หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ต้องเอา ‘คลังความลับ’ ของชาติไทยคืนมา!!!
หัวข้อ : ต้องเอา ‘คลังความลับ’ ของชาติไทยคืนมา!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ต้องเอา ‘คลังความลับ’ ของชาติไทยคืนมา!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Recruit ทางเคเบิลทีวี ช่อง HBO ซึ่งนำแสดงโดยดารารุ่นใหญ่คนโปรดของผม คือ อัล ปาชิโน่ (Al Pacino) ประกบกับดาวรุ่งพุ่งแรงของฮอลลีวู๊ดอย่าง โคลิน ฟาร์เรล (Colin Farrell)  เลยทำให้มีเรื่องราว นำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านฟังกันในวันนี้ 
        หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหน่วยงานสำคัญของโลก คือ หน่วยงานข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือที่เรารู้จักกันในนาม CIA (Central Intelligence Agency) ที่ออกไป “เสาะหา” หรือ “เกณฑ์”บุคคลคนที่คุณสมบัติเหมาะสม มาเป็นเจ้าหน้าที่สืบราชการลับหรือเข้ามาร่วมปฏิบัติหน้าที่ ของหน่วยงานที่ทรงพลานุภาพอย่างยิ่งของสหรัฐอเมริกา และของโลกใบนี้ด้วย   
        ปฏิบัติการดังกล่าว เรียกว่าการ Recruit

        การเกณฑ์หรือการเสาะหา ผู้เข้ามาทำหน้าที่ในหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับ “ความมั่นคง” ของสหรัฐอย่าง CIA หรือ FBI นั้น เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะหลังจากประกาศรับสมัคร การสอบคัดเลือกแล้ว หน่วยจะต้องมีการตรวจสอบประวัติของผู้สมัคร อย่างเข้มข้นซึ่งหมายความรวมถึง การตรวจสอบไปถึงญาติ พี่น้อง ประวัติอาชญากรรม ประวัติทางการเงิน ประวัติการรักษาพยาบาล ประวัติทางจิต ฯลฯ ไม่ใช่แค่เฉพาะของตัวผู้สมัครเองเท่านั้น หากยังสอบถึกไปถึงประวัติทางครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับผู้ที่เข้าสู่ขบวนการคัดเลือก โดยเฉพาะเรื่อง...
        ความจงรักภักดี ต่อชาติบ้านเมือง!
        นอกจากมีการสอบประวัติตามช่องทางปกติแล้ว จะต้องมีการเดินทางไปเผชิญสืบ ซักและ/หรือสอบถามบุคคล ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์เฉพาะ 
        ดังนั้น ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน ในการสืบสวนประวัติของผู้สมัครจึงค่อนข้างสูง อย่างสถาบันสอบสวนกลางสหรัฐ หรือ FBI ที่ผมเคยศึกษา เมื่อหลายสิบปีก่อน ยังต้องใช้เงินประมาณ 2.5 หมื่นเหรียญต่อคน ซึ่งปัจจุบันอาต้องใช้เงินงบประมาณไม่น้อยกว่า
5 หมื่นเหรียญ ในการตรวจสอบประวัติบุคคล/คน
        สำหรับภาพยนตร์เรื่องThe Recruit นั้น เป็นการเสาะหาหรือ เกณฑ์บุคคลเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ CIA เมื่อคัดเลือกตัวบุคคลที่เหมาะสมได้แล้ว ก็ส่งไปอบรมยังค่ายฝึก ซึ่งในหนังเรื่องนี้ สถานที่ดังกล่าวความลับ เรียกขานกันในชื่อ 
        “The Farm” 
       ฟังชื่อสถานที่ฝึกอบรม ไพล่ไปคล้ายฟาร์มผลิตและเพาะเลี้ยงสัตว์ปีก ต่างกันตรงสถานที่ลึกลับแห่งนี้ แต่นี่เป็นการเพาะเลี้ยง หรือสร้าง agent ซึ่งหมายถึง...
        พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ “สายลับ” รวมทั้ง spy หรือ “จารชน” ให้ออกไปเผชิญโลกแห่งการข่าวกรอง และโลกของสายลับด้วย
        การฝึกนั้นค่อนข้างโหดและซับซ้อน ไม่เหมือน FBI ที่จะต้องมาเรียนรวมกันใน FBI Academy ซึ่งตั้งอยู่ที่ Quantico Virginia แต่หน่วยสืบราชการลับ เพื่อป้องกันประเทศ อย่างซีไอเอการฝึกบุคลากรของเขา เป็นความลับอย่างยิ่งยวด เพราะจะเปิดเผยตัวตนของผู้ที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว...ไม่ได้เลย!
        พวกเขาต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก เพราะเมื่อจบหลักสูตรแล้ว จะได้รับภารกิจบรรจุมอบ ในสถานทูตต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งนักการทูตบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง agent ของ CIA นั่นเอง
        นอกจากฝึก agent แล้ว CIA ยังต้องฝึก spy หรือ “จารชน” ขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งมีความเข้มข้นในการฝึกมากกว่า เพราะต้องปฏิบัติภารกิจที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่า เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากว่า และพื้นที่ปฏิบัติการมักในต่างแดน ซึ่งอาจถูกจับกุมได้ และส่วนใหญ่จะถูกรีดความลับ หรือไม่ก็การทรมาน จนอาจถึงชีวิตได้!

        ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งบ้านเมืองของเรา เมื่อครั้งยังมีการต่อสู้กับการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเอาเป็นเอาตาย และหน่วยงานหลัก ที่ทำการต่อกรกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยงานมาอย่างยาวนาน ก็คือ 
        “กองตำรวจสันติบาล”
        การดำเนินการของพรรคคอมมิวนิสต์ฯนั้น ก็มีการออกไป Recruit ผู้ที่จะเข้ามาร่วมในกระบวนการ และเป็นหน้าที่ของสันติบาลจะต้องทำการขัดขวาง สืบสวนติดตามจับกุมให้ได้ มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ยังอยู่ในความทรงจำของผม เป็นเหตุการณ์ก่อน “วันเสียงปืนแตก” (7ส.ค.2508) อันเป็นวันเปิดฉากการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างกองทัพของชาติ กับกองกำลังปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
        ก่อนที่จะเล่าเรื่องการ Recruit ของ ถึงตรงนั้น ผมขอปูพื้นในเรื่องในการรุกเข้ามาของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยนั้น ผมได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ลัทธินี้ได้แพร่เข้ามาพร้อมกันการอพยพเข้ามาของคนจีน 
        รัฐได้เห็นภยันตราย อันเกิดจากขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงได้จัดตั้ง  “กองตำรวจสันติบาล” กรมตำรวจ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานทั้งแบบ “เปิด” และ “ปิดลับ” ขึ้นมาทำการขับเคี่ยว สู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งพรรคดังกล่าว 
        ได้ถึงกาล ล่มสลายลงไป!

        อยากเรียนท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า บุคลากรในกองตำรวจแห่งนี้เริ่มทำงานตั้งแต่ยังไม่รู้จักว่า “คอมมิวนิสต์” นั้นคืออะไร แต่บรรพชนของหน่วยงานนี้ ได้ทำงานอย่าง “มืออาชีพ” โดยแท้จริง เริ่มตั้งแต่การศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานานพอสมควร ก่อนที่จะหาแนวทางหลักที่ถูกต้องได้       
        ตำรวจสันติบาลนั้น ต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของระบอบการเมือง โดยเฉพาะพวกเขาเหล่านั้น จะต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดี ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยเสียก่อน ก่อนจะไปศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องราวของลัทธิตรงข้ามกัน และเมื่อเริ่มการศึกษาในระบอบคอมมิวนิสต์
        การศึกษาลัทธิคอมมิวนิสต์ก็เริ่มตั้งแต่พื้นฐาน แนวความคิดปรัชญา ทฤษฎีการเมือง และเข็มมุ่งของพรรค เป็นต้น 
        เวลาผ่านไปไม่นาน กองตำรวจสันติบาลจึงมีผู้เชี่ยวชาญทางลัทธิการเมืองอยู่หลายท่าน และมีชื่อเสียงจนสามารถทำการฝึกอบรมให้หน่วยราชการอื่น ทั้งทหารและพลเรือนในเวลาต่อมาโดยเฉพาะเมื่อตอน (พคท.) เปลี่ยนจากแนวการขับเคี่ยวทางความคิด แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ       
        เรื่องการ Recruit ของ (พคท.) ที่ท่านผู้อ่านที่เคารพจะได้รับฟังต่อไปนี้ ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปหมดแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ 
        ผมจึงขอให้ข้อเขียนฉบับนี้ เป็นที่บันทึกความทรงจำแห่ง การรำลึกถึง และให้เกียรติ กับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยนี้ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว

        นักศึกษาคนหนึ่ง ยากจนมาก สอบเข้าเป็นนิสิตจมหาวิทยาลัยได้ มีเสื้อเชิ้ตเพียงตัวเดียวที่ใส่ไปเรียนหนังสือ เขาต้องเอาเสื้อตัวนั้นมาซักที่คณะ และเอาขึ้นไปตากบนหลังคาตึก ค.
        หน่วยเฝ้ามองของ พคท.ที่ออกไป spot หรือทำหน้าที่หาสมาชิกของพรรค ได้มองเห็นเข้า จึง recruit เอาเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และพรรคได้มอบเป้าหมายให้บุคคลผู้นี้ เป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัยให้ได้ และเมื่อเขาเรียนถึงชั้นปีที่ 4   ก็ได้ดำรงตำแหน่งสาราณียกร ตามความมุ่งหมายของพรรค

content/picdata/241/data/man.jpg

        งานสำคัญที่เขาผลิตขึ้นระหว่างเป็นสาราณียกร คือการออกหนังสือสำคัญประจำปีของมหาวิทยาลัย เป็นรูปคนตีฆ้องสีแดงเต็มหน้าปก (คล้ายๆกับสัญลักษณ์ ของบริษัทภาพยนตร์ฝรั่ง) บทความที่บรรจุในหนังสือนั้น ล้วนแต่เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ ความดีงามของคอมมิวนิสต์ ความไม่สำคัญของสถาบันครอบครัว เช่นบอกว่า 
        การที่คนเรานั้น เกิดมาก็ด้วยความใคร่ของบิดามารดาเท่านั้น ปรากฏว่าคนที่ทนไม่ได้ไม่ใช่ใคร ก็คือคนเรียงพิมพ์นั่นเอง ที่หอบเอาหนังสือมาให้ตำรวจสันติบาลจึงต้องไปเอาตัวมา แต่เห็นว่าเป็นเยาวชนอยู่ พอที่จะกลับตัวเป็นกำลังสำคัญของชาติได้ ก็ปล่อยตัวไป เพียงแต่เฝ้ามองไว้ห่างๆ ซึ่งเมื่อเขาสำเร็จการศึกษาไปจากมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ได้ดำเนินชีวิตไปตามปกติของสามัญชน ไม่เป็นที่น่าระแวงสงสัยแต่อย่างใด สันติบาลจึงได้ยุติการติดตามพฤติการณ์

        จากนั้นอีกหลายปีถัดมา สันติบาลได้ทลายขุมข่ายสำคัญของ พคท.สายหนึ่งลงได้ ภายหลังการสอบสวน ได้สาวต้นตอจนถึงหัวหน้าใหญ่ ปรากฏว่า
        ผู้ควบคุมการปฏิบัติงานของ พคท. สายนั้น ก็คืออดีตนิสิตที่สันติบาลปล่อยไปนั่นเอง จึงต้องเร่งติดตามหาตัวแต่ไม่พบ ได้ทราบว่าบุคคลดังกล่าว ได้กลายเป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสำคัญในต่างประเทศไปแล้ว    
        เมื่อสันติบาลแจ้งสถานเอกอัครราชทูต สั่งให้ข้าราชการผู้นั้นเดินทางกลับ ปรากฏว่าทางสถานทูตหาตัวไม่ได้ พบแต่หลักฐานว่า 
        ก่อนหน้าที่ตำรวจสันติบาลจะเรียกตัวไปเพียงวันเดียว บุคคลดังกล่าวได้เดินทางเข้าเบอร์ลินตะวันออกไปแล้ว!

        ที่นำเรื่องนี้มาคุยให้ฟัง ก็เพื่อที่จะบอกกับท่านผู้อ่านว่า งานข่าวกรองของชาตินั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทุกชาติต้องทุ่มเทความสามารถเพื่องานด้านนี้ แม้ยุคสงครามเย็นจะหมดสิ้นไปแล้วนับสิบปี แต่ไม่กี่สัปดาห์นี้เอง ทางอเมริกากับรัสเซีย เพิ่งจะแลกสายลับกัน และวิธีการก็แปลกดี คือ

content/picdata/241/data/air.jpg

        แต่ละชาติเอาเครื่องบิน บรรทุกสายลับที่จับได้ไปจอดเทียบกันที่ Schwechat Airport กรุงเวียนนา และสายลับเชลยที่จะแลกเปลี่ยนกัน ต่างคนต่างเดินไปขึ้นเครื่องบินของแต่ละฝ่าย เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็บินกลับบ้านไป...บ้านใครบ้านมัน!
        นี่เป็นการแลกเปลี่ยนจารชนครั้งใหญ่ที่สุด หลังยุคสงครามเย็น
        อย่างนี้ก็มี!!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        ผมเคยเล่าให้ท่านได้เห็นถึง ความบกพร่องในเรื่อง ‘การข่าว’ นั้น ในคอลัมน์ชื่อแปลกคือ ขุนศึกการข่าว-ขุนศึกการ...‘ขี้’!!!? (
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=193) ซึ่งหากท่านอ่านจนจบแล้ว คงจะเห็นได้ชัดเจนว่า 
        หน่วยงานต่างๆในชาติของเรา ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านการข่าว นั้น ขาดประสิทธิภาพ จนเป็นภัยแก่ชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะ
        ฝ่ายทหาร! 
        การข่าวด้านทหารซึ่งสำคัญมากนั้น ผมเองได้เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่า บกพร่องอย่างร้ายแรง จนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้าย บุกปล้นค่ายทหารกองพันพัฒนา ทำให้ทหารในค่าย ต้องชูมือยอมแพ้ และยอมจำนนอย่างหมอบราบคาบแก้ว ปล่อยให้พวกไอ้พวกจังไร ขนเอาอาวุธปืน ออกจากคลังแสง เป็นจำนวนหลายร้อยกระบอก สามารถนำไปเสริมสมรรถภาพให้กองกำลัง ของพวกมัน จนมีขีดความสามารถ สร้างสถานการณ์เลวร้ายได้ต่อเนื่อง มาจนกระทั่งทุกวันนี้ 
        การปล้นค่ายทหารกองพันพัฒนานั้น เป็นการตีค่ายทหารแตกเป็นครั้งแรก นับแต่เราเสร็จศึกกับพม่า หรือเรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกในยุค ‘รัตนโกสินทร์’ เลยทีเดียว 
        (นี่ยังไม่นับเหตุเศร้าสลด เมื่อเดือนเมษาฯปีนี้ ที่กองพลรบสำคัญ ต้องละลายลง ไม่ใช่ในการสู้รบกับอริราชศัตรู แต่เป็นความเสียหายอย่างยับเยิน ในการเข้าปราบปรามประชาชนพี่น้องร่วมชาติของตนเอง ทั้งนี้ เพราะขาด ‘การข่าว’ ที่ดีนั่นเอง) 
        น่าอาย...ไหมครับ!?

        เมื่อ ‘ไอ้บัง กบฏ’ กับพวกเข้ายึดอำนาจ ก็เกิดปรากฏการณ์รั่วไหลของงานข่าวทางทหารอย่างมากมาย แผนปฏิบัติการของทหารหลายต่อหลายแผน ได้ถูกนำมาเปิดโปงในสื่อต่างๆดดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต 
        อย่างครึกโครม และต่อเนื่อง! 
        บางเรื่องก็ทำให้ชาติไทยเราต้องขายหน้ามาก เช่น แผนการของฝ่ายทหาร จัดคนไปเดินขบวนที่หน้าสถานทูตสิงคโปร์ เพื่อเรียกร้องเอาดาวเทียมสื่อสารไทยคมคืน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ต่ำช้า ซึ่งชาติที่เจริญซึ่งเป็นมิตรประเทศ เขาไม่ทำกัน แถมแผนการทุเรศ ยังดันถูกเปิดโปงในสื่ออินเตอร์เน็ต โดยมีการให้รายละเอียดอย่างถี่ยิบ อย่างนี้เป็นต้น
        เรื่องการทวงดาวเทียมไทยคม ในยุค คมช.เรืองอำนาจนั้นนั้น ก็ได้จางหายไป เมื่อทางสิงคโปร์จ่ายเงินค่าเช่าค่าจอดเครื่องบิน ในสนามบินทหาร และเงินจำนวนนี้ ก็ไม่มีการส่งให้กระทรวงการคลัง ส่วนการใช้จ่ายเงินจำนวนนี้กันอย่างไรนั้น คนไทยในชาติไม่มีสิทธิรับรู้ เพราะทางทหารเขาไม่บอก เพราะเป็นเรื่องของลับ แต่ก็ถูกตั้งข้อสงสัย จนติฉินนินทากันว่า เงินจำนวนนี้เป็น
        “ค่าปิดปาก จากสิงคโปร์”... ใช่หรือไม่!? 

        เรื่องที่ผ่านมา ผมก็ไม่อยากรื้อฟื้น แต่เมื่อมาถึงวันนี้แล้ว ผมเพียงขอให้ฝ่ายทหาร ทำความดีให้กับชาติบ้านเมืองบ้าง เพื่อเป็นการแก้ตัวในเรื่องการข่าว ที่ถูกผู้คนมองว่า ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า มาหลายครั้งหลายคราเต็มที จนทำให้เกิดความเสียหายยับเยินอย่างที่กล่าวมา
        ส่วนจะให้ทำความดี จะทำกันอย่างไรนั้น ผมจะพูดให้ฟัง และขอให้เพื่อนทหาร จงฟังให้ดีๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้... 
        เมื่อไอ้พวกพันธมาร และสมาชิกพรรคการเมืองพวกของมัน ได้การกระทำหยาบหยามกับชาติของเรา ด้วยการยึดทำเนียบแล้ว ยังบังอาจลักเอาฮาร์ดดิสก์ ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล มูลค่า 40 ล้านบาทไปด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข่าวสารว่า 
        ใครในขบวนการพันธมารเป็นผู้งัดเอาไป แล้วเอาไปทำอะไร ขายหรือจำหน่ายให้ใคร จะเป็นไปอย่างที่มีข่าวลือกัน ใช่หรือไม่?
        นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่กลับไม่มีการดำเนินการให้เห็น เป็นที่ประจักษ์ ต่อสายตาพี่น้องประชาชนเลยแม้แต่น้อย
        สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งแม้แต่ตัวเองก็ไม่มีความมั่นคงเลย ยังดันทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ราวกับว่า 
        ของหายก็หายไป ไม่ใช่เรื่อง ใช่ราวอะไรของกู!
        ผมเห็นว่า ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหน เขาก็จะไม่มีวันยอมให้ใครที่ไหน มาทำร้ายประเทศของเขาอย่างนี้ แล้วหลุดรอดไปไปได้!! 
        ดังนั้น บ้านเมืองของเราเอง ก็จะปล่อยให้ไอ้พวกระยำ มาทำความฉิบหายอย่างนี้ แล้วลอยนวลไป ไม่ได้เด็ดขาด!!!

        เวลานี้ทหารกำลังมีอำนาจพิเศษ เพราะมี ศอฉ.ของรัฐบาลเป็นเครื่องมือ ซึ่งทหารเป็นผู้บริหารอำนาจนั้นอยู่ จึงเป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่จะไล่ติดตามเอาสมบัติของชาติคืนมาได้ โดยไม่ยากเย็นอะไรเลย 
        ผมจึงขอแนะนำว่า
        หากท่านเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ก็จงไปดำเนินการทั้งในทางลับ และทางแจ้ง โดยใช้พลังตามอำนาจกฎหมายฉุกเฉิน ที่ฝ่ายทหารมีอยู่อย่างเต็มพิกัด ดำเนินการติดตามเอาสมบัติของชาติ ที่หายไปคืนมา เพราะสิ่งที่ไอ้พวกเวรพันธมาร มันลักเอาไปนั้น เป็น “คลังข้อมูล” บรรจุความลับระดับสูงสุดของชาติเรา ถ้าหากมันเอาไปขายหรือจำหน่ายให้ใครแล้ว ก็จะต้องไล่ติดตามล่ากันกันให้ถึงที่สุด
        ขอให้เพื่อนทหารทั้ง จงตั้งใจมั่นว่า

        เราต้องเอา ‘คลังความลับ’ ของชาติไทยคืนมา...ให้จงได้!!!

*********


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
อ้อ พันธมารนี่มันกลายพันธุ์ เป็นพันธ์ขะโมยด้วยนะ

โดยคุณ กลายพันธุ์ 125.25.246.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ผมคิดอย่างท่านวาทฯตั้งแต่พวกมารมันย้ายออกจากทำเนียบและมีข่าวว่าฮาร์ดดิสก์ความลับของชาติถูกงัดเอาไปทั้งหมด (ได้เห็นภาพความเสียหายด้วย) รอมาจนบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวว่าผู้รับผิดชอบได้ทำอะไรกันบ้างที่จะหาของคืนและฉีกหน้ากากผู้ที่เอาหัวใจของประเทศออกไป พวกนี้แหละคือผู้ก่อการร้ายที่แท้จริง คิดแล้ววังเวงกับประเทศไทย ท่านวาทฯออกมาสะกิดเช่นนี้ก็จะรอดูต่อไป

โดยคุณ จะรอดู 58.8.103.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
นี่แหละประเทศสารขันธ์เขาชอบเรื่องที่ควรจะทำและเร่งด่วนแต่ไม่ทำ ตามล่าคนคนเดียวใสร้ายป้ายความผิดยังกะนักฆาตกรรมต่อเนื่องต้องตามล่าตามจับให้ได้โดยเร็ว จนลืมเรืองในบ้านตัวเอง

โดยคุณ บัวบาน 125.26.174.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
จะมาเรียกร้องอะไรกัน มันขโมยไปตั้งนานแล้ว ทุกอย่างก็หมดไปแล้ว มันทำก็อปปี้ขายไปกี่ร้อยแผ่นก็ได้แล้ว หรือจะเก็บบางส่วนไว้แบล็คเมลคนที่เชียร์มัน หรือคนที่เกลียดมันก็ได้อีก ไอ้พวกที่ยอมให้มันทำได้ เลวยิ่งกว่าไอ้คนทำเองด้วยซ้ำ โง่งม ตั้งหน้าจะจองล้างจองผลาญไอ้นักการเมืองคนเดียว จนลืมนึกถึงแผ่นดินไทย ขอแช่งให้มันวอดวาย

โดยคุณ No Use 124.121.212.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
ทหารของประเทศสารขันธ์ทำได้เพียงเท่านี้แหละ จัดซื้ออาวุธห่วย ๆ มาให้ลูกน้องพลีชีพแล้วยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ เก่งนักกับการไล่ล่าประชาชนมือเปล่า แต่ไอ้ผู้ก่อการร้ายตัวจริงกลับไม่มีปัญหา เก่งจริงภาคใต้สงบนานแล้ว

โดยคุณ ทหาร1/2 125.26.170.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
คนมันชั่วด้วยกัน มันถึงยอมกัน สนับสนุน ส่งเสริมกันไป ใครจะคิดอย่างไร?ไม่สน เพราะบางคนบางกลุ่มยังใต้น้ำ

โดยคุณ คนเหนือน้ำ 210.1.42.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
ผมอยากให้คนพวกนั้นมาอ่านบทความที่ท่านเขียนจังเลย บางทีเขาอาจจะคิดถึงชาติไทยของเราบ้าง

โดยคุณ สิบทิศ 183.89.135.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
เท่ากับว่าพวกมันกุมชะตากรรมของคนทั้งแผนดินได้แล้ว พวกเราคงต้องคอตกและเป็นเบี้ยล่าง จารชนเหล่านี้อีกนานไม่น่าเลย

โดยคุณ pp 183.89.98.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
เท่ากับว่าพวกมันกุมชะตากรรมของคนทั้งแผนดินได้แล้ว พวกเราคงต้องคอตกและเป็นเบี้ยล่าง จารชนเหล่านี้อีกนานไม่น่าเลย

โดยคุณ pp 183.89.98.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER