หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ!!!?”
หัวข้อ : “ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ!!!?” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ!!!?”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อต้นเดือน พ.ย. 2553 ได้อ่านข่าวจากเว็บไซด์ “สยามมีเดีย” หนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐ รายงานการเลือกตั้งในสหรัฐ ว่า 
        การเลือกตั้งระดับเมือง ที่เมืองลาพลาม่า มีคนไทยอเมริกัน   คือ นายกอพัฒน์ เจริญบรรพชน ได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกสภาเมืองลาพลามา   
        คุณกอพัฒน์ฯ เคยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมืองลาพลาม่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2006 และได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2007 นับเป็นคนไทยอเมริกันรุ่นแรกและคนแรก ที่ได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสหรัฐฯ
        ขอแสดงความยินดี กับคุณกอพัฒน์ฯ ด้วย!

        ลอสแอนเจลิสนั้น มีคนไทยอาศัยอยู่หนาแน่น จนกระทั่งราวๆสี่สิบปีที่แล้ว ผู้คนได้ขนานนามว่า เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย เพราะแอล.เอ.นั้น เป็นปากประตูทางเข้าสหรัฐ
ด้านฝั่งตะวันตก 
        ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ ประมาณครึ่งล้านคนเข้าไปแล้ว! 
        อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะไปหากินในสหรัฐมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่เรายังไม่เคยมีคนไทย ที่เป็น “นักการเมือง” ในอเมริกา ที่ไต่เต้าขึ้นไปเป็นถึงระดับสมาชิกของรัฐสภาสหรัฐ
       ไม่นาเชื่อว่า
        ชาวเขาเผ่า “ม้ง” ที่อพยพไปจากลาวและไทย เพราะเหตุสงคราม ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้ามาทำศึกติดพันในอินโดจีน เมื่อแยงกี้โกโฮม ก็ได้พาพวก “ม้ง” ที่เคยร่วมรบ กลับไปลงหลักปักถ่อที่เมืองลุงแซมจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไปอยู่หลังพวกไทยโรบินฮู้ดหลายปี 
        แต่บัดนี้ 
        คนเชื้อสายม้ง ที่เราเห็นว่าเป็นชาวเขา กลับประสพความสำเร็จทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ เช่น นาง มี มัว (Mee Moua) ได้รับเลือกตั้งเป็น “วุฒิสมาชิกรัฐมินนิโซตา” ในปี 2002 
        ผมได้แต่หวังว่า วันหนึ่งชนเผ่าไทยในอเมริกา คงได้รับเกียรติเดินเข้าสภาสูงสหรัฐ อย่างชาวเขาเผ่า “ม้ง” เขาบ้าง!!

        ในข่าวเดียวกันนั้น สื่อไทยที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐ คือ “สยามมีเดีย” ได้รายงานต่อไปอีก ว่า
        อดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เจอร์รี่ บราวน์ พรรคดีโมแครตได้ชัยชนะขาดทิ้งเหนือคู่แข่งขัน แม๊ก วิทแมน พรรครีพับริกัน เกือบ 1 ล้านคะแนน (Jerry Brown –Dem ได้ 4,021,264 คะแนนเท่ากับ 53.6%   Meg Whitman –Rep ได้ 3,102,646  คะแนนคิดเป็น 41.4%) และการแข่งขันครั้งนี้นับเป็นการลงทุนเพื่อหาเสียงโดยเศรษฐีนี แม๊ก วิทแมน ใช้เงินส่วนตัวในการหาเสียงกว่า 150 ล้านเหรียญ 
        คนนี้...น่าสนใจมาก

content/picdata/263/data/n1.jpg

        เจอร์รี่ บราวน์ เคยเป็นผู้ว่าการรัฐที่หนุ่มที่สุด (37 ปี) ระหว่างดำรงคำแหน่ง เคยขึ้นปกทั้ง Times และ Newsweek และปัจจุบัน กลับมาเป็นผู้ว่าการรัฐแก่ที่สุด (72 ปี) ในประวัติศาสตร์ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย
        คุณปู่เจอร์รี่ บราวน์ ผู้นี้เคยเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย
2 สมัย ระหว่าง พ.ศ. 2518-2526 
        ดังนั้น การที่เขาได้กลับมาเป็นผู้ว่าการรัฐหนนี้ เป็นครั้งที่สาม ซึ่งห่างจากการเป็นผู้ว่าการรัฐครั้งที่สอง ถึง 28 ปี 
        แม้แคลิฟอร์เนียมีกฎหมาย ห้ามการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเกินกว่า 2 สมัย แต่เมื่อ 28 ปีที่แล้ว เมื่อเจอร์รี่ บราวน์ ดำรงตำแหน่ง ยังไม่มีกฎหมายห้าม จึงสมัครได้อีกครั้ง 
        อเมริกันชนเขาเลือก เจอร์รี่ บราวน์ อีกครั้งเพราะเป็น
นักบริหารที่เก่งกาจ ก่อนออกจากตำแหน่ง คุณปู่เจอร์รี่ บราวน์
ยังทิ้งเงินไว้ให้รัฐแคลิฟอร์เนีย ถึง...
        ห้าพันล้านเหรียญ!  
        ชราชนคนที่ชื่อ เจอร์รี่ บราวน์ ต้องมาสมัครลงชิงชัยในตำแหน่งเดิมเมื่อวัยหนุ่มอีกครั้ง โดยมีคู่ปรับสำคัญ แม๊ก วิทแมน ร่ำรวยมหาศาล เธอเคยเป็นประธานและ CEO ของบริษัท อี-เบย์ ตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสินค้ามากถึง 14 ล้านชิ้น และมีสินค้าถูกประมูล 1,000 ครั้งต่อวินาที 
        แม๊ก วิทแมน ได้ทุ่มเงินส่วนตัวถึง กว่า 150 ล้านเหรียญ ในการหาเสียงโดยปูพรมในการโฆษณาทางสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต วิทยุและหนังสือพิมพ์
        แต่ยังแพ้คนแก่ที่ชื่อ  เจอร์รี่ บราวน์ ขาดลอย!

        เพียง 28 ปี ที่ออกจากตำแหน่งมานั้น รัฐที่เคยมั่งคั่งเพราะเจอร์รี่ บราวน์ ทิ้งเงินไว้ให้มากมาย ครั้นถึง พ.ศ.2553 นี้ แคลิฟอร์เนียกลับกลายเป็น รัฐที่มีหนี้สินรุงรัง คือมีหนี้สาธารณะสูงที่สุด ในบรรดามลรัฐทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา คือ มีหนี้สาธารณะสูงถึง 68.8 พันล้านดอลลาร์ 
        แค่ภาระดอกเบี้ยแต่ละปี ก็หนักอึ้งแล้ว!
        นี่เองเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ชาวบ้านจึงเลือกเจอร์รี่ บราวน์ กลับไปบริหารบ้านเมืองอีกครั้ง 
        ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ คุณปู่เจอร์รี่ บราวน์ เป็นคนสุจริต เชื่อถือได้ และก่อนหน้าจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯครั้งนี้ก็ได้ดำรงตำแหน่ง “อัยการใหญ่” ของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยทำหน้าที่เข้มแข็ง โปร่งใส ไม่มีเรื่องด่างพร้อย ให้ผู้คนติดฉินนินทากัน

content/picdata/263/data/n2.jpg

        วันนี้ แม้อายุจะมากขึ้น หน้าตาสังขารจึงเปลี่ยนไปอย่างภาพที่เห็น แต่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เขา ยังคงเชื่อมั่นว่าคุณภาพยังคงคับแก้วเช่นเดิม คุณปู่เจอร์รี่ บราวน์ จึงเอาชนะคู่ปรับมหาเศรษฐีนี แม๊ก วิทแมน
        กว่า 1 ล้านคะแนน!
        ตรงนี้...ต่างจากประเทศไทยของเรามาก นั่นคือ

        ระชาชนคนไทยในกรุงแทพเมืองฟ้าอมร มีความรู้สึกแปลกใจบ้าง ตกใจบ้าง เพราะเมื่ออังคาร ที่ 22 พ.ย. 2553 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. ลอยหน้าลอยตาเข้าไปสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 2  
        นายอภิรักษ์ฯนั้น ยังมีคดีทุจริตอันเนื่องมาจากการบริหารงานใน กทม.ของเขา ที่มีการชี้มูลความผิดแล้ว และอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ นั่นคือ 
        การทุจริตจัดซื้อรถยนตร์และเรือดับเพลิงของ กทม.ซึ่งมูลค่าความเสียหาย มากกว่าครึ่งหมื่นล้าน เป็นการสูญงบประมาณไปเปล่าๆ โดย กทม.ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนคืนมาแม้แต่น้อย 
        รถดับเพลิงก็จอดทิ้งอยู่ที่ท่าเรือ เป็นเวลาหลายปีๆดีดักจนสนิมกินแดงไปหมด เป็นการทำลายงบประมาณของ กทม.และของชาติลงไป อย่างน่าเสียดายยิ่ง 
        เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นายอภิรักษ์ฯ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ทั้งๆที่เพิ่งได้รับเลือกกลับเข้าไปหมาดๆ เพราะถูกชี้มูลความผิดในคดีอาญา จะขัดขืนอยู่ในตำแหน่งต่อ ก็ไม่อาจต้านแรงกดดัน ที่กระหน่ำมาจากรอบทิศไม่ไหว จำใจต้องลาออกไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และเตรียมการไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลต่อไป 
        ข่าวเขาบอกว่า เป็นการลาออกท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง ของพนักงานกรุงเทพมหานคร แล้วข่าวก็ยังบอกต่ออีกว่า
        ทาง กทม. ถึงกับ ทำบุญเลี้ยงพระใหญ่กันเลย!

        นอกจากเรื่องทุจริตเรือและรถดับเพลิง นายอภิรักษ์ฯ
ก็ยังถูกอดีตปลัด กทม. คือ คุณหญิง ณัฐนนท์ ทวีสิน ร้องเรียนกล่าวหาว่าทุจริต การจัดซื้อรถโดยสารประจำทาง ชนิดใช้ก๊าซ
เอ็นจีวี ในโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที)
เมื่อปี 2547 ของกรุงเทพมหานคร  จำนวน 45 คัน วงเงิน 368 ล้านบาท  
        ซื้อกันในราคา...แพงเกินจริง! 
        คดีนี้ ผู้อำนวยการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เดินไปยื่นสำนวนการไต่สวนและหลักฐานการทุจริตการจัดซื้อ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2552 แต่ทาง ป.ป.ช.ก็ยังเล่นลูก ‘ติ๊ดชึ่ง’ จึงยังไม่มีผลอะไรออกมา 
        อย่าปล่อยให้ขาด ‘อายุความ’ อีกล่ะ!!

        ทุกวันนี้ผู้ว่า กทม.คนปัจจุบัน คือ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ดวงซวยแท้ๆ ที่ต้องมาแก้ไขปัญหา เรื่อง "ค่าโง่รถดับเพลิง" ซึ่งคนอาจมองว่า ท่านทำเรื่องนี้อย่างเงอะๆงะๆ ไม่ทันใจ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีใครคาดคิดว่า 
        คุณชายจะต้องมาเจอะ เจอเรื่องอัปรีย์ใหญ่โตขนาดนี้! 
        กทม. ได้จ่ายเงินค่ากับบริษัทสไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์ซอย์ ประเทศออสเตรีย มูลค่าทั้งหมด 6,687 ล้านบาท และได้จ่ายไปแล้ว 5 งวด รวมเป็นเงิน 3,125 ล้านบาท แต่ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ระงับการจ่ายไม่ให้ธนาคารกรุงไทย ชำระค่างวดรถดับเพลิงงวดที่ 6 วงเงินประมาณ 750 ล้านบาท ไปยังธนาคารไรเฟนเซ่น ประเทศออสเตรีย 
        คดีฟ้องร้องเพิกถอนนิติกรรม ก็ยังทำไม่ได้ เพราะต้องผ่านขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการก่อน 
        ที่สำคัญคือ

        มีค่าใช้จ่ายงอกขึ้นอีกเยอะ และต้องมาเบียดเบียนเงินของชาวบ้าน กทม.อีกแยะ เพราะอนุญาโตตุลาการนั้น เขาจะคิดค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ ตามจำนวนมูลค่าที่ฟ้องร้อง ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 700 ล้านบาท ในจำนวนนี้ไม่รวมค่าดำเนินการ ว่าจ้างทนายความต่างประเทศ ซึ่งตกประมาณ 50 ล้านบาท เพราะเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องอาศัยนักกฎหมายจากต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์
        เงินจำนวน 750 ล้านบาทนี้ ต้องควักจากกระเป๋า กทม.อีกครั้ง!
        ที่ตลกร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ 
        ‘มติชน’ รายวัน ฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 25 พ.ย. 2553 เพิ่งรายงานว่า ทางสภาทนายความ ซึ่ง ป.ป.ช.ว่าจ้างให้ดำเนินการฟ้องนายอภิรักษ์ฯ กำลังอยู่ระหว่างการร่างฟ้อง
        ท่านผู้อ่าน ทราบไหมครับว่า
        ป.ป.ช. ต้องเสียเงินจ้างทนายความ ให้ทำการฟ้องร้อง นายอภิรักษ์ฯ ซึ่งค่าจ้างฟ้องร้องเป็นเงินจำนวนเท่าใด ไม่เปิดเผย แต่ผู้สันทัดกรณีประมาณว่า ไม่น่าต่ำกว่า 10,000,000.00 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) เพราะค่าจ้างฟ้องคดีกล้ายางและหวยบนดิน สองคดีที่จบไปแล้ว แบบไม่มีใครติดคุกสักคน นั้น... 
        ข่าวว่า ทาง ป.ป.ช.(ทำการแทน ค.ต.ส.) ต้องจ่ายเงินให้สภาทนายความ ถึง 60,000,000.00 บาท (หกสิบล้านบาทถ้วน)
        เงินที่หลวงต้องเสียหายไป ที่เกี่ยวข้องกับนาย ‘หล่อเล็ก’ นั้น รวมๆกันแล้ว มีจำนวนเท่าใด  
        ลองเอาเครื่องคิดเลข มาบวกลบคูณหารดูก็แล้วกัน!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        นายเจอร์รี่ บราวน์ ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ ได้ทิ้งเงินไว้ให้รัฐแคลิฟอร์เนีย ถึง US$ 5,000,000,000.00 (ห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ) แต่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กลับทิ้งภาระหนี้สินที่เป็นปัญหา ไว้ให้ กทม. แก้ไขอย่างมากมาย แถมยังเพิ่มค่าอนุญาโตฯและค่าทนายความ อีกกว่าค่อนพันล้านบาท 
        น่าตกใจจริงๆ! 
        ผลพวงการกระทำของนายอภิรักษฯ ไม่ผิดอะไรกับการทิ้ง “ขี้กองโต” เอาไว้ให้ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ต้องมาล้างตามเช็ด  จนเวลาผ่านมาหลายปี แต่เราก็ยังมองไม่เห็น ‘จุดจบ’ ของมหากาพย์แห่งการทุจริต ที่น่าเกลียดน่าชังนี้ 
        นอกจากนั้น ยังมี “ซากรถรถดับเพลิง” ที่กลายเศษเหล็กกองมหึมา เอาไว้ให้คนกรุงดูเป็นอนุสาวรีย์ ผลงาน “โลซก” ของพรรคดักดานต่อไป
        ก็ทำกันจนย่อยยับขนาดนี้แล้ว แต่ทางพรรคประชาธิเปรตยังมีน้ำหน้า เสนอคนอย่าง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ให้เป็นตัวเลือกกับคนกรุงเทพอีก ชักสงสัยว่า
        ไอ้พวกนี้ มัน ‘สิ้นคิด’ หรือเปล่า? 

        ไม่ใช่ผมที่มีความคิดอย่างนี้คนเดียว อยากให้ท่านผู้อ่าน ลองดูความเห็นของสื่อ อย่าง “แม่ลูกจันทร์” ของไทยรัฐ เมื่อจันทร์ ที่ 22 พ.ย.2553 ซึ่งเขียนเอาไว้ ว่า
        ...แม่ลูกจันทร์ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ คิดอย่างไรถึงได้จับอภิรักษ์ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาลง ส.ส.กทม.เขต 2...
        แม่ลูกจันทร์ คงอิดหนาระอาใจ จึงเขียนต่อไปอีก ว่า
        ...ตัวเลือกอื่นๆมีให้เลือกเยอะแยะ แต่พระคุณท่านไม่เอาสินค้ามีตำหนิ มาขายคนกรุงเทพอีกแล้วโยม...
        เห็นไหมครับ!!?

        ท่านผู้อ่าน จำได้ไหมครับว่า
        ตอนนายอภิรักษ์ฯลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ เพราะทนแรงกดดันไม่ไหว นายมาร์ค มุกควาย กลับสวนความรู้สึกผู้คน ด้วยการแต่งตั้งให้ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ครั้งนั้นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า 
        เอาคนมีตำหนิ ถูกกล่าวหาว่าคอรัปชั่น มาเป็นที่ปรึกษา ช่างไม่เกรงอกเกรงใจประชาชนเลย!  
        ทำราวกับว่า “พวกกูซะอย่าง!” จะด่างพร้อยปานไหน หิวโหยเพียงใด ก็จะเชิดชูกันต่อไป!
        แต่ตรงนี้...ผมเองกลับมองว่า

        สาเหตุที่นายมาร์ค มุกควาย กล้าขัดใจชาวบ้าน แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพราะเขากับลิ่วล้อ ไม่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ด้วยอำนาจแห่งประชาชน เพราะพวกเขา ‘พ่ายแพ้’ จากการเลือกตั้งใหญ่ หากแต่ขึ้นครองประเทศนี้ได้ ก็ด้วยความช่วยเหลือจากอำนาจอื่นๆรวมทั้งทหารด้วย ซึ่งผู้คนเขามองว่า 
        ไม่มีความโปร่งใส...และดำมืด!
        ประชาชนอย่างเราๆท่าน จึงไม่มีความหมายในสายตาของ
โลซกพรรค์นี้ 
        พวกเขามองประชาชน เป็นแค่ ‘ขี้ฝุ่น’ ติดขากางเกงเท่านั้น 
        ขี้ฝุ่นติดมากนัก...ก็ให้ทหารช่วยปัดออก!!
        ขี้ฝุ่นหลุดแล้ว ก็เขี่ยเศษเนื้องบประมาณ ที่เหลือติดข้างเขียง โยนตอบแทนให้ไปบ้าง…แค่นี้ก็เรียบร้อย!!!

        ดังนั้น ชาวไทยเราจะไปหวังความเกรงใจประชาชน จากพวกเส็งเคร็งเหล่านี้ ได้ยากเต็มที 
        ผู้ที่สันทัดในวงการเมือง เขายังวิพากษ์วิจารณ์กันต่ออีกด้วยว่า 
        พรรคเก่าแก่มีวิตกกังวลเรื่อง ‘พลังของคนเสื้อแดง’ เพราะสภาความมั่นคง ดันออกมาบอกว่า 
        จำนวน “คนเสื้อแดง” ยิ่งทวีมากขึ้นทุกที และมีกิจกรรมระหว่างกลุ่ม ในส่วนต่างๆของประเทศไม่เว้นแต่ละวัน!  
        นี่เอง คงเป็นเหตุให้แก๊งประชาธิเปรต เกิดความหวั่นไหว ไม่วางใจ ที่จะเอาผู้สมัครโนเนม หรือไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
        ลงไปวัดดวง ในสนาม กทม.!
        เลยต้องหันไปพึ่งบริการ ของผู้ที่โดนข้อหาทุจริต อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
        จึงอยากจะถามนายมาร์ค มุกควาย หัวหน้าแก๊งโลซกกับสมุน แบบลูกทุ่งเขาถามกันว่า 
        “พวกเอ็งกำลัง ‘ดูถูก’ คนกรุงเทพ หรือเปล่า!!?”

        ที่ว่า ‘ดูถูก’ คนกรุงเทพ นั้นก็เพราะ...
        รัฐบาลดักดานของนายมาร์ค มุกควาย นั้น ชื่อ “เหม็น” มาตั้งแต่เริ่มเข้าบริหารประทศ 
        ตอนเป็นรัฐบาลใหม่ๆได้ไม่กี่วัน ก็ดันเอาของเน่าของเสีย อย่าง “ปลากระป๋องเน่า” ไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน
        เท่านั้นไม่พอ ยังเสือกเอา “สินค้าเน่าๆ” ไปยัดเยียดให้ชาวบ้านอีกครั้ง ใน “โครงการไทยเข้มแข็ง” อีกด้วย แล้วตามมาด้วยเรื่องระยำคอรัปชั่นเน่าๆ ที่ออกมาสู่สายตาพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด   
        หนนี้ก็ยังทะลึ่งทำหน้าทน เอาของที่ ‘บูด-เน่า’ อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มายัดเยียดให้คนกรุงเทพเขาเลือกซ้ำอีกครั้ง เป็นชาติบ้านเมืองอื่น เขาคงไม่กล้าทำกัน...
        สันดานพรรคนี้ มันไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ! 
        ถามสักนิด เถอะน่า...
        “ของดีกว่านี้ ไม่มีปัญญาหามาได้แล้ว หรือไงวะ!!?”

        ดูๆไปแล้ว ผมว่า “กล่องขี้” ยี่ห้อ “อ๊อกซฟอร์ด” อย่าง นายมาร์ค มุกควาย กับลิ่วล้อ ทำเหมือนไม่กลัวผู้คน เขาจะพากันไปยืนออกัน หน้าที่ทำการพรรคดักดาน แล้วชวนกันร้องตะโกน ถามเสียงลั่นว่า

        “ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ!!!?”

...............

        (บทความประจำสัปดาห์ ตอน “ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงเลือกตั้ง ส.ส.กรุงเทพ!?”  ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 27 พ.ย. 2553)  


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
คนกรุงเทพเท่านั้นจะเป็นผู้สั่งสอนเจ้าพรรคโลซกพรรคนี้ให้รู้จักว่า คนกรุงเทพไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหารนะ ถึงได้เอาสินค้าฮ่วยๆมายัดเยียดขายให้ประชาชนคนกรุงเทพ

โดยคุณ tritron99@hotmail 125.27.200.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
อาจารย์ครับบอกว่าถ้าพรรค(พวก)รับรองว่าเงียบไม่ต่อความยาวพอรับได้แต่ถ้าเป็นคนอื่นพรรคอื่น(โคตรโกงโกงทั้งโคตร)คนโน่นพูดทีคนนันสัมภาษณ์ทีเล่าสุนัขก็จะเห่าหอนรับกันเป็นทอดๆเหมือนเรื่องคริบนั่นแหละรีบให้เงียบเข้าไว้

โดยคุณ บัวบาน 125.26.178.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ถูกใจจริงๆ

โดยคุณ prai5269@hotmail.com 124.121.191.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
ถูกใจจริงๆ

โดยคุณ ดอนตาล/bluepraw@hotmail.com 124.121.191.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
คราวนี้ไม่รู้พี่ต้อม เรนโบว์ ถ้าชนะจะลาออกให้คน กทม. เปลืองงบเล่นหรือเปล่า คราวก่อนชนะผู้ว่าฯ ลาออกงบเลือกตั้งใหม่ชิบหายไป 126 ล้าน คนเฮงซวยอย่างงี้ยังมีหน้ามาสมัคร ไอ้พรรคที่ส่งลงมีมาตรฐานส้นตีนจริง ๆ

โดยคุณ narongo@yahoo.com 124.120.105.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
เมืองไทยคนดีมีมากจึงตลอดรอดฝั่งมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ก็ดูเหมือนเดินอยู่บนเส้นทางที่ขรุขระ จึงไม่แล่นฉิวปลิวลมเหมือนใต้หวัน เกาหลี มาเลเซียและสิงคโปร์เขา สาเหตุที่เด่นชัดอย่างหนึ่งคือ มีกลุ่มก๊วน ร.พ.ช. (รวมพวกชั่ว) คอยเหนี่ยวรั้งไว้ พวกนี้เป็นพวกที่มีมันสมองชั้นดี อยู่ในสถานะที่ควรจะทำให้ แต่กลับทำเอาเสียเอง จึงทำความเสียหายมหาศาลให้กับประเทศอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ก็คงต้องรอให้ ร.พ.ช. พวกนี้ล่มสลายไปตามกฎแห่งกรรมก่อน ประเทศจึงจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

โดยคุณ มองหาคนดี 58.11.76.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
เอาคนโกงลงสมัครรับเลือกตั้ง หน้าด้านจังพวกคนชั่วเลวเหลือหลาย รถดับดพลิงเรือดับเพลิงโกงบรรลัย บีอาร์ทีอีกเรื่องไงที่มันโกง อ่ายหน้าด้านมันดูถูกชาวประชา เอาหมูหมาคนโกงเก่งมาเสนอ ใครเลือกมันโง่กว่าควายจริงไหมเออ มาร์คมุกควายมันเสนออภิรักษ์ไง

โดยคุณ รู้ทันพวก " ป.ล้น ช.าติ ป.ระชาชน" 58.8.35.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
แต่คนกรุงเทพฯคงจะเลือกเขานะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร......

โดยคุณ วิรัช 124.120.89.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
ก็เพราะเป็นอย่างนี้ไง พรรคดักดานถึงได้เอามาให้เลือก ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยท่านวาดตะวัน (เคยเห็นเอาตัวดีๆ มาให้เลือกบ้างไหมละ และก็มีแต่พวกสติไม่ดีเท่านั้นแหละที่เลือก)

โดยคุณ ???? 203.155.40.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
ก็คน กทม.คิดว่าตัวเองฉลาดขณะที่คนอื่นเขามองว่าโง่

โดยคุณ kanaoffice@hotmail.ocm 115.87.118.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
สาเหตุที่คนกรุงเทพฯ ยังคงเลือก พรรค ปชป. ก็เพราะสื่อสารมวลชน กับ นักวิชาการที่คอยเชียร์พรรค ปชป. อยู่ไงครับ ตามด้วยหัวคะแนน ในท้องที่อีก อย่าลืมว่า พรรคปชป.นั้นเป็นพรรคเก่าแก่ในกทม. ย่อมเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันระหว่าง สส. สข. สก. และหัวคะแนนดี (งานศพ ญาติๆ ผมเขายังไปเลย) ในขณะที่พรรคอื่นๆ โดยเฉพาะ เพื่อไทย นั้น ถือว่าน่าใหม่ ทั้งตัว สส. สก. ขนาดหัวหน้าพรรคยังไม่รู้ว่าเป็นใคร อย่างนี้ คนกรุงเทพฯเลยไม่มีหลักให้ยึด เพราะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวอีก กรุงเทพฯ เลยได้แต่คน ปชป. มาโดยตลอด

โดยคุณ มิราชช 61.90.69.XXX

ความคิดเห็นที่ 12 แจ้งลบข้อความ
อาจารย์เขียนได้ถูกใจมากเลยค่ะ จึงไม่มีความเห็นเพิ่มเติม แต่ขออนุญาตแสดงความเห็นที่ไม่เกี่ยวกับบทความได้มั้ยคะ ก็เรื่องศาลยกฟ้องคดีพรรคดักดานนั่นแหละค่ะ ขับข้องใจจริงๆ ถึงเคยบอกไงคะว่าเมืองไทยเวลานี้ อะไรที่ไม่คาดดิดว่าจะเป็นได้ ก็กล้าทำได้อย่างไม่อาย สี่ห้าปีมานี้จึงสับสนมากๆ กับคำว่าความยุติธรรม เพราะแต่ก่อนเข้าใจว่าหมายถึงกระบวนการทำให้ความขัดแย้งยุติลง แต่ปัจจุบันเหมือนการทำให้ความเป็นธรรมยุติจบสิ้นลงซะงั้น แล้วชาวบ้านอย่างเราๆ จะพึ่งอะไรได้อีกในสังคมนี้

โดยคุณ @ศรีราชา 223.207.137.XXX

ความคิดเห็นที่ 13 แจ้งลบข้อความ
คนกรุงเทพแม่งไม่รู้เป็นส้นตีนอะไร วันก่อนผมใส่เสื้อแดง จะไปเชียร์บอลที่สนามศุภฯ 2คนกะแฟน เดินขึ้นรถไฟฟ้า เดินสวนกันกะหนุ่มสาวชาวกรุง สังเกตได้ว่าหลายสายตามองเหลือบมอง หันมามอง แปลก ไม่รู้มันคิดอะไร พวกนี้พอเห็นคนใส่เสื้อแดง จะเกิดอาการประหวั่นพรั่นพรึง อยากจะถามมึงเป็นเหี้ยอะไร..ยังงั้นคงต้องสกรีนข้อความหลังเสื้อด้วยมั้ง ว่า "กูไปดูบอล"

โดยคุณ banyat13 58.9.115.XXX

ความคิดเห็นที่ 14 แจ้งลบข้อความ
ขอถามอาจารย์กลับครับ พรรคดักดานนี่มีพวกที่ไม่"ขี้โกง"ด้วยเหรอครับ

โดยคุณ YW 182.52.98.XXX

ความคิดเห็นที่ 15 แจ้งลบข้อความ
ต้องถามใจคนเมืองกรุง จะเอาพวกมันมา "โกง" อีกอย่างนั้นใช่ไหม? เป็นวัวเป็นควาย ให้เขาสนตะพาย หรือไง? ต้องบอกว่า "คนกรุงไม่รู้จักเข็ดหลาบ" กันเลย

โดยคุณ คนคอกนา 125.25.48.XXX

ความคิดเห็นที่ 16 แจ้งลบข้อความ
บางกอกดูเดย์ เขียนคล้ายๆกัน แต่หลังลุงวาทตะวันประมาณ 10 วัน ชื่อ "ใส่ตะกร้า ล้างน้ำ!!" ลองอ่านดู คดีดับเพลิงอัปยศ ชนักปักหลัง”อภิรักษ์” 12 ธันวาคมที่จะถึงนี้ จะมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทน ส.ส.ที่ถูกวินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ จากกรณีการถือครองหุ้นที่อยู่ในสัมปทานของรัฐ ลักษณะผูกขากตัดตอน และหุ้นสื่อสารมวลชน ซึ่งแม้ว่าความสนใจส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่ ศึกชนช้างชิงเก้าอี้ที่นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร กับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ถูกสอยร่วงจากการเป็น ส.ส. แล้วยังถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทวงถามจริยธรรมทางการเมือง จนต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ที่อยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายองอาจ วชิรพงศ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย เป็นคนลงชนกับนายเกื้อกูล และมี นางกาญจน์มณี ทรัพย์พันธ์ พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย มาเพิ่มสีสัน และที่นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 นายอภิชา เลิศพชรกมล ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย ปะทะตรงๆกับนายบุญจง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งในอดีตนายอภิชา เคยชนะนายบุญจงมาแล้ว ทั้ง 2 เขตจึงถูกจับตาเป็นอย่างมาก เพราะทั้งนายเกื้อกูลและนายบุญจง หลังพิงฝาตกอยู่ในสถานะที่แพ้ไม่ได้ ชนิดต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้แพ้ เพราะหากแพ้นอกจากพรรคจะเสียเก้าอี้ ส.ส.ให้กับพรรคฝ่ายค้านแล้ว ยังจะชวดเก้าอี้รัฐมนตรี อดรีเทิร์นกลับมาแน่ แต่ไม่ใช่ว่าจะแค่เฉพาะอยุธยากับโคราชเท่านั้นที่จะดุเดือด พื้นที่เลือกตั้งในกรุงเทพฯ เขตเลือกตั้งที่ 2 ก็ดุเดือดเช่นกัน โดยนายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย จะต้องลงพิสูจน์ฝีมือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนว่าด้วยดีกรีอดีตผู้ว่า กทม. แถมยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แต้มต่อในการได้เปรียบจึงมีสูงมาก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้สนามเลือกตั้งเขต 2 กทม. มีความคึกคัก และท้าทายความรู้สึกนึกคิดของคนกรุงเทพ ก็เพราะ การตัดสินใจส่งนายอภิรักษ์ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ ของนายอภิสิทธิ์ และนายอภิรักษ์ในครั้งนี้ เป็นการส่งทั้งๆที่นายอภิรักษณ์ยังมีคดีรถดับเพลิงฉาว เป็นชนักปักคาหลังอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นนี้สิน่าคิดว่า นายอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์เดินแต้มนี้เพื่อหวังอะไร เพราะต้องไม่ลืมว่าคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ คดียังไม่จบ ที่สำคัญการทุจริตจัดซื้อรถยนตร์และเรือดับเพลิงของ กทม. มีมูลค่าความเสียหาย มากกว่า 6,800 ล้านบาท เป็นการสูญงบประมาณไปเปล่าๆ โดย กทม.ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนคืนมาแม้แต่น้อย ทุกวันนี้รถดับเพลิงก็จอดทิ้งอยู่ที่ท่าเรือ เป็นเวลาหลายปีๆ จนสนิมกินแดงไปหมด เป็นการทำลายงบประมาณของ กทม.และของชาติลงไป อย่างน่าเสียดายยิ่ง และเรื่องนี้แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นายอภิรักษ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ทั้งๆที่เพิ่งได้รับเลือกกลับเข้าไปหมาดๆ เพราะถูกชี้มูลความผิดในคดีอาญา จะขัดขืนอยู่ในตำแหน่งต่อ ก็ไม่อาจต้านแรงกดดัน ที่กระหน่ำมาจากรอบทิศไม่ไหว จำใจต้องลาออกไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และเตรียมการไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลต่อไป เพราะกรณีนี้ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 9 ต่อ 0 ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ ในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,800 ล้านบาท เป็นมติ 9 ต่อ 0 โดยที่ไม่มีกรรมการคนใดเห็นเป็นอย่างอื่นเลย โดยใช้เวลาในการพิจารณาชี้มูลเกือบ 10 ชั่วโมง ซึ่งในวันนั้น ทั้งนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. และนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงการชี้มูลการทุจริต โครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของ กทม. ด้วยตัวเอง โดยนายกล้านรงค์ระบุว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. หลังจากเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2547 ได้ทราบข้อมูลว่า มีการทุจริตโครงการดังกล่าว และมีการร้องเรียนเรื่องมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งมีการหารือในพรรคประชาธิปัตย์ ที่สำคัญยังพบว่าเอโอยูไม่ได้ส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง แต่นายอภิรักษ์กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อยกเลิกหรือระงับการดำเนินการตามสัญญา นายอภิรักษ์เพียงแค่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดการจัดซื้อเท่​านั้น อีกทั้งการที่นายอภิรักษ์ขอให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาทบทวนการจัดซื้อตามโครงการนี้ตลอดมา ย่อมแสดงให้เห็นว่า นายอภิรักษ์ทราบข้อเท็จจริงว่า มีข้อบกพร่อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับอ้างว่า ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ และเป็นอำนาจของนายโภคิน พลกุล อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงมีการอ้างว่า ถูกเร่งรัดให้เปิดแอลซีแก่บริษัท สไตเออร์ ซึ่งคำกล่าวอ้างทั้งหมดไม่สามารถฟังได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้ว อำนาจการบริหารงบประมาณทั้งหมด อยู่ที่ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่ของกระทรวงมหาดไทย และการที่นายอภิรักษ์เปิดแอลซี เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขาย ที่นายสมัคร ลงนามไว้ มีผลผูกพันและบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาต่อไป ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติเอกฉันท์ ว่าการกระทำของนายอภิรักษ์มีมูลความผิดฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ กทม. และฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่​งทางการเมือง และหลังจากที่ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ เองนั้นแหละที่เป็นผู้ไปหารือกับนายอภิรักษ์ ที่คอนโดมิเนียมของนายอภิรักษ์ ในซอยสุขุมวิท 24 เพื่อล็อบบี้นายอภิรักษ์ให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ซึ่งนายอภิสิทธิ์คงน่าจะยังจำได้ดีว่าการหารือเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เพราะแม้นายอภิสิทธิ์จะพยายามพูดจาหว่านล้อมให้นายอภิรักษ์ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงสปิริต แต่กลับถูกนายอภิรักษ์ปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่ ป.ป.ช.ตัดสิน จึงไม่ยอมลาออก แถมอ้างกับนายอภิสิทธิด้วยว่า ได้ปรึกษากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคในขณะนั้นแล้ว เล่นเอานายอภิสิทธิ์ถึงกับบ่นว่าเหนื่อย ถ้านายอภิรักษ์จะทำอย่างนั้น แต่สุดท้ายด้วยแรงบีบจากสังคม และการทวงถามจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจาก เมื่อป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่ามีความผิดจริง นายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาออกมา ซึ่งแน่นอนว่าหากยังเกาะเก้าอี้ต่อไป ไม่ยอมลาออก ก็จะกระทบต่อการบริหารงานของ กทม. เพราะนายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าคดีนี้เมื่อเข้าสู่ชั้นศาลจะใช้เวลาเท่าไหร่ เจอประเด็นนี้เข้าสุดท้ายนายอภิรักษ์จึงยอมลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชนิดติดๆกัน เพราะนายอภิรักษ์ต้องลาออก หลังจากที่ กกต.เพิ่งจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ไปได้ไม่นาน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของชาติโดยใช่เหตุ หากวันนั้นนายอภิสิทธิ์ ไม่ดื้อรั้นส่งนายอภิรักษ์ ลงชิงตำแหน่งผู้ว่า กทม. สมัยที่ 2 ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า นายอภิรักษ์มีคดีรถดับเพลิงฉาวคาราคาซังอยู่ ดังนั้นในรอบนี้การที่ นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจส่งนายอภิรักษ์ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 อีกครั้ง ทั้งๆที่เรื่องคดีต่างๆยังไม่จบนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาอีกเช่นกัน และแน่นอนว่าเสียงสำท้อนจากสังคมนั้นมีแต่ลบอย่างเดียว คอลัมน์สำนักข่าวหัวเขียว ของไทยรัฐ เมื่อจันทร์ ที่ 22 พ.ย.2553 “แม่ลูกจันทร์” เขียนเอาไว้ ว่า ...แม่ลูกจันทร์ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ คิดอย่างไร ถึงได้จับอภิรักษ์ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาลง ส.ส.กทม.เขต 2... ...ตัวเลือกอื่นๆมีให้เลือกเยอะแยะ แต่พระคุณท่านไม่เอา กลับเอาสินค้ามีตำหนิ มาขายคนกรุงเทพอีกแล้วโยม... ดังนั้นนี่คือปรากฏการณ์ที่ท้าทายคนกรุงเทพฯเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นอย่างมาก เพราะลำพังมีคดีปักหลังอย่างเดียวก็แย่มากๆแล้ว แต่นี่ยังพัวพันความเสียหายของประเทศชาติอีกมากมาย เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. คนปัจจุบัน ยอมรับเองว่า คดีรถ เรือดับเพลิงฉาว ได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2553 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งงานนี้ทางกทม.ได้ว่าจ้างทนายความชาวสวิตเซอร์แลนด์ และที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายระดับโลกให้ต่อสู้คดีรถดับเพลิงในชั้นอนุญาโตตุลาการ แต่ก็ยอมรับว่าทีมของคู่กรณี คือ บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด ประเทศออสเตรีย ซึ่งใช้ทีมทนายความของบริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ (สหรัฐอเมริกา) บริษัทแม่ของบริษัท สไตเออร์ฯ ซึ่งเป็นทีมทนายจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา ก็มีประสบการณ์ในคดีระดับโลกไม่แพ้กับฝ่ายไทยใช้เลย แน่นอนว่าการใช้ทนายความระดับโลก ค่าใช้จ่ายก็ย่อมเป็นมาตรฐานทนายระดับโลกด้วยเช่นกัน ถามว่ากี่สิบกี่ร้อยล้านบาทที่เป็นเงินงบประมาณของประเทศชาติ ซึ่งก็เป็นภาษีจากประชาชนนั่นเอง ที่ต้องสูญเสียไป ดังนั้นเมื่อคดียังไม่สิ้นสุด แล้วนายอภิสิทธิ์ กลับดันทุรังส่งนายอภิรักษ์ลงมาเลือกตั้งซ่อม ซ้ำรอยเดียวกันเป๊ะกับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเสียเงินงบประมาณเสียเวลามาเลือกตั้งซ่อมกันใหม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่เคยจำบทเรียน และไม่เคยนึกถึงความสูญเสียของประเทศชาติเลยหรือ หรือว่าจริงๆแล้ว ดีดลูกคิดแล้วว่า จะใช้คะแนนเสียงที่นายอภิรักษ์จะได้รับนั้น มาเป็นการเรียกคะแนนเห็นใจจากระบบยุติธรรม!!! ถามจริงๆทำแบบนี้ เป็นการ “ดูถูกคนกรุงเทพฯ หรือเปล่า!!?” ทำไมจึงต้องเจาะจงเอาคนที่มีชนักปักหลังมาลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯด้วย http://www.bangkok-today.com/node/7967

โดยคุณ ล้างอย่างไรก็ไม่ออก 125.25.46.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER