หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ธนาคารชาติกับการโอนหนี้ (คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก!!!)
หัวข้อ : ธนาคารชาติกับการโอนหนี้ (คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก!!!) เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ธนาคารชาติกับการโอนหนี้ (คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก!!!)

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ะยะนี้แม้จะอยู่ระหว่างการเดินทาง แต่ผมได้ติดตามการดำเนินการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตลอดมา โดยเฉพาะเรื่องสำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่ง คือ
       การโอนหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ไปให้ธนาคารชาติบริหารจัดการ ด้วยการออกมาเป็นพระราชกำหนด
       หนี้ก้อนมหึมานี้ มีความเป็นมายาวนานพอสมควร ผมอยากเล่าให้ฟัง พร้อมเสนอ ‘มุมมองส่วนตัว’ ซึ่งอาจแตกต่างจากที่มีการเสนอกันทางสื่ออื่น ดังต่อไปนี้

       หนี้ดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการเปิดเสรีทางการเงิน ในยุคพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่ดันไม่มีมาตรการที่เหมาะสมออกมาควบคุม จนกระทั่งมีการกู้เงินต่างประเทศ โดยสถาบันการเงินในประเทศ มาเพื่อการเก็งกำไรกันอย่างสนุกสนาน
       ในที่สุดเศรษฐกิจ ‘ฟองสบู่’ ก็แตกโพละออกมา ในยุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี 
       สาเหตุสำคัญมาจาก ผู้บริหาร ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’  ได้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ราวสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปใช้ในการต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาท จากการโจมตีของพ่อมดการเงิน ชื่อ จอร์จ โซรอส แล้วเจ๊ง
รูดมหาราช จนกระทั่งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเรา ลดลง...
       เหลือไม่ถึง...สามพันล้านดอลลาร์! 
       นี่เองเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลต้องกู้เงินจาก IMF หรือ International Monetary
Fund หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ มาประคองฐานะเอาไว้ เพื่อไม่ให้เงินบาทขาดเสถียรภาพ และทำให้ไทยเราสามารถค้าขายกับต่างประเทศ ต่อไปได้ วิกฤติทางการเงินครั้งนี้ รู้จักกันในชื่อ
       “วิกฤติต้มยำกุ้ง”
       จำนวนเงินที่กู้จาก IMF มียอดอยู่ที่ 15 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่าหกแสนล้านบาท มีเงื่อนไขเข้มงวดนัก โดยไทยถูกบังคับให้ต้องปฏิรูประบบการเงินและการบริหาร
เศรษฐกิจ จะต้องยอมให้ธุรกิจใหญ่ๆล้มไป และมีการลงโทษผู้กระทำผิดด้วย 
       ด้วยเหตุปัจจัยนี้เอง ทำให้ธุรกิจใหญ่หลายรายอาการสาหัส จ่อคิวล้มละลาย และต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของตนเอง

       ที่ผมแปลกใจมากๆ ก็คือ 
       มิตรประเทศชาติสำคัญต่างๆ ไม่ให้ความช่วยเหลือไทยเลย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่ไทยร่วมหัวจมท้ายมาด้วยโดยตลอด ได้ทอดทิ้งประเทศไทยเรายามตกทุกข์ได้ยก ไปอย่าง
ไร้เยื่อไยทำเหมือนคนไม่รู้จักกันมาก่อนอย่างนั้น
       แม้อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขาเองว่า ความผิดพลาดที่สำคัญประการหนึ่งคือ การที่รัฐบาลสหรัฐในยุคของคลินตัน ไม่ได้ให้ความช่วย
เหลือประเทศไทย ครั้งพบ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ แต่พวกเราชาวไทยจะต้องไม่ลืม และต้องจดจำ ความใจจืดใจดำของสหรัฐอเมริกา มีลูกต้องสอนลูก มีหลานต้องสอนหลานของพวกเรา ว่า 
       อย่าได้ไว้วางใจ....มหาอำนาจชาตินี้เด็ดขาด!

       วิกฤติต้มยำกุ้งนี้เอง ทำให้คนไทยระดับชาวบ้าน ต่างพากัน ‘ยากจนอย่างกะทันหัน’ กันถ้วนหน้า ตกงานกันมากมาย คนนับหมื่นต้องกลับไปบ้านเกิดในต่างจังหวัด เก็บผักหญ้าประทังชีวิตกัน นอนเลียแผลที่บาดเจ็บ ให้บรรเทาเบาบางลงก่อน เพื่อสู้ชีวิตกันต่อไป       
       นี่เป็นผลดี ที่ประเทศเราเป็นเมืองเกษตรกรรม พอเมืองหลวงเป็นพิษ ก็กลับไปทำมาหากินในไร่นาที่บ้านเกิดได้ แต่บ้านเมืองของเราต้องถูกกองทุนระหว่างประเทศ มาเป็นเจ้า
เข้าครอง ควบคุมดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดอยู่...นับเป็นปีๆ       
       ทั้งนี้เพราะเราต้องบากหน้า ไปกู้หนี้ยืมสินเขามานั่นเอง!

       เดชะบุญ...พระสยามเทวาธิราชยังคุ้มครองไทยอยู่ ดลบันดาลให้บ้านเมืองของเรา ค่อยๆพลิกฟื้นสถานการณ์ จนรัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เราสามารถใช้หนี้ ให้ไอ้เถ้าแก่จอมโหด IMF อันเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากพิษฟองสบู่ในครั้งกระนั้น ได้จนหมดสิ้น แต่ยังเหลือเพียงหนี้กองทุนฟื้นสถาบันการเงินที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปแบกรับภาระไว้เท่านั้น เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
       เศรษฐกิจรัฐบาลของทักษิณ เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ได้ถูกสะสมมากยิ่งขึ้น ฐานะการคลังของชาติ ทวีความมั่นคงแน่นหนา แต่เหตุการณ์
ปฏิวัติรัฐประหาร ก็ย้อนกลับมาอีกเมือปีที่ผ่านมา
       กลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ ตามมาหลอกหลอนผู้คนในบ้านเมือง อีกครั้งจนได้!

       การปฏิวัติรัฐประหาร 2549 ทำความบอบช้ำให้บ้านเมืองของเราอย่างยิ่ง สร้างความแตกแยกหนักในบ้านเมือง อีกทั้งเมื่อไล่ทักษิณฯออกไป กลับได้รัฐบาลหุ่นของนายกฯเขายายเที่ยง เข้ามาบริหารแบบซังกะตาย เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวกไปวันๆ 
       พอมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคพวกทักษิณกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล ฝ่ายตรงข้ามก็จัดตั้งขบวนการเข้ามาขับไล่ ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก และระหว่างที่
เหตุการณ์ทางการเมืองชุลมุนชุลเกกันอยู่ 
       มีการยุบพรรคแกนนำรัฐบาล! 
       พรรคทหารกับพรรคประชาธิเปรต ก็ฉวยโอกาสร่วมกันตั้งรัฐบาลขึ้นมาในค่ายทหาร และเปิดฉากศักราชของขบวนการ “แดกบ้าน-รับประทานเมือง” กันอย่างสนุกสนานเพราะอดอยากปากแห้งมานาน และเมื่อประชาชนเรียกร้องเพียงการเลือกตั้งใหม่ พรรคทหารและประชาธิเปรตก็จัดกำลัง
เต็มพิกัด ออกมาไล่ฆ่าฟันชาวบ้านที่ออกมาชุมนุม อย่างโหดร้ายทารุณ จนภาพอันน่าสยดสยองเผยแพร่ไปทั่วโลก
       เมืองไทยของเรากลายเป็น...แผ่นดินทมิฬ!

       ในที่สุดเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อปีกลาย พรรคทหารก็จับมือกับรัฐบาลโลซกของ นายมาร์ค มุกควาย อีกครั้ง แต่พฤติกรรมของพวกเขาระหว่างครองอำนาจ ปรากฏหลักฐานความระยำชัดเจน จนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เลือกคนพวกนี้ แม้กระทั่งหน่วยเลือกตั้งหน้าหน่วยทหารเอง ทั้งๆที่ผู้บังคับหน่วยสั่งทหารเกณฑ์ ลงคะแนนให้พรรคประชาธิเปรต แต่คะแนนก็ยังแพ้พรรคทักษิณหลุดลุ่ยแบบ...
       ไม่มีทางสู้! 
       ในที่สุดผลการเลือกตั้งก็ประจักษ์กับสาธารณชน ว่าทั้งพรรคทหารและพรรคดักดาน ประสพความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน พรรคทักษิณฯได้หวนเป็นรัฐบาลอีกครั้ง คราวนี้มีน้อง
สาวของคุณทักษิณฯ ชื่อ
       ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี!!

       รัฐบาลใหม่ของนายกฯปูได้เข้ามา พร้อมกับความมุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหา ที่ทำให้ชาติบ้านเมืองของเราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เลย นับตั้งแต่ “ไอ้บัง กบฏ” พากลุ่มทหารกาลี เข้ายึดอำนาจในบ้านเมือง เป็นระยะเวลายาวนานครึ่งทศวรรษแล้ว 
       ชาติไทยที่รักของเรา นับวันมีแต่ถอยหลัง!  
       เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามา ได้พยายามแก้ไขปัญหาชาติหลายอย่าง ที่เห็นชัดคือ การรื้อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไอ้พรรคระยำหมา มันสร้างความฉิบหายเอาไว้ ให้กลับ
มาอยู่ในภาวะปกติ และพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยทั้งด้านตะวันตกและตะวันออกของประเทศ จนการค้าของชาติเรากับประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยปริมาณการค้าขายที่มียอดเงินสูงอย่างมาก 
       เฉพาะชายแดนแม่สอดด้านเดียว สูงนับแสนล้านบาทต่อปีแล้ว...เห็นกันหรือยัง!?

       อย้อนกลับมาพูดถึงปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟู ซึ่งยังมีสูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นหนามตำใจของบ้านเมืองเรา และรัฐบาลของนายกฯปู พยายามที่จะแก้ไข แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องกองทุนฟื้นฟู แต่ผมมีเรื่องเสนอให้ท่านผู้อ่านรับฟังไว้เป็นข้อพิจารณาประกอบ นั่นคือ

       ในปี ค.ศ.1929 ได้เกิดเหตุการณ์ถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ คล้ายๆกับที่เกิดในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2540 ที่เรียกว่า The Great Depression ปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1       
       การล่มสลายของตลาดหุ้น เมื่อ 29 ตุลาคม 1929 ที่รู้จักกันในชื่อ Black Tuesday ทำให้ผู้คนของเขาต้องเสียเงินออม บางคนหมดเนื้อหมดตัว ฆ่าตัวตัวด้วยการกระโดดจากตึกลง
มาวันหนึ่งนับสิบคน แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่บ้านเรากับสหรัฐอเมริกาเหมือนกันคือ       
       เมื่อพวกเศรษฐีนายธนาคารล้มลงนั้น สามัญชนคนธรรมดาและชาวบ้านที่ฐานะปานกลาง รวมทั้งคนยากคนจน 
       ต้องรับเคราะห์ไปด้วย!

       ความตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งนั้น แพร่ขยายไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่เมืองไทยเราเอง ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 ทางราชการต้องให้ข้าราชการ ออกจากงานเป็นจำนวนมาก เพื่อลดค่าใช้จ่ายประเทศ และทำให้เกิด ‘ดุลยภาพ’ ในงบประมาณ       
       จึงมีศัพท์เกิดขึ้นมาคำหนึ่ง ใช้เรียกผู้ที่ถูกให้ออกว่า “ถูกดุลย์ฯ” คือได้รับผลกระทบจากการดุลยภาพของทางราชการ แต่เปลี่ยนรูปสะกดเป็น “ถูกดุน” คล้ายๆกับถูกดุนหลังให้ออกจากราชการ 
       ชนิดเจ้าตัวไม่เต็มใจ!       
       การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression นี้กินเวลานานมาก โดยลากจาก ค.ศ.1929 ยาวไปจนถึง ค.ศ.1940 โน่น เกือบสิบเอ็ดปีเลยทีเดียว       
       สาหัสกว่าบ้านเราเสียอีก!!

       อย่างที่ผมบอกเอาไว้ว่า เมืองไทยของเราเป็นสังคมเกษตร ที่คนจำนวนมากยังกลับบ้านไปหาผักหญ้า เก็บกินในบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดได้ พอเศรษฐกิจฟื้นตัว ก็กลับเข้ามาทำงานในเมืองกันใหม่ แต่ความทุกข์ยากของคนอเมริกันครั้งนั้น มันสาหัสสากรรจ์เหลือกำลัง เพราะบ้านเขาเป็นสังคมอุตสาหกรรม แม้จะมีสังคมเกษตรปนอยู่ด้วย แต่สัดส่วนของคนในเมืองใหญ่นั้น มีจำนวนมาก อีกทั้งธรรมชาติตอนบนของประเทศ ซึ่งเป็นถิ่นอุตสาหกรรม ก็อยู่ในโซนหนาวที่มีหิมะเย็นยะเยือกเข้าไปถึงกระดูกเลยทีเดียว       
       อเมริกันชนที่ยากจน จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ ยากเข็นกว่าเรานัก!

       ยุคฟองสบู่แตกนั้น ดูเหมือนไม่ยุติธรรมเลย ที่ผู้เป็นมนุษย์เงินเดือน และชาวบ้านทั้งหลาย ได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนัก แต่พวกที่อยู่ในวงการเงินการธนาคาร กลับทุกข์น้อยกว่าคนธรรมดา ดูตัวอย่าง นักการเงิน นักการธนาคาร บริษัททรัสต์ ไฟแนนซ์ พวกเขาก็ไม่ลำบากมากมายนัก บางคนล้มแล้วยังสบาย หรือพวกที่สื่อเรียกว่า “ล้มบนฟูก”  สามารถนอนนิ่มๆอย่างมีความสุข 
       ทำให้นึกถึงคำกล่าวของฝรั่ง ที่ไม่สู้จะน่าฟังเท่าไหร่นัก  
       เขาบอกว่า

       “คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก”       
       (The rich shit his pants, the poor washed.)
       ชัดเจนดีชะมัด!

       ยากจะบอกว่า ธนาคารที่ดูมีฐานะมั่นดีในขณะนี้นั้น มีหลายแห่งที่รัฐบาลเคยต้องเข้าไปช่วยเหลือ โอบอุ้มด้วยเงินภาษีอากรของราษฎรในประเทศ ที่ไม่เว้นแม้คนจนทั้งหลาย จนมีฐานะดีขึ้น 
       ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งทางค่ายหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการ” เขาเคยออกบทวิเคราะห์ไว้หลายครั้ง ซึ่งผมจำได้ดี เพราะเคยเขียนอยู่ที่ค่ายนั้นหลายปี

content/picdata/344/data/bank1.jpg

       ธนาคารไทยพาณิชย์ที่โด่งดังตอนนี้ เมือครั้งวิกฤติต้มยำกุ้ง ก็เคยมีฐานะซวดเซแบบใกล้ตายมาแล้ว เพราะเมื่อจะสิ้นปี  2539 เศรษฐกิจบ้านเราไทยเริ่มทรุดหนัก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรา ร่วม 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่าหนึ่งล้านล้านบาท ได้ลดต่ำลงมากจนเป็นอันตรายอย่างยิ่ง รัฐบาลมีความจำเป็นต้องลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 
       อลหม่าน...ไปทั้งประเทศ!
       ค่าเงินบาทวันแรกจาก 25 บาท ตกลงไปเป็น 32 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าที่สุดเมื่อเดือนมกราคม 2541 ลงไปถึง 56 บาทต่อดอลลาร์

       ธุรกิจของคนไทยนับร้อยแห่ง ต้องล้มตึงตามกันเป็นลูกต้องล้มระนาด เพราะกู้เงินดอลลาร์ละ 25 บาท แต่ต้องใช้หนี้ดอลลาร์ละ 56 บาท วิศวกรและพ่อค้าที่เก่งกาจอย่าง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ยังต้องตกในวังวนนี้ด้วย
       เศรษฐกิจพังพาบในปีถัดมา ทำให้ธนาคารทั้งหลายขาดสภาพคล่อง และไม่มีแหล่งเงินให้กู้ บริษัทนับพันแห่งล้มละลาย เศรษฐกิจพังพินาศ ใช่แต่ในบ้านเราเท่านั้น พิษของต้ม
ยำกุ้ง ยังแพร่ความร้ายกาจไปทั่วโลกด้วย

       ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมีชื่อเสียงว่า เป็นแบงก์ดีเด่นในวันนี้ แต่ในวันแห่งความมืดมนนั้น ไม่ได้ต่างกับธุรกิจอื่น เพราะได้กู้เงินต่างประเทศจำนวนมหาศาล และบรรดาลูกค้ารายใหญ่ของธนาคาร ซึ่งมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏว่า
       มีการประเมินราคาทรัพย์สิน สูงเกินจริงอย่างมาก! 
       เมื่อตลาด “อสังหาริมทรัพย์” เกิดพังทลาย เพราะพิษต้มยำกุ้ง คนไม่มีเงิน สินทรัพย์เหล่านั้นก็ขายไม่ออก แถมมูลค่ายังลดลงมาก ส่วนใหญ่ราคาเหลือไม่ถึงครึ่งเสียด้วยซ้ำ
แถมธุรกิจในเครือเดียวกันกับธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างเครือซีเมนต์ไทย หลักฐานปรากฏออกมาว่า 
       ได้กู้เงินจากต่างประเทศ เกือบ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก็ประสพปัญหาขนาดหนัก จนตอนนั้นผู้คนลือกันว่า 
       ล้มละลายทางบัญชี ไปเรียบร้อยแล้ว!

       ท่านผู้อ่าน อาจสงสัยว่า แล้วธนาคารไทยพาณิชย์รอดตัวมาจนมีวันนี้ ได้อย่างไรกัน
       คำตอบสั้นๆ ก็คือ

       รัฐบาลเข้าไปช่วย ‘อุ้ม’ เอาไว้นั่นเอง!!!

       หากรัฐบาลไม่ช่วย ธนาคารเก่าแก่แห่งนี้ (เดิมชื่อ “แบ๊งก์สยามกัมมาจล”) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกในประเทศไทย คงจะถึงกาลเอวัง ม้วยมอดไปเรียบร้อยแล้ว 
       รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไรนั้น ขอเล่าแต่เพียงว่า รัฐบาลได้อัดฉีดเงินให้ธนาคารแห่งนี้ ถึง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ก็มาจากประชาชนคนไทยทั้งชาติ 
       แต่...
       ลึกไปกว่านั้น ธนาคารแห่งนี้และธุรกิจในเครือเดียวกับธนาคาร ยังได้รับประโยชน์จากรัฐ ในรูปแบบอื่นอีก หากมีโอกาสเหมาะ จะนำมาเล่าสู่กันฟังในภายหลัง แต่เท่าที่ยกมา
เป็นตัวอย่างในวันนี้ เพียงแต่ต้องการให้นายธนาคารไทยพาณิชย์ และนายวาณิชธนกิจทั้งหลาย 
       ระลึกถึงความหลัง ยามที่รัฐเข้ามา ‘โอบอุ้ม’ พวกท่านกันบ้าง!

       คราวนี้ ลองหันกลับไปดูธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติกันหน่อย
       หนี้สินของกองทุนฟื้นฟูนั้น บรรดาสื่อทั้งหลายต่างก็ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ปัญหาที่แท้จริงนั้น เกิดจากการที่ธนาคารชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการ
ผิดพลาด จนทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ต้องหดหายไปอย่างรวดเร็ว และผู้รับผิดชอบของธนาคาร ก็ถูกอัยการแผ่นดินฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่ง เรียกเงินเป็นจำนวนมาก

       ดังนั้น ในเมื่อปัจจุบันนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สถานะทางการเงินทางธนาคารแห่งประเทศไทย ดูจะมีความมั่นคง จนมีการประเมินโดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารชาติเองว่า

content/picdata/344/data/bank.jpg

       จากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ และมากเป็นลำดับที่ 17 ของโลก นั้น นอกจากจำนวนที่ต้องสำรองตามภาระผูกพันและความจำเป็นแล้ว คนของธนาคารชาติเองยังเคยออกมาบอกว่า ยังเหลือพอที่สามารถนำไปลงทุนหาประโยชน์ได้ 
       ไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ...มากกว่าหนี้ของกองทุนฟื้นฟูเสียอีก!
       ดังนั้น เมื่อบ้านเมืองยังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และยามนี้เอง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เข้มแข็งและมีกำลังอยู่พอตัวแล้ว 
       สมควรที่จะรับภาระที่ตัวเอง เป็นผู้ก่อขึ้น ด้วยความองอาจกล้าหาญ จึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องทางจริยธรรม ไม่ใช่เอาแต่ได้ถ่ายเดียว จนผู้คนเขานินทาว่า

       บุคลากรในธนาคารแห่งประเทศเทศไทยนั้น กลัวว่าพวกตนจะได้ “สิทธิประโยชน์” จากองค์กรของตัวน้อยลง หรืออย่างไรกัน!?

       นอกจากนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผม ยังเห็นว่าสถาบันการเงินต่างๆ ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐมาทั้งนั้น น่าจะสำนึกและมีจิตสาธารณะ ร่วมแบกรับภาระของชาติกันบ้าง เพราะรัฐบาลต้องนำงบประมาณของชาติ ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนทั้งคนจนคนรวย มาจ่ายดอกเบี้ยให้ปีละ 
       กว่าหกหมื่นล้านบาท! 
       รัฐบาลของเราจะได้มีงบประมาณ ไปบำรุงพี่น้องประชาชน ที่ยังลำบากยากจนอยู่ ซึ่งเงินภาษีอากรของพวกเขาเหล่านั้น ครั้งหนึ่งก็เคยช่วย ‘โอบอุ้ม’ พวกท่านนั่นแหละ

       จึงขอสื่อไปถึงนายธนาคาร และนายวาณิชธนกิจต่างๆ ที่ร่ำรวยกันมากแล้วในเวลานี้ เสียสละให้ชาติบ้านเมืองกันบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ได้ถ่ายเดียว ชนิดได้ดีแล้วลืมความหลัง เพราะครั้งพวกท่านทั้งหลายตกทุกข์ได้ยาก ก็ได้รัฐบาลเอาเงินจากพี่น้องประชาชนรวมถึงคนยากคนจน มาสนับสนุนพวกท่าน 
       หากยังทำใจจืดใจดำ เมินเฉยต่อการดำเนินการของรัฐในครั้งนี้ มันก็จะสอดคล้องกับคำกล่าวของฝรั่งที่ว่า
       “คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก”      

       พวกท่านทั้งหลาย ต่างก็เคยขี้รดกางเกงเอาไว้แล้วแทบจะทั้งนั้น ช่วยกันซักบ้าง ก็จะดีนะ! 
       ขอร้องกันดีๆอย่างนี้ หากยังขืนพิรี้พิไร ทำสะดิ้งกันกันอยู่อีก

       รับรองว่าครั้งต่อไป ผมจะไม่พูดจานุ่มนวลแบบนี้ แต่...

       จะด่า ‘เช็ดเม็ด’ ไปเลย!!!

...............

       (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ธนาคารชาติกับการโอนหนี้ (คนรวยขี้รดกางเกง แต่คนจนซัก!!!) ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ยังไม่ทันไร วันศุกร์ ที่ 20 มกรา 55 ไอ้หนังสือโพสท์ทูดายของอาจารย์ มันพาดหัวว่า "แบงก์ชนโยกหนี้" ต่อต้านเรื่องโอนหนี้ให้ธนาคารชาติ ทั้งๆที่ไอ้พวกนี้หลายแบงก์ เคยจะตายเพราะหนี้เสีย จนรัฐบาลต้องเข้าไปอุ้ม

โดยคุณ ด่ามันเข้าไป ไอ้พวกเอาแต่ได้ 125.25.214.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER