หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!!
หัวข้อ : ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อค่ำวันพฤหัสที่ผ่านมา (27 ส.ค. 2552) โทรทัศน์นำเสนอข่าวพระกรณียกิจ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จดูงานกระบวนการยุติธรรมที่ประเทศญี่ปุ่น ทรงได้พบกับยังนายโคทาโรโอโนะ (Mr. Kotaro Ono) ปลัดกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่นแล้ว ได้เสด็จไปยังสถาบัน UNAFEI ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบล Fuju ชานกรุงโตเกียว (ตำบลเดียวกับที่ตั้งสนามม้า อันมีชื่อเสียงของโตเกียว) ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของสหประชาชาติ อันเกี่ยวเนื่องกับการฝึกอบรมเรื่องกระบวนการยุติธรรม มีชื่อเต็มว่า The United Nations Asia and Far East Institute for the Prevention of Crime and the Treatment of Offenders (UNAFEI)
        สถาบันแห่งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนในเรื่องเงินทุนอุดหนุนในการดำเนินการแทนสหประชาชาติ และกลายเป็นสถาบันสำคัญ ในการฝึกอบรมบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมในภูมิภาคเอเชีย มีนักกฎหมายของทางราชการไทยเราไปฝึกอบรมเป็นจำนวนไม่น้อย รวมทั้งผู้เขียนด้วย ซึ่งได้รับทุนนี้เมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา
        ในปีที่ไปศึกษาและฝึกอบรมนั้น ผมได้รับทุนภายใต้โครงการ Colombo พร้อมกับผู้พิพากษาศาลสูงอีกท่านหนึ่ง คือ ท่านสถิตย์ เล็งไธสง ตอนนั้นท่านยังอยู่ศาลอุทธรณ์ ก่อนเกษียณท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และเป็นอาจารย์สอนกฎหมายตลอดจนเป็นผู้แต่งตำรากฎหมายที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย
        ผมได้รับความรู้จากสถาบันนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จนเมื่อกลับมาประเทศไทย ได้มีโอกาสไปบรรยายในจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และได้นำเสนอแนวความคิด เรื่องการจัดหน่วยงานรับผิดชอบความผิดที่มีลักษณะดังกล่าว นอกจากนั้นได้เสนอคำๆหนึ่ง Money Laundering ซึ่งผมแปลจากภาษาอังกฤษว่าเป็น “การฟอกเงิน” และใช้ในเวทีอภิปรายที่จุฬา โดยไม่คาดคิดว่า จะเป็นคำแปลที่ถาวร และได้กลายเป็นถ้อยคำสำคัญทางกฎหมายในเวลาต่อมา
        นอกจากความรู้ดีๆ ที่ได้รับจากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจ และมีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมอันแข็งแกร่งของชาวอาทิตย์อุทัย จึงจะขอเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง เพื่อเป็นข้อพิจารณากันอาจเป็นประโยชน์ สำหรับท่านจะต้องทำธุรกิจ ติดต่อ กับชาวญี่ปุ่น หรือแม้แต่จะศึกษาเกี่ยวกับประเทศหรือแม้แต่การคบหาเพื่อนชาวอาทิตย์อุทัย

        ญี่ปุ่นนั้นถือตัวว่าเป็นชนชาตินักรบ มีลักษณะสายเลือดความเป็นทหารสูงมาก เพราะอิทธิพลของลัทธิบูชิโดซึ่งนักรบหรือซามูไร (Samurai) โดยมียามากะ โซโก (Yamaga Soko - ค.ศ. 1622 - 1685) ได้นำแนวคิดแบบชินโตกับขงจื๊อมาประสานกัน ซึ่งนำไปสู่การสร้างลัทธิบูชิโด (Bushido)      
        ลัทธิบูชิโด คือ การยอมรับและยกย่องวิถีแห่งคนกล้า ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า"ซามูไร" (Samurai) คำว่า "บูชิโด" ได้แปลว่า "หนทางของอัศวินนักต่อสู้" (the way of the fighting knight) หมายถึงมรรควิธีที่จะนำไปสู่ความเป็นซามูไร     
        "ลัทธิ "บูชิโด" สอนให้เหล่าซามูไรยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และจงรักภักดีต่อเจ้านายของตน       
        ซามูไรถือว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ปรัชญาแห่งบูชิโดกล่าวไว้ว่า           
        "ความตายนั้น เป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก!"

        นักรบซามูไรมีดาบประจำกายอยู่ 2 เล่ม คือ ดาบยาวเป็นอาวุธที่ใช้สู้รบป้องกันตัวและสังหารข้าศึก ส่วนดาบสั้นเอาไว้สังหารตัวเอง เมื่อพ่ายแพ้ หรือปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ             
        การฆ่าตัวตายเยี่ยงนักรบ คนไทยเรารู้จักกันว่าเป็นการกระทำ “ฮาราคีรี” แต่ญี่ปุ่นใช้คำว่า “เซ็ปปุกุ” มากกว่า ซึ่งหมายถึงการฆ่าตัวตาย โดยใช้มีดสั้นแทงที่หน้าท้องใต้เอวขวา แล้วกรีดมาทางซ้ายแล้ว ดึงมีดขึ้นข้างบน ซึ่งเป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด       
        การตายด้วยวิธีนี้ เชื่อว่าเป็นการตายอย่างมีเกียรติแล้ว เพราะแสดงความกล้าหาญและพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบังคับจิตใจของตนเอง          
        คำว่า "ฮาราคีรี" ชาวญี่ปุ่นถือเป็นคำหยาบและไม่เคารพต่อผู้กระทำเซ็ปปุกุ และการเขียนตัวอักษรคันจิของสองคำนี้เขียนเหมือนกัน โดยสลับตัวอักษรหน้าหลัง แต่คนไทยไม่คุ้นกับคำว่า “เซปปุกุ” แต่คำว่า “ฮาราคีรี” เป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพลูกพระอาทิตย์รุกเข้าสยามประเทศ คนญี่ปุ่นถือว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงไม่กลัวความตาย อีกประการหนึ่งพวกเขาเชื่อมั่นว่า            
        ตายไปแล้ว...ก็เกิดได้ใหม่!       
        นี่เอง ที่ปรัชญาแห่งลัทธิบูชิโด มีผลต่อจิตใจของคนญี่ปุ่น โดยตรง ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อตกเป็นฝ่ายพ่ายสงคราม

        มีเรื่องที่ผมได้รับทราบ ระหว่างการฝึกอบรม คือ มีกรณีกล่าวหาว่า นายตำรวจระดับสารวัตร 2-3 นายในสังกัดหน่วยตำรวจของ Ozaka Prefecture (หมายถึงเขตปกครองโอซา ซึ่งประกอบด้วยเมืองสำคัญ คือ โอซากา เกียวโต นารา) มีกรณีทุจริตเก็บเงินจากร้านค้าปาจิงโกะ ซึ่งเป็นร้านมีเครื่องเล่นแบบเครื่องยิงลูกโลหะ ลงหลุมตามลำดับแต้ม ต้องหยอดเงินเพื่อเข้าเล่น มีรางวัลเป็นขนมหรือของชำร่วย ห้ามเล่นเอาเงินเด็ดขาด แต่ก็มีการลักลอบเล่นจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ       
        ตำรวจที่ร่วมกระทำความผิด ได้รับเงินผลประโยชน์จากร้านค้าที่ลักลอบทำผิด ไปกว่า 10 ล้านเยน ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร และผู้กระทำความผิดก็ชัดเจนว่า มีระดับสารวัตรเท่านั้น   
        ตัวผู้กำกับการของ Ozaka Prefecture ที่ไม่มีส่วนร่วมกระทำความผิด หากจะต้องรับผิดชอบทางวินัย คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับประเทศอื่น แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่คนชาติอื่นต้องตะลึง คือ             
        ผู้กำกับนายนี้ รู้สึกอับอายจนไม่สามารถสู้หน้ากับผู้คนได้ เขาได้เลือกปลิดชีพ ด้วยการ       
        “แขวนคอ” ตัวเอง!!!        
        นายตำรวจนายนี้รู้สึกอับอาย และลำบากใจจะต้องเผชิญหน้ากับผู้คนในสังคม เพราะตัวเองได้ปล่อยให้ลูกน้องในบังคับบัญชาของตนเองกระทำความผิด แต่เขาฮาราคีรีหรือเซปปุกุตนเองไม่ได้ เพราะไม่มีเกียรติเพียงพอ เพราะการกระทำลักษณะนั้น เป็นการกระทำของนักรบเท่านั้น แต่นายตำรวจผู้นี้ไม่อาจถือตนว่าเป็น “นักรบ” เป็นเพียงผู้บังคับบัญชาตำรวจที่ล้มเหลวคนหนึ่งเท่านั้น นี่คือ...         
        ความแข็งแรงของ “วัฒนธรรมความอับอาย” ของญี่ปุ่น!!

        ในบูรพาทิศ วัฒนธรรมที่เข้มแข็งอย่างนี้ ก็เห็นจะมีเกาหลีอีกประเทศหนึ่ง ที่ใกล้เคียงกัน เพราะมีรากฐานคล้ายคลึงกัน แต่กรุณาอย่านำมา เปรียบเทียบกับบ้านเราเป็นอันขาด เพราะชาติของเรานั้น มักถือคติประจำใจว่า “ด้านได้อายอด” ซึ่งสอนคนอย่างไม่ถูกต้อง คนบ้านเราเลยดูเหมือนไม่ค่อยอับอายกันสักเท่าไหร่
        ดูอย่างข่าวทุจริตอื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของชาติ คือโครงการชุมชุนพอเพียง ซึ่งซื้อของแพงเพียบนั้น คนด่ากันทั้งประเทศ แต่ต่อให้ด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการนี้ ก็ดูจะไม่กระเทือนซางแต่อย่างใด เพราะพวกเขาได้ร่าเริงอยู่ในอำนาจ ที่ได้รับจากการวิ่งราวร่วมมือกับพันธมาร และพวกอำมาตย์เก่า ได้แต่ฟังหูทวนลมอมยิ้มไปแค่นั้น           
        ขอเรียนว่า ผู้เขียนเป็นคอลัมนิสต์รายแรกๆ ที่ออกมาถล่มโครงการนี้ ด้วยแจกแจงให้เห็นความเลวชาติของผู้ดำเนินโครงการอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมมาตั้งแต่ต้น ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่หนวย นอกจากคนในพรรค ผู้บริหาร สมาชิกพรรคดักดานนี้ทั้งนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านย้อนไปดูในคอลัมน์ ชื่อ       
        “พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ไหน!?  (ผู้ใดสนใจดูได้ที่
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=160)   
        ไม่ว่าสื่อสารมวลชน จะกล่าวโจมตีอย่างไร ก็มีการปฏิเสธอย่าง    หน้าเฉยตาเฉย จากสมาชิกพรรคและผู้เกี่ยวข้องในทำนองว่า          
        “ฮู้ยย์....จะมาพูดอะไร เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่เท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์และคนในพรรคไม่เกี่ยว...ไร้สาระ!”      
        แต่ในที่สุดหลักฐานก็โผล่ชูหางแดงโร่ออกมาเรื่อยๆ เช่นบริษัทคู่ค้ากับโครงการ กลายเป็นผู้บริจาครายใหญ่ของพรรค และมีหลักฐานว่ามีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างชัดแจ้ง โดยวางแผนการคดโกงกันอย่างเป็นระบบน่ารังเกียจ เป็นกรณีที่ชาวบ้านถึงกับพูดว่า          
        “เหี้ยสมบูรณ์แบบ! และหน้าด้านเป็นที่สุด!     
        สุดท้ายประธานโครงการซึ่งเสียงแข็งมาตั้งแต่ต้น ก็ยอมจำนนต้องลาออกไป หลังจากที่น้องชายที่เป็นอดีต ส.ส.ลาออกไปก่อนไม่กี่วัน เรียกว่าดื้อด้านกันจนถึงที่สุด ไม่มีทางไปแล้วนั่นแหละ จึงจำใจต้องลาออก        
        แต่ยังเสือกหนีบตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” เอาไว้อีก...ดูมันทำ ซิครับท่าน!!        

        เหลือเชื่อจริงๆ ครับว่า ไอ้พรรคดักดานมันกู้เงินมาล้างผลาญและหาประโยชน์กันแบบนี้ แค่ไอ้โครงการเฮงซวยเพียงโครงการเดียว เงินของชาติที่ต้องไปกู้เขามา ก็ฉิบหายไปโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยกว่า 5 พันล้านบาทเห็นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า          
        บางทีบ้านเมืองอาจถึงจุดเปลี่ยนแปลง เพราะตุลาการสหายพันธมิตรใหญ่ 2 นาย คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล กับ นายวิชา มหาคุณ เพิ่งจัดสัมมนารุมกระทืบพรรคประชาธิปัตย์เรื่องชุมชนพอเพียง ในหัวข้อแฝงชื่อ “ทุจริตคอรัปชั่นหมดไป สังคมไทยได้อะไรคืนมา?” ที่หอประชุมกองทัพบก เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เอง โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ได้กล่าวกล่าวว่า           
        การทุจริตที่สังคมไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้ (คือยุคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ) การทุจริตเชิงนโยบายหรือผลประโยชน์ทับซ้อนคือ เป็นการคอรัปชั่นที่บางครั้งถูกกฎหมาย แต่ผิดหลักประโยชน์ของสาธารณะ หลักจริยธรรม ใช้เงื่อนไขทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลเช่น กรณีเครื่องกดน้ำดื่มที่มีการยัดเยียดให้ชุมชน ทั้งที่ชุมชนไม่มีความต้องการ แล้วไปบังคับให้ชาวบ้านเซ็นรับ เป็นการโกงทางนโยบาย บางเครื่องยังเอากุญแจล็อคไว้ เปิดใช้ไม่ได้ การกระทำเช่นนี้คือการคอรัปชั่นที่ผิดกฎหมายและจริยธรรมในระยะเวลาเดียวกัน!
        
        ส่วนนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้อภิปรายโดย เรียกร้องให้        
        ป.ป.ช. เข้าไปตรวจสอบโครงการชุมชนแดกไม่พอเพียง เพราะมีการนำเงินจำนวนมากลงไป แต่ไม่มีการตรวจสอบ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ก็ได้ประโยชน์ทุกคน ทั้งคณะกรรมการและชาวบ้าน นโยบายและกฎหมายก็ทำถูกต้อง การบริหารจัดการลงตัวหมด แต่มีผู้เสียประโยชน์คือประเทศชาติที่ถูกล้างผลาญ ดังนั้น ป.ป.ช.ควรเข้าไปเป็นหัวขบวนตรวจสอบ!!
        อยากบอกตุลาการทั้งสองว่า ควรจี้ลงไปให้ชัดเจนว่า นายมาร์ค มุกควาย ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี มีรองนายกฯ ของตัวเป็นประธานโครงการ มีน้องรองนายกฯเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการให้พี่ชาย โดยสำนักงานนี้ตั้งอยู่ในทำเนียบ ห่างจากห้องนายกฯ แค่ตดก็ส่งกลิ่นถึงกันแล้ว แต่...       
        นายมาร์ค มุกควาย กลับตาบอดตาใส ทำเหมือนโง่เขลา จนไม่รู้ว่าไอ้คนพวกนั้นมันสุมหัวกันโกงชาติ     
        แดกบ้านรับประทานเมืองกันอย่างไร?
     
        อยากถามกัน ตรงไปตรงมาว่า       
        หัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ไปงมโข่งอะไรอยู่ จึงไม่รู้ว่าบริษัทที่แสวงหากำไรเหล่านี้ แบ่งกำไรล่วงหน้าในรูปเงินบริจาค มาให้พรรคดักดานของตัวเท่าไหร่? (เพราะในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องลงลายมือชื่อ รับรองรายงานการเงินของพรรคอยู่แล้ว)   
        ไม่รู้หรือว่านี่มันเป็นการโกงชาติ ซึ่งพรรคและคนในพรรคของตัว เป็นตัวการดำเนินการอย่างแท้จริง
        แก้ตัวมาซิวะ!         
        บอกได้เลยว่า
        หากเรื่องนี้เกิดในประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีคงผูกคอตายไปแล้วด้วยความอาย เหมือนๆกับนายตำรวจหัวหน้าโอซาก้า และคนญี่ปุ่นคงออกมาเดินกันเต็มกรุงโตเกียว     
        ขับไล่รัฐบาลแล้ว!       
        แต่อย่าได้ไปหวังกับนายมาร์ค เพราะแกก็จะออกมุกควาย โยนลูกไปให้คนโน้นคนนี้ตามถนัด อย่างแต่งตั้งนายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.พรรคเดียวกัน มาทำเป็นสอบสวนยอกๆแยกๆ แต่ไม่ได้เรื่องอะไร ให้ชาวบ้านและสื่อเขาด่าเล่นอีกต่างหาก    
        พูดกันตรงๆนะ        
        เฉพาะแค่โครงการแพงเพียบเพียงเรื่องเดียว คนไทยไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง ก็มีเหตุผลอันชอบธรรม ที่จะร่วมตัวกันขับไล่ ไอ้รัฐบาลคอรัปชั่นอัปรีย์ อย่างไม่มีที่เปรียบชุดนี้...   
        ออกไปได้แล้ว!!! 

content/picdata/169/data/photo_sodier.jpg

        ก่อนจบบทความนี้ จะขอบอกพี่น้องประชาชน คนบ้านเราให้ตระหนักทั่วกันว่า         
        ต่อให้นายอภิแสบจะทำตัวลอยเหนือปัญหา วางท่า คุณชายสะอาด แต่ดากโผล่!” อย่าลืมไอ้คนพวกนี้มันไม่ได้มาคนเดียว แต่ยกมาด้วยกันทั้งเข่งทั้งคอก แค่เน่าตัวเดียว หรือเหม็นแค่โครงการเดียว ก็เหลือเกินที่จะรับกันได้แล้ว บอกกับท่านผู้อ่านตรงๆ ว่า           
        ผมคงไม่แปลกใจอันใดเลย หากจะมีคุณป้าอีกสักคน ที่มาจากบ้านนายหัว ลงรถสายใต้ที่กรุงเทพ แล้วต่อแท๊กซี่ตรงไปหน้าทำเนียบ ลงจากรถแล้ว ยืนตั้งท่าเหมาะๆ ถลกผ้าถุงขึ้นหยักรั้ง แล้วยกมือชี้ไปที่อาคารงามสง่า ซึ่งมีนักการเมืองโคตรโกงจากพรรคดักดานสุมกบาลอยู่ในนั้น แล้วแกตะโกนขึ้นด้วยเสียงดังลั่นอย่างคั่งแค้นจนเหลืออด ว่า

        “ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย...
        ไอ้พรรคชิ้บ...ฮ้ายยยยยยยยยยยยย!!”

        เชื่อว่าประชาชาวไทยเกือบทั้งประเทศ จะต้องร่วมกันแซ่ซ้อง ประสานเสียงรับกับคุณป้ากันเป็นแถว!!!

...............


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
...ต่อให้นายอภิแสบจะทำตัวลอยเหนือปัญหา วางท่า “คุณชายสะอาด แต่ดากโผล่!” อย่าลืมไอ้คนพวกนี้มันไม่ได้มาคนเดียว.... ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรกันแน่ "คุณชายสะอาด แต่ดากโผล่" เฉลยด้ว

โดยคุณ กระเด็งราง 125.25.11.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
พรรคนี้มันเผลอตกส้วมตายไปหลายรอบแล้วล่ะครับลุงวาท .. แต่ก็มีผู้ใจบุญจำใจจับล้างดากใส่ตะกร้าส่งมาเกิดใหม่ .. แล้วก็นิสัยเดิมๆชอบไปยืนอยู่บนถังขี้เหมือนทุกครั้ง ..

โดยคุณ กลิ่นหอมชื่นใจ .. 124.120.80.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
อาชิ...ผมเกิดมาจนอายุสี่สิบหกปีนี่ มีแต่ข่าวตำรวจรับส่วย นักการเมืองใครเป็นรัฐบาลก็ตั้งหน้าคอรัปชั่น จนร่ำรวยล้นฟ้า มากบารมีทุกพรรคเลย พวกทหารเวลาปฏิวัติก็กินกันจนอ้วน อภิสิทธิ์คนเดียวก็เหมือนนายชวน ลูกน้องเขมือบเพียบ ไทยรักไทยสมัยเรืองอำนาจก็สุดยอด อาชิคงไม่ลืม

โดยคุณ ขบถ 210.86.181.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER