หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > อังกะลุง ดนตรีแห่งความสามัคคี (คนไทยเล่นอังกะลุง แต่...แตกแยก!)
หัวข้อ : อังกะลุง ดนตรีแห่งความสามัคคี (คนไทยเล่นอังกะลุง แต่...แตกแยก!) เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

อังกะลุง ดนตรีแห่งความสามัคคี (คนไทยเล่นอังกะลุง แต่...แตกแยก!)

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูประเทศครั้งใหญ่ (ไม่ใช่ปฏิรูปผลาญงบประมาณ แบบ ‘อิน-จัน’ ยุคนายมาร์ค มุกควาย) และความเปลี่ยนแปลงอันสำคัญยิ่ง เกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็คือ   
        ประเทศเราไม่เคยมีระบบ ‘กองทัพประจำ’ มาก่อน เพราะในยุคโบราณยามมีศึกสงครามครั้งใด ทางบ้านเมืองก็เกณฑ์คนหนุ่มมาเป็นทหาร (ทหารแปลว่า “คนหนุ่ม”) จัดเป็นรูปกองทัพขึ้น แล้วยกออกไปสู้กับอริราชศัตรู เป็นครั้งเป็นคราวไป เสร็จศึกคนหนุ่มที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทหารก็กลับบ้านไป บ้านใครบ้านมัน      
        มาถึงยุคสมัยของสมเด็จพระปิยะมหาราช ได้มีการจัด ‘กองทัพประจำ’ แบบฝรั่งขึ้นมา (นับจนกระทั่งถึงวันนี้ ก็แค่ร้อยปีเศษเท่านั้น) โดยมีการฝึกหัดทหารแบบยุโรปขึ้น และสิ่งหนึ่งที่ติดมาด้วยคือดนตรีแบบฝรั่ง เพื่อใช้ประกอบการเดินแถวทหาร ซึ่งเป็นวงดนตรีแบบฝรั่ง ที่ต่อมาเรียกว่า      
        วงโยธวาทิต

content/picdata/238/data/777.jpg

        วงดนตรีแบบฝรั่งนี้ บรรพบุรุษของเราได้เห็นเต็มตาเมื่อเรือรบอเมริกัน ชื่อ Tennessee เข้าอวดธง และเจริญสัมพันธไมตรีกับราชอาณาจักรสยาม ในรัชสมัยล้นเกล่าฯ รัชกาลที่ 5 อีกเหมือนกัน         
        ทหารเรืออเมริกันได้ยกวงดนตรี แบบ Brass Band ขึ้นมาเล่นที่ตำหนักแพ หรือท่าราชวรดิษฐ์ บรรเลงให้ชาวสยามได้ฟังกันเต็มอิ่ม ซึ่งยังความตื่นเต้น ให้กับผู้คนบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะบรรพบุรุษของเรายุคนั้น ไม่เคยเห็น “แตรวง” กันมาก่อนเลย  
        วงดนตรีของทหารเรืออเมริกัน ได้เล่นเพลงหลากหลาย และมีเพลงจังหวะ ‘มาร์ช’ รวมอยู่ด้วย ที่คนไทยชอบมาก เรียกได้ว่าทั้ง “เข้าหู” และ “โดนใจ” คนบ้านเราเต็ม ๆ ชื่อเพลง       
        “Marching Through Georgia”       
        ( เพลงนี้คนมักเข้าใจผิดว่าชื่อเพลง “ Marching To Georgia ” )
        เพลง “Marching Through Georgia” นี้ เกิดในสมัยยุคสงครามกลางเมืองอเมริกัน กองทัพฝ่ายเหนือของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ได้ยกทัพ ‘เจาะผ่าน’ รัฐจอร์เจีย ตรงไปยึดเอาริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของพวกฝ่ายใต้ด้วย เพื่อปลดปล่อยทาสผิวดำให้เป็นอิสระ    

        คนไทยในยุคนั้น ตื่นเต้นกับเพลงมาร์ชกันมาก และเป็นนิสัยบวกความสามารถอันประเสริฐของคนบ้านเรา ที่ชอบเอาเพลงชาติโน้นชาตินี้ อย่างเพลงสำเนียงลาว เขมร จีน ฝรั่ง มาใส่เนื้อร้องที่เป็นไทย เช่น เพลงตับสามลาว เขมรไทรโยค จีนลั่นถัน ฝรั่งรำเท้า ฯลฯ เป็นต้น  จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ “Marching Through Georgia” ก็ถูกแปลงใส่เนื้อภาษาไทย เนื้อเพลงมีอยู่ว่า      

        คุณหลวง ...คุณหลวง              
        อยู่กระทรวงยุทธนา                  
        ใส่เสื้อราชประแตน                  
        ทำไมไม่แขวนนาฬิกา.                 
        เงินเดือนยี่สิบบาท                   
        ดูเปิ๊ดสะก๊าดเสียเต็มประดา!     

        คำว่า “กระทรวงยุทธนา” นั้น ชื่อเต็มก็คือ “กระทรวงยุทธนาธิการ” ซึ่งต่อมาก็คือ “กระทรวงกลาโหม” นั่นเอง  
        การมาเยือนของเรือรบอเมริกันครั้งนั้นเอง ทำให้คนไทยซึ่งตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อแท้องแม่ ไม่เคยได้ยินเพลงฝรั่งเร็วๆ มันๆ อย่างนี้มาก่อน จึงเกิดความสนใจในเครื่องดนตรีฝรั่ง ประกอบกับยามนั้น เป็นยุคที่พระพุทธเจ้าหลวง ทรงปฏิรูปการปกครองของประเทศในทุกๆด้าน กิจการดนตรีแตรวงแบบฝรั่ง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พระองค์ท่านทรงสนับสนุน ให้คนไทยเราได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนกัน 

        ที่เล่าเรื่องดนตรีฝรั่ง ให้ท่านผู้อ่านฟังในวันนี้ ก็เพราะเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างกำลังขับรถ ได้ฟังรายการ ‘อุษาคเนย์’ จากคลื่น Fm 96.5 ของ อ.ส.ม.ท. ซึ่งมี คุณธีรภาพ โลหิตกุล และ คุณกิตติมาภรณ์ จิตราธร เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีผู้ร่วมสนทนาคือ              
        อาจารย์ อนันท์ นาคคง       
        ท่านเป็นอาจารย์ทางดนตรี มีผลงานเกี่ยวข้องกับดนตรีในด้านต่างๆมาก ทั้งงานการแสดง และงานเขียนเผยแพร่ความรู้วิชาการดนตรี ผ่านสื่อต่างอีกด้วย

        การสนทนาระหว่างผู้ดำเนินรายการ กับท่านอาจารย์อนันท์ฯ นั้น ได้รับความสนใจจากผมมาก (ในฐานะที่ตัวเองเคยเป็นนักดนตรี และเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพลอยแกมเพชร เกี่ยวกับการเล่นดนตรีแจส ที่สถานีวิทยุ อ.ส.วันศุกร์ เมื่อ 50 ปีก่อน รวมทั้งการเล่นดนตรี และร้องเพลงถวายหน้าพระที่นั่งด้วย) แต่การฟังระหว่างขับรถ ทำให้ไม่มีโอกาสบันทึกบทสนทนาดังกล่าวโดยละเอียด จึงอาศัยการจดจำเท่านั้น เลยขอถือโอกาสนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง (ซึ่งอาจไม่ครบถ้วน ก็ต้องกราบขออภัย) ดังต่อไปนี้      

        ท่านอาจารย์อนันท์ฯได้เล่าถึง เครื่องดนตรีสำคัญแห่งภาคพื้นอุษาคเนย์ ซึ่งแม้จะไม่ได้มีกำเนิดในเมืองไทย แต่ได้กลายเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกของประเทศเรา นั่นคือ    
        “อังกะลุง”         
        เครื่องดนตรีชนิดนี้ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในรัชสมัยของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 อีกเช่นกัน โดยสมเด็จเจ้าน้องยาเธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จพระดำเนินไปเยือนประเทศชวา เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2450    
        ทางชวาได้จัดวงดนตรีมาแสดงถวาย เรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า “กำมาลัง” ซึ่งประกอบด้วย ปีชวา ฆ้อง กลอง ไม่ได้แตกต่างจากของบ้านเรา แต่มีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ที่คนพื้นเมืองเรียกว่า “อุงคลุง” (ลากเข้าไทยเป็น ‘อังกะลุง’ ) ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่เป็น  ท่อนๆ แขวนไว้เป็นตับ ตับละ 2 ท่อน ใช้ถือคนละ 1 ตับ ใช้เขย่าเรียงเสียง และสลับเสียงไปมา ตามทำนองของเพลงต่าง ๆ ได้ไพเราะน่าฟังมาก

        อังกะลุงนั้น ผิดกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น ที่เราเรียกคุ้นหูว่า เครื่องดนตรีชนิด ดีด สี ตี เป่า แต่เครื่องดนตรีอย่างอังกะลุงนั้น กลับแตกต่างออกไป เพราะใช้การ “เขย่า” แทน    
        ที่ว่าบรรเลงด้วยการเขย่า ก็เพื่อให้ขาส่วนล่างของกระบอกทั้งสองขา ที่แขวนอยู่ในรางกระทบตัวรางอีกข้างหนึ่ง ทำให้เกิดเสียงดังตามที่เทียบกระบอกเสียงไว้ เป็นเสียงสูงหรือต่ำกระบอกเสียง ใหญ่ กลาง เล็ก ผูกแขวนไว้ในรางเป็นตับ ๆ เมื่อเขย่าไปตามเสียงทำนองของเพลง ที่สับสนวนเวียน ตามความเคลื่อนไหวของเสียงตามทำนองเพลงนั้น ๆ ได้น่าฟังมาก   
        ในขบวนเสด็จครั้งนั้น มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงคนสำคัญของบ้านเราได้โดยเสด็จไปด้วย คือ ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งท่านได้มีโอกาสฟังและจดจำท่วงทำนองและการเล่นเอาไว้            
        เมื่อเสด็จกลับมีรับสั่งให้กงสุลไทยในชวา ซื้อดนตรีชนิดนี้ส่งมา 1 ชุด แล้วทรงนำดนตรีชนิดนี้ ฝึกสอนมหาดเล็กของพระองค์ในวังบูรพาก่อน จึงเกิดมีดนตรีชนิดนี้ขึ้นในเมืองไทย ต่อมาได้มีการปรับปรุงเครื่องดนตรีชนิดนี้ ให้ดีและเหมาะเจาะกับการบรรเลงมากขึ้น ก็ได้แพร่หลายออกไปทั่วประเทศ

        ท่านอาจารย์อนันท์ฯ เล่าว่า...      
        สิ่งที่สำคัญยิ่งของ “อังกะลุง” นั้น คือ การแพร่หลายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ เข้าไปยังสถานศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียน เหตุเพราะส่วนประกอบของอังกะลุง ไม่ซับซ้อน สามารถทำขึ้นในบ้านเราโดยไม่ยากเย็นอะไร เพราะไม้ไผ่ของเมืองเรามีอยู่มากมายหลากหลายชนิด ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อจากเมืองนอก ในราคาแพง เหมือนเครื่องดนตรีฝรั่ง   

content/picdata/238/data/666.jpg

        ดังนั้น จึงเกิดวงดนตรีอังกะลุง ขึ้นในบ้านเรา นับพันนับหมื่นวงในโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทางดนตรีให้กับเด็กๆ นอกจากนั้น ก็ยังได้แพร่หลายไปตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ รวมทั้งวัดวาอาราม ซึ่งมีวงอังกะลุงเป็นของตนเอง ต่อมาก็ได้มีการประชันวงอังกะลุงทั่วประเทศ อย่างสม่ำเสมอ   
        วงดนตรีชื่อดังคับฟ้าเมืองไทยอย่าง “สุนทราภรณ์” นั้นท่านอาจารย์อนันท์ฯก็เล่าว่า มีเพลงที่ใช้อังกะลุงบรรเลง และเป็นที่ติดหูของประชาชน เรียกว่าฮิตเลยทีเดียว เพลงนั้นชื่อ   
        “สนต้องลม”        
        เพลงนี้ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ครูเอิบ ประไพเพลงผสม เขียนเนื้อร้อง โดยคุณมัณฑนา โมรากุล เป็นผู้ขับร้อง ในการอัดแผ่นเสียงครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2492 ซึ่งผมเชื่อว่าท่านที่มีอายุเกิน 45 ปี คงเคยได้ยินจนคุ้นหู และทุกวันนี้สถานีวิทยุที่เขาเปิดเพลงเก่า ก็นำมาเปิดเสมอ มิได้ขาด   
        เพลงสนต้องลมนี้ น้องสาวของผมที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเพลงที่ น.ส.พ.มติชน เคยบอกว่า “ครูดำ” แห่งวงสุนทราภรณ์ ได้เล่าให้ฟังว่า

        ในการอัดแผ่นเสียงครั้งนั้น ทางครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้ขอแรงนักดนตรีไทยระดับ “เทพ” แห่งกรมประชาสัมพันธ์ มาช่วยกันเขย่าอังกะลุง เสียงจึงออกมา...
        ไพเราะ เพราะพริ้ง จับใจยิ่ง! 
        ที่น่าแปลกใจ คือ ครูสุรพล สมบัติเจริญ ได้แต่งเพลงสอนเด็ก จากนิทานอีสปเรื่อง “หมาป่ากับลูกแกะ” โดยครูร้องเป็นเสียงหมาป่า สนทนาโต้ตอบกับลูกแกะ ที่คุณ “ศรีสอางค์ ตรีเนตร” ขับร้อง ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ ได้กรุณานำมาเปิดให้ฟังกันในรายการด้วย 

        ท่านอาจารย์อนันท์ บอกว่า อังกะลุงได้แพร่หลายในประเทศไทยมา และครบ 100 ปี ไปเมื่อ 2 ปีก่อน มีงานฉลองกันอย่างเอิกเกริกทีเดียว นอกจากนั้น ท่านยังได้ให้ข้อสังเกตสำคัญว่า   
        อังกะลุงนี้ เป็นดงตรีที่แปลกชนิดหนึ่ง เพราะผู้บรรเลงทุก ๆ คนต้องมี “ความสามัคคี พร้อมเพรียงกัน” ตลอดเวลาที่บรรเลงเพลงทุก ๆ เพลงได้ ท่านบอกว่า             
        ในวงดนตรีไทยนั้น นักดนตรีที่เป่าปี่ อาจมีโอกาสลุกเข้าห้องน้ำ ขณะที่วงดนตรีก็ยังบรรเลงต่อไปได้ แต่อังกะลุงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะระหว่างการเล่น ต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันหมด           
        ผมพิจารณาแล้ว เห็นจริงตามท่านอาจารย์ เพราะผู้เขย่าเครื่องอังกะลุง ตามเสียงดนตรีเฉพาะ คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา และที จะต้องนั่งประจำอยู่พร้อมเพรียงกัน แบบพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะหากผู้เขย่าตัว “ซอล” หายไป หรือคนเขย่าเสียงตัว “โด” มัวแต่ไป “โด่” หรือไป “เด่” อยู่ที่ไหน เสียงตามทำนองเพลงกำหนด ก็จะขาดหายไป        
        แค่นี้วงดนตรีก็...เล่นไม่เป็นเพลงแล้ว!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ            
        ผมนั้นประหลาดใจจริงๆ ที่คนไทยเรานั้น สามารถเล่นดนตรี ที่ต้องอาศัย “ความสามัคคี-ความพร้อมเพรียง” เป็นพื้นฐาน อย่าง “อังกะลุง” ได้เป็นอย่างดี และมีวงดนตรีชนิดนี้ นับเป็นพันๆ เป็นหมื่นๆวง ทั่วทั้งประเทศไทย แต่ความสามัคคี-ปรองดองในบ้านเมืองของเรา ยุคนายมาร์ค มุกควาย นั้น            
        หากันไม่เจอ...หรือหาไม่มีนั่นเอง!            
        ความแตกร้าวของประเทศ ผมพูดหลายครั้งหลายหนแล้วว่า เป็นเพราะมีคนอวดศักดา ยกตัวเองว่า มีความจงรักภักดีเหนือกว่าคนอื่น เหมือนครอบครอง หรือเป็นเจ้าของความจงรักภักดีเช่นว่านั้น แต่เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับป้ายขี้คนอื่นว่า เป็นพวก...        
        “ไม่จงรักภักดี”

        ความแตกแยกนั้น ได้ถึงจุดระเบิด เมื่อ ‘ไอ้บัง กบฏ’ กับพวกบังอาจเข้ายึดอำนาจ ขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชนออกไป และฉีกรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชนอีกเหมือนกันทิ้งเสีย แถมไอ้คนพวกนี้ มันยังได้แสดงโดยนัย ให้เห็นว่า       
        คนที่พวกไม่เห็นด้วย กับการยึดอำนาจของพวกมัน กลาย เป็นพวก ‘ไม่จงรักภักดี’ ไปฉิบ!           
        ผมสงสัยนักว่า...        
        ความจงรักภักดีของ ‘ไอ้บัง กบฏ’ กับพวกนั้น มันจะมีเหนือ หรือสูงส่ง กว่าพี่น้องประชาชนคนในชาติ อย่างเราๆท่านๆ สักแค่ไหนกัน?                  
        ข้อนี้...ผมเองยังไม่ทราบ เพราะไม่เคยวัด และไม่มีอะไรเป็น ‘เครื่องวัด’ อีกด้วย!               
        ในความเข้าใจของผู้เขียนนั้น การกบฏของ ‘ไอ้บัง กับพวก’ เมื่อปี พ.ศ.2549 นั้น ไม่น่าจะเป็นที่ ต้องพระราชหฤทัย อย่างแน่นอน!           
        ท่านผู้อ่านอาจถามว่า...        
        เพราะเหตุผลกลใด ผมจึงกล่าวออกมา ด้วยความมั่นอกมั่นใจ อย่างนั้นหรือครับ?              
        ตรงนี้ ต้องขอเฉลยว่า...

        ที่ผมเข้าใจอย่างนั้น เพราะโดยปกติ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตระกูลจุลจอมเกล้า ให้กับบรรดาภริยาผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งได้พระราชทานต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ และเธอทั้งหลายซึ่งเป็นภริยาผู้นำเหล่าทัพเหล่านั้น สามารถใช้คำนำหน้าว่า เป็น “คุณหญิง” อันเป็นเกียรติยศ และศักดิ์ศรี ต่อวงศ์ตระกูลสืบต่อไป     
        แต่....ท่านผู้อ่านครับ       
        ผมอยากให้พวกเรา ลองมองย้อนไปดู บรรดาเมียๆของผู้นำเหล่าทัพ ที่เข้าร่วมก่อการกบฏกับ ‘ไอ้บัง’ กลับไม่ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติ เช่นว่านั้น แม้แต่คนเดียว ทุกนางยังต้องใช้คำนำหน้า ให้ผู้คนเรียกขานว่าเป็น...   

        “คุณนาย”                
        เหมือนๆกับบรรดาเมีย ‘คุณจ่า’ ทั้งหลาย ตราบจนกระทั่ง...ทุกวันนี้!

        ยิ่งหันไปมองดูพฤติกรรม ของรัฐบาลโลซกชุดนี้แล้ว ผมเองมองไม่เห็นหนทาง ที่พวกมันจะไปสร้าง “ความสามัคคี-ปรองดอง” ให้กับผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ ได้อย่างไรกัน? ก็ในเมื่อชาวบ้านจำนวนมากมาย เขายังปักใจเชื่อว่า ก็ไอ้รัฐบาลนั่นแหละ ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เพราะเป็นฝ่ายหยิบยื่นความตาย ให้กับราษฎรนับร้อย และบาดเจ็บอีกหลายพัน     
        ช่างเหี้ยมโหด...ผิดมนุษย์จริงๆ!     

        แค่นั้นยังไม่พอ         
        ด้วยนโยบายที่ผิดพลาด ของไอ้รัฐบาลโลซกอีกนั่นแหละ ซึ่งนอกจากทำให้ชาวบ้านตายแล้ว เหล่าทหารที่ตกไปเป็นเครื่องมือของรัฐบาล แบกอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มพิกัด เหมือนจะเข้าทำการรบทัพจับศึก ใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนไปจำนวนมาก ก่อนบุกเข้าถนนราชดำเนิน ด้วยกำลังยานเกราะที่พร้อมรบ และอัดแน่นด้วยกระสุนจริง และสนับสนุนการเข้าตีด้วยพลเดินเท้า แต่กลับถูกบุคคลที่เชื่อว่า น่าจะเป็นทหารเหมือนกัน ได้ออกมาช่วยป้องกันผู้ชุมนุม จนกำลังทหารที่รุกเข้าหาประชาชน ต้องละลายไปเกือบทั้ง กองพล โดยบาดเจ็บล้มตาย และทุพพลภาพลง เป็นจำนวนมากเช่นกัน...น่าสงสารมาก!      
        ในประวัติศาสตร์การรบ ของกองทัพไทยสมัยใหม่นั้น ทหารไทยยังไม่เคยต้องล้มตาย และบาดเจ็บแบบละลายทั้งกองพล เช่นนี้เลย            
        จึงนับเป็นผลงานที่อัปลักษณ์ ของรัฐบาลชุดนี้อีกเช่นกัน!  
        ยังครับ...ยังไม่จบแค่นั้น...

        ทุกวันนี้ แม้เหตุการณ์จะจบลงด้วยความเสียหาย ความตาย และการบาดเจ็บของพลเมือง และทหารของชาติจำนวนมากมาย แต่ไอ้รัฐบาลโลซกโสโครก ก็ยังใช้โคสกกะโปก ออกมาให้ข่าวเลอะๆเทอะๆ แบบตอแหลตอหลดตดใต้น้ำ ทำลายความสามัคคีปรองดอง ของผู้คนในชาติอย่างสม่ำเสมอ...มิได้ขาด!    
        ...ดูมันทำ!!         
        แม้มันจะถูกจับได้ว่าโกหกได้ แต่ไอ้สันดานก็ยังด้าน ทำหน้าเป็นลอยหน้าลอยตาพูด แบบไม่รู้สึกรู้สา ยิ่งเพิ่มองศาแห่งความดาลเดือดของผู้คนในชาติ ให้สูงขึ้นๆ...ทุกเมื่อเชื่อวัน!               

        แล้วอย่างนี้ จะให้พี่น้องประชาชน คนไทยทั้งหลาย ไปเล่น ‘อังกะลุง’วงเดียว กับ ‘พวกเอ็ง’....ไอ้รัฐบาลโลซก!!

        ...ได้ยังไงกัน(วะ)!!! 

********

        (***บทความประจำสัปดาห์ ของวาทตะวัน สุพรรณเภษัช ตอน อังกะลุง ดนตรีแห่งความสามัคคี (คนไทยเล่นอังกะลุง แต่...แตกแยก!) ออนไลน์วันอาทิตย์ ที่ 18 ก.ค.2553)

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ทั้งแสบทั้งมัน ส่งไปให้พวกประชาธิเปรตมันอ่านหน่อย

โดยคุณ กรรมของประเทศ ที่ได้พรรคโลซกมาครองเมือง 125.25.224.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
เมื่อไรท่านจะกระชับวงล้อม เรื่องยัยเป็ดหัวยักษ์มาให้เห็นความคืบหน้าบ้างครับ

โดยคุณ ลูกศิษย์ 180.183.115.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ยิ่งได้เห็นคดีจับนายหรั่งแล้วแถลงว่าเกี่ยวข้องกับ ๗-๘ คดีด้วยแล้วยิ่งเห็นความโลซก-โสมม โดยไม่ต้องพิสูจน์ทราบอีกเลย

โดยคุณ สงสารประเทศไทย 58.8.93.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
อาจารย์ครับ ผมและเพื่อนๆอยากให้อาจารย์แสดงความคิดเห็นที่อัยการสูงสุดไปถอนคดีนายสนธิ ลิ้มหมิ่นเบื้องสูงหน่อยครับ เพาะมันกระทบกระเทือนใจประชาชนและอยากให้อาจารย์ช่วยกระชากหน้ากากคนที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้สาธรณชนได้ทราบด้วยครับ ขอขอบพระคุณอย่างสูง ติดตามผลงานอาจารย์เสมอ

โดยคุณ tritron99@hotmail 125.27.195.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
โดนใจมากๆ เพราะนอกจากเมียคุณบังกับพวกไม่ได้เป็น ค.ญ.แล้ว ยังลามมาถึงพวกที่อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันด้วย

โดยคุณ สาวน้อย สตรีวิทย์ 58.9.187.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
แสบๆคันๆดีครับ รับบาลมันอ่านแล้วคงแทบอกแตกตาย ยิ่งไอ้สองตัวที่ออกมาแก้ต่างทางช่องหอยม่วงน่าจะได้อ่านด้วยเพราะมันทำหน้าที่ทนายหน้าหอให้รัฐบาลจนน่าเกลียด นี่แหละตัวสร้างความแตกแยกตัวพ่อ

โดยคุณ แดง-ดำ 124.122.241.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
รัฐบาลอภิสิทธิ์ชนนี่ หากไม่มีปากจะดีมาก พูดออกมาแต่ละครั้งไม่สร้างสรรคเลย มีแต่ด่าคนโน้น ว่าคนนี้ แทนที่จะก้มหน้าก้มตาทำงาน พิสูจน์ความสามารถให้ประชาชนดู หากเก่งจริง ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเลย คนเขาก็จะเชียร์ไปเอง

โดยคุณ คลางแคลง 124.121.210.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
โอ๊ย!!! อย่าฝันไปเลยปู่ หากประชาชนเป็นวงอังกะลุง ไอ้พวกประชาธิปดทั้งพรรคมันก็เป็นฆ้องปากแตก แตรปากกระโถน มันจะร่วมวงกับประชาชนได้ยังไง มันถึงต้องไปร่วมวงกับทหารที่เขามีปี่ปากกระบอกปืน ช่วยกันเป่าคนละปู้ดละป้าด คนละเปรี้ยงละโป้ง จนเละเหม็นไปทั้งประเทศไทยและในสากลโลก อย่างนี้แล้วปู่ยังฝันจะให้ประชาชนร่วมเล่นก๊ะพวกมันอีกเหรอะ

โดยคุณ ถ้วนเท่านึก 124.121.210.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
วงอังกะลุงของประชาชนน่ะไม่เท่าไหร่ แต่วงอังกะลุงที่พวกรัฐบาลชุดสุดสังเวชนี่ มันเล่นกันคนละสุ้มละเสียง มั่วไปหมดจนฟังไม่เป็นเพลง หนวกหูไปทั้งประเทศ ผมว่ามันจะถึงจุดจบในไม่ช้า

โดยคุณ เสน่ห์รัตน์ 124.122.161.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
ดีมากครับ

โดยคุณ อิอิอิอิอิอิ 118.172.83.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
อังกะลุงเพราะมากเลยคะ

โดยคุณ นัทนิชาพูมิโคกรักษ์ 114.128.40.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER