หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!”
หัวข้อ : รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ปลายเดือน ก.ค. ผมได้เขียนคอลัมน์ “ไอ้รัฐบาล...สุดโสโครก!”  ตอนหนึ่งได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องการจัดงานโอทอปที่สนามกีฬา ภายใต้การดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งประสบความล้มเหลวสุดๆ เพราะเอาชาวบ้านมาตากแดดทรมานที่สนามกีฬา เข้าของขายไม่ออก สร้างความเจ็บแค้นให้กับเจ้าของสินค้าและผู้ประกอบการ “โอทอป” อย่างล้ำลึก
        ผมเขียนเอาไว้ อย่างนี้ครับ...
        ...มินำซ้ำโครงการดีๆ อย่าง “โอทอป” ที่ชาวบ้านเขาอุตส่าห์ทำกันมา จนเป็นเสาเศรษฐกิจอีกหลักหนึ่งของประเทศ แต่กลับโดนไอ้รัฐบาลนี้ กับไอ้พรรคลูกกระเป๋งยี้ห้อยร้อยยี่ิสิบ (อิจฉาเพราะว่าเป็นโครงการสร้างชื่อเสียงให้ทักษิณ!) ร่วมกันถล่มโครงการเสาหลักของประเทศ ด้วยการล่อหลอกจัดงานให้เจ้าของสินค้าโอทอป ต้องมาตากแดดตากลม ชาวบ้านจะเข้าไปซื้อ ก็ทนร้อนไม่ไหว เลยไม่เดินไปจับจ่ายซื้อสินค้า จนผู้ประกอบการขายของไม่ออก นั่งหน้าแห้ง ขาดทุนป่นปี้ไปเป็นแถว! 
        ใจคอไอ้พวกนี้มันดำจริงๆ ไม่สนับสนุนแล้วยังเสือกกลั่นแกล้งเขาอีก พลเมืองโอทอป เลยพากันร้องว่า 
        โดนไอ้พวกรัฐบาลวรนุส มันรุมกระทืบเอาแบนแต๊ดแต๋ ผู้ประกอบการตาดำๆ ชิบหายวายตลิ่ง ถึงกาลบรรลัยวายวอด
        น้ำตาท่วม ไปตามๆกัน!  
        น่าสงสารจริงๆ!!
       (
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=163)

        นั่นคือ ข้อเขียนที่ได้นำเสนอไปแล้ว ต่อมาไม่รู้รัฐบาลนี้ร้อนตัว เพราะเสียงก่นด่าของประชาชน หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ เมื่อปลายเดือนที่แล้ว รัฐบาลนี้ต้องตากหน้าไปจัดงานซ้ำที่เดิมกับที่รัฐบาลทักษิณเคยจัด คือเมืองทองธานี 
        ถึงกระนั้น รัฐบาลก็ไม่สามารถเรียก “ความเชื่อมั่น” ของชาวโอทอปกลับมาได้ เนื่องจากพวกเขาเห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย มาตั้งแต่การจัดงานครั้งแรก เลยกลายเป็นความระแวง นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจรัฐบาลโลซกชุดนี้
        ดังนั้น เพื่อให้เสียงแช่งด่าของชาวโอทอปลดน้อยลง หรือเพื่อเป็นการถ่ายบาปก็ไม่ทราบได้ รัฐมนตรีผู้จัดงานนี้ จึงบอกว่าจะจัดซ้ำอีก แต่พลเมืองของโอทอปเขาพูดกันว่า จัดงาน “โอทอปแฟร์” ทีไร พวกเขาก็อดคิดถึงอดีตนายกฯทักษิณไม่ได้ 
        นี่พูดจริงๆนะ! 
        ใครที่อยากรู้ ก็ลองไปถามสมาชิกโอทอปดูเอาเองก็แล้วกัน เพราะคนไทยเขาไม่ใช่พวกไอ้ห้อยไอ้โหน ที่จะหักหลังหรือลืมคนที่ทำความเจริญรุ่งเรือง ให้กับพวกเขาและชาติบ้านเมืองได้ง่ายๆ หรอกน่า!! 

        เมื่อรัฐบาลโลซกของนายกฯมุกควาย ตระหนักว่าไม่ได้รับความนิยมของราษฎร จึงใช้จ่ายงบโฆษณาจำนวนมหาศาล มีการยิงมุกกระจายทั้งทางโทรทัศน์ และวิทยุ รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์อีกด้วย จึงมีการแอบออกมาแจงยอดการใช้จ่าย ของการประชาสัมพันธ์ เพื่อโปรโมทตัวเอง
        ละเลงเงินของรัฐ (ที่ไม่ค่อยจะมี) อย่างไร้ความคิดที่สุด!  
        ที่ตลกมากๆก็ “มุกควาย” อย่างเรื่องแหวนยายเนียม ก็นำเอาปะติดปะต่อกับเรื่องเงิน 500 ให้คนแก่ ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านฟังโฆษณาทางวิทยุแล้ว ก็หัวร่อกันกลิ้ง เพราะไม่ได้คิดอะไรขึ้นมาใหม่ เพียงเป็นการต่อยอดโครงการของทักษิณชัดเจน เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีการจ่ายเงินจำนวนเท่ากันมาก่อน เพียงแต่ยังไม่ให้กับคนอายุเกิน 60 ทุกคนเท่านั้น 
        ชาวบ้านก็บอกว่า ไอ้รัฐบาลนี้สติปัญญามันด้อย คิดอะไรไม่ค่อยจะเป็น ดีแต่กู้เงินมาทำโครงการ “ไทยขลุกขลัก” (ไม่ใช่ “ไทยเข้มแข็ง” เข้มแข็งอย่างคุย) แต่ก็ค่อยยังชั่วที่พวกคนพวกนี้ มันแอบต่อยอดสติปัญญาของทักษิณแล้ว เพียงแต่บิดนิดเบือนหน่อยว่าเป็น โครงการของตัว แต่ชาวบ้านเขารู้ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยังด้านไปโฆษณาว่าเป็นผลงานของตัวอีก
        ดูมันทำ!  
        ความจริงแล้วก็ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน บอกไปอย่างลูกผู้ชายเขาทำกัน ว่า
        “...โครงการของนายกฯทักษิณนั้น ‘ดีมาก’ และเป็นประโยชน์กับผู้คนในประเทศนี้ยิ่งนัก ดังนั้น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับอานิสงส์จากโครงการดีๆเรื่อยไป รัฐบาลของกระผมขอยืนยันว่า
        จะดำเนินโครงการของท่านนายกฯทักษิณ ต่อไปอีก...ขอให้พี่น้องอย่าได้เป็นห่วงเลย!...” 
        แค่นี้ ชาวบ้านเขาก็คงพอใจ...ไม่ว่ากล่าวอะไรแล้ว!!

        การเป็นรัฐบาลที่ยอมรับความจริงนั้น และธำรงไว้ซึ่งโครงการดีๆไว้ แม้จะเป็นโครงการ อันสืบเนื่องมาแต่รัฐบาลเก่า ซึ่งก็น่าจะได้เครดิตจากประชาชน หากรัฐบาลนั้นกระทำการด้วยความสุจริต ทำงานหนัก โดยมุ่งผลประโยชน์ของราษฎรเป็นที่ตั้ง เท่านั้นก็น่าจะเป็นเครื่องประกันว่า... 
        เมื่อถึงคราวเลือกตั้งใหม่ ชาวบ้านเขาอาจเห็นใจในความตั้งใจจริง ความซื่อสัตย์สุจริต และอาจเลือกกลับเข้ามาบริหารอีกก็ได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงมากว่าจะไม่ได้รับเลือกกลับ หรือเป็นเสียงข้างน้อยก็
        สำหรับปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ของรัฐบาลนั้น มีความชัดเจนจนปรากฏต่อประชาชนว่า 
        คุณสมบัติข้อนี้ นายมาร์ค มุกควาย กับรัฐบาลของเขาขาดแคลนเอามากๆ เพราะมีเรื่อง “ทุจริต” ทยอยออกมาอย่างกว้างขวาง จนสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “ไทยรัฐ” ที่มักจะ “ญาติดี” กับรัฐบาล ต้องออกมาทั้งทุบทั้งถองหนักๆเิอาหลายครั้ง 
        เรื่องการทุจริตของรัฐบาลนี่เอง ที่ทำให้ชาวบ้านเขาอิดหนาระอานัก และไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับเรียกว่าเป็น 
        “ไอ้รัฐบาล...โคตรโกง!” 
        เรื่องนี้ ในฐานะผู้เขียนอยู่ในวงการสื่อมาหลายปี ก็จำเป็นที่จะต้องเอามาขยายให้พี่น้องประชาชน ได้รับฟังกันไว้บ่อยๆ เพราะรัฐบาลนายมาร์ค มุกควายนี้ ได้กู้เงินเป็นจำนวนมหาศาล เป็นภาระให้แก่ลูกหลานเราในอนาคต แต่พวกมันกลับเอามาถลุงกันแบบ 
        “ปล้น...ซึ่งๆหน้า!”  
        ขอให้พวกเราชาวบ้าน และข้าราชการทั้งหลาย จะได้ช่วยกันจับจ้อง พฤติกรรมของไอ้รัฐบาล โลซกกันด้วยความใส่ใจ และเมื่อใครพบเบาะแสทุจริต ต้องรีบร้องเรียน เพื่อให้สื่อประโคมข่าวเพื่อให้ประชาชนทราบทั่วกัน โดยฉับพลันทันที ที่พวกเราพบเห็นการทุจริตของไอ้พวกเวรนี้!
        ...อย่ารอช้า เชียวนะจ๊ะ!!

        เมื่อเย็นวันจันทร์ ที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ฟังรายการตอนเย็นคลื่น 101 ได้ยินนายอลงกรณ์ ให้สัมภาษณ์มิสเตอร์ “หว่อง” หรือ พิสิทธิ์ กีรติการกุล ว่า รัฐบาลมีโครงการชื่อไม่คุ้น คือ 
        โครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy
        ผมลองค้นดูข้อมูลปรากฏว่าโครงการนี้ มีทุนประเดิม 3,800 ล้าน และมีงบรวมประมาณ 20,138 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมนำร่อง เงินทุนประเดิมนั้นจะใช้ในโครงการนำร่อง เพื่อไปดำเนินการใน  Creative City อย่างกรุงเทพฯ สุโขทัย ขอให้ช่วยกันจันจับตาดูให้ดี เพราะมีคนเขาเกรงว่าจะมาอีหรอบเดียวกัน กับโครงการชุมชุนแดกกันอย่างไม่พอเพียง นั่นไง!

        นายอลงกรณ์ฯให้สัมภาษณ์ ในรายการของคุณหว่องว่า จะมีเงินในโครงการนี้ สนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ไทยประมาณ 500 ล้านบาท โดยจะให้เงินเพื่ออุดหนุนค่ายหนังไทยในประเทศ แล้วยังบอกว่าหนังเรื่อง “องค์บาก” ยังมีแผ่นขายใน อาฟริกา แต่กลับบอกว่า 
        “เกาหลีนั้น เรื่องสร้างหนังยังไม่เก่ง!” 
        แค่นี้ก็รู้ “กึ๋น” ของอีตาอลงกรณ์แล้ว (ถ้าฟังไม่ผิดนะ) ก็ไอ้ที่หนังซีรีส์เกาหลีที่มีออกมาโกยเงินคนไทย ทางโทรทัศน์ไปมากมาย รวมทั้งหนังใหญ่ที่ฉายระดับอินเตอร์ อย่างหนังสงครามเรื่อง Taegukgi หรือ Brotherhood of War ซึ่งทำรายได้มหาศาล และเมื่อนำมาฉายในบ้านเราแล้ว ผู้คนยกย่องว่าดีเท่าหรือดีกว่า Saving Private Ryan ด้วยซ้ำไป! 
        นั่นแสดงให้เห็นศักยภาพของเกาหลี ในการเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ออย่างชัดเจน!
        บอกตรงๆว่า คนอย่างนายอลงกรณ์ฯ ขาดความรู้รอบตัว ไม่รู้แม้กระทั่งว่า อิทธิพลของภาพยนตร์เกาหลีนั้น มีผลต่อการกำหนดค่านิยมของคนไทยด้วยซ้ำไป เพราะทั้งวัยรุ่นไปจนถึงวัยจะร่วง ต่างคลั่งไคล้ trend กิมจิกันมาก ทั้งสินค้า เครื่องแต่งกาย เทคโนโลยี่การสื่อสาร อาหารสไตล์แดนโสม อย่างร้านหมูย่างเกาหลี ผุดดาษดื่นทั่วไทยแลนด์ ฯลฯ และนี่เองความเป็นเหตุให้บริษัทนำเที่ยว ถึงกับมีการจัดโปรแกรมทัวร์
        ไปเที่ยวชม โรงถ่ายหนังเกาหลีเสียด้วยซ้ำ!

        ที่สำคัญ คือ โครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ นี้มีเงิน 2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขเท่ากันพอดิบพอดีกับ “ชุมชนแพงเพียบ” ซึ่งเดี๋ยวนี้ถูกเสียดสีว่าเป็นโครงการ  
        “จังไรไม่พอเพียง!”

content/picdata/171/data/photo_coruption1.jpg

        ฉะนั้น พอโครงการ Creative Economy เปิดตัว เสียงร้องก็ประสานกันว่า โครงการทำมาหาแดก หรือรายการถลุงเงินรัฐก็เปิดฉากขึ้นมาอีกโครงการหนึ่งแล้ว ยิ่งเห็นชื่อประธานโครงการ คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ที่ต้องจำใจลาออกจากตำแหน่ง ผู้ว่า กทม. มาเป็นประธานโครงการนี้ 
        ทำให้ผม “ขนหัวลุก” ขึ้นมาทันที! 
        ที่ขนหัวลุก เพราะเกรงว่า ในเร็วๆ นี้ อาจมีคนเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น  
        Corruptive Economy!! 
        ก็เป็นไปได้!!!

        ผมได้ยินนายอลงกรณ์ฯ แกยกตัวอย่างให้คุณหว่องฟังว่า 

        จะสนับสนุนให้ทุนจากโครงการ กับบริษัทดีๆอย่างไฟว์สตาร์ทำหนัง แค่ได้ยินพวกทำหนังก็ลิงโลด เพราะดูเหมือนเรื่องนี้มันดูง่ายกว่าโครงการพอเพียงด้วยซ้ำ กล่าวคือ
        การที่บริษัทจะได้รับเงินจากรัฐเปล่าๆ มาดำเนินกิจการของตัวเอง เด็กประถมก็บอกได้เลยว่า ต้องมีคนหรือกรรมการที่มี “อำนาจอนุมัติ” ต้องอู้ฟู่เพราะไม่ต่างอะไรกับโครงการจังไรไม่พอเพียง เนื่องจากใครก็รู้ว่า ผู้ที่อนุมัติโครงการนั้น จะต้องได้... 
        “ค่าปากถุง”          

        คล้ายๆ กับเงินกู้นั่นแหละ ยิ่งถ้าไม่ต้องใช้คืนรัฐ หรือหากต้องใช้คืน ก็ขอยืดเวลาถ่วงหนี้ไปสัก 20 ปี ผ่อนปีละ 5 ล้าน ก็สนุกสนาน เบี้ยวหนี้ได้ง่ายมาก 
        รับรองเลยว่า...สนุกแน่!
        หากเสี่ยเจียงจะสร้างหนัง แบบ “องค์บาก” ก็ไม่จำเป็นต้องเอา “จา พนม” เล่นยังได้ เพียงแต่หาพระเอกบุคลิกคล้ายกันมาเท่านั้น ก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะได้เงินทุนสร้างมาแทบจะเปล่าๆ ไม่ต้องไปพึ่งแหล่งเงินที่ไหน เอาจากรัฐบาล “กู้มาแจก” (รวมทั้ง... “กู้มาแดก!?” ) นี่แหละครับ...ง่ายดีชะมัด!!

content/picdata/171/data/photo_coruption2.jpg

        ดังนั้น ผมขอแนะนำให้สร้างหนังออกมาแข่งกับ “องค์บาก” อีก 1 เรื่อง ให้รัฐมนตรีหรือคนสร้าง มาเอาบทที่ “วาทตะวัน”  จะเขียนให้ฟรีๆเลย โดยให้ชื่อเรื่องว่า   
        “องค์สาก!”                 
        สำหรับเนื้อหาของเรื่องโดยย่อ เล่าให้ฟังย่อๆ ได้ดังนี้
 
        ผมจะกล่าวถึงสารขัณฑ์ประเทศ ทีบังเอิญประสบเคราะห์กรรม  ที่ได้รัฐบาลที่มาจากการปล้นอำนาจประชาชน เข้ามาบริหารประเทศ แล้วไอ้พวกเวรตะไลนั้น มันเอาแต่นั่ง แดกบ้าน-รับประทานเมือง โดยพลเมืองสารขัณฑ์ ทำอะไรพวกมันไม่ได้ ต้องยืนทำตาปริบๆ สำหรับชาวบ้านจะเดินขบวนไปทำเนียบก็ทำได้ไม่ถนัด เพราะมันเกณฑ์เอาตำรวจทหาร ไปล้อมรั้วลวดหนามไว้แน่นหนา พร้อมอาวุธทั้งหนักและเบา เตรียมฆ่าประชาชนกันอย่างเต็มที่ 
        ตรงนี้แหละครับ ถึงตอนสำคัญ!
   
        ผมจะเขียนบท กำหนดฉาก “บู๊” ให้พระเอกคนใหม่ ที่จะตั้งชื่อให้ว่า ชื่อ “จม พนา” ปรากฏกายขึ้น ควง “สากกะเบือ” อันเดียว บุกฝ่าวงล้อมกองกำลังรักษาความมั่นคง ที่กำลังงงอยู่ เพราะไม่รู้ว่าพระเอกโผล่มาจากทางทิศไหน เอาแต่จ้องตาค้าง เลยไม่ทันป้องกันการรุกของ “จม พนา” จอมสากกระเบือ ที่กระโดดข้ามหัวทหาร ตำรวจ กองกำลังรักษาความมั่นคง ซึ่งดำเนินการปิดล้อมทำเนียบไว้แน่นหนานั้น แล้วบุกเข้าไปถึงชั้นในตัวอาคารเลยทีเดียว 
        เมื่อ “จม พนา” ปะหน้าฝูงนักการเมืองผู้หิวโหย ที่จ้องแต่จะ
คดโกงราษฎร พระเอกของเราก็ไม่รอช้า ที่จะใช้สากกระเบือฟาดกระบาลไอ้พวกขี้ฉ้อ ซึ่งนั่งป๋อหลอในทำเนียบ คนละปุ้บสองปั้บ ให้หัวร้างข้างแตกกันไป!   

        กล่าวฝ่ายถึงบรรดาตำรวจ ทหาร ที่เห็นพระเอกปฏิบัติการอย่างนั้น ก็รู้สึกความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้นมาฉับพลัน แล้วจึงรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว...
        เข้ายึดอำนาจจาก “รัฐบาลชั่วร้าย” แบบสายฟ้าแลบทันที!

        นี่เป็นเค้าโครงเรื่องย่อ ที่ผมจะนำเสนอ ถ้านายอลงกรณ์กับรัฐบาลที่คิดไม่เป็นหรือไม่มีความคิด อยากจะสร้างหนังเรื่องนี้เมื่อไหร่ ก็ให้บอกมา จะเขียนบทให้อย่างตั้งใจเต็มที่ ไม่ให้เสียฝีมือนักเขียนบทเก่าทีเดียว

        รับรองสร้างเมื่อไหร่ แฟนหนังที่ชิงชังรัฐบาลโลซก รวมทั้งพวกนักการเมืองชั่วๆ ก็จะแห่เข้าไปจองที่นั่งกันแน่นขนัด ไปเลยเชียวนะ...

        จะบอกให้!

.............


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
โครงการ "ขยะ" อย่างที่ อ.วาทตะวันเคยพูดเอาไว้อีกโครงการหนึ่งใช่หรือเปล่า? การตรวจสอบโครงการของนายมาร์ค คงทำยาก เพราะมีถึง 6 พัน โครงการ มีทั้งใช้เงินมากน้อย แต่ที่เสียหายไปในโครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งแดงออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ ตู้น้ำ โคตรแพง รถไถผุๆ นี่ก็มีเรื่องปุ๋ยปลอม เอาดินมาอัดเม็ดอีกแล้ว ฯลฯ เมื่อเริ่มด้วยการทุจริต โครงการถัดไปก็คงซ้ำรอยเดิม นักการเมืองก็ร่ำรวยกันไป แต่ประชาชนหน้าแห้งเหมือนเดิม

โดยคุณ ไพร่ฟ้าหน้าเศร้า 125.25.28.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
จริงอย่างที่คุณวาทตะวันว่าไว้เลยเชียว รัฐบาลประชาธิปัตย์เล่นบทเสือหิว เพราะเป็นฝ่ายค้านนานจนท้องกิ่ว ตอนนี้โครงการไทยเข้มแข็ง ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข มีทีมงานออกเดินสาย ขายงานให้ผู้รับเหมาทั่วประเทศ ลงชื่อจองโครงการของกระทรวง ที่จะออกมาในงบปี 53 ถ้าได้งาน เซ็นต์สัญญาจ่ายก่อน 11 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นทะยอยจ่ายอีก 7 เปอร์เซ็นต์ มันคงคิดว่าคนทำงานก่อสร้างกินหญ้าต่างข้าวมั้งนี่

โดยคุณ คนในวงการ 113.53.31.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ผมเสียภาษีทั้งภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้รัฐบาลปีละประมาณ 300,000 บาท เงินจำนวนมากนี้จำเป็นสำหรับผมในการใช้จ่ายในครอบครัวมาก แต่ผมก็เสียสละให้บำรุงและพัฒนาชาติด้วยความต็มใจ จึงอยากทราบว่าเงินจำนวนนี้ รัฐใช้เงินผมไปอย่างไรบ้าง หากเงินไม่ได้ใช้พัฒนาประเทศตามเจตนารมย์ของผม รัฐได้กระทำผิดต่อผม ผมอยากได้เงินภาษีที่ต้องจ่าบเลี้ยงครอบครัว ก็จะพออยู่พอกินอย่างพอเพียง

โดยคุณ อยู่พอเพียง 125.26.207.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
พรรคดักดานวันวันจะชอบคิดค้นประดิษฐ์ประดอยคำออกมาพูดใส่ร้ายแต่ฝั่งตรงข้าม ไม่งั้นก็จะชี้นำคนไทยโดยสื่อมวลชนช่องหอยม่วง หารู้ไม่ว่าประชาชนไม่ใช่ควายที่จะมาชี้นำในสิ่งบื้อๆ อย่างเช่นหนังไทยดีกว่าหนังเกาหลี คนที่พูดมันเอาอวัยวะส่วนไหนคิดกันแน่

โดยคุณ คนจนจน 58.11.86.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
สวัสดีค่ะ เป็นครั้งแรกได้อ่านการเขีอนของ คุณวาทตะวัน ชอบมาก ขอบคุณเวป พันทิป ที่แปะ ลิงค็ ไว้ให้ คุณวาทตะ วัน เขีอนได้ถึงใจมากค่ะ

โดยคุณ tuktaya@gmail.com 71.179.114.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ผมว่าแปลกนะครับ ที่อดีตหัวหน้าคมช.(คนมันชั่ว)ที่เคย(ทำหน้าเศร้า เล่าความเท็จ)ว่าท่านนายกทักษิณว่า ถ้าไม่ทำการปฎิวัติ19กย.49แล้วประเทศจะเหลือแต่กระดูก มาจนถึงวันนี้แล้วก็อยากจะย้อนถามกลับไปบ้างเหมือนกันว่า ปฏิวัติแล้วพรรคหวกท่านมีทรัพย์สินเงินทอง(รวยขึ้น)อีกคนละเท่าไหร่ และใครกันแน่ที่ทำให้ประเทศเหลือแต่กระดูก ประเทศไทยในสายตาชาวโลกเป็นอย่างไร หลังจากพวกท่านปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ยึดทำเนียบ ยุบพรรคพลังประชาชน องค์กรอิสระไม่มีความเป็นกลาง และเป็นธรรม(ปปช.เล่นงานผบ.ตำรวจเรื่องสลายการชุมนุมพธม.) ความยุติธรรม2มาตรฐาน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งผมกล้ารับประกันได้เลยว่า ไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่ๆ ในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว หรือแม้แต่ประเทศเผด็จการใดๆในโลก ผ่านมา3ปีแล้วมีอะไรดีขึ้นมาบ้าง คนในครอบครัวเดียวกันทะเลาะ ไม่มองหน้ากัน เพราะเห็นต่างกันเรื่องการเมือง อยากย้อนถามพวกท่านที่ทำให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ว่า สะใจ สมใจกันแล้วหรือยัง ที่ช่วยกันเผาบ้านเผาเมืองจนกำลัง(ใกล้)จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเต็มทีแล้ว อนิจจา...ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรากำลังจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุดในเอเซียไปแล้วหรือ? หรือว่านี่คือกลียุค...เป็นยุคกาขาวครองเมืองอย่างแท้จริง...ผิดเป็นถูก...ถูกเป็นผิด...คิดแล้วยิ่งน่าเศร้าใจจริงๆ

โดยคุณ max@hotmail.com 125.27.213.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
ชอบเจนคติของอาจารย์ครับขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครับอาจารย์และขออนุญาติอาจารย์นำบทความต่าง ๆของอาจารย์ไปเผยแผ่ด้วยครับ

โดยคุณ fompama@hotmail.com 58.8.129.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
ก่อนอื่นผมขอปาวรณาตัวเป็นลูกศิษย์ท่านวาทตะวันนะครับ พอผมได้ไปสืบค้นมาว่าท่านเป็นใครผมยิ่งนับถือ และขอเรียกว่าอาจารย์ครับ ผมจะแนะนำคนที่อยู่ในอาชีพเดียวกัน มาดูและใช้เป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็น บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เหมือนกับ พรรค นายมาร์ค มุกควาย ที่ทุกคนคงจำได้ว่าพรรคนี้นั้นแหละที่เคยเอาเหตุการณ์ เมื่อปี 2535 สร้างภาพจนได้เป็นรัฐบาล เหมือนกับครั้งนี้ ลูกผู้ชายเขาไม่ทำกันแบบนี้ อาจารย์ว่าไหมครับ

โดยคุณ คนรักชาติ 124.157.141.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER