หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส”
หัวข้อ : “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

“เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        เช้าวันนี้…จิบกาแฟขมแล้ว ไปขี่จักรยานออกกำลังนอกบ้านทักทายแม่ค้ายามเช้า ด้วยความรู้สึกสนุกสนาน ซื้อสาคูไส้กุ้งมาทานกับกาแฟอีกหนึ่งถ้วย เสร็จสรรพแล้วออกจากบ้านไปประชุม เลิกแล้วรีบขับรถไปที่โรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย เพราะมีนัดที่สโมสร

content/picdata/188/data/king01.jpg

        ปรากฏว่า ก่อนถึงโรงเรียน ได้พบการจราจรที่ปิดกั้น เนื่องจากมีการซ้อมสวนสนามของหน่วยทหารราชวัลลภ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งทหารรักษาพระองค์ทุกหมู่เหล่า จะได้กระทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระพักตร์องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กับพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ ๓ ธันวาคม ของทุกปี อันเป็นวาระเริ่มเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว       
        บรรยากาศของการสวนสนามของหน่วยทหารราชวัลลภ ในสายตาของผมแล้วช่างเต็มไปด้วยความสง่างาม สะพรั่งไปด้วยสีสันนานา เราได้มีโอกาสมองเห็นความพร้อมเพรียง องอาจ เข้มแข็ง ของเหล่าทหารรักษาพระองค์ ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของพสกนิกรไทยทั่วหน้า ทั้งที่มาชมพระราชพิธีสำคัญ และที่เฝ้าดูอยู่หน้าจอโทรทัศน์
       
        ได้เรียนท่านผู้อ่านว่า ผมเป็นคนที่อยู่ในเครื่องแบบมาตั้งแต่เด็กจากวชิราวุธ วิทยาลัย เตรียมทหาร และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คุ้นเคยกับระเบียบวินัย การเดินแถวกับวงดนตรี ครั้งยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน ต้องเดินสวนสนามทุกปี และเมื่อขึ้นชั้นปีที่ ๔ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักเรียนผู้บังคับบัญชา ก็มีโอกาสทำหน้าที่ผู้บังคับขบวนสวนสนาม จึงมีความสนใจและรักในการดูริ้วขบวน ที่แสดงความพร้อมเรียงของผู้ที่สวมเครื่องแบบ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องชาติบ้านเมือง ให้พ้นจากอริราชศัตรู อีกทั้งการที่เป็นนักดนตรีมาก่อน และเคยเป็นดรัมเมเยอร์ให้กับทั้งวชิราวุธ และเตรียมทหาร จึงชอบฟังเพลงต่างๆที่ใช้ในการเดินสวนสนามเป็นพิเศษอีกต่างหาก       
        ปีนี้ก็เช่นกัน ผมตั้งตาคอยดูพระราชพิธีอันสำคัญนี้ เพราะอยากจะดูความสง่างามของทหารราชวัลลภหรือหน่วยทหารรักษาพระองค์ และยังตั้งใจที่จะฟังกระแสพระราชดำรัสในปีนี้ ซึ่งคิดว่า ผู้คนในบ้านในเมืองของเราจำนวนมาก ก็มีความตั้งใจอย่างเดียวกัน 

content/picdata/188/data/king02.jpg

        คำว่า “ราชวัลลภ” นั้น แปลว่า ที่รักสนิทสนม และคุ้นเคยของพระราชา จึงขอเผยแพร่ข้อความของทางราชการ ที่เกี่ยวข้องกับทหารหน่วยนี้ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย และโรงเรียนอื่นๆ ที่นำคอลัมน์นี้ไปติดบอร์ดให้นักเรียนอ่านกันเป็นประจำ       
        ในสมัยกรุงศรีอยุธยา นั้น ไม่มีคำว่าทหารรักษาพระองค์ หากหน้าที่การถวายความอารักขาพระมหากษัตริย์ เป็นหน้าที่ของ “ตำรวจหลวง” จนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
        พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงกรุณา โปรดเกล้าฯ ฝึกทหารรักษาพระองค์ตามแบบฝรั่ง เรียกกันว่าทหาร "ซีปอย" ซึ่งเป็นทหารอินเดีย มีจำนวนทั้งสิ้น ๓๐ คน มาจนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้นำชาวรามัญ เมืองนครเขื่อนขันธ์ ปทุมธานี มาฝึกเป็น ทหารชีปอย เพื่อปฏิบัติภารกิจเป็น " ทหารรักษาพระองค์ " และมีการพัฒนาต่อเนื่อง ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ อิทธิพล ของ มหาอำนาจ จากยุโรป กำลังรุนแรง การจะป้องกันบ้านเมืองให้ปลอดภัย จำต้องเข้าใจในสิ่งใหม่ ๆ จึงให้มีการศึกษาวิชาการทหารแบบยุโรป และจัดเป็น "กองทหารหน้า" "กองทหารล้อมวัง" และ "มหาดเล็กไล่กา"
  
        มหาดเล็กไล่กา คือหน่วยทหารที่รัชกาลที่ ๔ ทรงรวบรวมบุตรในราชตระกูลที่เยาว์วัยจำนวน ๑๒ คน มาฝึก เป็นทหารตามยุทธวิธีแบบ ใหม่ ทำหน้าที่ไล่กาที่บินมารบกวน ในเวลาทรงบาตร ตลอดจนตั้งแถวรับเสด็จทุกเวลาเช้า ทหารมหาดเล็กไล่กานี้เองคือต้นกำเนิดของ "กรมทหารมหาดเล็ก" ในเวลาต่อมา       
        ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ทรงรวบรวมมหาดเล็กข้าหลวงเดิม ซึ่งมีหน้าที่ดูแลพระฉาก ที่ห้องพระบรรทม จำนวนทั้งหมด ๒๔ คน ตั้งเป็นทหารอีกหน่วยมีชื่อเรียกว่า ทหารสองโหล มีหน้าที่เฝ้าพระฉาก และในโอกาสต่อมา โปรดให้ เข้าขบวน ตามเสด็จพระราชดำเนิน ไปยังสถานที่ต่าง ๆ อีกด้วย ต่อมาในปี พ ศ. ๒๔๑๔ มีจำนวนทหารมากขึ้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งระเบียบ ใหม่ และขนานนามกองทหารใหม่นี้ว่า "กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์'' โดยคำว่า "ราชวัลลภ" แปลว่า "ที่รักสนิทสนม และคุ้นเคยของพระราชา"
       
        จนถึง พ.ศ.๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ขณะดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็กได้โปรดเกล้าฯ ให้ขนานนามกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์" ใหม่ว่า "กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์'' ใน ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขนานนามกรมนี้ว่า "กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษา พระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" ให้มีเครื่องหมายเป็นอักษรพระปรมาภิไธย "จปร." ติดที่อินทรธนูทหารในกรมนี้ทั่วไป ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า ควรจะยกกรมนี้ถวายแต่สมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้เป็นที่ระลึกสืบต่อกันไปชั่วกัลปาวสาน
       
        จวบจนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ .ศ. ๒๔๗๕ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ถูกยุบกำลังลง เหลือเพียง ๑ กองพัน ได้นามว่า "กองพันทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์" ซึ่งปัจจุบันกองทหารหน่วยนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ กองทัพบกเห็นสมควรให้สถาปนา กองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็น "กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์'' และให้ใช้นามย่อว่า กรม ทม.รอ.จนถึงปัจจุบัน
       
        ท่านผู้อ่านที่เคารพ นั่นคือ เกียรติประวัติทียาวนาน ของเต็มไปด้วยคุณค่า และความหมายของทหารรักษาพระองค์ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นทหารรักษาพระองค์ ย่อมรู้สึกว่าตนเป็นผู้มีเกียรติยศยิ่ง ที่ได้รับหน้าที่อันสำคัญนี้       
        การสวนสนามในวันที่ ๓ ธันวาคมของทุกปีนั้น จึงหาได้เป็นเป็นเพียงพิธีที่รับสืบทอดมา หากมีความหมายสำคัญยิ่งขึ้นทุกขณะและทุกปี ด้วยเป็นสิ่งบ่งบอกสายใยแห่งความรักและภักดีจากดวงใจพสกนิกรกับพระมหากษัตริย์ ที่ผูกพันแน่นแนบเสมอมา ไม่ว่าเหตุการณ์ของโลกจะผันแปรไปเพียงใดก็ตาม       
        ในวันสวนสนามของทหารรักษาพระองค์นั้น พสกนิกรชาวไทยที่เฝ้าชมพระราชพิธีสำคัญ จะได้มีโอกาสรับฟังเพลงบรรเลงจากวงดนตรีผสม ของทั้งสามเหล่าทัพด้วย โดยเฉพาะเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายเพลงด้วยกัน
       
        เพลงสำคัญในวันนั้น คือเพลงมาร์ชราชวัลลภ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ คำร้อง - พันตรีศรีโพธิ์ ทศนุต เป็นผู้แต่งคำร้อง เพลง มาร์ชราชวัลลภ หรือ Royal guards March นี้มีอายุครบกึ่งศตวรรษไปเมื่อปีที่แล้ว 
        บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทยได้รับฟังกันตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งเริ่มด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ติดหูประชาชนชาวไทย ซึ่งได้ยินกันมายาวนานถึง ๖๓ ปี แล้ว แสงเทียน (Candle Light Blues) , สายฝน (Falling Rain) , ยามเย็น (Love at Sundown), ใกล้รุ่ง (Near Dawn)       
        แสงเทียน เป็นเพลงบลูส์ และเป็นบทพระราชนิพนธ์เพลงแรก       
        เพลงชุดนี้ผมร้องได้ทุกเพลง และร้องเพลงแรกในชีวิตกับวงดนตรีขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องดนตรีกว่า ๔๐ ชิ้น เพลงนั้นคือ สายฝน ตั้งแต่มีอายุเพียง ๑๒ ปี ซึ่งเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว และยังได้เล่าเรื่องที่มีโอกาสเข้าไปเล่นดนตรีแจ๊ส เนื่องในวันปีใหม่ ที่สวนอัมพร 
        นอกจากนั้น ผมยังเคยเล่าว่าได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือ “พลอยแกมเพชร” ฉบับพิเศษในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา เกี่ยวกับประสบการณ์ในการเล่นดนตรี ที่สถานีวิยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น รวมทั้งการร้องเพลงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และจะขอเล่าเรื่องดนตรีแจ๊สซึ่งพระองค์ทรงโปรด ให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังกันในโอกาสต่อไป

content/picdata/188/data/king03.jpg

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดนตรีร่วมกับวงหัสดนตรี (แจ๊ส) ของโรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๙๘   
        เพลงชุดแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากนับเป็นอายุคนธรรมดา ถ้ารับราชการ ก็จะครบเกษียณอายุออกไปรับบำนาญไปเรียบร้อยแล้ว แต่เพลงของในหลวง นอกจากจะไม่มีวันเกษียณจากหัวใจของประชาชนชาวไทยแล้ว ยังดำรงความเป็นโอสถทิพย์ โปรยปรายให้ความชุ่มชื่นกับหัวใจพสกนิกรชาวไทย ทุกครั้งที่ได้ยิน!       
        ผมได้เขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า เพลงพระนิพนธ์ลมหนาวนั้น มีอายุเกินกึ่งศตวรรษ ในปีนี้ แต่ผมไปตรวจดูแล้ว ปรากฏว่า ไม่ได้มีเพลงลมนาวเท่านั้น ที่มีอายุครบ ๕๐ ปี บริบูรณ์ แต่ยังมีเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ในปีเดียวกันอีก คือ พ.ศ. ๒๔๙๗ คือเพลง เมื่อโสมส่อง (I Never Dreamed) เพลง ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag) นับถึงวันนี้ บทเพลงพระราชนิพนธ์มีทั้งสิ้นถึง ๔๘ เพลงด้วยกันและพสกนิกรอย่างผมรู้สึกเป็นบุญตัว ที่ได้รับฟังเพลงบทพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตลอดชีวิต ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนถึงวันนี้ ก็เป็น “ปู่” คนแล้ว      
        ถึงกระนั้น ยังรอคอยเพลงบทพระราชนิพนธ์ ที่ ๔๙ ของพระองค์ท่านอย่างใจจดใจจ่อ!
              
        แม้ว่าบ้านเมืองของเราในปัจจุบันนี้ ยังไม่ปกติสุขดีมาเป็นเวลานานพอสมควร นับแต่มีการยึดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่การละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรง คณะผู้ยึดอำนาจที่รู้จักกันในชื่อ ค.ม.ช. บัดนี้ต่างกลายเป็นผู้ร่ำรวยมั่งคั่ง จนผู้คนเรียกว่า “คณะมั่งมีแห่งชาติ”
กลุ่มคนพวกนี้ ได้นำความเสื่อมโทรมมาให้ประเทศไทยที่รักของเราอย่างใหญ่หลวง 
        แต่ถึงกระนั้น...
        ผมยังเชื่อมั่นและศรัทธา ในพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ยามใดมีวิกฤติขึ้นในชาติของเรา พระบารมีของพระองค์นำผองไทยทั้งชาติพ้นวิกฤติได้เสมอ ใช่แต่ผมคิดอย่างนี้คนเดียวเสียเมื่อไหร่กัน แม้แต่คนต่างชาติต่างภาษาเขาก็คิดอย่างผม จะยกให้ท่านผู้อ่านดู

        นิตยสารรีดเดอร์ไดเจสต์ เมื่อ ๓๕ ปีที่ผ่านมาคือปี พ.ศ.๒๕๑๗ เดือนกันยายน นายแอนโธนี เอ็ม ปอล ได้เขียนบทความ ชื่อ Mr.The Greatest ซึ่งเป็นบทความที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึง ๕ หน้าเต็ม โดยผู้เขียนได้เล่าเรื่องเหตุการณ์เดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งเขาได้แสดงความทึ่งในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา และยังได้บันทึกคำพูดของเอกอัครราชทูตคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า       
        “ในเวลาที่พลังต่างๆ คุกคาม จะทำลายความเป็นไปของชาติให้แตกแยกนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งจะแบ่งแยกมิได้"
       
        ปีนี้ นอกจากพวกเราจะออกจากบ้าน ไปจุดเทียนชัยน้อมเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคล แด่ในหลวงผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐชองเรา ด้วยความรัก ศรัทธา และเชื่อมั่นในพระมหาบารมี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะช่วยให้ประเทศของเรา พ้นจากภัยร้ายและกลับมาตั้งหลักใหม่กันได้ เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
        ผมขอชักชวนผู้คนในพระราชอาณาจักรแห่งนี้ โดยเฉพาะที่เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ รวมตลอดจนประชาชนทุกคน ได้ตั้งจิตรวมใจกันถวายสัตย์ปฏิญาณ แด่องค์พระประมุขของชาติเรา ว่า       
        ไม่ว่าภารกิจ ในการรักษาความสงบของบ้านเมืองนั้น จะลำบากยากเย็นแสนเข็น ต้องเหน็ดเหนื่อย และเสี่ยงภยันตรายสักปานใดก็ตาม พวกเราทุกคน จะร่วมมือร่วมใจกัน ขจัดภัยที่กำลังคุกคามชาติให้หมดสิ้นไป และนำความสงบสุข และความมั่นคง กลับคืนมาสู่มาตุภูมิอันเป็นที่รักของเราให้จงได้ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ทรงหมดความกังวลพระราชหฤทัย และทรงพระเกษมสำราญยิ่งยืนนานสืบไป 
       
        โอ้ลมฝนบนฟ้ามาแล้ว
        ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส
        ข้าฯวรพุทธเจ้าชาวไทย
        ยกกรไหว้แด่ไทยราชันย์
        เราน้อมเกล้าเกสีถวายภูมีมอบศิระกราน
        เทิดบังคมภูบาลเอาไว้เหนือฟ้า
        โพธิ์ทองของชาวไทย อวยพรชัยให้มหาราชา
        ช่วยกันเปล่งวาจา ขอทรงพระเจริญ
        ไชโย ไชโย ไชโย
       
        ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
        ขอเดชะ
        ข้าพระพุทธเจ้า

        วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

………………       
 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER