หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ไหน!?
หัวข้อ : พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ไหน!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ไหน!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช‏

        ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกฯได้เคยพูดถึงบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างขำๆ ว่า
        “สามล้อไม่ให้ขี่ กะหรี่ไม่ให้ขึ้นห้อง!”
        วลีฮิตของท่านอาจารย์หม่อม ที่พูดติดปากกันในยุค พ.ศ.2490 ต้นๆ นั้น มีความหมายว่าอย่างไร เพราะท่านไม่ได้อธิบายความเอาไว้ นอกจากจะไปถามผู้ที่ทำงานใกล้ชิดท่านอย่าง คุณนพพร บุณยะฤทธิ์ อดีตบรรณาธิการสยามรัฐและชาวกรุง ใครอยากทราบต้องลองไปถามเอาเอง

        เวลาเขียนถึง ‘พรรคดักดาน’ อย่างประชาธิปัตย์นั้น ผมเขียนด้วยความสนุกสนานครื้นเครง เพราะติดตามพฤติกรรมของพรรคนี้มาอย่างสม่ำเสมอ และในสายตาของผมแล้ว ยังมองไม่เห็นว่าตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 6 ทศวรรษนั้น ที่พรรคการเมืองนี้ก่อตั้งมานั้น ยังหาได้มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าเดิม หรือพัฒนาขึ้นแต่ประการใดไม่ 
        หากท่านมองย้อนอดีตของพรรค “ดีแต่ปาก” นี้ ก็จะเห็นเบื้องหลังที่อุดมไปด้วยเรื่องราวร้ายๆ อันทำให้พรรคเสื่อมเสียชื่อเสียง 
        หากจะให้ผมพูดถึงอดีตของพรรคนี้ ท่านผู้อ่านก็อาจเห็นว่า แม้คนในพรรคจะสร้างภาพให้บริสุทธิ์สดใสอย่างไร แต่เมื่อฟังผมบรรยายจนจบ ท่านอาจมองเห็นภาพพวกนี้นุ่งขาวห่มขาว
        แต่กลับไปนั่งชูคอ...อยู่กลางบ่อขี้!
        มันจะสะอาดไปได้ อย่างไรเล่าครับ!!?

        ที่ผมพูดอย่างนั้น เพราะจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ไม่ยาก และเป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านรู้กันแล้ว แต่อาจลืมไปเพราะมันผ่านมานานพอสมควร เช่น
        พอศาลฎีกามีคำสั่งลงโทษจำคุก นักการเมืองแถวหน้าของประชาธิปัตย์ฐานซื้อเสียงเป็นเวลาหนึ่งปี และเพิกถอนสิทธิ(ในการเล่นการเมือง?) อีก 10 ปี (จำได้ไหมครับ กินเวลายาวนานถึง 10 ปีกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกา) เสียงของอดีตหัวหน้าพรรค ผู้เชื่องช้าแต่ปากไวในการกล่าวหา ว่าพรรคอื่นชอบซื้อเสียงนั้นก็สงบลง เพราะพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็น พรรคการเมืองแรกของประเทศไทย ที่สมาชิกโดนลงโทษ ถึงจำคุกกรณีซื้อเสียง จะยังมายืนจีบปากจีบคอด่าคนอื่นอยู่ได้อย่างไรกัน เพราะขืนพูดขึ้นมาอีกเมื่อใด ก็กลัวเขาจะขุดเรื่องนี้มาย้อนเข้าให้ สู้โยกมุมไปพูดถึงฝ่ายอื่นในทางลบอื่น ที่พูดได้ง่ายกว่าและไม่โดนย้อนด้วย

        ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และปรากฏขึ้นซ้ำๆซากๆมาโดยตลอด เหมือนเงาตามตัวของพรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์ ก็คือ เรื่อง “ทุจริต” และเรื่องที่ขาดความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อได้โอกาสเข้าไปไปบริหารราชการงานแผ่นดิน เช่น 
        เมื่อมีคนเขาจับได้ไล่ทัน อย่างเรื่อง สปก.4-01 พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเป็นรัฐบาลอยู่ขณะนั้น ก็ชิงยุบสภาหนีไปเลย และกินเวลายาวนานถึง 10 ปี (อีกนั่นแหละ) กว่าที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้บรรดาเศรษฐีสหายของนักการเมืองพรรคนี้ ต้องคืนที่ดินซึ่งได้รับแจกจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และมีราคาสูงกว่าหมื่นล้าน ให้กับทางราชการไปด้วยความจำใจ 
        เห็นกันหรือยังล่ะ!?
        โชคดีของประชาธิปัตย์ ที่ยังไม่มีการดำเนินคดีในเรื่องนี้ แต่ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร (ที่อาจเกิดขึ้นวันใดก็ได้ ในภายภาคหน้า!) หัวหน้าคณะยึดอำนาจ อาจนำมาตรการเดียวกับนายมีชัย กบาลใส แนะนำให้ไอ้บังกบฏใช้ คือ การตั้ง คตส. ขึ้นมา เป็นองค์กรสากกระเบือ ไล่ทุบนักการเมืองฝั่งตรงข้าม แค่นี้ก็สามารถดำเนินการเอาผิดกับนักการเมือง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้โดยง่าย 
        พูดอย่างนี้แล้ว ใครอย่านึกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ขนาด พล.อ.
สุจินดา คราประยูรกับพวก ยึดอำนาจจากนายกฯชาติชาย ก็มีคำสั่งยึดทรัพย์นักการเมืองเป็นสิบๆราย ขนาด “มังกือ” อย่างนายเสนาะ เทียนทอง ถึงกับน้ำตาร่วงมาแล้ว!

        เมื่อประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเข้าบริหาร กทม. ท่านผู้อ่านคงเห็นฝีมือการบริหารกรุงเทพมหานครของพรรคนี้มาแล้ว ซึ่งความฉิบหายที่เกิดขึ้น เพราะฝีมือนายอภิรักษ์ฯอดีตผู้ว่า ก็มากมายมหาศาล เฉพาะกรณีรถและเรือดับเพลิงนั้น งบประมาณของกรุงเทพมหานคร ที่ต้องเสียไปเพราะเรื่องอื้อฉาวนี้ เป็นตัวเงินสูงหลายพันล้านบาท 
        น่าเสียดายงบประมาณของ กทม.เป็นจำนวนมาก ที่นำไปจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง แต่ก็เอามาใช้ไม่ได้ ต้องจอดแช่อยู่ที่ท่าเรือมานานหลายปีมาถึงวันนี้ ก็กลายเป็นรถเก่า เพราะจอดตากแดดตากลมทะเลและไอน้ำเค็มอยู่นานหลายปี 
        จนสนิมกินแดงไปทั้งคันก็มี...โถ เงินภาษีประชาชนทั้งนั้นนะครับ อย่าลืมเชียว!!! 
        ใช่แต่แค่นั้นนะ นายอภิรักษ์ฯยังมีเรื่องที่เป็นคดีความต่อไปอีก ก็คือเรื่องรถ บีทีเอส. ซึ่งอดีตปลัดกรุงเทพมหานคร คุณหญิง ณัฐนนท์ ทวีสิน เป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเอง แต่ไปติดตรงกระบวนการสอบสวนที่ยืดยาดเยิ่นเย้อ ของ ป.ป.ช. สำหรับเรื่องนี้ความเสียหายก็มีจำนวนนับร้อยล้านบาทเช่นกัน
        นายอภิรักษ์ฯ ผู้ต้องจำใจลาออกจากตำแหน่งไป เพราะคดีความเป็นชนักปักหลัง โดยมีเงาของตะรางพ่วงขาไปด้วย ถึงตอนนี้ไปรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์แล้ว ก็ยังมีข่าวคราวทุจริตที่โผล่ขึ้นมาใหม่ อีกจำนวนไม่น้อย ขอให้ติดตามผมต่อไปก็แล้วกัน รับรองว่ามีอะไรดีๆมาเล่าให้ฟังกันอีก!

        พอประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่ทันไรเรื่องตำบอนของการทุจริตก็โผล่ให้เห็นอีก ซึ่งเป็นข่าวเข้ามาแล้ว กล่าวคือ
        รัฐบาลโลซกของนายอภิแสบฯ ได้กู้เงินมาเป็นจำนวนมหาศาล เอามาดำเนินโครงการ ซึ่งนายมาร์ค มุกควาย แย้มออกมาว่า มีกว่า 6,000 โครงการ แต่ละโครงการจะมีการดำเนินการที่รวดเร็ว และอาจลัดขั้นตอนของระเบียบต่างๆ เช่น เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างโครงการชื่อแปลกๆ ที่โผล่ออกมาให้เห็น และน่าสนใจที่จะติดตาม เพื่อพวกเราจะได้ช่วยกันเอาผู้เกี่ยวข้องเข้าคุก เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ
        ทางรัฐบาลของนายอภิแสบนั้น ได้มีการกล่าวอ้างว่า เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบ จากการทรุดตัวของเศรษฐกิจโลก จำเป็นต้องกู้เงินมาเพื่ออัดฉีดเข้าระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจของชาติฟื้นตัว 
        จึงมีการออกพระราชกำหนด กู้เงิน 4 แสนล้าน และจะกู้ต่อๆไปอีก นัยว่าจะใช้เงินกู้ถึง 1.5 ล้าน/ล้านบาทภายในกำหนด 3 ปี (ตามอายุรัฐบาล) 
        ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า สมัยนายกฯทักษิณมีโครงการ SML ซึ่งดำเนินการได้ดี ชาวบ้านชอบกันมาก จนทำสืบต่อมาถึงรัฐบาลนายกฯสมัคร ก็มีพิธีกดปุ่มโอนเงินไปให้ชุมชนอย่างชัดเจน แต่มาถึงยุคประชาธิปัตย์ ไอ้พวกนี้ไม่มีปัญญาคิดโครงการใหม่ๆดีๆ ให้ผู้คนได้เห็นหรือชื่นชมกัน เลยเปลี่ยนชื่อโครงการ SML เสียใหม่ เป็น “โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน”  ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานชื่อเดียวกัน คือ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.)
        สำนักงานนี้อยู่ที่ไหน หรือครับ?

content/picdata/160/data/photo_popeng.jpg

        ตอบได้ว่า อยู่ในทำเนียบนายกรัฐมนตรีนั่นเอง แต่ยังไม่ทันไร ก็ปรากฏเรื่องราวที่โผล่หางแดงแจ๋ออกมา รายละเอียดพอสังเขปเป็นอย่างนี้ครับ
        เมื่อวันที่ 12 ก.ค.นี้เอง ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ TPBS ซึ่งเมื่อประชาธิปัตย์เข้ามาสู่อำนาจใหม่ๆ ผมก็เห็นเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับรัฐบาลดี แต่เกิดไปกินยาผิดอะไรไม่ทราบได้ ดันไปทำสกู๊ปข่าวความไม่ชอบมาพากล ของโครงการพิลึกกึกกือประชาธิปัตย์เข้า นั่นคือ
        มีการซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ไปแจกตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ โดยที่ผู้นำชาวบ้านไม่ทราบ และไม่ส่วนร่วมรู้เห็นด้วย กำหนดมูลค่าไว้ที่ราคา 2.5- 3 แสนบาท แต่เครื่องนี้มีราคาแพงเกินความจริง เพราะราคาตู้น้ำดื่มในท้องตลาดมีราคาไม่เกิน 4 หมื่นบาท บวกกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ อีก 9 หมื่นบาท รวมกันแล้วไม่น่าเกิน 1.5 แสนบาท แต่กลับไปซื้อในราคา 2.5-3 แสนบาท และตามกระแสข่าวที่ได้รับมา ก็เป็นการจัดซื้อจากเอกชนเพียงรายเดียวเท่านั้น 
        สถานีโทรทัศน์ TPBS ได้สัมภาษณ์ผู้นำชุมชนเมืองใหม่ ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จว.ปราจีนบุรี คือ คุณอังคณา ชูกิตตินันท์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย เธอและลูกบ้านก็โวยวายเอาว่า ทางชุมชนไม่ได้ทำโครงการเสนอไป แต่กลับมีการจัดส่งตู้น้ำดื่ม และแผงโซลาร์เซลมาให้ 
        ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็คือ เงินตามโครงการของชุมชุนที่สมาชิกทำแผนไว้ซื้อเมล็ดพันธ์ผัก และลูกสุกร ก็กลายมาเป็นตู้น้ำและแผงโซลาร์เซลที่แสนอัปลักษณ์นี้แทน
        ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มนิดหนึ่ง 
        โครงการ SML เดิมนั้น หลักการที่สำคัญมีอยู่ว่า
        ชาวบ้านเขาต้องคิดโครงการของพวกเขาเอง ซึ่งต้องมีการประชุมชาวบ้านช่วยกันออกความคิดเห็น จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 70% ของประชาชนในชุมชน อีกทั้งโครงการที่ได้รับการคัดเลือกนั้น ต้องอยู่ในหลักการรองรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ว่างงาน และอนุรักษ์ส่งเสริมหรือพัฒนาพลังงานทดแทน แต่โครงการตู้น้ำนี้ กลับปรากฏชัด ว่า
        ไอ้พวกขี้โกงมันสุมหัวกัน เอาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ซึ่งไม่อยู่ในองค์ประกอบที่จะเข้าร่วมโครงการได้ แต่จัดแจงเอาระบบโซลาร์เซลบวกพ่วงเข้าไปกับตู้น้ำ เพื่อให้อยู่ในองค์ประกอบของการอนุรักษ์หรือพัฒนาพลังงานทดแทน
        ฮู้ย...มันช่างคิดกันจริงๆ!
        ชาวบ้านพูดกันในสกู๊ปข่าว TPBS ว่า โครงการนี้เป็นของ “ประชาธิปัตย์”  พวกเขาพูดชัดเจน จะจะกันเลย ใครอยากดูผมทำลิงค์เอาไว้ให้แล้ว กรุณาคลิกเข้าไปที่
http://music.ohozaa.com/my/thaiTVPlayer.jsp channel=TPBS&w_y=2009&w_time=T20&dateSelected=12-07-2009&MainStreamLocal=/AutoDetected?s=true:hstrm&StreamDetected=strm8&Streamlist={hidden}
        ใช่แค่ชาวบ้านต่างจังหวัดไกลๆ ตามที่สถานีโทรทัศน์ TPBS เขาว่าเอาไว้เท่านั้น แม้แต่ชุมชนในกรุงเทพแท้ๆ ก็ดันมีโครงการต้มตุ๋น แหกตา มหาอัปรีย์อย่างนี้เหมือนกัน 
        มีเป็นร้อยๆชุมชน ด้วยซ้ำไป!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        แค่โครงการตู้น้ำหยดเหรียญกับแผงโลซกนี้ เพียงโครงการเดียวก็เป็นหลักฐานชัดเจน ถึงการถลุงเงินที่รัฐบาลต้องไปกู้มา ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนกี่สิบกี่ร้อยล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่ที่น่าขนหัวลุก ก็คือ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) นั้นมีงบมากมายถึง 20,000 ล้านบาท และชุมชนทั้งหมดมีประมาณ 80,000 ชุมชน เฉลี่ยได้รับชุมชนละกว่า 2 แสนบาท 
        การดำเนินงานในลักษณะที่หาประโยชน์ชัดเจน และครอบคลุมพื้นที่ ทั้งเมืองหลวงและต่างจังหวัดอย่างนี้ ต้องมีการกระทำเป็นขบวนการอย่างแน่นอน เพราะอะไรหรือครับ?
        คำเฉลยในรูปคำถามง่ายๆ ก็คือ
        ทำไมราษฎรในพื้นที่ต่างกัน ถึงดันเกิดจะอยากได้ตู้น้ำโซลาร์เซลมาพร้อมกัน เป็นร้อยๆพันๆชุมชน...หือม์!? 
        สำนักงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของพรรคประชาธิปัตย์เอง โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คนชื่อนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธานโครงการ จะมีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำอย่างนี้หรือไม่? นั้น 
        ไม่ต้องใช้ “หัวกบาล” คิดให้เปลืองเวลา
        เอาแค่นิ้วก้อยตีนซ้าย...คิดก็ยังได้!
        แค่โครงการเฮงซวยของประชาธิปัตย์นี้ เพียงโครงการเดียว ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงาน ในทำเนียบนายกรัฐมนตรี Under the nose ใต้จมูกอภิสิทธิ์ ด้วยซ้ำไป 
        ยังเลวร้าย ได้ถึงขนาดนี้...หรือจมูกนายมาร์คเป็นริดสีดวง!!?
        ดังนั้น ถ้าหากมีการดำเนินงานลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ คือประมาณ 80,000 ชุมชน เฉลี่ยได้รับชุมชนละกว่า 2 แสนบาท 
        เงินของชาติจะฉิบหายอย่างไร? และใครจะได้ประโยชน์เท่าไหร่?  ท่านผู้อ่านลองคูณกันเอาเอง ก็แล้วกัน!
  
        ฉะนั้น ผมจะไม่แปลกใจเลย หากมีชาวบ้านกลุ่มไหนเกิดอาการของขึ้น เพราะงบประมาณที่พวกเขาจะเอามาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง ต้องถูกคดโกง ล้างผลาญจนหดหายไปอย่างไร้ประโยชน์ เกิดอดรนทนไม่ไหว ชวนกันไปชุมนุมร้องตะโกนด่าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล หรือที่ทำการพวกดักดาน ว่า 
        “ไอ้พวกขี้โกง...ไอ้พวกขี้ฉ้อ...มีงจะแดกกันให้หมดประเทศหรือไงวะ!!!?”
        พวกที่อยู่ในทำเนียบ หรือสมาชิกพรรค จะพาลไปโกรธเขาไม่ได้นะจ๊ะ เพราะพฤติกรรมของพวกแกนั้น ประชาชนคนในบ้านเมืองนี้ 
        เขา “รับกันไม่ได้” หรอกจ้ะ!

        รัฐบาลนี้ภูมิอกภูมิใจว่า ผู้คนแห่งซื้อพันธบัตร หรือ BOND  “ไทยเข้มแข็ง” (น่าจะเรียกว่า “ไทยขลุกขลัก” มากกว่า เพราะยังต้องไปกู้เงินเขามาใช้จ่าย และดันจ่าย อย่างคดโกงด้วย!) ซึ่งคนที่อยู่ในวงการเงินพูดกันว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรายังอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำ คนที่มีเงินเหลือเก็บก็จะแสวงหาแหล่งฝากเงิน ที่มีความมั่นคงและให้ผลตอบแทนดีด้วยกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างให้ก็ได้
        ข้าราชการตำรวจนั้น นิยมฝากเงินไว้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งให้ดอกเบี้ยเงินฝากกับสมาชิก 3.5% ต่อปีโดย แบ่งจ่ายดอกเบี้ย 6 เดือน/ครั้ง แต่ตำรวจผู้ฝากไม่เสียต้องเสียภาษีเงินฝาก 
        สำหรับพันธบัตรของรัฐบาลนั้น ฝากระยะยาว ดอกเบี้ย 3, 4 และ 5% เริ่มแต่ปีที่ 1-3 ทยอยขึ้น แต่ก็ต้องเสียภาษีเอง อีกทั้งระยะเวลาไถ่ถอนพันธบัตรนั้น ก็ยืดยาวหลายปี หากมีความจำเป็นต้องไปขายก่อนเวลา ก็ไม่แคล้วต้องขาดทุน
        ที่สำคัญมาก และรัฐบาลไม่เคยพูดถึง คือ
        ถ้ารัฐบาลนี้กู้เงิน 1 ล้าน/ล้าน บาท (แผนการกู้เต็ม 1.5 ล้าน/ล้าน) ก็จะเสียดอกเบี้ยและค่าการจัดการ (Management Fee) สูงถึงปีละ 50,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมหนี้เก่าและภาระการผ่อนชำระเงินต้น แต่รัฐบาลจะไถ่ถอนพันธบัตรและจ่ายดอกเบี้ยครบถ้วน ให้กับประชาชนผู้ซื้อพันธบัตรตามกำหนดระยะเวลา หรือไม่นั้น? ยังเป็นเรื่องอนาคต เพราะ...
        Government Bond ที่ออกไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เงินก้อนใหญ่ที่กู้ประชาชนมา กลับถูกถลุงกันอย่างที่เห็นอย่างนี้ 
        อยากจะเล่าให้ท่านฟังว่า
        แม้แต่รัฐบาลประเทศใหญ่ๆเอง ก็เคยชำระเงินคืนให้ผู้ซื้อพันธบัตรไม่ได้ มีให้เห็นอย่าง รัสเซีย, อาร์เจนติน่า เป็นต้น จนประชาชนที่ไม่ได้รับเงินคืน ต้องเอาพันธบัตรไปแปะข้างฝา เอาไว้เตือนใจตนด้วยความเจ็บช้ำ ใครไม่เชื่อผมลองไปค้นคว้าดูได้ และเรื่องอย่างนี้ ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันว่า จะไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยของเรา?
        การที่กู้เงินมาเป็นจำนวนมากอย่างนี้ ผมได้ยินผู้ดำเนินรายการวิทยุหลายแห่ง พูดแสดงความห่วงใยในทำนองเดียวกัน ว่า รัฐบาลจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ และจ่ายคืนเงินต้น แต่ผมอยากส่งสัญญาณ เพิ่มเติมอีกว่า 
        ในขณะนี้ มีคำเตือนออกมาแล้ว จากชาติเศรษฐกิจใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่ออกมาบอกว่าหากเศรษฐกิจจะพลิกฟื้น แต่ก็อย่าหวังว่า เมื่อฟื้นแล้วเศรษฐกิจจะดีเหมือนอย่างที่เคยเป็น เพราะฉะนั้น ใครที่คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะกลับมาสดใส ดีเหมือนยุคทักษิณนั้น คงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งได้รัฐบาลประชาธิปัตย์มาบริหารบ้านเมืองแบบสะเปะสะปะ มีเรื่องคดโกงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างนี้...
        ยิ่งมืดมนอนธการ...หนักเข้าไปอีก!

        ท่านผู้อ่าน จะสังเกตกันบ้างหรือไม่ครับว่า รัฐบาลนี้มีวิธีหารายได้ ด้วยการกู้เงินมาใช้จ่าย โดยมีโครงการ 6,000 โครงการเป็นตัวรองรับ ซึ่งประชาชนคนไทยเราทุกคน มีภาระจะต้องเสียภาษีไปชำระทั้งเงินต้นและค่าดอกเบี้ยดอกหอย แต่การบริหารจัดการของพวกเขานั้น  นอกจากไม่ได้ฉายแววแห่งความสำเร็จแล้ว ยังมีการทุจริตคดโกงเงินของหลวง แบบปล้นกลางแดดเห็นๆ
        น่าเจ็บใจนัก! 
        โครงการอัปรีย์ ควบการคดโกงไม่เคยมีคำว่า “พอเพียง” ที่นำสู่สาธารณะโดยโทรทัศน์ TPBS นั้น เป็นแค่โครงการแรก แต่ก็ทำให้ผู้คนในประเทศ ได้เห็นการโกงสุดแสบแบบซึ่งๆหน้า 
        แค่นี้ ความเชื่อถือในรัฐบาลดักดาน ก็หมดไปแล้ว!
 
        ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ...
        ไอ้ 6 พันกว่าโครงการที่หลงเหลืออยู่นั้น มันจะมีอีกสักกี่โครงการ ที่ต้มตุ๋น แหกตา มหาอัปรีย์ เหมือนกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ที่หลอกขายตู้น้ำหยอดเหรียญ ควบกับแผงโซลาร์เซลที่หาประโยชน์ไม่ได้ เพราะแม้แต่ผลิตกระแสไฟจ่ายให้ตู้ก็ยังไม่พอ และตอนนี้ ที่น่าขันเป็นที่สุด คือ... 
        ชาวบ้านเอาแผงโซลาร์เซล เป็นที่ตากปลาแห้งกันแล้ว! 

        ผมมีความรู้สึกว่า รัฐบาลโลซกของนายมาร์ค มุกควาย เอาโครงการที่อ้างจะต้องใช้เงินที่กู้มา ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลขายให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถ้าโครงการเหล่านี้ดันมีสภาพอย่างเดียวกับตู้ผลิตน้ำดื่ม ก็คงเปรียบโครงการเหล่านี้ได้ว่า มันไม่ต่างอะไรจาก
        “โครงการ...ขยะ!” 
        รัฐบาลของพรรคดักดาน ภายใต้การนำนายมาร์ค มุกควาย เอาโครงการขยะเหล่านี้ มาอัดรวมกันเป็นก้อนสี่เหลี่ยม กรรมวิธีเดียวกันกับที่เขาใช้ในโรงงานกำจัดขยะ แล้วก็นำไประบายสีสัน โรยกากเพชรวูบวาบ บวกกับทุ่มงบหลวงโฆษณาให้เปลืองเข้าไปอีก เพื่อทำให้ดูเหมือนเป็นโครงการที่สวยงาม แล้วนำมาหลอกประชาชนคนในชาติให้หลงเชื่อ ว่า 
        ก้อนโครงการนี้ช่างงามอร่ามแท้ เปล่งประกายเฉิดไฉไล มีอนาคตไกลแน่นอน แต่ผู้คนในชาติอย่างเราๆท่านๆนั้น ไม่มีโอกาสได้ “รื้อ” เอาโครงการ จากกองขยะที่อัดแน่นเป็นก้อน ซึ่งยากต่อการ “แคะไค้” ขึ้นมาตรวจสอบ 
        อย่างไรก็ตาม แค่โครงการตู้น้ำพ่วงแผงโซล่าร์เซล ซึ่งคนของรัฐบาลใช้ลูกล่อลูกชน กวาดกำไรเป็นตัวเงินเข้ากระเป๋าผู้เกี่ยวข้องได้มหาศาล โครงการระยำก็ส่องแสงอัปรีย์เจิดจ้า ต่อสายตาผู้คนกันแล้ว 
        มันช่างเป็นเคราะห์กรรม ของพวกเราคนไทยทั้งมวล ที่ต้องมาได้คณะผู้บริหารที่ฉายแววคอรัปชั่นออกมาชัดเจน
 
        บัดนี้ ท่านทั้งหลาย คงเห็นกันแล้วว่า ไอ้พวกที่มันไม่ได้สัมผัสความเป็นผู้บริหารบ้านเมืองมานานๆ นั้น

        พวกมัน “หิวโหย”...กันแค่ไหน!?

................

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
เป็นกำลังใจให้กับข้อเขียนดีๆค่ะ คุณคือเทียนส่องทาง ท่ามกลางความมืดมิด มืดจนมองไม่เห็นหนทาง.

โดยคุณ spoolswasdi@yahoo.com 71.105.112.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
จมูกของนายอภิสิทธิ์คงเสื่อม ไม่ได้กลิ่นคอรัปชั่น ใต้จมูกของตัวเองจริงๆ สำหรับเรื่องโคตรโกงในสำนักนายกนี้ มีสื่อเล่นอยู่ 1 ฉบับ คือมติชน แต่ก็ไม่เอาเต็มที่ ไม่รู้ว่ากลัวรัฐบาลจะตัดงบโฆษณาหรือเปล่า? ดกงหนักขนาดนี้ สงสารและเป็นห่วง ประชาชนผู้ซื้อธนบัตรที่อยากได้ดอกสูงๆจริง

โดยคุณ ห่วงแมงเม่า 125.25.236.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ขอแก้ไขหน่อย ประโยคสุดท้าย บอกว่า "คนของรัฐบาลโกงหนักกันขนาดนี้ สงสารและเป็นห่วงประชาชน ผู้ซื้อพันธบัตร ที่หวังแต่ดอกเบี้ยสูงๆจริงๆ"

โดยคุณ ห่วงแมงเม่า 125.25.236.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
ไอ้วรนุสอปิสิต มันก็ดีแต่พูด ชีวิตทั้งชีวิตของมัน แทบจะไม่เคยต้องทำมาหากิน ไอ้นี่แหละวรนุสตัวจริง

โดยคุณ แม่โจ้ซอย ๙ 125.25.14.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
สมกับเป็นโคตรเง้าของวรนุชจริงๆ ไอ้มาร์ค มุกควาย

โดยคุณ ICT 125.25.142.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
"เราโชคดี ที่ได้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายก" "คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนเก่ง"

โดยคุณ BurapaIX@gmail.com 125.26.14.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
หนุ่มมาร์คหน้าหยก แต่โกหกทุกเรื่อง ถุย

โดยคุณ รักมอกะดาก 125.25.118.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
รู้ๆกันอยู่ว่าพรรคเก่าแก่พรรคนี้วรนุชสุดๆ เห็นสื่อมวลชนยกหางที่ผมก็กระอักกระอ่วนทุกที วรนุชสุดๆจริงๆพรรคนี้

โดยคุณ mrk 118.174.8.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
ท่านค่ะ ว่างๆเอาเรื่องภาคใต้มาคุยกันบ้างน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ

โดยคุณ messine 93.12.236.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
ที่จริงแล้วมันมีเรื่องแดกๆกันมากกว่าที่เป็นข่าวอีกครับ ตัวอย่างเช่น แบ๊งค์หนึ่ง ในกำกับของรัฐ(แสดงว่าเป็นรัดวิสาหะกิด) เช่าโกดังเก็บของแบบแปลกๆ ซึ่งคนในองค์กรเองก็รู้ว่ามันผิดมากมาย แต่ก็ต้องทำเพราะนายสั่งและกุเองก้ได้เศษเงินกับเค้าด้วย หรืออีกตัวอย่างนึง เป็นแบ๊งค์หนึ่งในกำกับของรัฐอีกแล้ว วางแผนพัฒนาองค์กร โดยการปรับปรุงตึกราม อาคาร และจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์ภายใน ไอ้ 2 อันนี้กินงบแบบที่ทุกคนที่รู้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เออมันจะสร้างพาราก้อนกันเหรอ และโห นี้มันได้super computer มาตั้งบนโต๊ะทำงานเลยนะเนี่ย(ด้วยราคา) ส่วนตัวอย่างถัดไปเป็นเรื่ององค์กรบริหารท้องถิ่นแถวๆ ปราสาทพนมรุ้ง ว่าก่อนเป็นปลัดองค์กร หรือสมาชิกองค์กรนี้ ยังตำน้ำกินกันอยู่เลย พอเป็นได้ปีเดียว เออมันมีที่ทางเป็นร้อยไร่เลยเว้ย ปากบอกว่าได้ที่ทางมรดกมา แต่ปู่ย่าตาทวดมันเป็นหนี้จนจะถูกฟ้องล้มละลายอยู่เนี่ยนะ เอากะมันดิ ตกลงว่า ไอ้ที่อีเขียว อีเหลืองไปโวยเค้าเรื่องขี้ฉ่อเนี่ย มันเที่ยบไม่ได้กับที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยนินา ชุดนี้แม่มแดกทุกเม็ดแล้วยังไม่มีผลงานออกมาอีก รุ่นก่อนเค้ามี 100 ชัก 30 รุ่นนี้มี 100 กูชัก 120 พวกเมิงเป็นหนี้กูด้วย นี้ยังมิได้กล่าวถึงนโบยการแดกตามน้ำในปีหน้าของ พณ.ท่าน ขุนจัญไรลือเลื่อ ผจกรัฐบวมนี้นะเนี่ย รอมันออกเป็นเอกสารก่อนจะมาเล่าให้ฟัง เออ....สงสารผู้เสียภาษีอย่างเราๆท่านๆยิ่ง

โดยคุณ pliwds 119.63.79.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
เฮ้อ กรรมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์

โดยคุณ ปรสิต 58.9.250.XXX

ความคิดเห็นที่ 12 แจ้งลบข้อความ
เฮ้อ กรรมของประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์

โดยคุณ ปรสิต 58.9.250.XXX

ความคิดเห็นที่ 13 แจ้งลบข้อความ
สงสารประเทศไทยจริงๆ (แต่ที่น่าสงสารกว่าคือพลเมืองดีที่ต้องทนจ่ายภาษีตามกฎหมายให้มัน "ถลุง")

โดยคุณ ???? 203.155.40.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER