หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์”
หัวข้อ : “สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิด “สวนโมกข์กรุงเทพฯ” ที่ฝ่ายผู้จัดสร้างเล่าความมุ่งหมายว่า นอกจากจะใช้เป็นสถานที่เก็บรักษา อนุรักษ์ ศึกษาค้นคว้า และเผยแผ่ผลงานของท่านเจ้าคุณพุทธทาสแล้ว ยังมีความมุ่งหมายอื่นอีก คือ
        อยากจะใช้เป็นสถานที่ที่ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหัวใจของศาสนา และมีความสงบเย็นในจิตใจ
        ได้แต่โมทนา สาธุการอยู่ในใจ
        การมีสถานที่ซึ่งเป็นเสมือนห้องสมุดทางธรรม ทางปัญญาเพิ่มขึ้นในเมืองหลวง อีกทั้งยังตั้งอยู่ในสถานที่อันน่ารื่นรมย์อย่างที่สาธารณะอย่าง ‘สวนจตุจักร’ ด้วยนั้น นับว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์กับชาวพุทธและชาวโลก แถมยังวัตถุประสงค์แฝง คือให้คนไทยเข้าถึงหัวใจศาสนา (ตรงนี้เข้าใจยากสักหน่อย เพราะเชื่อว่าคนไทยจำนวนมมาก ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ!) ยิ่งดีขึ้นไปอีก
        แต่ที่สำคัญคือ 
        การที่ผู้ดำเนินการจัดตั้ง มีความประสงค์ให้ “สวนโมกข์กรุงเทพฯ” เป็นสถานที่สำหรับคนไทย เพื่อค้นคว้าหาความสงบเย็นในจิตใจ ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ เพราะแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ถึงจะสนใจอ่านหนังสือธรรมะมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ตอนเป็นหนุ่มก็รู้ตัวเองดีว่า ค่อนข้างจะเร่าร้อนตามธรรมชาติของวัยฉกรรจ์ แต่พออายุมากขึ้น แม้จะละวางได้ในหลายสิ่งลงไปได้ ตามวัยที่มากขึ้น อีกทั้งความความรุ่มร้อนต่างๆที่เคยมี ดูเหมือนจะจางหายไปมาก มีความเยือกเย็นหลั่งไหลเข้ามาแทนที่ แต่ถึงกระนั้น แต่ก็ยอมรับหน้าชื่นตาบานว่า...   
        ถึงแม้จะมีอายุเข้าปัจฉิมวัยแล้ว แต่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างผู้เขียน ก็ยังมีอาการ ‘นอตหลุด’ บ้างบางครั้งบางคราว ด้วยยังมีทั้งกิเลสและตัณหาอยู่ครบถ้วน บางทีอาจแสดงโทสจริตออกมาให้อย่างที่ท่านผู้อ่านได้เห็น อย่างตรงท่อนท้ายของบทความ “คนไทย ‘เงี่ยน’ สงคราม!!!” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 
        เหตุที่นอตอารมณ์ ต้องขยับเยื้อนเคลื่อนหลุด เพราะทนไม่ได้ ที่เห็นการยกยอปอปั้นกันเกินเหตุ และยังบังอาจใช้ถ้อยคำจาบจ้วง เลยต้องระบายกันสักหน่อย เพื่อให้หลาบจำกันเสียบ้าง อย่างน้อยก็จะได้เตือนใจ ไอ้คนที่พูดจาจังไรอย่างนั้นว่า
        อย่าได้ทะลึ่ง เช่นนี้อีก! 

content/picdata/243/data/put.jpg

        ต้องเรียนท่านผู้อ่านว่า แม้ตัวผมเองนั้นไม่ได้เป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณพุทธทาสโดยตรง เพียงแต่แอบตู่เป็นศิษย์เพราะได้อ่านหนังสือ ตลอดจนข้อคิดข้อเขียนของท่านมายาวนาน และเคยเข้ากราบนมัสการท่านเจ้าคุณ เพราะ...
        มีบุญได้เห็นท่านเจ้าคุณพุทธทาส แบบ “ตัวเป็นๆ” ครั้งแรกและครั้งเดียว...เท่านั้นจริงๆ!  
        ที่สำคัญ คือ เคยเขียนบทความพาดพิงไปถึงท่าน เมื่อครั้งท่านเจ้าประคุณอาพาธหนัก และเกิดปัญหาบางอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล ผมจึงเขียนบทความขึ้นชิ้นหนึ่ง ส่งไปลง “สยามรัฐ” รายวัน (ซึ่งเขียนบทความทางวิชาการให้เป็นครั้งคราว) ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2536 คือกว่าสิบหกปีมาแล้ว 
        นับว่า...นานพอสมควรทีเดียว!       
        พอสยามรัฐตีพิมพ์บทความเท่านั้น ก็มีคนโทรมาสอบถามเพิ่มเติม มีผู้เชิญให้ไปพูด ไปบรรยาย อาจเป็นเพราะระยะนั้น
ผมได้เขียนคอลัมน์ เกี่ยวกับเรื่องความผิดอาญาทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก รวมทั้งสอนและบรรยายในเรื่องนี้ทั้งในและนอกประเทศ แต่เรื่องที่ผมเขียนเกี่ยวกับแพทย์ ค่อนข้างแปลกใหม่ในยุคนั้น เพราะยังไม่เคยมีผู้รักษากฏหมายคนไหน ที่พูดถึงแพทย์ในแง่มุมทางวิชาการมาก่อน จึงค่อนข้างเรื่องแปลกใหม่ทีเดียว

        แม้บทความที่ผมเขียน เกี่ยวกับอาการอาพาธของท่านเจ้าคุณพุทธทาสนี้ จะถูกนำไปตีพิมพ์ในที่ต่างๆกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานถึงสิบหกปีแล้ว ผมก็ยังเห็นว่า 
        บทความเรื่องนี้น่าจะยังมีประโยชน์อยู่ เพราะอีกหลายปีต่อมา ปรากฏว่า มีกลุ่มแพทย์ ได้จัดให้มีการพูดถึงเรื่อง “การตาย”  นิยาม ของคำว่า “ตาย” และ “สิทธิในการเลือกที่ที่จะตาย” ตามที่ผมเขียนเอาไว้ก่อนหน้านั้น เกือบสิบปีทีเดียว      
        ถึงวันนี้ เรื่องที่ผมหยิบยกขึ้นมาเขียนเป็นบทความ ก็ยังมีการถกแถลงกันมาตลอด ไม่ได้ล้าสมัยแต่อย่างใด ผมจึงขอนำเสนอบทความนี้ ให้ท่านผู้อ่านช่วยกันพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ครับ

(ชื่อบทความ)

ท่านพุทธทาส
ปัญหากฎหมายทางการแพทย์

        เช้าวันนี้ (ศุกร์ 11 มิ.ย. 2536) ผมอ่านหนังสือพิมพ์  “แนวหน้า” ลงพาดหัวว่า   
        “แพทย์-สานุศิษย์เปิดศึกชิงสังขารท่านพุทธทาส” 
        ในเนื้อข่าวมีอยู่ว่า แพทย์กับเหล่าศิษยานุศิษย์พูดกันไม่เข้าใจ เพราะแพทย์ยืนยัน ไม่ให้ท่านเจ้าคุณกลับสวนโมกข์ฯ ส่วนเหล่าพระสานุศิษย์เชื่อว่า
        เจ้าคุณพุทธทาส ได้ดับขันธ์ไป ตั้งแต่วันเกิดท่านแล้ว!

        อ่านข่าวแล้วผมเอง ก็ไม่สบายใจนัก เพราะผมเองแม้จะไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านโดยตรง แต่เมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้ว ผมได้มีโอกาสขับรถจากกรุงเทพฯ ไปเข้าเรียนในหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูง ของวิทยาลัยตำรวจแห่งพระราชาธิบดี ประเทศ มาเลเซีย ระหว่างทางผมมีโอกาสผ่านสวนโมกขผลาราม จึงถือเอาโอกาสนั้น เข้านมัสการท่าน เพราะเคยอ่านแต่งานของท่าน ไม่เคยพบองค์จริงของท่านเลย 
        นั่นเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิต ที่ผมมีโอกาสได้พบท่านเจ้าคุณ โดยความคิดส่วนตัวของผมแล้ว ก็เห็นท่านเป็น “พระดี” รูปหนึ่ง ที่ผมให้ความเคารพในจำนวนไม่มากรูปนัก

        เมื่อผมได้ทราบข่าวว่าท่านอาพาธหนัก เพราะเส้นโลหิตแตกในสมอง และมีการนำท่านเข้ามารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช ผมก็เชื่อแน่ว่า
        คณะแพทย์จะต้องระดมกัน รักษาท่านอย่างสุดกำลัง แต่ก็มีข่าวความขัดแย้งระหว่างแพทย์ กับบรรดาสานุศิษย์ออกมาเรื่อยๆ ในทำนองที่ว่า 
        แพทย์จะต้องรักษากันถึงที่สุดความสามารถ ส่วนฝ่ายศิษยานุศิษย์ก็อ้างว่า พวกตนมีความประสงค์ที่จะนำท่านกลับสวนโมกข์ เพราะโดยเจตจำนงของท่านนั้น ท่านต้องการละสังขาร โดยความสงบ
        นอกจากความขัดแย้ง ของเหล่าศิษย์ กับคณะแพทย์ ก็ยัง มีความเห็นที่แตกต่างกันในระหว่าง แพทย์ผู้ชำนาญในการรักษา กล่าวคือ 
        แพทย์ทางอายุรกรรม ก็ต้องการรักษาทางยา ส่วนแพทย์ทางศัลยแพทย์ ก็มีความประสงค์ที่จะผ่าตัดเลือด ที่คั่งในสมองออก       
        ผมเองไม่มีความสามารถ ที่จะตัดสินได้ว่า ความเห็นของ ฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก แต่ในฐานะที่ตัวเองเป็นผู้รักษากฎหมาย ก็อดไม่ได้ที่จะมองกรณีของท่าน ในแง่มุมของวิชาชีพตัวเอง โดยจะนำเสนอข้อพิจารณาให้ท่านผู้อ่าน และผู้เกี่ยวข้อง ใช้ประกอบความเห็นดังต่อไปนี้

        เรื่องที่เราจะต้องพิจารณามีอยู่ว่า แพทย์มีอำนาจ ที่จะดำเนินการรักษาท่านต่อไป หรือคณะศิษยานุศิษย์ มีอำนาจหน้าที่จะนำร่างของท่าน (ซึ่งยังไม่ได้ดับขันธ์)กลับไปยัง สวนโมกข์ฯ?
        สำหรับเรื่องศิษยานุศิษย์นั้น เรื่องสิทธิอำนาจและหน้าที่ในการที่จะนำท่านกลับสวนโมกข์ ก็มีปัญหาอยู่มาก เพราะไม่ใช่ผู้บุพพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส หรือญาติของท่าน แต่ประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงนั้น แค่อยากจะกล่าวถึง ปัญหาของแพทย์กับ กรณีของท่านพุทธทาส หรือหน้าที่ของแพทย์ในการที่จะ ดำเนินการเกี่ยวกับผู้ป่วย ที่มีอาการลักษณะเดียวกันกับท่านเจ้าคุณพุทธทาส ซึ่งมีอาการใกล้จะถึงแก่ชีวิต และแพทย์ที่ดำเนินการรักษา ดังกล่าว ผมอยากใช้คำว่า 
        
“การดูแลรักษาการเจ็บป่วยระยะปลาย”

        ปัจจุบันกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการแพทย์นั้น เรามีการลงโทษ หรือมีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับแพทย์ ที่กระทำความผิดอาญาในหน้าที่แพทย์น้อยมาก ที่เห็นได้ชัดประการเดียวก็คือ
        การทำแท้ง 
        นอกจากนั้นแล้ว ความผิดทางอาญาของ แพทย์ในการดำเนินการ เกี่ยวกับ อาชีพ ก็ต้องนำกฎหมายอาญามาปรับใช้เช่นในเรื่อง การประมาททำให้คนตาย เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการควบคุมในเรื่องจรรยาบรรณของแพทย์ ซึ่งสมาคมวิชาชีพแพทย์ ทำหน้าที่ควบคุมกันเอง

        ผมอยากให้ท่านทั้งหลาย สังเกตการประกอบอาชีพของแพทย์ เราจะเห็นได้ว่า หลังจากที่แพทย์ได้รับใบประกอบโรคศิลป์แล้ว แพทย์ได้รับ “สิทธิอำนาจ” ให้กระทำการหลายอย่าง ซึ่งบุคคลธรรมดาจะทำเช่นนั้นไม่ได้เป็น อันขาด เช่น 
        การผ่าตัด ส่วนของร่างกาย การสัมผัสอวัยวะคนไข้ แม้จะเป็นอวัยวะ ส่วนลับก็ตาม การถอดเสื้อผ้าคน ไข้ในขณะที่ไม่ได้สติเหล่านี้ เป็นต้น       
        เมื่อแพทย์ได้รับอำนาจเด็ดขาด ดังกล่าวมาแล้ว คุณค่าของ การใช้อำนาจนี้ตามกฎหมายแพทย์ จะต้องใช้มันโดยจะต้องยึดหลักจริยธรรม รวมทั้งจะต้องยึดหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งในเรื่อง ‘ละเมิด’ และกฎหมายที่มีโทษทางอาญาโดยเคร่งครัดด้วย เพราะ...
        การดำเนินการของแพทย์นั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางร่างกายของคนไข้ อิสระในการเคลื่อนไหวของคนไข้ เสรีภาพของคนไข้จากการ ทำให้เกิดความเสียหายทางกาย หรือทางสมอง หรือแม้แต่ชีวิตหรือความตาย 
        เรื่องเหล่านี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จะต้องมีบทกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้การรักษาพยาบาลของแพทย์เป็นประโยชน์กับมนุษยชาติมากที่สุด

        คงต้องยอมรับกันว่า ปัจจุบันประเทศเรามีบทกฎหมาย ในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การรักษาพยาบาลของแพทย์ รวมทั้งหลักเกณฑ์การ คิดค่ารักษาและ บริการทางการแพทย์อยู่น้อยมาก แต่ผมอยากให้ท่านสังเกตว่า 
        ใน 2 ทศวรรษเศษ ที่ผ่านมา ได้มีพัฒนาการทางการแพทย์เป็นพิเศษ ขึ้นมามากมายซึ่ง ได้แก่ เทคนิคใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ กระบวนการใหม่ๆ ยาชนิดใหม่ๆ ตลอดจนความเข้าใจใหม่ๆ ได้เปลี่ยนแปลงการแพทย์จาก ที่เคยเป็นและเคยปฏิบัติกันมา และผลของพัฒนาการเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายหลายประการ ผมอยากยกตัวอย่างบางประการ เช่น
       
        1. การรักษาพยาบาลที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะบางอย่าง เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนเพศ
        2. การผสมเทียมในหลอดแก้ว มารดาเทียม และการให้เช่ามดลูก
        3. การดูแลรักษาเด็กเกิดใหม่ที่มีลักษณะพิกลพิการอย่างรุนแรง
        4. นิยามของ “การตาย” การอิงกฎหมายและการปฏิบัติการเกี่ยวกับ การผ่าตัดปลูกถ่าย
        5. การดูแลรักษาการเจ็บป่วยระยะปลาย ฯลฯ

        ประเด็นเหล่านี้ อาจมีจำนวนมากกว่าที่เราคาดคิดกัน นับว่าเป็นความสำคัญใน ปัจจุบันน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง การวิเคราะห์แต่ละประเด็นจะเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน และยุ่งยากเป็นอย่างยิ่ง แต่ในบทความนี้ผมจะละประเด็นอื่นไป โดยจะพิจารณาเพียงประเด็นเดียว ที่เกี่ยวข้องกับการอาพาธของท่านพุทธทาสนั่นก็คือ 
       
“การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยระยะปลาย”

        ผมทราบดีว่า ทางฝ่ายแพทย์ได้มีการจัดการสัมมนาในเรื่องสิทธิของแพทย์ในการรักษาพยาบาล ดูเหมือนจะจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เดือนนี้ (ถ้าผิดขออภัย เพราะเห็นข่าวทางโทรทัศน์) ผมไม่ได้มีโอกาสไปฟังแต่เท่าที่ดูข่าว แต่ดูเหมือนจะมีการพูดถึงกรณีท่านอาจารย์พุทธทาสอยู่ และเห็นพระสงฆ์องค์เจ้าไปนั่งฟังกันอยู่หลายรูป ปัญหาที่พูดกันมากก็คือ การดูแลรักษาท่านเจ้าคุณอาจารย์ ซึ่งน่าจะตรงกับการที่ผมจะพิจารณาในเรื่องการ รักษาพยาบาลการเจ็บป่วยระยะปลาย       
        ก่อนที่จะพิจารณานั้น ต้องขอยืนยันว่าผมชื่นชมในความสามารถของบุคลากร ในวงการแพทย์หลายท่าน ทั้งในด้านความสามารถ ด้านจริยธรรม รวมทั้งการเป็นผู้นำชุมชน และแม้จะมีอาชีพที่แตกต่างจากแพทย์ แต่ในฐานะที่เป็นผู้ที่ชอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสังคม ผมเชื่อว่า
        การแพทย์ในประเทศเรา มีความก้าวหน้ารวดเร็ว และโดดเด่นมากในภูมิภาคนี้!

        สำหรับ การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยระยะปลายนั้น ผมอยากให้เราแยกพิจารณาออกเป็น

        1. เมื่อคนไข้ไม่สามารถสื่อสารกับแพทย์ได้       
        ทางเลือกอันหนึ่ง สำหรับแพทย์ ก็คือ ‘การหยุดการรักษา’ ซึ่งปฏิบัติการเช่นนี้นับว่า เป็นการแทรกแซงที่รุนแรง กล่าวคือ การแทรกแซงดังกล่าวเป็นการสกัดกั้นความก้าวหน้า ของการรักษาพยาบาลโดยการให้การ “หยุดรักษา” เช่น 
        คนไข้อาจมีชีวิตรอด หรือถึงแก่กรรมช้ากว่า ถ้าได้รับการผ่าตัด หรือการรักษาโดยเคโมเธราปีย์ (การบำบัดทางเคมี) เป็นต้น แต่แพทย์ได้ละเลยไม่ปฏิบัติ แพทย์จะมีความบกพร่อง และมีความผิดอาญาฐานฆ่าคนตายหรือไม่? 
        เรื่องเหล่านี้ ในประเทศของเรายังไม่มีการพูดกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ผู้เขียนเห็นว่า
        แพทย์น่าจะเลือกเฟ้นในทางที่จะใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีทุกอย่าง เพื่อใช้ในการยืดชีวิตคนไข้ ไม่ว่าในการยืดชีวิตนั้น จะทำให้คนไข้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือไม่ หรือสภาพการฟื้นคืนชีวิตจะไม่มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไปอีกก็ตาม ซึ่งข้อคิดเห็นนี้ผม ขอทิ้งไว้ให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่จะร่างกฏหมายในเรื่องนี้ต่อไป       
        การที่เราไม่มีกฎหมาย เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยระยะปลายนี้ ทำให้มีปัญหาทางการแพทย์อยู่มาก เช่น       
        แพทย์จะดึงเครื่องช่วยหายใจ ที่กำลังใช้กับผู้ป่วยที่มีลมหายใจได้หรือไม่?
ยังไม่มีคำตอบทางกฎหมายในเรื่องนี้ และในเรื่องนี้เราอาจต้องพิจารณาก้าวไกล ไปถึงว่า 
        แพทย์นั้นได้ใช้เครื่องช่วยหายใจกับคนไข ้ตั้งแต่แรกรับเข้ามาในโรงพยาบาลหรือไม่? หรืออาจต้องพิจารณาดูก่อนว่าคนไข้หายใจเองได้หรือไม่? 
        ถ้าหากคนไข้ไม่สามารถหายใจได้เอง เนื่องจากสมองถูกทำลาย ก็เท่ากับคนไข้นั้นตายแล้ว การใช้เครื่องช่วยหายใจกับคนไข้รายนั้น ก็เท่ากับการใช้เครื่องช่วยหายใจกับซากศพ แต่ถ้าหากคนไข้ไม่หายใจในขณะที่มาถึงแพทย์ แต่มีทางหายใจได้เองในอนาคต ก็มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือดังกล่าว และระหว่างการรักษานั้น จะมีจุดบางจุด ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า 
        คนไข้อาจพื้นขึ้นมาได้ หรือมีจุดบางจุดที่แสดงให้เห็นว่า อาการนั้นสุดจะเยียวยา แพทย์จะปฏิบัติการดึงเครื่องช่วยหายใจออกเหล่านี้เป็นหน้าที่ของ นักกฎหมาย ที่จะต้องบัญญัติให้เป็นหลักเกณฑ์ไว้

        การปฏิบัติในกรณีที่คนไข้ไม่สามารถสื่อสารกับแพทย์ได้ จึงเป็นปัญหา ในกรณีที่แพทย์จะดำเนินการรักษาต่อไป หรือหยุดการรักษา? 
        ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องที่จะต้องมีการโต้เถียงกัน เพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือการละเว้นปฏิบัติการตาม หน้าที่อีกด้วย เหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้มีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ซึ่งผมจะทิ้งไว้

        2. เมื่อคนไข้สามารถสื่อสารกับแพทย์ได้

        ในกรณีที่คนไข้สื่อสารกับแพทย์ได้ การปฏิบัติการบางอย่างก็อาจเปิดกว้างไว้สำหรับแพทย์ เช่น 
        ถ้าหากไม่คำนึงถึงสถานะของคนไข้ ผู้ป่วยอาจเรียกร้องให้มีความพยายามทุกวิถีทาง ให้เขามีชีวิตรอดนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ และแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะต้องใช้เงิน ใช้เวลา และบุคลากรมากมาย แต่ความหวังในการปฏิบัติการ คือ 
        การให้คนไข้รอดชีวิตนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าแพทย์ไม่ทำตามคำเรียกร้อง จะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่?
        ผมเห็นว่า
        หากมีการร่างกฎหมาย จะต้องเอื้อเฟื้อแพทย์ในกรณีนี้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนไข้ได้ร้องขอให้ตนอยู่ตามลำพัง โดยไม่ต้องให้มีการแทรกแซงใดๆจากแพทย์ โดยมีความปรารถนาที่จะตาย โดยไม่ต้องการความทุกข์ทรมาน เจ็บปวดก่อนตาย เช่น ไม่ต้องรับการผ่าตัด ประเด็นที่จะตามมาก็คือ 
        แพทย์จะทำตามคำร้องได้หรือไม่? 
        ถ้าแพทย์ทำตามคำร้อง จะเป็นความผิดฐาน กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้คนตายหรือไม่?
(ถ้าคนไข้ถึงแก่กรรมลง)       
        ในกรณีที่คนไข้สื่อสารกับแพทย์ได้ ถ้าคนไข้ร้องขอให้แพทย์ช่วยทำให้คนตาย แทนที่จะปล่อยให้ตายเองโดยทรมาน อันนี้ กฎหมายของประเทศไทยยังห้ามขาด และถือว่า 
        เป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา!
        แต่วิวัฒนาการในกฎหมายในวันข้างหน้า อาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยไม่เอาผิดกับแพทย์ ที่ช่วยให้คนไข้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ถึงแก่ความตาย โดยการช่วยเหลือของแพทย์       
        กรณีของท่านอาจารย์ พุทธทาสนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป คงจะทราบผลภายในไม่ช้า แต่ในฐานะศาสนิกชน ผมเองอยากให้ท่านจเจ้าคุณมีพรรษานานๆ เท่าที่สังขารของท่านจะอำนวย และสุดท้ายนี้ ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ว่า
        ตลอดเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งในฐานะ “ทาสของพระพุทธเจ้า” ได้เขียนตำรับตำราต่างๆ ทางพุทธศาสนา และปรัชญาไว้มากมาย นับได้ว่าท่านเจ้าคุณได้ใช้ชีวิต ในความเป็น “ครู” ได้อย่างประเสริฐ แม้ใกล้ที่ท่านจะละสังขารแล้ว       
        สังขาร ของท่านยังคงความเป็นครู โดยจุดชนวนความสงสัย ในสิทธิอำนาจ หน้าที่ของบุคคล ในอาชีพที่คนทั่วไปยกย่อง และวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุดนั่นคือ

        อาชีพ “แพทย์”

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        นั่นเป็นข้อเขียนของผม กว่าหนึ่งทศวรรษกึ่งมาแล้ว แต่หากพิจารณากันให้ดีๆ ก็ยังไม่ล้าสมัยเสียเลยทีเดียว และยังพอนำมาอ้างอิงได้ในปัจจุบันด้วย 
        อีกทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันว่า 
        ผมยังเป็นบุคลากรกลุ่มแรกๆของประเทศ ที่ได้ให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้ และเขียนบทความชี้แจงแสดงกับสาธารณชน เพื่อจุดประกาย ให้เกิดการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป 
        การที่นำเสนอบทความนี้อีกครั้ง เพราะหวังว่าอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่เคารพของผม จะได้พิจารณาถึงธรรมะ อันเกี่ยวเนื่องกับความเกิด แก่ เจ็บ และความตาย เพื่อทำให้จิตสงบเย็นลงได้ สอดคล้องกับความมุ่งหมาย ของฝ่ายจัดตั้งสวนโมกข์กรุงเทพ 
        ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความรำลึกถึงข้อธรรม อันเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่ ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และทรงแจ้งเรื่องนั้นแก่บรรดาชาวโลก ยังประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์ชาติทั้งหลาย มายาวนานกว่าสองสหัสวรรษแล้ว
        นอกจากนั้น ยังเป็นการแสดงความนอบน้อม และคารวะท่านเจ้าคุณพุทธทาส ซึ่งเปรียบประดุจหนึ่งในแม่ทัพธรรม ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการกรีทากองทัพธรรมะให้ขับเตลื่อนไป เพื่อเผยแผ่คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา และเป็นการแสดงมุทิตาจิต ในโอกาสที่พื้นที่ธรรมของท่านเจ้าคุณ ได้แผ่ขยายจากที่ตั้งเดิม คือสวนโมกขพลาราม  มาสถาปนาในพื้นที่อย่างมั่นคงในบางกอก เมืองฟ้าอมรแห่งนี้
        หากเป็นไปได้ ก็อยากให้ ‘สวนโมกข์ฯ’ ได้ขยายแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศ สักกึ่งหนึ่งของสาขาของร้านกาแฟ Starbucks ในประเทศไทย (ปัจจุบันสตาร์บัคส์ มีสาขาในบ้านเรา 133 สาขา) ก็จะน่ายินดีนัก  
        เท่านั้นยังไม่พอ อยากให้ ‘สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์’ ขยายไปทั่วโลกด้วย! 

        อนึ่ง บทความซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลต่อไปของผม อาจต้องเขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ในเมืองไทย เพราะดูเหมือนว่า 
        ขณะนี้บ้านเมืองของเรา กำลังถกเถียงกันเรื่องกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการฟ้องร้องหมอ ซึ่งผมว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แพทย์อาจถูกคนไข้ฟ้องได้ ไม่ว่าเป็นเรื่องแพ่งหรืออาญา แต่ที่สำคัญคือทั้งหมอและคนไข้ ต้องระลึกไว้เสมอว่า 
        ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เป็นศัตรูกัน!

        หมอกับคนไข้ไม่ใช่ ‘เสื้อเหลือง’ กับ ‘เสื้อแดง’ นะ...ครับกระผม!!

*********

        (บทความตอน “สวนโมกข์ฯ แฟรนไชส์” ออนไลน์ เสาร์ ที่ 14 ส.ค.2553)  


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
เห็นด้วย ควรขยายไปทุกจังหวัด อย่างสันติอโศกกำลังทำ

โดยคุณ เถรจันทร์ หัวบสตร 125.25.35.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
เห็นด้วย ควรขยายไปทุกจังหวัด อย่างสันติอโศกกำลังทำอยู่

โดยคุณ เถรจันทร์ หัวบาตร 125.25.35.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
สันติอโศกเขาแบ๊คดี ร่ำรวย คงจะไปไกลกว่าสวนโมกข์?

โดยคุณ แบ๊กดี 113.53.212.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER