หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > คนใต้ไม่ใช่ขโมย!!!
หัวข้อ : คนใต้ไม่ใช่ขโมย!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

คนใต้ไม่ใช่ขโมย!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ม้เหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น คร่าชีวิตผู้คนไปนับหมื่น สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างพังพินาศมากมายแล้ว และก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งกำลังจะหมดอายุการใช้งาน จนสร้างความหวาดกลัวมหันตภัย จากพิษสงของกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหล ให้กับคนญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง 
        ชาวโลกพลอยวิตกกังวล ต่อสถานการณ์นี้อย่างยิ่ง เพราะขนาดญี่ปุ่นชาติที่มีความเจริญก้าวหน้าในทางวิทยาการ มีการเตรียมเผชิญเหตุร้ายเป็นอย่างดี ยังต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากสาหัสถึงเพียงนี้ 
        จึงเสมือนเป็นการส่งสัญญาณแรง ไปยังชาติต่างๆ แต่ถึงกระนั้น ในความวิบัติครั้งนี้ ยังมีสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างความทุกข์ยาก นั่นก็คือ
        คนญี่ปุ่นได้แสดงให้โลกประจักษ์ ถึงความเยือกเย็นในการเข้าเผชิญเหตุร้าย พลเมืองของเขาสามารถรับมือได้ โดยไม่ตื่นตระหนก พวกเขายึดมั่นอยู่ในระเบียบวินัย และความรักชาติอย่างเยี่ยมยอด ชนิดที่โลกต้องพิศวง แต่หากใครได้ศึกษาเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมาพอสมควร จะสามารถเข้าใจและเห็นได้ชัดว่า 
        ศาสนาชินโตและลัทธิบูชิโด และพุทธศาสนานิกายเซน ที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน  ได้ปลูกฝังความรักชาติ เกียรติ และวินัย จนพลเมืองของเขาซึมซับสิ่งเหล่านี้ จนกลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่คนในชาติอื่นๆ ที่มีการดำเนินชีวิตศรัทธาและความเชื่อที่แตกต่าง จะปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อชาติ และส่วนรวมได้อย่างคนสายเลือดซามูไร
        ผมเองเคยได้รับการศึกษาในญี่ปุ่น จึงสนใจศึกษาในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมญี่ปุ่น เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคนประเทศนี้ ก็พยายามติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด 
        บังเอิญได้อ่านเรื่องคนไทย เขียนถึงคนในครอบครัว ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น เอาไว้ในเว็บไซด์ อดไม่ได้ที่ต้องนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านฟัง เพราะเห็นว่าน่ารักมาก 
        เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ
        คุณผู้หญิงท่านหนึ่ง มีพี่ชายที่แต่งงานกับสตรีญี่ปุ่น และพี่สะใภ้ของเธอได้หอบลูกสามคน กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองคานากาว่า ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโตเกียว และได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิครั้งนี้ด้วย
        พี่สะใภ้ชาวอาทิตย์อุทัย ได้แจ้งข่าวกลับมาว่า เธอและลูกๆปลอดภัยดี แต่ปัญหาก็คือ
        การเดินทางกลับไทย จะต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวขนส่งเด็กๆและสัมภาระจำนวนมาก รถยนต์ส่วนตัวมีอยู่ แต่ไม่มีน้ำมันให้เติม เพราะสถานีบริการ หรือปั๊มน้ำมัน ได้รับความเสียหายหนัก 
        ปิดบริการหมด!
        สามีของเธอ จึงแนะวิธีหาทางออก(แบบไทยๆ) ด้วยการไปสูบน้ำมันจากรถยนต์คันอื่น ที่เสียหายจากพายุมาใส่ในรถตัวเอง 
        คำตอบที่ได้รับจากผู้เป็นภริยาชาวญี่ปุ่น ทำเอาผู้เป็นสามีต้องหน้าหงาย อายม้วนไปหลายตลบ เพราะเธอตอบกลับมาว่า 
        "ไม่ได้หรอก น้ำมันนั่นไม่ใช่ของเรา!"
        สามีกลัวภริยาและลูกๆจะกลับไม่ได้ ก็กลั้นใจคะยั้นคะยออีกรอบ แต่เธอยังคงยืนกรานเสียงแข็งว่า
        “เราทำอย่างนั้นไม่ได้ รถทุกคันมีเจ้าของ ถึงเวลาแล้วเจ้าของจะต้องกลับมาเอารถกลับ ซึ่งต้องใช้น้ำมันเช่นกัน ผู้เป็นเขาคงจะต้องเดือดร้อนแน่ๆ"
        ผู้สามีชาวไทยถึงกับอึ้งกิมกี่ และเลิกความคิดที่จะคะยั้นคะยอ แม่ของลูกสายเลือดซามูไรต่อไป อย่างเด็ดขาด
        ปรากฏว่า
        ภริยาชาวญี่ปุ่นตัดสินใจเดินทางกลับ โดยหอบลูกน้อยสามคน พร้อมสัมภาระพะรุงพะรัง ขึ้นรถโดยสารประจำทาง ไปถึงสนามบินได้ ด้วยความทรหดอดทน แต่ก็คงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่ได้กระทำตามหน้าที่ของ...
        “นิฮอนจิง” หรือ “ชาวญี่ปุ่น” ได้อย่างครบถ้วน!
        ต้องขอขอบคุณ สำหรับการนำเรื่องราวดีๆมาเปิดเผย ทำให้คนไทยเราได้ตระหนักความ ‘รักเกียรติ’ ของชนชาตินี้ ซึ่งไม่ยอมเบียดเบียนเพื่อนร่วมชาติ เพราะจิตสำนึกที่ถูกปลูกฝังมาเป็นอย่างดี ทำให้สะใภ้ญี่ปุ่น คำนึงถึงบุคคลอื่นที่อยู่ร่วมชาติก่อนเสมอ แม้ในยามที่ตัวเอง ได้รับความทุกข์ก็ตาม 
        ได้ชื่นชมกับความงดงาม ในจิตใจของชาวญี่ปุ่นแล้ว คราวนี้กลับมาดูในบ้านเราบ้าง

        ที่บ้านเราก็มีข่าวเกี่ยวกับคนญี่ปุ่น แต่กลับเป็นเรื่องน่าหดหู่ เพราะหนังสือพิมพ์ลงข่าวน่าสลด เกี่ยวกับธุรกิจของชาวญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนทำมาหากินในสยามประเทศ โดยประกอบกิจการโรงงานยาง ตั้งอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.2554 ด้วย
        น้ำสูงขนาดท่วมรั้วโรงงาน ทำให้ยางที่แพ๊คเป็นก้อนเก็บไว้ในโกดัง หลุดจากพื้นที่เก็บ ลอยตามกระแสน้ำ ข้ามกำแพงและหลุดออกจากนอกเขตโรงงานไป
        มีชาวบ้านสุราษฎร์แถวๆรอบโรงงาน เก็บก้อนยางเอาไว้ได้ แต่เมื่อเจ้าของโรงงานชาวญี่ปุ่นไปขอคืน คนที่เก็บได้กลับไม่ยอมคืนให้ บอกว่า ต้องเอาเงินมาเป็น 
        “ค่าไถ่” 
        มิหนำซ้ำคนที่เก็บได้บางคน แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ นำเอายางก้อนที่ไม่ใช่ของตน ไปขายต่อราคาถูกๆอีก จากก้อนละ 5 พัน ไปขายแค่ 350 บาท ทั้งๆที่รู้ดีว่ายางที่เก็บได้ เจ้าของเป็นใคร เรื่องนี้หากรู้ไปถึงต่างประเทศ ลองตรองกันดูว่า
        พวกเขาจะดูถูก...คนไทยแค่ไหน!?

        ใช่แต่เรื่องยางลอยน้ำเท่านั้น ที่ทำให้เรื่องนิสัยของคนใต้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในโลกอินเตอร์เนต เพราะอีกยังมีเรื่องมากระแทกซ้ำเข้าอีกดอก 
        นั่นคือ 
        ระหว่างที่น้ำกำลังท่วมใหญ่ที่ปักษ์ใต้ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 บริเวณถนนสายเอเชีย ท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลนาโหนด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งฝนตกหนักมาหลายวัน เป็นเหตุให้ถนนลื่นจนมีอุบัติเหตุ

content/picdata/291/data/photo1.jpg

        รถบรรทุกขนปลามาเต็ม พลิกคว่ำลงข้างทาง แม้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้ปลาที่บรรทุกมาหล่นกระจายเกลื่อน ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกนั้น รวมถึงที่สัญจรผ่านไปผ่านมา ต่างหอบหิ้วถุงพลาสติก ถังน้ำ และกระสอบ (อย่างภาพที่เห็น) 
        มาขนปลาไป...จนหมดเกลี้ยง!
        น่าสงสารเจ้าของรถ ที่ชื่อนายน้อย ไม่ทราบนามสกุลเจ้าของรถ ได้แต่ยืนมองตาปริบๆไม่สามารถทำอะไรได้ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ห้ามปรามแล้วก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ กลับ...
        ยื้อแย่งปลากัน ให้จ้าละหวั่น!!!
        นายน้อย พร้อมกับกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า กำลังบรรทุกทั้งปลาและปูกว่า 3 ตัน มูลค่าราคากว่าสามแสนบาท จะเอาไปส่งที่จังหวัดปัตตานี แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นก่อน
        น่าอนาถใจจริงๆ
        ชาวบ้านที่เอาปลา ที่ไม่ใช่ของพวกตน ไปอย่างน่าเฉยตาเฉย หารู้ไม่ว่า พวกเขากำลังกระทำความผิดฐาน
        วิ่งราวทรัพย์!!!

        ผมอยากเล่าถึง ‘การเก็บทรัพย์ลอยน้ำ’ แล้วมีการเรียกค่าไถ่ และการลักปลาเมื่อรถคว่ำ โดยจะขอเล่าเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา เป็นเรื่องๆไป ดังนี้ครับ

        รณีแรกคือ การเก็บทรัพย์ลอยน้ำ แล้วเรียกค่าไถ่ หากท่านเคยไปจังหวัดสุโขทัย หรือจังหวัดแถบริมแม่น้ำน่าน เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ชาวบ้านจะสนุกมาก เพราะเมื่อน้ำหลากมา พวกเขาก็จะพากันเก็บเอา “สวะ” ที่ลอยตามน้ำมากองบนฝั่ง คัดเอาเศษไม้มากองไว้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับใช้ในครัวเรือนไปจนตลอดปี เป็นการประหยัดได้ทางหนึ่ง
        นอกจากเศษสวะ บางครั้งมี “ท่อนซุง” ลอยมาด้วย ซึ่งอาจแตกมากจากแพซุง ที่ล่องลงมาให้ลูกค้าทางกรุงเทพฯ แต่เมื่อเจอกระแสน้ำแรงๆ ก็อาจแตกออกจากแพที่ผูกได้ 
        ชาวบ้านที่ไปเก็บซุง จะต้องมีความชำนิชำนาญพอสมควร เพราะต้องเอาเรือออกไปยังซุงที่ลอย แล้วจะต้องมีคนขึ้นขี่ซุง ผูกเอาไว้ด้วยเชือก โยงปลายเชือกอีกด้าน เข้ากับหลักหรือต้นไม้ใหญ่บนฝั่ง เพื่อไม่ให้ซุงลอยน้ำต่อไป แล้วจึงค่อยๆดึงซุงขึ้นฝั่ง
        ซุงเหล่านี้นั้น เจ้าของมักจะตามมาขอคืน แล้วจ่าย “ค่าไถ่” เล็กๆน้อยๆให้เป็นสินน้ำใจ เพราะหากชาวบ้านไม่ช่วยเก็บรักษาไว้ ซุงก็ต้องหลุดลอยไกลออกไป เจ้าของจะเสียหายได้
        การเก็บซุงแล้วมี “ค่าไถ่” ของคนแถวสุโขทัย ผิดกับการเก็บยางของคนสุราษฎร์ เพราะคนทางเหนือนั้นเขาเก็บเป็นฤดูกาล เป็นประเพณี แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมี “สวะ” ลอยให้เห็น เพราะป่าไม้ถูกลักตัดไปหมด การทำไม้ก็ถูกควบคุม ฤดูกาลแห่งการเก็บ “สวะ” จึงไม่สนุกเหมือนก่อน
        ส่วนเรื่อง “ก้อนยางลอยน้ำ” ของโรงงานชาวญี่ปุ่นนี่ แตกต่างกันมากกับทางสุโขทัยมาก เพราะที่สุราษฎร์เป็นเรื่องอุทกภัย เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์เฉพาะ ต่างคนต่างเดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น น่าจะมีความเห็นใจ เพื่อนร่วมชะตากรรมเหมือนกันมากกว่า แต่นี่ดันกลับเก็บทรัพย์เจ้าของ นำมาเรียกค่าไถ่ 
        ซ้ำเติม “ความทุกข์” ให้คนอื่น หนักเข้าไปอีก!

        กรณีต่อมาคือ เรื่องรถบรรทุกปลาคว่ำ ชาวบ้านมาชิงเอาปลาไป ต่อหน้าต่อตาคนขับรถเจ้าของ ทำให้ผมคิดถึงกรณีเครื่องบินโดยสาร ของบริษัท เลาดาแอร์ เที่ยวบินที่ 004 ตกที่อุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 ไม่มีผู้โดยสารและลูกเรือคนใดรอดชีวิต ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 39 คน ชาวต่างชาติ 184 คน 
        อุบัติเหตุครั้งนั้น เป็นหายนะทางการเดินทางทางอากาศที่รุนแรงที่สุด ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จวบจนถึงปัจจุบัน 
        หลังอุบัติเหตุ ได้มีผู้มาขโมยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเพชรและเครื่องประดับ ของผู้โดยสารราว 1 ใน 4 ได้สูญหายไป ที่ร้ายกาจที่สุด คือต่างประเทศลงข่าวว่า ศพผู้โดยสารรายหนึ่งถูกตัดนิ้วขาด เพราะคนร้ายต้องการแหวนผู้ตาย เมื่อถอดแหวนไม่ออก
        ก็ตัดนิ้วทิ้งเสีย แล้งรูดเอาแหวนออกไป!
        เรื่องนี้ทำให้ชาวไทย โดยเฉพาะพลเมือง ‘บรรหารบุรี’ เสียชื่อมาก แต่ก็ยังมีป้ายแสดงจุดตกของเครื่องบิน ให้ผู้คนเข้าไปดู ตามภาพที่เห็น

content/picdata/291/data/photo2.jpg

        ผมเกรงเหลือเกินว่าจะมีมือดี มาเขียนต่อว่า จุดนี้ทรัพย์สินของผู้เคราะห์ร้าย 
        ถูกชาวไทยลักเอาไป...อย่างน่าทุเรศ!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        หากนำสองเรื่องที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ เปรียบเทียบกับกรณีที่ผมเล่าให้ฟัง แม้มีความแตกต่างกันในพฤติกรรมก็จริง แต่กรณีที่เกิดขึ้นในภาคใต้ทั้งสองเรื่องครั้งนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้
        “คนใต้” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ มากเหลือเกิน!
        อาจพูดได้ว่า ขโมยขโจรปักษ์ใต้ที่ชุกชุมมากนั้น มีสาเหตุสำคัญมาจาก การแพร่ระบาดของยาเสพติด ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ใส่ใจในการปราบปราม แถมยังมีความพยายาม ที่จะ “เอาผิด” เจ้าหน้าที่ยุคทักษิณ ซึ่งทราบกันดีว่า ในยุคนั้นได้ปราบปรามจนยาเสพติด จนแทบจะหายไปจากเมืองไทยอยู่แล้ว แต่ไอ้คณะ “ทหารกบฏ 2549”
ได้เข้ามาทำระยำ จนชาติบ้านเมืองของเราจะฉิบหาย และเป็นต้นเหตุที่คนไทยต้องช้ำใจ เพราะได้ ‘รัฐบาลกาลี’ เข้ามาบริหารประเทศ 
        ยาเสพติดจึงได้กลายเป็น ปัญหาใหญ่หลวงอีกครั้ง!
        มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยานรก ได้ย้อนไปแทงชาวใต้ ที่สนับสนุนรัฐบาลกาลี อย่างไม่ลืมหูลืมตา
        เด็กไม่ถึง 10 ขวบ เมืองนครฯ ก็เสพยาบ้าแล้ว!!
        เมื่อมียาเสพติดแพร่ระบาดทางใต้มาก แน่นอนว่าสุจริตชนจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ ประเภทลัก วิ่ง ชิง ปล้น ก็ทวีเพิ่มมากขึ้น 
        อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!!

        รุปได้ว่า ปักษ์ใต้นั้น แม้จะอุดมสมบูรณ์ก็จริง แต่บัดนี้ได้กลายเป็นดินแดน ที่คนส่วนอื่นของประเทศ ได้ทราบจากข่าวที่สะพัดจากทุกสื่อ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตว่า 
        ดินแดนส่วนนี้ของประเทศ ช่างเต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายและพวกหัวขโมย หาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้ ส่วนผู้คนท้องถิ่นนั้นหรือ ก็ช่างไม่อับอายเลย ที่เข้าไปหยิบฉวยเอาข้าวของผู้อื่น เอามาเป็นของตน อย่างหน้าเฉยตาเฉย ดังปรากฏตามข่าวที่เล่ามาแล้ว
        ผมจึงมีความเป็นห่วง ไม่อยากให้พี่น้องคนใต้ ถูกประณามเสียหายว่า บ้านเมืองเต็มไปด้วยพลเมืองขี้ลักขี้ขโมย จนพูดกันไปถึงขั้นว่า 
        ภาคใต้เป็น...ภาคโจร!

        จึงอยากให้ผู้หลักใหญ่ปักษ์ใต้ ที่ไม่ใช่นักกินเมือง ลุกขึ้นมา ร่วมพิจารณาปัญหาทาง “จริยธรรม” กันอย่างจริงจัง 
        ช่วยกันอบรมสั่งสอนเยาวชนลูกหลาน และต้องสร้างแนวความคิด ในเรื่องความรักเกียรติ รักความซื่อสัตย์สุจริต ต้อง
ไม่ลักทรัพย์เอาของผู้อื่น เพื่อในวันข้างหน้า จะได้ไม่มีคนมากล่าวหา ให้เสียหายได้ และต้องทำจนให้คนภาคอื่นเขายกย่องด้วย ว่า
        “คนใต้ไม่ใช่ขโมย!!!”

content/picdata/291/data/photo3.jpg

        อย่าให้ลูกหลานของคนใต้ เห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรมโจร จนกระทั่งมีศาลโจร อย่าง “ไอ้ดำ หัวแพร” ที่จังหวัดพัทลุง (คนจังหวัดนี้เขาเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ที่ชาวพัทลุงจะบูชาโจร) ต้องช่วยกันเอาศาลมัน  
        ไปทุบทิ้ง!  
        เพื่อไม่ให้ลูกหลานคนใต้หลงผิด เก็บเอามาบูชาโจร แล้วเห็นดีเห็นงามไปกับพฤติกรรมไอ้พวกนี้
        อย่าให้ใครมาอ้าง เรื่องประวัติศาสตร์มาอ้าง แล้วเก็บศาลโจรเอาไว้อีกเลย!!
        ไอ้ดำ หัวแพร มันก็แค่ไอ้โจรที่ลัก วิ่ง ชิง ปล้นเขาเท่านั้น จะเอามันมาเป็น ‘วีรบุรุษ’ ได้อย่างไรกัน!!!?

        นอกจากนั้น ยังต้องสอนลูกหลานของพวกเรา ไม่ให้เอาเยี่ยงเอาอย่างพวก “นักกินเมือง” ที่ครอบงำปักษ์ใต้มานาน เพราะในขณะนี้ มีหลักฐานปรากฏต่อสาธารณชน ว่า
        นักกินเมืองที่มีตำแหน่งแห่งที่ และมาจากภาคนี้ แม้กระทั่งระดับรัฐมนตรี ต้องถูกกล่าวหาว่า มีพฤติกรรมไม่สุจริต จนเจ้าตัวทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะผู้คนเขาไม่ไว้ใจ จึงหน้าด้านอยู่ต่อไปไม่ไหว 

        ต้องชิงลาออกไป...แต่ไอ้ที่ยังหน้าด้านอยู่ ก็มีให้เห็น!

        โปรดช่วยกันสอดส่อง หาคนดีๆมาเป็นแบบอย่างของลูกหลานเถอะครับ คนปักษ์ใต้จะไม่ได้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน และที่สำคัญ ต้องระวังการเลือกคนมาเป็นผู้แทน อย่าไปเอาตัวอย่าง 
        ไอ้ดำ หัวแพร, ไอ้ไข่เต้บเตื้อก, ไอ้หัวเกียงเต้บไต ฯลฯ

        พวกนี้มันก็แค่... “ไอ้โจรระยำ” ทั้งนั้น!!

...........................

        (***บทความประจำสัปดาห์ ตอน คนใต้ไม่ใช่ขโมย!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 16 เมษายน 2554)  


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
แม่ปู สอนลูกปูว่า อย่าเดินเปะปะไปมาต้องเดินให้ตรงทาง ...ลูกปูว่า แม่ก็เดินให้ลูกๆดูหน่อยซิจ๊ะ...แล้วแม่ปูก็เดินให้ลูกๆดู...ผลที่ได้ แม่ก็เดินไม่ตรงทางเหมือนลูกๆนั่นแหล่ะ คนใต้มีผู้นำที่เป็นขี้ขโมย...ขโมยทุกอย่างไปจากคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งอำนาจการบริหาร แล้วบริหารไม่เป็น ก่อให้เกิดความทุกข์ใจใหญ่หลวงต่อคนไทยทั้งปวง ขโมยแม้แต่ความสุขเล็กๆในครอบครัว ที่เคยมีพ่อแม่ลูก ที่ลูกๆเคยเป็นเด็กดี แต่เดี๋ยวนี้ กลับติดยา บางครอบครัว ติดกันทั้งพ่อทั้งลูก ขโมยภาวะรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่เคยมีมาอย่างมั่นคงที่ผู้อื่นวางแนวทางปฏิบัติไว้ ให้ฉิบหายได้อย่างหน้าตาเฉย การจับยาเสพติดครั้งละมากๆแล้วพากันเสนอหน้าทางสื่อโทรทัศน์ ว่านี่คือผลงานของรัฐ ที่มีการระดมปราบปราม ว่าเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ ผมกลับมองในทิศทางที่ตรงกันข้ามครับว่า เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ที่ไม่สามารถทำให้ของเหล่านี้ลดน้อยลงไปได้ แต่กลับเพิ่มพูนคูณทวีมากขึ้นในปัจจุบัน หาซื้อได้ง่ายกว่าการซื้อไข่ไก่ในตลาดเสียอีก ท่านวาทตะวันครับ ท่านอย่าได้ว่าคนใต้เลยนะครับว่าเป็นขโมย....เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่ทราบว่าการที่ไปหยิบเอายางที่ลอยน้ำมา หรือ ไปเก็บปูปลาที่รถเกิดอุบัติเหตุ โดยเจ้าของยืนมองตาปริบๆ ว่าเป็นการวิ่งราวทรัพย์...ก็ฯพณฯทั้งหลาย วิ่งราวอำนาจในการบริหารประเทศ มาอย่างหน้าด้านๆ ยังเชิดหน้าชูคอได้อยู่ จีบปากจีบคอ พูดชมคณะพรรคของตัวเองออกสื่ออยู่ได้ทุกวัน ยังไม่เห็นมีความผิดฐานวิ่งราว เลยนี่ครับ คนใต้ที่จบกฎหมายมากมายเค้าตีความว่า เมื่อผู้ใหญ่ทำแล้วไม่ผิด ชาวบ้านธรรมดาทำ ก็คงไม่ผิดเช่นกัน นี่แหล่ะครับ ลูกปูที่พยายามเดินตามแม่

โดยคุณ วาดฝัน ตะวันโซเซ 180.180.137.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
คือขโมยขโจรเดี๋ยวนี้ที่ไหนก็เยอะ ไม่ใช่ที่ไหนก็พวกติดยาเสพย์ติดทั้งนั้น น่าอนาถใจ พอดึกตี 1 ตี 2 ก็ออกขโมยของ ปีนบ้านแล้วกระทืบหลังคาลงไปขโมย เงินที่ได้จากขายของที่ขโมยก็เอามาแต่งท่อมอไซด์ เอาไปแว้นต่อ หนวกหูชาวบ้าน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน คนทำมาหากินสุจริตสัมมาอาชีพปัจจุบันต้องอดทนมาก ทำมาหากิน(แดก) ลำบาก ค่าครองชีพก็แพง น่าเศร้า เป็นเวรกรรมของประชาชนตาดำๆค่ะ แถมพอใกล้เลือกตั้งก็มาป้ายสีกันต่อ เพื่อต่อเกมอำนาจ น่าอนาถใจแท้ๆค่ะ

โดยคุณ 223.204.127.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
คนใต้ก็เหมือนคนภาคอื่นๆ ไม่มีดีหมดเลวหมด แต่ที่แน่ๆคือ คนใต้โชคร้ายที่นักการเมืองชาวใต้ไม่รักคนใต้ เขาเห็นคนใต้เป็นเพียงคะแนนเสียง เอามาเรียงต่อกันเหมือนขั้นบันใดให้เขาได้เหยียบไต่ขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงๆ ทางการเมือง ก็ไอ้เท่านั้น ขึ้นไปลอยหน้าลอยตาได้แล้ว ใครจะหันมาดูดำดูดีบันได คนใต้น่ะของตาย ถึงเลือกตั้งคราวหน้าก็สยบให้นักการเมืองหน้าเก่า พรรคเก่านี่เหยียบอีกที เป็นกงกรรมของคนใต้ครับ

โดยคุณ ใต้ไม่ต่ำเตี้ย 125.25.2.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
กลุ่มญาติคนใต้ที่เมายาบ้า ไล่ฆ่าตำรวจ แท๊กซี่ ยิงหมอ อย่างที่เราดูจากข่าว เขาออกมาใสมภาษณ์ว่า ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เด็กๆโรงเรียนประถมก็ติดยาหนัก ยาเสพติดระบาดทั่งจังหวัด ทั้งเมาทั้งบ้าเกือบทั้งจังหัด ไอ้พวก ส.ส. จังหวัดนครฯ มันไม่เคยเอาใจใส่ ดูแลพี่น้องประชาชนบ้างห่รืออย่างไร?

โดยคุณ คนใต้อย่าไปเลือกพวกมัน เข้าสภา ไปหาแดรกกันอีก 113.53.213.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
สส เป็นยังไง ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น

โดยคุณ กาก้า 125.27.44.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ผมเคยทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นอยู่สิบปีเศษ นิยมชมชอบในความดีงามของคนญี่ปุ่นมาก แม้ญี่ปุ่นจะถูกขนานนามว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่หากมองให้ครบมุมก็จะเข้าใจได้ว่าญี่ปุ่นไม่ได้ร้ายเกินไป ในขณะเดียวกันผมก็มีเพื่อนและรุ่นน้องคนใต้ที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันมากมาย ก็มีทั้งคนดีที่คบกันอย่างสบายใจจนทุกวันนี้ไม่น้อยเลย สำหรับคนที่ทัศนะไม่ตรงกันก็อยู่ห่าง ๆ ก็เท่านั้น เหมือนกับเพื่อนและน้อง ๆ ภาคอื่นที่จะมีทั้งคนที่คบได้อย่างสนิทใจและต้องระมัดระวังพอ ๆ กัน บทความของท่านวาทฯฉบับนี้อ่านแล้วจึงเข้าใจง่ายและสบายใจ แต่ก็ต้องมาหงุดหงิดกับนายจรกาหน้าดำ(คนใต้พันธุ์พิเศษ)ที่ใส่เสื้อลายทางออกมาสาดโคลนฝ่ายตรงข้ามอย่างมันปากโดยไม่อายฟ้าดินเมื่อวันก่อน แต่ก็กลั้นใจดูจนจบว่าเขาจะโกหกหน้าตายและใส่ใคล้ได้ขนาดไหน บอกตามตรงว่าจะอาเจียร เพราะตามปกติจะไม่อ่านทั้งข่าวหรือดูทีวีที่มีก๊กพรรคมารออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะเสียเวลาเปล่าและทำให้อารมย์ขุ่นมัวด้วย สรุปก็คือเกลียดมันทั้งก๊กนั่นแหละ

โดยคุณ คนคบคน 58.8.151.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
น่าเสียดายนะที่พุทธศาสนาเคยรุ่งเรืองงดงามที่ภาคใต้ก่อนใครในสุวรรณภูมิแต่พี่น้องเรากลับผิดศีล5แบบเหมาทุกข้อ นักการเมืองจากภาคใต้คือตัวอย่างให้ได้เห็นทุกวันที่ตั้งหน้าละเมิดศีลข้อ4อย่างจงใจ พระพุทธเจ้าตรัสสอนเวไนยสัตว์ไว้ชัดเจนว่าผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาพูดโกหก1 พูดคำหยาบ1 พูดใส่ร้ายป้ายสี1 และพูดเพ้อเจ้า1คือผู้มีมิจฉาวาจา ที่ไปหรือคติหรือที่หมายสุดท้ายของคนเหล่านี้คือทุคติ วินิปาตและนรก ขุมใดขุมหนึ่งใน8ขุมแล้วแต่คำพูด สรุปดือลงใต้นรกทุกคนแน่นอน เสียทีได้เกิดร่วมภาคกับท่านพุทธทาสแต่กลับเดินสวนทางและสบประมาทคำสอนของท่าน แล้วพวกคุณจะไปไหนเสีย

โดยคุณ gen1somchai@gmail.com 182.53.157.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
เมื่อก่อนเคยมีรถบรรจุแก๊บระเบิดคว่ำที่ภาคใต้แล้วโดนโขมยแก๊บ แต่แก๊บมันดันระเบิดทำให้พวกขี้ขโมยตายไปหลายคน ผมสงสัยว่ามีไอ้ทเหี้ยหรือแมลงสาปบางตัวมันขายยาเองหรือเปล่า มันถึงต้องล้มทักษิณ

โดยคุณ Yang Wenli 67.159.44.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
1. ผมมีเพื่อนๆ เป็นคนญี่ปุ่นอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ ก็ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นห่วงก็คือ ความมีระเบียบวินัยของพวกเขา ว่าจะไม่เกิดสงครามกลางเมือง เพื่อฉกชิงสิ่งของเพื่อประทังชีัวิต เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มีความละอาย และมีเหตุผลพอที่จะไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้น (มากกว่าสัตว์บางประเภทในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ) 2. อ่านพฤติกรรมคนไทยที่ท่านได้เล่าขยายเอาไว้ข้างต้นแล้วก็สลดใจ เพราะคนไทยบางส่วน ยังคงมีพฤติกรรม "ไม่ละอายต่อบาป" ช่วงชิงสิ่งของที่ตัวเองคิดเอาเองว่า "ไม่มีเจ้าของ" (ทั้งๆ ที่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ) เอาไปอย่างหน้าด้านๆ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีอยู่มาก ที่ยังคงรู้สึกละอายต่อบาป อยู่ในศีลในธรรม ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยก็คงจะยืนอยู่ไม่ได้นานเท่าวันนี้ 3. ส่วนพวกอนุสาวรีย์ที่มีพวกอัปรีย์ สร้างให้กับเรื่องอัปรีย์ๆ ผมว่าในบ้านเมืองที่ด้อยพัฒนา ก็น่าจะมีไม่น้อย เพราะพวกอัปรีย์ๆ ก็มักจะนิยมเรื่องอัปรีย์ ตามความอัปรีย์ในจริต พวกนี้ขุดเท่าไหร่ ความอัปรีย์ก็ยังมีไม่พอขุดออกจากใจ ก็เลยกลายเป็นพวกอัปรีย์ในสายตาของสาธุชนอยู่ร่ำไป ยิ่งในยุคสมัยกาลีครองเมือง ก็ยิ่งจะเห็นสัตว์จำพวกนี้สร้างความอัปรีย์ได้เรื่อยๆ อย่างหน้าตาเฉย

โดยคุณ ???? 203.155.40.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
จากเหตุการณ์ ที่กล่าวถึงพฤติกรรมข้างต้น ถ้าให้กล่าวถึงที่อื้นๆก็เหมือนกันหมดเพราะเคยเจอมาแย่กว่านี้ แต่กับการกราบใหว้หรือบูชาเกี่ยวกับโจร โปรดได้ลองศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นและสิ่งที่กล่าวถึงมามากน้อยแค่ไหนครับ คุณอาจจะรู้ไม่หมดหรือว่าที่อื้นเขาก็มีแบบนี้เหมือนกัน แม้แต่เมืองนอก

โดยคุณ คนใต้ทั่วไป 180.180.119.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
อย่าว่าแต่คนใต้เลยค่ะ ทุกพื้นที่ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้ คุณน่าศึกษาให้ลึกไม่ใช่ใส่แต่ความคิดส่วนตัวมากไปน่าจะมีมุมมองและทัศนคติที่ดีให้ กว้างขวางกว่านี้ค่ะ

โดยคุณ N_ya@hotmail.com 58.11.83.XXX

ความคิดเห็นที่ 12 แจ้งลบข้อความ
เอ้า ! ทีน้ำมันหกแถวอีสานทำไมไมาเหมารวมอีสานด้วย ? หรือว่าพวกคุณคนดีคนกลาง เหนือ อีสาน มีอคติกับคนใต้ ?

โดยคุณ คนใต้ 223.206.75.XXX

ความคิดเห็นที่ 13 แจ้งลบข้อความ
คนเรานั้นมีทั้งคนดีและไม่ดี อย่าว่าแต่พวกนักการเมืองใต้เลย ทั้งนักการเมืองภาคเหนือ อิสาน กลาว ก็ไม่แตกต่างกัน เชียร์แต่พวกตัวเอง ส.ส.ภาคตัวเองว่าดี ทำงานเพื่อประชาชน แต่สุดท้าย มันก็โกงประชาชนเหมือนกัน แล้ว คุณก็ยกย่อง ทักษิณว่าดีมากเป็นเทวดา แล้ว กี่เหมื่อนล้าน ที่ทุจริตเชิงนโยบายละ จริงไหมที่มีส่วนได้เสียในฐานะนายก สั่ง"ได้แล้วนักการเมืองเลวมีไหม ที่ภาค อิสาน ภาคเหนือ หรือเป็นเทวดา มองไม่เห็นตัวเอง ถ้าเหมารวมต้องแยกแยะคนไหนไม่ดีก็ว่าไปคนไหนดีก็ชื่นชม

โดยคุณ mammos@hotmail,com 124.122.253.XXX

ความคิดเห็นที่ 14 แจ้งลบข้อความ
ผู้เขียนบทความนี้เป็นอะไรมากไปไหมครับ คนใต้ต้องไปทำอะไรให้คุณแน่เลย ไปยกจุดเล็กๆอย่างเช่น รถบรรทุกปลา หรือยางลอยน้ำ แล้วมาประนามคนใต้ว่านิสัยไม่ดี ทั้งๆที่เรื่องแบบนี้นั้นเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศ เรื่องอย่างนี้ผมไปหาข่าวได้ทั่วประเทศครับแล้วแต่จะเอามาตำหนิภาคไหน ผมยังมองว่าคนใต้นั้นเรื่องศักดิ์ศรีพวกเขามีมากนะ และเลือดรักชาติก็ออกจะเข้มข้นกว่าภาคไหนๆ ทำไมไม่มองที่ภาพรวมล่ะครับ วิถีชีวิตของคนใต้ไม่ได้ดิ้นรนอะไรมาก ความเป็นอยู่ก็ค่อนข้างดีกว่าภาคอื่นๆทั่วประเทศ ไม่ได้อยากเอารัดเอาเปรียบใครสักหน่อย เรื่องยาเสพติดก็โทษคนใต้อีกถามจริงคนภาคไหนกันแน่ที่นำเข้ามาน่ะฝั่งโขง เขมรหรือชายแดนพม่ากันเหรอ เรื่องศาลโจรไปดูที่อิสานมีไหมเคยออกทีวีด้วยนะ...สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องการเมืองนั่นเอง คุณคงมีอคติกับประชาธิปปัตย์เอามาก ผมก็ยอมรับนะว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้เรื่อง คนใต้ก็เลือกอยู่นั่น มันเป็นแบบนี้นี่เอง..แต่ขอให้แยกแยะด้วยนะครับ

โดยคุณ คนใต้ 110.49.226.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER