หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ทูตถ่อย...ถึง “จิ๋ว-ป๋า!!!”
หัวข้อ : ทูตถ่อย...ถึง “จิ๋ว-ป๋า!!!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ทูตถ่อย...ถึง “จิ๋ว-ป๋า!!!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 52 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐ รายงานเรื่อง BBC ออกมาแฉในเอกสารพิเศษ "รายงานสรุปอำลาตำแหน่ง" ของเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศต่างๆ และมีเหตุที่ทำให้คนไทยต้องขัดเคือง เพราะว่า
        เซอร์แอนโธนี  ฮัมโบลด์ ที่มารับตำแหน่งในไทยเพียงแค่ 2 ปี คือระหว่าง พ.ศ.2508-2510 ได้พูดจาไว้ในบันทึก โดยได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยเละตุ้มเปะ โดยมีใจความว่า 
        "ผู้ที่กล่าวว่าคนไทยไม่มีอะไรให้นำเสนอ คงเป็นคนที่ขาดความละเอียดอ่อน หรือไม่ก็คงเป็นคนเคร่งเครียดจริงจัง แต่มันเป็นเรื่องจริงที่คนไทยไม่มีวรรณกรรมไม่มีภาพวาด ที่จะมีก็คือดนตรีท่วงทำนองแปลกๆ ประติมากรรม เครื่องปั้นดินเผาและนาฏศิลป์ ที่หยิบยืมมาจากที่อื่น ส่วนสถาปัตยกรรมก็มีรูปแบบเดียวและการตกแต่งภายในก็น่าเกลียด แต่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการพนันและการตีกอล์ฟ ถือเป็นความสุขอย่างยิ่งสำหรับคนรวย และกิเลสตัณหา ถือเป็นความสุขอันดับต้นๆ ของพวกเขาทั้งหมด"

        คุณผู้อ่านคงทราบดีนะครับ ว่าเวลาจะสถาปนาใครเป็น “ท่านเซอร์” พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ (คิงหรือควีน แล้วแต่รัชสมัย) จะทรงใช้พระแสงรือดาบแตะบ่าบุคคลนั้น
        แต่เมื่ออ่านบทวิจารณ์ของอีตาทูตถ่อยนี้แล้ว ต้องขอบอกว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาหยิบคำว่า “เซอร์” มาตัดตัว “ร.เรือ กับตัว การันต์” ออกไป แล้วเติม ‘ไม้เอก’ ตรง ซ.โซ่
        จากนั้นก็เอา “สันขวาน” วางบนบ่าแก แล้วสถาปนาตำแหน่งใหม่ให้เป็น
        “ไอ้เซ่อ แอนโธนี ฮัมโบลด์”
        บรรดาศักดิ์อย่างนี้ จึงจะเหมาะกับคนที่ดันออกมา วิพากษ์วิจารณ์เป็นตุเป็นตะ ในสิ่งที่ตัวขาดความรู้
        ทูตอังกฤษคนปัจจุบัน พยายามแก้แทน แต่คนไทยก็โกรธไปแล้ว เพียงเห็นข่าว คนไทยก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า
        ไอ้พวกอังกฤษนี้จังไรจริงๆ เหยียดหยามดูถูกคนที่ไม่ได้เป็นคนชาติเดียวกับมันมิได้ขาด
        ผมเองเคยเขียนบทความลง “ผู้จัดการออนไลน์” ด่ากลับนายไมเคิล ไร้ท์ นักเขียนเกย์ชาวอังกฤษ (ต่อมาได้สัญชาติไทย) และเป็นคอลัมน์นิสต์ของหนังสือพิมพ์มติชน เอาไว้อย่างแสบสันต์พอสมควร เพราะถึงแม้ว่าการเขียนของแกน่าอ่านในบางเรื่อง แต่สันดานที่แก้ไม่หาย คืออีตานี่มักหาเหตุเขียนแขวะคนไทย และกระทบกระเทียบ ไปถึงสถาบันเบื้องสูงของเราสม่ำเสมอ กระทั่งแกตายจากไป 
        บทความที่ผมเขียนในตอนนั้น เป็นการโต้ตอบนายไมเคิล ไร้ท ที่เสียดสีเรื่องการศึกษาภาษาอังกฤษของเจ้านายไทย ผมยังบอกไปว่าด้วยว่า
        นอกจากจะรุกรานไทยแล้ว คนอังกฤษก็ไม่เคยสร้างความประทับใจให้คนไทยเลย แม้กระทั่งการศึกษา “ภาษาอังกฤษ” คนอเมริกันอย่างหมอบลัดเลย์ ก็ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าคนอังกฤษที่เป็นเจ้าของภาษาแท้ๆ หรือแม้แต่ในโรงเรียนใหญ่ๆ อย่างมาแตร์เดอีโรงเรียนเก่าของผม ซิสเตอร์ชาวอเมริกันก็ได้วางรากฐานให้กับนักเรียนโรงเรียนนี้ไว้เป็นอย่างดี ในบทความดังกล่าว ผมยังได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ว่า
        อังกฤษข่มเหงรุกรานประเทศในเอเชีย มาเป็นศตวรรษ
        ประเทศไทยเราเอง ก็เป็นหนึ่งในชาติที่ถูกข่มเหง
        แค่ “สัญญาบาวริง” คนไทยเราก็จำใส่กะโหลกไว้จนทุกวันนี้ว่า อังกฤษเป็นแค่ไอ้ประเทศที่... 
        “ท่าผู้ดี...แต่ทีไพร่” 
        มันเอาเปรียบคนไทยขนาดไหน เพียงเพราะมีกำลังรบมากกว่า ปืนกระบอกโตกว่า จำนวนเยอะกว่า 
        อังกฤษทำกับชาติต่างๆในเอเชียแบบเดียวกันนี้หมด
        ผมขอเรียกว่า
        “พิมพ์เขียว...แห่งการล่าเมืองขึ้น”
        อังกฤษใช้ “พิมพ์เขียว” เดียวกันหมด กับทุกแผ่นดินที่พวกมันเหยียบ
        การทูตแบบขู่เข็ญของอังกฤษ ทำให้ราชอาณาจักรไทยต้องเสียดินแดนจำนวนมาก เพื่อรักษาเอกราชของชาติเอาไว้ จนกระทั่งมีคำพูดติดปากชาวไทยในยุคล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ว่า
        “ผ่อนที่ให้ฝรั่ง ผ่อนวังให้จระเข้” 
        หมายความว่า
 
        การยินยอมเสียดินแดนให้ฝรั่งผู้รุกราน เอาไปเป็นอาณานิคมของตน เช่น อังกฤษที่เดินแต้มกวาดเอาดินแดนในแหลมมาลายู ที่เคยอยู่ในความปกครองของไทยเรา ไปรวมกับดินแดนที่ตนยึดไว้ได้ก่อน คนที่ช่างเปรียบเปรยอย่างชาวไทย ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวเปรียบเทียบเอาไว้ว่า 
        การที่เรายอมเสียดินแดง ก็เพื่อให้อังกฤษที่เปรียบเหมือนจระเข้ เอาไปสร้างวังหรือที่อยู่อาศัยของมัน ดีกว่าให้ไอ้กุมภีล์ตัวร้ายมันขบหัวกบาลเราแตกตายเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่เข้าการ
        ฉะนั้น คนไทยเราต้องระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเอาไว้ให้มากๆ ที่ทรงดำเนินวิเทโศบายทางการทูต ที่แยบคาย ลึกซึ้ง ทำให้ไทยเราดำรงความเป็นชาติเอกราช ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของพวกตะวันตกมาเลย จนเป็นความภูมิใจของคนในชาติ

        มาถึงวันนี้ ชาติที่รุกรานชาวโลกอื่นมาตลอด และขนเอาสมบัติของประเทศอื่น กลับไปเสริมสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศของตน กรรมกำลังตามสนอง เพราะรัฐบาลประกาศขายทรัพย์สินของรัฐ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจจำนวน 3 แสนล้านปอนด์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะความจำเป็นที่จะต้องใช้จริงๆ ข่าวว่าสูงถึง1.3 ล้านปอนด์ทีเดียว
        มิหนำซ้ำ ในประเทศอังกฤษยังเต็มไปด้วยผู้คนผิวสี จากประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้น มาอาศัยอยู่กันยุ่บยั่บไปหมด ดูจำนวนคนแล้วจะเห็นว่า ในที่สุดอังกฤษเองก็กำลังถูกรุกราน ถูกยึดครองแผ่นดินซึ่งมีอยู่เพียงกะแบะมือ 
        เกาะอังกฤษกำลังตกเป็นของ “อดีตขี้ข้า”  ซึ่งอังกฤษเคยหยามเหยียดไว้นักหนานั่นเอง!
        สภาพของอังกฤษทุกวันนี้ เหมือนปราสาทอันอัครฐานจากอดีตอันรุ่งเรือง หากเนื้อในทุกตารางนิ้วมีแต่ปลวกชอนไช กัดกิน แม้หินผาที่ใช้สร้าง ก็โดนเชื้อราเศรษฐกิจกัดกร่อนไปทุกขณะ
        กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นกำลังถึงตัวเอง!!

content/picdata/181/data/photo_baboon.jpg

        การที่อดีตทูตแสดงความคิดเห็นเรื่องศิลปะ และวัฒนธรรม ก็แสดงให้เห็นว่า แกขาดการศึกษาแล้วพูดไปอย่างพล่อยๆ เพราะไม่ว่าชาติใดในโลกนี้ ล้วน “หยิบยืม” ศิลปะและวัฒนธรรมจากกันและกันมานับพันปี 
        ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้แต่ภาษาอังกฤษเองก็มีรากมาจากละติน ฝรั่งเศส กรีก สันสกฤต ฯลฯ หากนำคำพวกนี้ออกไป สงสัยว่าพจนานุกรมอังกฤษจะเหลือแค่ “ฉบับกระเป๋า” เท่านั้น
        ไทยเป็นชนเผ่าขนาดเล็กก็จริง บางอย่างเราต้องหยิบยืมศิลปะและวัฒนธรรมจากประเทศที่ใหญ่กว่า แต่ก็นำมาทำต่อด้วยฝีมือ ความอดทน ผสมผสานกับความเป็นไทยอันละมุนละไม อันเป็นสมบัติของคนในชาติเรา 
        ดังนั้น ศิลปะใดก็ตาม ที่ตกมาอยู่ในมือของคนไทยแล้ว จะงดงาม และกลับมีเอกลักษณ์โดดเด่นออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านประติมากรรม ศิลปกรรมอื่นๆ ดนตรี ภาษาของตัว ที่สรรสร้างวรรณกรรมเอาไว้ แต่...
        ไอ้ทูตติ่มหน้าโง่คนนี้ คงติดสันดานความเป็นชาติผู้เข้าปกครองมานาน เพราะยุคที่แกมาดำรงตำแน่งในไทย ก็เพิ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแค่ 2 ทศวรรษเท่านั้น จึงได้มีความเห็นที่น่าชิงชังออกมาอย่างนี้!
        
        การพูดของทูตอังกฤษ แม้คนไทยเราจะไม่ชอบใจนัก แต่อยากจะให้พวกเราช่วยกันคิด ที่เขาว่าเราไม่มีวรรณกรรม แต่คนไทยก็รู้ดีว่า เมืองไทยนั้นมีวรรณกรรมเด่นๆ ไม่น้อยหน้าเพื่อนบ้านที่ไหน แม้เคยถูกพม่าเผาผลาญไปเสียมากมาย แต่เราก็รวบรวมของเก่า และสร้างเพิ่มขึ้นใหม่ได้ไม่น้อยในเวลาต่อมา 
        แม้ในยุคปัจจุบัน ก็มีการพบวรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งเราไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ก็ถูกพบในแผนกเอกสารภาคตะวันออก หอสมุด ที่กรุงปารีสเมื่อไม่กี่ปีนี้ ทำให้มีความตื่นเต้นกันมากนั่นคือเอกสาร “ต้นทางฝรั่งเศส” ซึ่งเป็นนิราศ และต่อจากนั้นก็มีการพบเอกสารในที่เดียวกัน ชื่อ “ปูมราชธรรม” ขึ้นมาอีกเล่มหนึ่งด้วย
 
        วรรณคดีตั้งแต่ก่อนและยุครัตนโกสินทร์ ก็ได้รับการเก็บรักษาและเผยแพร่กันไปทั่ว ทั้งมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีกด้วย  
        อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาพูดถึงเรื่องที่บ้านเราในเรื่องวรรณกรรม ก็ทำให้ผมนึกถึงวรรณคดีเรื่อง“ขุนช้าง-ขุนแผน”  ซึ่งนอกจากจะงดงามด้วยวรรณรสแล้ว ยังให้ความรู้กับเราวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดี และเนื้อหาก็นำมาสอนใจผู้คนได้เสมอ แต่ไอ้ฝรั่งหนังหมูมันไม่รู้ หรือศึกษาเรื่องประเทศไทยพอ หรือเอาหัวไปซุกหว่างขาเด็กผู้ชาย ที่ไหนหรือเปล่า? (รสนิยมแบบอังกฤษ) จึงขาดความรู้ในเรื่องนี้ หรือเป็นด้วยเจ้าตัวจะมีอคติต่อคนไทยอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงได้วิจารณ์พล่อยๆ อย่างที่ได้ทราบกัน
        คนไทยต้องจำกรณีเจ้าทูตฮัมโบลด์ เอาไว้เป็นบทเรียนสอนใจว่า พวกฝรั่งนั้นยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ที่จิตใจส่วนลึกของพวกมัน ยังคงความรู้สึกเหยียดหยามคนต่างวัฒนธรรม 
        จนกลายเป็น “สันดาน” ไปแล้ว!
 
        เมื่อพูดถึงเรื่อง “ขุนช้าง-ขุนแผน” แล้ว ก็อยากจะถามท่านผู้อ่านว่า เคยได้ยินคำว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี”  ไหมครับ?
        ประโยคทองนี้ ไม่ได้มาจากการคิดของคนยุครัตนโกสินทร์
หากแต่มีบันทึกเอาไว้ในหนังสือเรื่อง “ขุนช้าง ขุนแผน” นี่แหละ
และเป็นคำพูดของ “เณรจิ๋ว” ซึ่งเป็นทั้งลูกศิษย์และลูกน้อง ให้สติอาจารย์ใหญ่คือ “เถรขวาด” หรือถ้าเรียกให้ทันสมัยก็ต้องเรียก “ป๋า” หรือ “ป๋าขวาด” โดยไอ้เณรจิ๋วมันเตือนเอาไว้ว่า
        “คนดีไม่สิ้นอยุธยา อย่าชะล่าใจนักจักเสียที”
 
        อยากจะเล่าสรุป ให้ท่านผู้อ่านฟังว่า 
        อีตาเถรขวาดหรือ “ป๋าขวาด” นี้ แกเคยถูกพลายชุมพลลูกขุนแผน เอาดาบสับหน้า แล้วนำตัวไปขังไว้ แกก็ใช้คาถาอาคม หลบหนีไปได้ เวลาตะแกเห็นแผลเป็นบนใบหน้าทีไร ความก็แค้นสะสม คล้ายๆเอากะตังค์ใส่กะปุก นานๆเข้ามันเต็มต้องทุบกะปุกออกมาชำระกัน ความแค้นหากเต็มหัวใจ ก็ต้องหาทาง
        จัดการเสีย...ให้หายแค้น!
 
        อีตาเถรเฒ่านั้น เคยช่วยนางสร้อยฟ้าเดินทางกลับเชียงใหม่หลังจากถูกไล่ไปจากอยุธยา เจ้าเมืองเชียงใหม่รู้สึกบุญคุณจึงตอบแทนเป็นอย่างดี ทำให้ “ป๋าขวาด” แกใหญ่คับเมืองเชียงใหม่
ผงาดราว...ไกรสรราชที่อาจอง...ทีเดียวเชียว ทั้งนี้ก็เพราะ...
        “ด้วยเจ้าลาวยกย่องสนองคุณ 
        มีบุญยิ่งกว่าบรรดาสงฆ์
        เป็นที่สังฆราชามลาว์วงศ์  
        ดำรงวัดพระธาตุราชอาราม
        ถวายเครื่องยศอย่างสังฆราช 
        ตลกบาตรตาลิปัตรพัดย่าม
        ล้วนปักหักทองขวางสำอางงาม 
        ขี่เรือม่านคานหามกั้นสัปทน” 
        เจ้าเชียงใหม่ให้ “ป๋าขวาด” อยู่อย่างอะร้าอร่าม แถมยังมีทหารเกณฑ์ที่เรียกว่า “เลก” หรือ “เลข” ให้ใช้อีกยุ่บยั่บ บวกกับลูกศิษย์อีกนับร้อย
        บารมี “ป๋าขวาด” แกสะพรั่งสะพรึ่บ ฐานะในเมืองก็เปรียบเป็น “รัฐบุรุษ” นั่นแหละ แม้แต่เณรจิ๋วซึ่งเป็นลูกน้อง ก็ใหญ่โตยกระดับเป็น “บิ๊กจิ๋ว” ไปด้วย
        เพราะอย่างนี้ “บิ๊กจิ๋ว” ลูกน้องคู่ใจจึงเตือนแล้วเตือนอีกว่า
        ...แก่แล้วควรอยู่ส่วนแก่ สุขโขสโมสร บ้านฟรี น้ำฟรี ไฟฟรี มีทหารหนุ่มๆ รอรับใช้มากมายออกปานนั้น น่าจะอยู่สบายๆ นั่งกิน นอนกิน ถึงเวลาตายก็ได้เข้าโกศได้เข้าเมรุ ไม่ควรคิดพยาบาทมาดร้ายใครๆ หรือหาเรื่องใส่ตัวให้ลำบากเลย...

        เณร “บิ๊กจิ๋ว” นั้นอุดมด้วยสามัญสำนึก คับคั่งด้วยคัมมอนเซนส์ น่าที่ “ป๋าขวาด” แกจะฟังเอาไว้บ้าง
        แต่แกก็ไม่ฟัง!
        หัวใจมีแต่ความพยาบาท ขึ้งโกรธ ขึ้งเกลียด พกไว้แต่เสนียด จนพาตัวไปสู่ความฉิบหาย ลางร้ายต่างๆปรากฏให้เห็น เช่น 
        “เห็นจิ้งจกตกมาตายตรงหน้า นกแสกแถกเสียดศีรษะมา”
        กระนั้น แกก็ยังไม่หยุดยั้งความอาฆาตมาดร้าย หมายที่จะไปล้างแค้นลูกเดียวเท่านั้น
        นกแสกที่แถกเสียดกะบาล “ป๋าขวาด” นั้น สงสัยจะไม่น้อยหน้านกแสกอยุธยา ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเอามาลงหน้าหนึ่ง ว่า....ร้องทีไร...เป็นต้องมีคนตายทุกที!

        จากเชียงใหม่ถึงอ่างทอง อีตา “ป๋าขวาด” ขมังเวทแกไม่ใช้บริการเจ้าจำปี เพราะยังไม่มีบริการ แกแปลงเป็นแร้งบินมาเอง 
        พอถึงอ่างทองแกก็ร่อนลง แล้วกลายเป็นหลวงตาอย่างเดิมนั่งภาวนาคาถาครบหนึ่งร้อยแปดจบแล้วจึงแปลงเป็นจระเข้
        “เสกไม้เท้าต่อหางที่กลางตัว แล้วเอาบาตรสวมหัวเข้าเร็วรี่
 เผ่นโผนโจนผางกลางนที ก็กลายเป็นกุมภีร์มหึมา...”
        แอ่น แอน แอ๊น...
        โอ้โฮ! ไม่ใช่จระเข้กระจอกที่มาอาบแดดให้คนตื่นเต้นกันแหมบๆ (จนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตื่นเต้นไปด้วย ถึงกับจะทิ้งโพเดียมไปดู หยั่งกะไม่เคยพบเคยเห็น) 
        แต่จระเข้ “ป๋าขวาด” แกตัวยาวตั้งเก้าวา แถมยัง 
        “วิ่งร่าหลังน้ำด้วยลำพอง”
        ทำราวกับเป็นกิ้งก่า มีวิชาตัวเบาวิ่งบนน้ำให้เนชั่นแนล จีโอกราฟิกถ่ายรูป!

        ว่ากันว่าพวกคนเมืองอ่างทอง เขามีบ้าน “จระเข้ร้อง” เพราะเสียงกุมภา “ป๋าขวาด” นี่แหละไม่ใช่อื่นไกลเลย
        จระเข้จริงที่เคยเป็นเจ้าถิ่น พอเจอชาละวันขวาดเข้า ถึงกับหลบลี้หนีหน้ามุดดินบ้าง ลงหนองบ้าง เข้ารกเข้าพงไปบ้าง ไม่กล้าออกมาแหยมเลย
        ตาเถรจระเข้ก็เริ่มอาละวาดงับผู้คน คาบไปฟาดจนตายบ้าง
เพียงเพื่อล่อให้พลายชุมพลออกมาสู้กัน จะได้ฆ่าให้หายแค้น
        ตาเถรแกไม่ได้กินเนื้อคน ได้แต่ทำให้ตายเฉยๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ แย่งพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งอะไรพันธุ์นี้ 
        ว่างๆ แกหิวข้าว ต้องขึ้นบก กลายร่างกลับเป็นหลวงตาเที่ยวไปบิณฑบาตหาข้าวกินตรงนี้ตาเถรแกมีกติกาอยู่เหมือนกัน
        “ถ้าบ้านไหนเถรได้บิณฑบาต 
        บ้านนั้นเป็นอันขาดไม่เข่นฆ่า”
        แต่ก็อย่างที่รู้ๆกันแหละครับ
        ความแค้นของ “ป๋าขวาด” นำมาสู่ความฉิบหายและความตายของตัวเองแท้ๆ!
 
        พลายชุมพลถูกสั่งให้มาปราบจระเข้ยักษ์ พอเห็นจระเข้เถรขวาดเข้า พ่อพลายก็ฟันธงได้เลยว่า
        “เป็นจระเข้วิชาการจึงหาญเหี้ยม”
        ฮ่า ฮ่า พวก “จระเข้วิชาการที่หาญเหี้ย”  มีอยู่มาก จนถึงทุกวันนี้นะครับ!
 
        หลายคนคงจำกันได้ หลังจากที่ “ป๋าขวาด” กับพลายชุมพลสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง“ป๋าขวาด” ก็ถูกจับได้ และนำไปประหารชีวิต
        พลายชุมพลต้องประหาร “ป๋าขวาด” เอง เพราะแกเป็นคนมากวิชาอาคม ขนาดตัดหัวไปเสียบประจานแล้ว ยังต้องมีคนคอยเฝ้าหัวไว้ ไม่ให้ใครมาลักไป
        ชาวบ้านจูงลูกจูงหลานมาดูได้...ดูแต่ตามืออย่าต้อง
        ชาวบ้านที่ไหนก็เหมือนกันครับ ชอบดูคนที่ถูกเสียบประจานสมัยก่อนเสียบประจานจริงๆ สมัยนี้เขาเสียบประจานกันในหนังสือพิมพ์ แต่แบบไหนๆ
        ชาวบ้านก็ชอบทั้งนั้น!
        ในเมืองอังกฤษครั้งโบราณ เขาเอาหัวคนเสียบเรียงไว้ริมสะพานลอนดอนเป็นแถว เหมือนเราตากปลาแห้ง ผู้คนไปเดินดูกันสบายใจ (นี่ไงครับ ประเทศศรีวิไลของไอ้ทูตถ่อย เซ่อแอนโธนี ฮัมโบลด์)

        หัวอีตา “ป๋าขวาด” แกตาเหลือกโพลง ปากอ้า ราวกับจะพูดกับ “บิ๊กจิ๋ว” ว่า...
        “ที่เอ็งเตือนข้าไว้นั่น ถูกทุกอย่างเลยไอ้จิ๋วเอ๋ย”
        เณร “บิ๊กจิ๋ว” เตือน “ป๋าขวาด” เอาไว้อย่างนี้ครับ

        “เมื่อแก่เฒ่าเข้าเรือนแปดสิบปลาย 
        แสนสบายยศศักดิ์ก็ถึงที่
        จะอยู่ไปได้อีกสักกี่ปี                 
        ถึงเพียงนี้ไม่รู้จักรักสบาย
        นั่งกินนอนกินจนสิ้นชีวิต            
        ไม่ควรคิดพยาบาทมาดหมาย
        จะไปไยให้ยากลำบากกาย 
        อยู่ตายในเชียงใหม่ได้เข้าเมรุ
 
        ดังนั้น แทนที่จะได้เข้าเมรุ หัว “ป๋าขวาด” เลยต้องมาถูกเสียบปลายไม้ เหมือนหอยแมลงภู่แห้งริมหาดบางแสน 
        “ป๋าขวาด” ต้องตายอย่างไม่เหลือลาย
        “...ไกรสรราชที่อาจอง”
        แม้สักนิดเดียว!
        ขณะมองหัวไร้ร่าง...เห็นดวงตาเบิ่งโพลงของ  “ป๋าขวาด”  เณรบิ๊กจิ๋วคงรำพึงกับตัวเองว่า

        “กูเตือนแล้ว บอกแล้วว่าแก่แล้ว...แก่แล้ว...อย่าหาเรื่องลำบาก... ‘ป๋า’ แกเสือกไม่จำเอง!!!"

*********


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
โอยโย๋ โอลาล้า ทำไมเถรขวาดจึงเหมือนป๋าเปรมิกาของผมถึงปานนั้น มีตำแหน่งสูงส่ง มีบ้านฟรี มีทหารรับใช้ แถมยังอายุ "แปดสิบปีปลาย" เหมือนกันด้วย คนเขียนขุนช้างขุนแผนเขารู้จักป๋าเปรมิกาหรือไง ผมภาวนาให้พบจุดจบเหมือนกัน เสียบหัวไว้ตรงไหนบอกด้วย จะไปดูให้แน่ใจว่าตายจริง เหม็นขี้หน้าเต็มแก่ ขนาดเห็นทางทีวียังได้กลิ่นเหม็นเลย

โดยคุณ salawan@gmail 124.120.229.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
หนังสือพิมพ์บ้านเรา โต้ตอบไอ้ทูตอังกฤษน้อยเหลือเกิน ได้อ่านแบบดุเด็ด เผ็ดมัน อย่างนี้ ค่อยหายโกรธมันหน่อย

โดยคุณ เพื่อบ้านเพื่อเมือง 125.25.45.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ขอคาระวะบิ้กจิ๋วและท่านฮุนเซนมา ณ.ที่นี้ กูขอเป็นหนึ่งที่ทรยศชาติเพราะรักท่านทักษิณตามที่ไอ้ตุ้ดหงอกมันบอก กูเกลีอดมึงไอ้หงอก แต่กูรักเสื้อแดงทุกคน กูกลับไทยเมื่อไรกูจะไปเดินกับชาวเสื้อแดงด้วย ขอโทษค่ะ่ ที่ใช้คําไม่สุภาพ

โดยคุณ rockville ,md 71.179.150.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
ที่บ้านหนูยาเสพติดเยอะแยะเหลือเกิน จะเหมือนขายลูกอมกันแล้ว....โทษใครดีเนี๊ยะ ท่านพอช่วยได้ป่ะค่ะ เบื่อหน่ายการเมืองจริงๆ

โดยคุณ messine 93.12.236.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
ผมอยากให้ท่านวาทตะวัน ช่วยเขียนคอลัมภ์ ให้หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้บ้าง ซักเดือนละ 3-4 ครั้ง ก็ยังดี เพื่อจะได้แดงทั้งแผ่นดิน เพราะแฟนพันธุ์แท้ของท่านวาทตะวันมีเยอะมาก..ก..ก. อ่านคอลัมภ์ของท่านแล้ว เห็นว่าท่านฯ วิเคราะห์เหตุการณ์ ตัวบุคคล ด้วยเหตุ ด้วยผล จริง ๆ ปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่อ้อมค้อม และไม่เกรงใจใคร (ก็ไม่รู้ว่าจะเกรงใจไปทำไม โดยเฉพาะทูตจังไรรายนี้) แบบนี้คนใต้ชอบนัก เดินทางขึ้นมากรุงเทพฯ เมื่อใดจะเอาสะตอมาฝาก ต่ออีกนิด อยากให้เขียนถึงสหภาพรถไฟที่พากันหยุดงาน ทำให้ประชาชนก่นด่ากันทั้งประเทศด้วยครับ

โดยคุณ คนใต้ (ยะลา) 222.123.224.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ขอเขียนตรงความเป็นจริง ขอสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้

โดยคุณ nburanakett@gmail.com 117.47.94.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
ผมว่าเอามันไปขังรวมกับไอ้รมต.ต่างประเทศบ้านเราก็ดีนะ ไอ้พวกถ่อย ปากหาเรื่อง สร้างแต่ความแตกแยกให้กับประเทศ ต่อไปใครเขาจะคบ จะช่วยเหลือประเทศเรา อย่าผ่านหน้าบ้านกูนะมึง จะเอาขี้มาปาใส่หน้าให้เหม็นไปถึงบ้านสี่เสาเลย ไอ้หน้าส้นตีน ไปตายซะ ไอ้ป๋าตุ๊ด

โดยคุณ สาคร แดง กทม. 198.175.151.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
เคยไปเรียนภาษาอังกฤษกับ อจ.คนอังกฤษ ที่สถาบันสอนภาษา (ไม่เอ่ยชื่อ) เสียค่าเรียนหลายบาทต่อคอร์ส แต่ไปเรียนได้วันเดียว เลิกเลยค่ะ เพราะอีตา อจ.คนอังกฤษยกตัวอย่างคำว่า TiT เพื่ออธิบายพฤติกรรมมักง่ายและ underdevelop โดยคำเต็มของ TiT คือ This is Thai.

โดยคุณ พชร 118.172.3.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
ท่าน ว.วชิรเมธี ก็ร่วมต้านทักษิณ http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=2982416

โดยคุณ เบลอ 124.121.224.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
พวกเขียนคอลัมม์หัวไม่สร้างสรรค์มัวแต่เขียนด่าคนนั้น เยินยอคนนี้ทำให้คนสองฝ่ายแตกแยกน่าจะนอนอยู่บ้านเฉยๆบ้านเมืองจะได้สงบไม่มีคนคอยยุยงให้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

โดยคุณ เซ็ง 203.170.156.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
เถรขวาดไม่ได้เหมือนอีตาเปรมเฉพาะ อายุ ตำแหน่งใหญ่โต อยู่บ้านฟรี มีขี้ข้าสีเขียวเท่านั้น แต่ยังเหมือนที่ว่ามีความคั่งแค้นในใจไม่รู้หาย เกลียดไอ้หนุ่มเก่งกว่าที่หาญมาสับหน้ามันจนเกิดรอยแผลเป็น จ้อมหน้าอีตาเปรมดีๆจะเห็นแผลอาจเห็นแผลเป็นเหมือนที่หน้าตาเถร ส่วนแผลที่ใจนั้นไม่ใช่แผลเป็น แต่คือแผลสดเลือดหยดติ๋งๆ

โดยคุณ เปรมอุรา 124.122.99.XXX

ความคิดเห็นที่ 12 แจ้งลบข้อความ
นายเบอร์ 9 ไอ้นั่นมันแพะ แต่กลายร่างเป็น "จิ้งเหลือง"

โดยคุณ แกไม่รู้หรือ 124.120.220.XXX

ความคิดเห็นที่ 13 แจ้งลบข้อความ
ทำชาติให้วิกฤตให้อภิสิทธิ์เป็นนายก

โดยคุณ จมูกสองรู 58.8.145.XXX

ความคิดเห็นที่ 14 แจ้งลบข้อความ
เจ้าของบทความเป็นลูกศิษย์มาแตร์เดอี แสดงว่าอายุอานามก็คงมากโขแล้ว เพราะสมัยก่อนพระเจ้าอยู่หัวของเราก็ได้ศึกษาที่นี่ ซึ่งปัจจุบันนี้มีแต่นักเรียนหญิงล้วน ขอคารวะศิษย์พี่...

โดยคุณ จากแดนไกล 78.101.196.XXX

ความคิดเห็นที่ 15 แจ้งลบข้อความ
ป๋าขวาดก็แค่ชายห่มผ้าเหลือง แต่ก็ยังถือว่าเป็นชาย แต่ป๋าบางประเทศเป็นชายแต่ไม่ถือว่าเป็นชาย .... เอ๊ะยังไง????

โดยคุณ ???? 203.155.40.XXX

ความคิดเห็นที่ 16 แจ้งลบข้อความ
พวกผู้ดีดัดจริตในกรุงเทพฯก็ดูถูกคนในชาติเดียวกันน้อยเมื่อไหร่

โดยคุณ เซ็ง 118.174.83.XXX

ความคิดเห็นที่ 17 แจ้งลบข้อความ
ไม่แบ่งไม่ได้ในขณะที่อีกฝ่ายยังตั้งตนเป็นเทวดาเอาเปรียบอีกฝ่ายให้เห็นอยู่ตลอดคุณแหกตาดูบ้างหรือเปล่า

โดยคุณ ก็แค่นั้น 118.174.83.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER