หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ข่าวลับ-ของลับ!!!
หัวข้อ : ข่าวลับ-ของลับ!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ข่าวลับ-ของลับ!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ก.พ.55) ผมได้ฟังรายการ ‘เช้าทันโลก’ โดยมี คุณ สังกมา สารวัตร นักข่าวรุ่นคุณป้า ซึ่งตอนนี้ผันตัวไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ 
        เธอได้เล่าถึงเรื่อง หน่วยงานข่าวกรองกลางของสหรัฐ (Central Intelligence Agency) หรือ C.I.A. ซึ่งระยะนี้สื่อสีเหลือง ASTV ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ตั้งข้อสงสัยว่า 
        เข้าแทรกแซง กิจการต่างๆในประเทศไทย หรือเปล่า!?

        คุณสังกมาฯได้เอ่ยถึงสื่อมวลชนคนสำคัญ ชื่อนายบ็อบ วู้ดเวิร์ด (Bob Woodward) นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ที่มีชื่อเสียง จากการเปิดโปงเบื้องหลังของคดี วอเตอร์เกต (Watergate) ของสหรัฐ ซึ่งคดีดังกล่าว พุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น คือ 
        ริชาร์ด นิกสัน

        ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นนักการเมืองมายาวนาน โดนข้อกล่าวหาว่าทุจริต เพราะส่งคนเข้าล้วงความลับของฝ่ายตรงข้าม คือ พรรคดีโมแครต ซึ่งมีที่ทำการอยู่ใน
ตึกชื่อ Water Gate คดีดังกล่าว จึงมีชื่อเรียกขานตามชื่อสถานที่เกิดเหตุ  
        ตรงนี้...ต้องเรียนเพิ่มเติมว่า

        บ็อบ วู้ดเวิร์ด ไม่ได้เจาะข่าวเรื่องนี้เพียงลำพัง หากแต่เขายังมีเพื่อนร่วมงาน อีกคนหนึ่งคือ นายคาร์ล เบิร์นสไตน์ (Carl Bernstein) รวมกันเป็นนักข่าวหัวเห็ดสองแรงแข็งขัน ช่วยกันขุดคุ้ย จนได้เบาะแส นำไปสู่การสอบสวนตามกระบวนการ
        ผลการสอบสวนชี้ชัดว่า ประธานาธิบดีนิกสันมีส่วนพัวพันในความผิดดังกล่าว จนต้องลาออกจากตำแหน่งไป อย่างไร้เกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
        คุณบ๊อบ วูดเวริด ได้เขียนหนังสือเกี่ยวข้อพาดพิง C.I.A. หลายเล่ม โดยพยายามเปิดโปง การกระทำของหน่วยงานนี้ ว่ามีส่วนดำเนินการในเรื่องร้ายๆ เกี่ยวกับประเทศอื่น
เพราะคุณนักข่าวคนนี้ มีความเชื่ออย่างฝังหัว ว่า

content/picdata/348/data/photo6.jpg

        หน่วยงาน C.I.A. นี้ อยู่เบื้องหลัง หรือเป็นผู้ชักใย เหตุการณ์ในต่างแดน รวมทั้งความรุนแรงต่างๆด้วย!  
        ผู้ดำเนินรายการคือคุณสังกมาฯ เอง ดูเหมือนมีความสงสัยเฉกเช่นเดียวกับสื่อสีเหลือง และตั้งปุจฉาว่า 
        ซีไอเอนั้น ได้เข้าแทรกแซงกิจการ หรือชักใยเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ภายในบ้านเรา หรือมีปฏิบัติการในลักษณะตามทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ด้วยหรือไม่!?

        หากพูดกันด้วยหลักวิชาแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่าการข่าวกรองนั้น มีความจำเป็นสำหรับทุกชาติ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เป็นชาติมหาอำนาจหรือไม่ใช่ ต้องมีการหาข่าวสารประเทศที่ติดต่อกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคมฯลฯ เพื่อประโยชน์ของแต่ละฝ่าย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่าง เพราะ...
        ข้อมูลข่าวสาร นั้น คือ อำนาจ!
        (Information is Power)

        ภารกิจในด้านการข่าวกรอง ซึ่งเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข่าวสาร การประเมินค่า การวิเคราะห์ การตีความ การใช้และกระจายข่าวกรองหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเรียกว่า “วงรอบการข่าวกรอง” ซึ่งทำเหมือนกันทุกชาติ และชาติที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หรือเป็นพันธมิตรกัน ก็มักมีการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซึ่งกันและกันด้วย 
        หน่วยข่าวกรองของสหรัฐนั้น เข้ามามีบทบาทกับชาติไทยเรา ตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็นเริ่มต้น ซึ่งเป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างสองค่าย คือ
        คอมมิวนิสต์ VS เสรีนิยม
        สำหรับประเทศไทยเรานั้น เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแบบย่อๆ ได้ว่า

        C.I.A. เข้ามาในเมืองไทย อย่างจริงจัง โดยรูปบริษัทเอกชนชื่อ ‘ซีซับพลาย คอมปานี’ (Sea Supply Company) และ บริษัทคู่แฝดคือ เวสเทิร์น เอนเตอร์ไพรซ์ คอมปานี (Western Enterprises Company) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 และมีบทบาทสำคัญในการสถาปนา กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขึ้นในประเทศไทย 
        ทั้งนี้เป็นเพราะไทยเรานั้น มีชายแดนยาวเหยียดกว่า 3,000 กม. และตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่สามารถส่งกำลังทหารเข้าประชิดชายแดน ภายในรัศมี 30 ก.ม. (
ประมาณจากระยะยิงของปืนใหญ่) ซึ่งหากคิดรวมเป็นพื้นที่ชายแดน ที่ว่างจากกำลังทหารดูแล มีมากมายนับหมื่นตารางกิโลเมตร 
        หากเปรียบประเทศไทยหากเป็นผ้าถุง ก็มีชายผ้าถุงที่ปล่อยรุ่ยร่ายเอาไว้!
        การจัดให้มีกองกำลัง ของตำรวจตระเวนชายแดน เสมือนกับการเย็บชายผ้าที่รุ่ยร่ายนั้น ให้เข้าที่เรียบร้อย ด้วยการส่งกำลังตำรวจหน่วยนี้ เข้าอุดช่องว่างของพื้นที่ ซึ่งเป็นการ
เสริมสร้างความมั่นคงโดยตรง อย่างที่เราเห็น ในบทบาทของตำรวจตระเวนชายแดนทุกวันนี้ 
        นอกจากนั้น ยังมีบทบาทในการจัดตั้งพลร่มหน่วยแรกของประเทศไทย (ก่อนทหารบก ซึ่งตั้งตามมา) คือ 
        ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร!

        ลังสงครามโลกครั้งที่สอง การต่อสู้กันระหว่างสองลัทธิได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ยังผลให้ชาติอินโดจีนทั้งหมด คือ เขมร ลาวเวียตนาม ตกอยู่ใต้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ และนานาชาติต่างคาดหมายกัน ว่า 
        ไทยจะเป็นประเทศที่ต้องตกอยู่ใน ‘ทฤษฎีโดมิโน’ หรือ ‘ทฤษฎีระเนระนาด’ คือต้องล้มลงตามกันไป แบบไพ่โดมิโน เหมือนชาติต่างๆในอินโดจีน คือ กลายเป็นประเทศ ที่
ต้องปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ 
        แต่...ไม่น่าเชื่อว่า

        ประเทศไทยของเรา ได้หักปากกา และคำวิพากษ์วิจารณ์ของเซียนการเมืองระหว่างประเทศ เพราะชาติของเรา สามารถอยู่รอดปลอดภัย และเป็นดินแดนแห่งอิสรเสรี มาจนถึงทุกวันนี้ 
        แต่...บ้านเมืองของเราอาภัพนัก เพราะดันมีปัญหาภายใน คือการแย่งชิงอำนาจภายในซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือ 
        การต่อสู้ระหว่าง เผด็จการทหาร กับฝ่ายประชาธิปไตย!
        มาถึง พ.ศ. 2555 นี้แล้ว ผู้คนในบ้านเมืองของเรา ซึมซับในระบอบประชาธิปไตยกันมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ก่อนและหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 แม้ทหารจะ
ยึดอำนาจได้ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งกันใหม่ 
        ฝ่ายประชาธิปไตย ชนะในการเลือกตั้ง ทุกครั้งไป!!

        ารเปิดประเด็น กล่าวหาว่าสหรัฐเข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศเรานั้น รวมทั้งการดำเนินการที่มีเงื่อนงำแบบทฤษฎีสมคบคิด ดังตูมตามกันมา ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว ด้วยการ ‘จุดพลุ’ ของ ASTV สื่อสีเหลือง ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นั้น 
        ผมดูแล้ว เป็นเพียงการยึดโยงเอาตามความเข้าใจ ของผู้พูด ซึ่งมีเพียงเหตุแวดล้อมกรณี แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงกันได้ เพราะยังไม่มีการลงมือสืบสวน หาพยานหลักฐาน
อย่างจริงจัง เหมือนอย่างที่สื่อมวลชนอเมริกันเขาทำกัน 
        เลยไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือสนใจจากผู้คนสักเท่าใด!

        ที่ตลกมากคือ นาย เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ เจ้าของนามปากกา ‘ยุค ศรีอาริยะ’ ซึ่งเป็นซ้ายเก่า เคยเข้าป่าไปแล้วออกมา ก่อนการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์ พรรคที่ตัวเคยสังกัด 
        ตาคนนี้แกออกมา พูดผ่านสื่อโทรทัศน์ค่ายโพกผ้าเหลือง โดยระบุว่า 
        มหาวิทยาลัยคอร์แนล ของสหรัฐ ครอบงำความคิดปัญญาชนไทย!

content/picdata/348/data/photo5.jpg

        การกล่าวหากันลอยๆ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน อีกทั้งตัวนายเทียนชัยฯเอง ก็ไม่เคยศึกษาสถาบันดังกล่าว เลยโดนพวกศิษย์เก่าคอร์แนล โต้ตอบเอาหลายดอก 
        นายเทียนชัยฯคนพูด คงลืมไปว่า ไม่กี่ปีมานี้เอง เจ้านายของเราพระองค์หนึ่ง ทรงศึกษาจนสำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย 
        คนที่ออกมาพูด เลยถูกเหน็บและถากถาง จนกลายเป็น...  
        “นายนั่งเทียน (ชัย)”
        การออกมาพูดแบบนายนั่งเทียนฯ และสหายเสื้อเหลือง แม้จะฟังเข้าเค้าอยู่บ้าง แต่เมื่อไม่มีหลักฐานมาแสดงกัน ก็ไม่มีประโยชน์เพราะการพูดแบบนี้...
        พูดได้ไม่ยาก หรือ...เล่นไม่ยาก!

        ผมจะลองนำเสนอการรายงาน ลักษณะใกล้เคียงกับนายนั่งเทียนฯและพรรคพวกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ในกรณี ‘ชายชุดดำ’ ที่พรรคดักดานชอบพูดถึง ว่า 
        เป็นตัวการในการฆ่าทหารและประชาชน ที่สี่แยกคอกวัว! 
        ทั้งนี้ ผมจะพาดพิงไปถึงเอกสารลับของสหรัฐ ที่อ้างว่าหลุดออกมาลักษณะเดียวกับวิกิลีกส์ เอกสารดังกล่าวเป็นรายงานของ C.I.A ต่อหน่วยเหนือ กรณีเหตุการณ์ที่สี่แยกคอก
วัว ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ถอดความได้ ดังนี้ 

        “...การที่หน่วยทหารไทยระดับกองพลหย่อนกำลัง ซึ่งนำโดยยานเกราะ ติดอาวุธเต็มตามอัตราศึก ยาตรามาตามถนนดินสอ มุ่งหน้าเข้าสู่สี่แยกคอกวัว นั้น 
        ไม่สามารถแปลเจตนา เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากทหารหน่วยนี้ มีความประสงค์ที่จะเข้าปฏิบัติการ กวาดล้างผู้ชุมนุม ด้วยการใช้อาวุธหนักอย่างรุนแรง ลักษณะเดียวกับ
ปฏิบัติการที่เคยเกิดขึ้น ในกรณี... 
        “จัตุรัสเทียนอันเหมิน”

        หน่วยงาน C.I.A ประจำประเทศไทย ซึ่งเกาะติดสถานการณ์โดยตลอด พิจารณาแล้ว เห็นว่า 
        การที่ฝ่ายทหารใช้หน่วยซุ่มยิง ขึ้นไปบนอาคารสูงใกล้ที่ชุมนุม แล้วกราดยิงผู้ชุมนุม แบบไม่เลือกหน้า ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นั้น 
        ชี้ให้เห็นชัดว่า เป็นการยิงทางยุทธวิธี เพื่อเปิดทางสะดวก ก่อนจะมีการเคลื่อนกำลังหลัก เข้าสู่สี่แยกคอกวัว และถนน
ราชดำเนินกลาง ซึ่งทหารไทยกำหนดเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ สำหรับการกวาดล้างฝูงชนผู้ชุมนุม
        C.I.A ประจำประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นว่า การปล่อยให้กำลังยานเกราะและทหารไทย เข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวได้ โศกนาฏกรรมในการทำลายล้างชีวิตมนุษยชาติ อย่างโหดร้าย
ทารุณ จะต้องอุบัติขึ้นอย่างแน่นอน
        ดังนั้น C.I.A ประจำประเทศไทย จึงตัดสินได้ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษชาวไทย ซึ่งเป็นหน่วยเผชิญเหตุของ C.I.A
สวมเครื่องแต่งกายสีดำ (ซึ่งเตรียมการไว้ก่อนแล้ว เพราะประเมินสถานการณ์ว่า อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้) เปิดโจมตีโต้ตอบ โดยพุ่งเป้าไปยังกำลังหลักของทหารไทย ที่กำลัง
เคลื่อนที่ เข้าพื้นที่ปฏิบัติการ 
        ทั้งนี้ เพื่อสกัดกั้น ยับยั้ง...การสังหารหมู่ประชาชน!

        ผลการปฏิบัติของหน่วยรบย่อย C.I.A ประจำประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีกำลังน้อย ไม่ถึง 10 นาย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญการรบที่เจนจัดกว่ามาก สามารถกดดันกำลังใหญ่ของทหารไทย ต้องสะดุดหยุดลง 
        โดยฉับพลันทันที! 
        ทั้งนี้ เหตุเพราะฝ่ายทหารไทย โดนยิงด้วยอาวุธวิถีโค้ง เข้าที่ส่วนบังคับการของกองกำลัง จนเป็นเหตุให้นายทหารระดับผู้บังคับบัญชาของหน่วย เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวน
หนึ่ง อีกทั้งตัวผู้บังคับบัญชากองพลเอง ต้องอาวุธบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถบัญชาการรบต่อไปได้ ต้องถอนตัวออกจากยุทธบริเวณ โดยผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องพาหนีตายไปได้
อย่างหวุดหวิด 

        ฝ่ายทหารไทยชั้นผู้น้อย ที่อยู่หน้าแนวตามเส้นหลักการรุก ส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์ และผ่านการฝึกมาเพียงน้อยนิด ถูกโจมตีด้วยการยิงสกัดกั้น เพื่อยับยั้งการเคลื่อนที่ 
        ทหารเหล่านั้นเกิดความตื่นตระหนก ตกใจ กลัวตาย ต่างพากันละทิ้งหน้าที่ หนีออกจากหน้าแนว จนเกิดความเรรวน สับสน ลนลาน อลหม่านไปทั้งกองพล 
        ถึงขั้นควบคุมไม่ได้! 
        ทหารที่น่าสงสารเหล่านั้น แตกพ่ายหนีตายกันไป โดยทิ้งยานเกราะพร้อมอาวุธ กระสุน จำนวนมากมาย ไว้ในที่รบ!!

        สรุปได้ว่า กำลังทหารที่เคลื่อนเข้าปฏิบัติการนั้น ประสบความพ่ายแพ้ บาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมาก ความเสียหายของทหารไทยหนักหน่วย ถึงขั้น... 
        ‘ละลายทั้งกองพล’
        หน่วยปฏิบัติการพิเศษชาวไทย ‘ชุดดำ’ ของ C.I.A บรรลุภารกิจบรรจุมอบแล้ว...

        รายงานแบบจินตนาการ ตามที่ผมนำมาเสนอนี้ ต้องขอถามความเห็นท่านผู้อ่าน ว่า
        ฟังดูน่าจะเข้าท่า สมเหตุสมผล ไม่แพ้การ วิเคราะห์-วิแคะ ของคุณนั่งเทียนฯ และพรรคพวก ผ่านสื่อฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบัน 
        ใช่หรือไม่!?...ลองพิจารณากันดู

        มืองไทยเรานั้น ไม่ค่อยให้ความสำคัญของการข่าวมากเหมือนประเทศอื่น และที่เป็นจุดอ่อน และน่ารังเกียจของชาวเรา ก็คือ
        คนบ้านเราชอบพูดในสิ่งที่ ‘ไม่ควรพูด’ โดยเฉพาะเรื่อง ‘ข่าวลับ’ หรือ ‘ความลับ’ แถมยังไปพูดให้คนอื่นเขาฟัง ในทำนองอวดอ้างว่า ตัวเองอยู่ถึง ‘วงใน’ ใกล้ชิด อะไรทำนองนั้น 
        ในวงการทหารเอง มีข่าวสารที่ควรเป็น ‘ข่าวลับ’ หรือ ‘ความลับ’ แต่นักข่าวสายทหารอย่าง วาสนา นาน่วม หรือ ศิริรัตน์ บุรินทร์กุล ก็สามารถเจาะเอามารายงานกันได้ ข่าวบาง
เรื่องก็ตรง บางเรื่องก็เพี้ยนไปบ้าง แต่ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เป็นข่าวที่ถูกต้อง จนดูเสมือนว่า 
        ทหารไทยไม่มี ‘ความลับ’ อะไรเลย!

        ข่าวบางเรื่องปรากฏออกมา เพราะการไม่รักษาความลับแท้ๆ มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น
        เรื่องการที่คนคนใหญ่คนโต ไปชุมนุมสุมหัวกันก่อการกบฏ ที่บ้านพร้อมพงศ์ ของ นายเปรม กบาลเกลี้ยง มีทั้ง นายพลสุรุยุทธ ณ เขายายเที่ยง นายชาญชัย จิปาถะ นายอักขราทร บ้านเล็กอยู่โคราช และ นายจรัญ พันบาท เป็นต้น
        การสุมกบาลกันในวันนั้น ถูกเปิดเผยโดย นายพลพัลลภ แมคโดแนล จนเป็นสาเหตุ ให้ผมต้องลุกมาเขียนบทความ 
        ไม่ใช่ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ แต่ ‘สุมกบาล’ เพื่อก่อกบฏ! 
(http://vattavan.com/detail.php?cont_id=139
        ตั้งแต่ 4 เมษายน 2552 ท่านที่สนใจ เข้าไปอ่านดูได้
        อย่างนี้...ก็มีให้เห็นกัน!

        ข่าวลับที่ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ สนใจมากที่สุด เห็นทีจะเป็นข่าว รายงานลับของเอกอัครทูตสหรัฐ ซึ่งถูกเปิดเผยวิกิลีกส์ ที่ระบุว่า 
        มีตาเฒ่าบ้านเราสามสี่คน ไปเล่าให้ท่านทูตอเมริกันฟังว่า เมืองไทยมีความเคลื่อนไหวกันอย่างไร ผู้นำรัฐบาลประชาธิปไตยคนไหน จะต้องถูกกำจัดออกไป!
        มิหนำซ้ำ หนึ่งในคนเฒ่าที่ถูกตีแผ่ ผมเคยให้ฉายาแกว่า เป็น “จอมมาร-กบาลขาว” เพราะวิทยายุทธ์ฝ่ายมารของแกล้นเหลือ แต่ยังดันทะลึ่ง พูดพาดพิง...ไปถึงของสูงอีกแน่ะ!
        ดูมันทำ...ทุเรศชิบหาย!!

        คนไทยเรานั้น แม้จะชอบเรื่อง ‘ซุบซิบนินทา’ เป็นชีวิตจิตใจ แต่สมรรถภาพด้านการข่าว ทั้งข่าวกรอง และข่าวลับ หน่วยงานราชการกลับยังทำได้ไม่ดีนัก จนมีเรื่อง ‘หน้าแตก’ กันหลายครั้ง แถมยังมีจุดอ่อน ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง ‘การรักษาความลับ’ อย่างที่เล่ามาแล้ว 
        จึงต้อง ‘ใส่ใจ’ กันให้มากๆ!

        ก่อนจบบทความในวันนี้ อยากเล่าเรื่องพรรคการเมืองหนึ่ง ที่แม้จะพยายามเก็บงำ ปกปิด ความลับและเรื่องเลวร้ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับพรรคของพวกเขา แต่หาก ‘ข่าวลับ’ หรือ ‘ความลับ’ นั้น ไปเกี่ยวกับ ‘ของลับ’ มักจะเก็บกันไม่มิด ต้องแพลมออกมาสู่ประชาชนจนได้ เช่น

        ประธานพรรคการเมืองหนึ่ง ครั้งยังเป็นหัวหน้าพรรค ได้ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง จนถึงขั้นมีลูกด้วยกัน ทั้งๆที่ฝ่ายหญิง ยังเป็นภริยาคนอื่นอยู่ ซึ่งสามีของเธอเป็นตำรวจด้วย 
        อย่างนี้ชาวบ้านเขาเรียกว่า เป็น ‘ชู้’ กับเมียคนอื่น แต่เพราะหญิงนั้น มีลูกกับสามีตำรวจด้วย โบราณเขาใช้คำค่อนขอด คนที่เป็นชู้กับเมียคนอื่นที่มีลูกติด ลักษณะนี้ ว่า...
        “ลูกยังคาตัก-บักยังคาตูด” 
        ดูดู๋...มันยังทำได้ลงคอ...ไอ้เวร!
        ฝ่ายลูกพรรคกลัวความอื้อฉาว ที่ผัวของหญิงคนนี้ จะเปิดโปงความชั่วของหัวหน้าพรรคตนขึ้นมา เลยต้อง ‘เต๊ยเงิน’ กันในหมู่ลูกพรรค เป็นจำนวนกว่า 15 ล้านบาท (สิบห้า
ล้านบาท) ไปจ่ายให้ผัวของผู้หญิง เพื่อไม่ให้มีการเปิดโปง... 
        ทุเรศไหมล่ะ!?

        ฝ่ายลูกพรรคหน้าดำบางคน ก็ใช่ย่อย คอยจับจ้องแต่ ‘ของลับ’ ของภริยาเพื่อนร่วมพรรค แบบ ‘ตาเป็นมัน’ ตั้งแต่ผัวเของเธอ เริ่มโผล่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค

        ในที่สุด ไอ้ตัวอัปรีย์ประจำพรรค ก็สามารถใช้ชั้นเชิงด้วยมุกตลกแดก แบบ ‘ไอ้เท่ง-ไอ้ทอง’ แย่งเมียเขามาได้

        อย่างนี้ก็มี!

        ใครเป็นใคร ในพรรคกาลีนี้ ไม่ต้องบอกกระมัง!!!

.............

หมายเหตุ บทความสัปดาห์นี้ ยาวไปหน่อย เป็นเพราะอยากให้ท่านผู้อ่านได้มุมมองหลายด้าน แต่ไม่อยากแยกเป็น 2 คอลัมน์ เพราะท่านผู้อ่านอาจบ่นว่า ไม่ต่อเนื่องกัน จึงต้องเขียนให้สิ้นกระแสความ 
        หากเห็นว่ายาวไป กรุณาแบ่งอ่าน สองหรือสามวันก็ได้ครับ!

        (บทความประจำสัปดาห์ ตอน ข่าวลับ-ของลับ!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER