครั้งผมก็เห็นเขาเขียนว่าเป็น transparent frog หรือกบโปร่งใส)  ที่แฟนคอลัมน์ส่งมาให้ ตัวผู้เขียนย้อนมองดูองค์กรอิสระต่างๆ ที่มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมแล้ว ให้สะท้อนใจนัก 
        จึงอยากถามความเห็นท่านผู้อ่านง่ายๆสั้นๆว่า...พฤติกรรมของคณะกรรมการในองค์กรอย่าง ป.ป.ช.นั้น เป็น...

        ‘กบโปร่งใส’ หรือ ‘คางคกหนังหนา’ กันแน่!?   

...................

ท้ายบท เรื่องของ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังจะนำเสนออีกหลายตอน เพราะมีมติแปลกๆอง ป.ป.ช.ที้่ออกมา เช่น เรื่องหนี้สิน
นายหัวใส กล้านรงค์ จันทิก และมติเกี่ยวกับการยื่นพยานหลักฐานใหม่ของผู้บังคับการตำรวจ จังหวัดอุดรธานี ที่เข้าวาระจรของการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไปหยกๆ ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันให้หนักหน่วงต่อไป 
        อ้อ...มีเรื่องของยัยเป็ด หัวยักษ์ มาเสนอต่อเนื่อง โปรดติดตามต่อไป...

 


 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ขอบพระคุณท่านครับ ถึงพริก กะ ขิง จิงๆๆเลยเชียว ขอรับ

โดยคุณ yodkon 115.87.6.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
อาจารย์วาทฯ ระบายความรู้สึกชาวบ้าน ที่มีต่อพรรคดักดานได้ดียิ่ง และสอดคล้องกับบทความของท่านเอง ตอน ...ยุคประชาธิปัตย์...ฤา “ห่า”มันลงแดกเมือง!!!?...

โดยคุณ ว้าเหว่ 125.25.34.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ชอบอ่านของคุณวาทมากเลยค่ะ คือตัวเองก็แก่แล้วได้อ่านสำนวนคอลัมภ์นิสที่ใช้ภาษาดีการเหน็บแนม ก็ถึงพริกถึงขิงอ่านแล้วก็คิดถึง คนเขียนเก่าๆที่ใช่ภาษาได้อรรถรสแบบนี้ ที่ลาโลง ไปซะหมดแล้ว ขอบคุณนะคะตามอ่านตลอดมันน่าแปลกใจว่าคนเสื้อแดงน่ะมีคนอายุหกสิบขึ้นไปเยอะมาก เป็นเพราะอะไรที่จริงเราก็บ่มเพาะความเชื่อและวัฒนธรรมบางอย่างมายาวนาน รึจะเป็นหยั่งน้าหมักผู้อกหกสะบักสะบอม

โดยคุณ jukita@thaimail.com 125.27.162.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER