หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’
หัวข้อ : ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’ เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        วันนี้ ขออนุญาตเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวผู้เขียนเอง ไม่ได้ประสงค์เพื่ออวดอ้าง แค่จะเชื่อมความเกี่ยวโยงเรื่องที่ต้องการนำเสนอ ให้เข้าด้วยกัน เพื่อความลงตัวเท่านั้น

        เมื่อยังเป็นเด็กผมถูกพ่อแม่ สอนให้รักในการอ่าน พอเข้าโรงเรียนประจำที่มีห้องสมุดใหญ่โต อย่าง วชิราวุธ วิทยาลัย ได้ ถูกอบรมเพิ่มเติม ให้มีความกระตือรือร้น และฝักใฝ่ในการแสวงหาวิชาความรู้อย่างไม่จำกัด 
        นอกจากด้านวิชาการแล้ว สิ่งที่ถูกอบรมควบคู่ไปด้วย คือเรื่องความรักใน
        ดนตรี และกีฬา!
        คำพูดว่า “เรียนเด่น เล่นดี กีฬาเยี่ยม” เป็นคำพูดที่ติดปากเด็กวชิราวุธฯในรุ่นของผม

        การแสวงหาความรู้นั้น เป็นประโยชน์กับตัวผมเอง เพราะทำให้สามารถสอบชิงทุน ไปศึกษาต่างประเทศได้ทุกครั้ง จึงมีโอกาสได้ร่ำเรียนในสถาบันดีๆหลายแห่ง ในหลายทวีปด้วย
        เมื่อกลับมาจึงได้เป็นผู้สอน และบรรยายในประเทศ ทั้งยังมีโอกาสไปบรรยายในองค์กรสำคัญระดับโลก และสถาบันต่างประเทศ รวมทั้งได้เขียนตำราและบทความ เกี่ยวกับ
ความรู้ที่ตัวเองมีประสบการณ์ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้สนใจในสาขาวิชานั้นๆ ได้อ่านกัน 
        ส่วนการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ และทางสื่อออนไลน์ ได้ทำต่อเนื่องมานานนับสิบปีแล้ว ซึ่งได้อาศัยความรู้ที่ได้จากการอ่าน และการได้เรียนในโลกกว้าง ทำให้งาน
เขียนสะดวกมากขึ้นด้วย  

        สำหรับการกีฬาสมัยผมนั้น สนาม ‘ศุภชลาศัย’ เป็นสนามกีฬาแห่งชาติ ดูจะเป็นสนามศักดิ์สิทธิ์ ที่นักกีฬาหนุ่มๆ สมัยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โหยหา เพราะอยากจะได้เข้าไปเล่นสักครั้งในชีวิต 
        คงไม่ต่างอะไรกับสนาม Wembly ประเทศอังกฤษ ที่นักฟุตบอลทั้งหลาย อยากไปเตะสักครั้งในชีวิต หรือ Madison Square Garden ของสหรัฐ ที่คนบอกว่าเป็นนคร “เมกกะ”
แห่งวงการมวย  เช่นเดียว Crucible Theater ของสหราชอาณาจักร ที่ได้รับฉายาสนามแห่งนี้ว่า เป็นนคร “เมกกะ” สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ด้วยเช่นกัน 
        ขนาดนั้นเลยทีเดียว!

        โชคดีที่เกิดมาเป็นคนรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ แข็งแรง แต่
วิ่งได้เร็วและวิ่งหนัก เล่นกีฬาได้ทุกชนิด รักเกมตะลุมบอน แถมยังเป็นพวกทนมือทนตีนด้วย
        ผมจึงมีโอกาส ได้เข้าไปเล่นในสนามศุภชลาศัย ในกีฬา ‘รักบี้’ กับทีมที่ตัวเองสังกัดหลายครั้งหลายหน เคยทั้งแพ้และชนะในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ จนได้เสื้อสามารถ ใน
ฐานะเป็นผู้เล่นในทีมที่ได้เป็นแชมป์ 
        นอกจากนั้นยังเคยเป็น ‘ดรัมเมเยอร์’ เดินนำวงดนตรี โยธวาทิต และนักกีฬาจากประเทศสมาชิก เข้าสู่สนามกีฬาศุภชลาศัยอันศักดิ์สิทธิ์ ในการแข่งขันกีฬา Seap Game ครั้งแรก ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นกีฬา Sea Game ในเวลาต่อมา
        สนามกีฬา ‘ศุภชลาศัย’ จึงยังอยู่ในหัวใจของผมเสมอ!

        รื่องการดนตรีนั้น ผมอยู่ในโรงเรียน วชิราวุธ วิทยาลัย ซึ่งนักเรียนจะต้องเรียนดนตรี และต้องเล่นเครื่องมือดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง และถ้ามีพัฒนาการดี จะถูกกำหนดให้เล่นในวงดนตรีต่างๆของโรงเรียน เช่น วงซิมโฟนี วงโยธวาทิต และที่นักเรียนใฝ่ฝันกันมาก คือวง ‘หัสดนตรี’ หรือวงแจ๊ส (Jazz)
        ผมโชคดี ที่เคยอยู่ทุกวง!

        นักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัยอยากเล่นวงแจ๊ส เพราะจะได้มีโอกาสไปเล่นที่สถานีวิทยุ อ.ส. ในพระราชวังสวนจิตรลดาบางครั้งหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่างพระราชกิจ อาจทรงเข้าร่วมเล่นกับวงดนตรี ที่เข้ามาเล่นในวังด้วย 
        วงดนตรีที่เข้าไปเล่นเป็นประจำ คือวง อ.ส.ซึ่งจะเล่นในวันศุกร์ ส่วนวงหัสดนตรี หรือวงแจ๊ส จาก วชิราวุธ วิทยาลัย จะเล่นวันพฤหัสบดี ผมเลยมีโอกาสเข้าไปทั้งเล่นดนตรี
และร้องเพลง ที่สถานีวิทยุสำคัญแห่งนี้ เป็นความภาคภูมิใจของตัวเองอย่างยิ่ง 
        ออกจากโรงเรียนวชิราวุธฯแล้ว แทบจะไม่ได้เล่นดนตรีเลย นอกจากจะร้องเพลงออกโทรทัศน์บางครั้ง แต่เคยมีโอกาสร้องเพลงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
สมเด็จพระบรมราชินีนาถอีกครั้ง ที่ “ผาดำ” บนดอยภูพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันพระราชทานเลี้ยงผู้ถวายอารักขา หลายสิบปีมาแล้ว

        ผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ในหนังสือ “พลอยแกมเพชร” ในฉบับพิเศษ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อ 12 ปี ที่ผ่านมา 
        หนังสือฉบับดังกล่าว มีการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยร้องเพลงพระราชนิพนธ์ เล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวงดนตรี อ.ส. และวงอื่นหลายท่านด้วยกัน เช่น 
        พล.ร.ต.มล. ปราโมช ม.ร.ว.เบญจภา ไกรฤกษ์ คุณหญิงจามรี สนิทวงศ์ อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ และ คุณชรินทร์ นันทนาคร เป็นต้น
        บทเพลงที่ร้องในคืนนั้น และกลายเป็นความทรงจำของตัวเองชื่อ เพลง I have but one heart เป็นเพลงเอกจากภาพยนตร์เรื่อง the God Father ซึ่งดัดแปลงมาจากเพลงฮิตของ
ชาวอิตาเลียน ยุค 40 ชื่อ O Marenariello

        มีงานสำคัญงานหนึ่ง ที่นักเรียนรุ่นผม ใฝ่ฝันกันมาก ที่จะไปร่วมงาน คือ งานพระราชทานเลี้ยงแก่ข้าราชบริพาร ในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งจะมีการจัดงานนี้ พระที่นั่งอัมพรสถาน 
        ผมเคยเล่าเรื่องการเข้าไปเล่นดนตรี ที่สวนอัมพร ในงานเลี้ยงพระราชทานแก่ข่าราชบริพาร เอาไว้ในข้อเขียนของตัวเอง ที่ออนไลน์ครั้งแรก ในเว็บไซด์ผู้จัดการ 
www.manager.co.th ในคอลัมน์ “กาแฟขม...ขนมหวาน” ออนไลน์ครั้งแรก เมื่ออังคารที่ 1 มกราคม 2545 
        ต่อมาได้มีการพิมพ์รวมเล่มเรียกว่า “กาแฟขม...ขนมหวาน” เล่มที่ 1 มีการพิมพ์ไป 2 ครั้ง 
        ข้อเขียนของผม เล่าเอาไว้อย่างนี้ครับ...

        มยังระลึกถึงเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น และยังอยู่ในโรงเรียน เด็กนักเรียนในโรงเรียนของผม ต่างมุ่งมั่นที่จะได้เข้าไปเล่นในวง “หัสดนตรี” หรือที่เรียกกันว่า “วงแจ๊ส” (Jazz Band) ซึ่งการที่จะเข้าไปเล่นในวงแจ๊สได้ ต้องมีพรรษาดนตรีพอสมควร คือต้องผ่านวง “โยธวาทิต” (Marching Band) หรือ วง “จุลดุริยางค์” (Symphony Orchestra) มาก่อน
        เหตุที่นักเรียนอยากเข้าวงแจ๊สกันมากก็เพราะว่า มีโอกาสได้ไปเล่นที่สถานีวิทยุ อ.ส. ซึ่งเป็นสถานีวิทยุส่วนพระองค์ในพระตำหนักจิตรลดาฯ และที่สำคัญก็คือได้มีโอกาสไป
เล่นในงานพระราชทานเลี้ยงบรรดาข้าราชบริพาร ในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งมักทรงพระราชทานเลี้ยงในคืนวันที่ 1 มกราคม อันเป็นวันเริ่มต้นของปี (มิใช่คืนวันที่ 31 ธันวาคม)

        งานเลี้ยงที่พระราชทานให้กับบรรดาข้าราชบริพาร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่นั้น จะพระราชทานที่สวนอัมพร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งวงดนตรีที่เข้าไปจะต้องเล่นเพลงสำหรับลีลาศ เพราะเป็นงานที่มีการเต้นรำด้วย และในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเล่นดนตรี ให้ลูกหลานของบรรดาข้าราชบริพารมีโอกาสเต้นรำกัน

        นอกจากโรงเรียนของผมแล้ว ยังมีวงดนตรีของโรงเรียนนายเรือ วงสุนทราภรณ์ และวงของพระองค์ท่านเองคือ วง อ.ส. ซึ่งจะเป็นการเล่นระหว่างนักดนตรีชั้นนำของวงต่างๆ และบรรดาข้าราชการบริพารที่มีความสามารถในเครื่องดนตรีต่างๆ กัน
        ผมได้เข้าวงแจ๊ส เมื่ออายุได้ 14 ปี เรียนอยู่ที่ชั้นมัธยมปีที่ 6 (สมัยผมยังมีถึงมัธยม 8) โดยเล่นในวง Symphony Orchestra มาก่อน และก่อนที่จะไปเล่นที่สวนอัมพร ก็เคยเข้าไป
เล่นที่สถานีวิทยุ อ.ส. เป็นบ่อยครั้ง ซึ่งบางโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเปียโนกับวง

        ในคืนวันปีใหม่ พ.ศ.2502 จำได้ว่าตัวผมเองตื่นเต้นมาก เพราะมีโอกาสได้นุ่งกางเกงขายาวมีแถบ ซึ่งเป็นชุดราตรีสโมสรของโรงเรียน (ก่อนนั้นนุ่งแต่ขาสั้น) ผมกับเพื่อนร่วมวงเข้าไปในสวนอัมพรตั้งแต่ตอนเย็น ลองซ้อมกับเวทีจริงเล็กน้อย แล้วเดินไปรับประทานอาหาร ซึ่งบรรดาข้าราชบริพารนำอาหารมาออกร้านกัน ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงประจำตระกูล ของผู้มาร่วมออกร้าน 
        ผมจำได้ว่า ชอบขนม “ปั้นขลิบ” ที่ร้านเจ้านายพระองค์หนึ่งมาก ซึ่งก็ไม่เคยได้รับประทาน “ปั้นขลิบ” ที่อร่อยอย่างนี้อีกเลย และที่ชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ “แซนด์วิช” ในวัง
เรื่อง “แซนด์วิช” นี้ ผมเคยให้สัมภาษณ์หนังสือรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งไป ในโอกาสที่หนังสือฉบับนั้น จัดฉบับพิเศษเกี่ยวกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
        รสของ “แซนด์วิช” นั้น เป็นรสชาติที่ดีมากจริงๆ ทั้งๆ ที่เครื่องปรุงก็มีเพียงแฮม เนื้อไก่ แครอท และมายองเนส แต่ส่วนผสมต่างๆ นั้นลงตัวพอดีกันเป๊ะ ความอร่อยจึงบังเกิด (
ขอให้ท่านผู้อ่านระลึกว่า เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว มายองเนสก็ดี น้ำสลัดต่างๆ ก็ดีล้วนแล้วแต่ต้องทำเองทั้งนั้น ไม่มีให้เดินไปหยิบเอาง่ายๆ จากซูเปอร์มาเก็ตเหมือนปัจจุบัน ก็เพราะความไม่มีนี่แหละ ผมถึงทำมายองเนส น้ำสลัด เบคอน ฯลฯ เป็นมาจนทุกวันนี้) 
        คืนนั้น ผมและเพื่อนๆ ในวงได้มีโอกาสเล่นบนเวทีที่ใหญ่และพิเศษสุดของเมืองไทยในยุคนั้น 
        ทำไมถึงพูดอย่างนั้น

        เหตุที่ผมพูดเช่นนั้นก็เพราะว่า เวทีสวนอัมพรขณะนั้นเป็นเวทีที่หมุนได้ (Revolving Stage) คือ เวทีสำหรับการแสดงดนตรี เป็นวงกลมใหญ่ แล้วแบ่งครึ่งด้วยฝากั้น ผู้ที่เต้นรำอยู่บนฟลอร์ ก็จะเห็นเวทีทางด้านหน้า เป็นวงดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ พอครบรอบการเล่นจะต้องเปลี่ยนวง วงดนตรีวงถัดไปที่เตรียมพร้อมอยู่ทางด้านหลัง ก็จะค่อยๆ หมุนออกมาด้วยการหมุนของเวทีจากเครื่องจักรกล แต่เพลงเต้นรำไม่ได้หยุดบรรเลงให้ผู้ที่ลีลาศอยู่เสียอารมณ์ หรือความรู้สึก นั่นหมายความว่า 
        วงดนตรีที่กำลังจะลาไปและวงที่กำลังจะมาใหม่ จะต้องเล่นเพลงต่อเชื่อมกัน เป็นเพลงเดียวกัน สมัยนั้นนิยมใช้เพลง Latin ชื่อ Besame Mucho จะเล่นช้าหรือเล่นเร็ว เต็มแบบ
Latin ก็แล้วแต่จะตกลงกัน 
        พอเวทีหมุนกลับ 180 องศา วงเก่าก็จะกลับไปอยู่หลังเวที และวงใหม่ก็จะหันหน้าเต็มตัวมาสู่ฟลอร์เต้นรำ นี่คือวิธีเปลี่ยนวง 
        เวทีสวนอัมพรดูเหมือนจะเป็นแห่งแรกที่ใช้ระบบ Revolving Stage หลังจากนั้นก็เห็นมีไนต์คลับใหญ่ๆ นำมาใช้ เช่น ซานี
ชาโต ไนต์คลับ (Sani Chateau Nightclub) ตรงถนนเกษรของนายห้างญี่ปุ่นชื่อ นายมัสซึดะ ซึ่ง 40 ปีที่แล้ว ถือว่ามีระดับที่สุดใต้ฟ้าบางกอกเลยทีเดียว

        สิ่งดีประทับใจผมไม่ลืมอีกสองสามอย่าง ก็คือ 
        ผมได้เต้นรำในแบบแผน ที่เป็นทางการครั้งแรกในชีวิตประการหนึ่ง และอีกประการสำคัญ นั่นคือ
        ได้พบครูเอื้อ สุนทรสนาน ตัวจริง เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งผมตื่นเต้นมาก ต่อมาก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน และมีโอกาสร้องเพลงเล่นดนตรีกับวงของท่านอยู่บ้าง และเคยร้อง
เพลงของท่านกับวงดนตรีสุนทราภรณ์เต็มวงทางโทรทัศน์

        คืนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงงานเป็นเวลาสามทุ่มเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีแบล็คไทด์ เสื้อนอกขาว ส่วนสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีสีขาว ทรงสง่างามนัก 
        ทรงทักทายผู้มาร่วมงาน และหลังจากประทับนั่งไม่นานนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จขึ้นบนเวที ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีต่างๆ แขกที่มาในงานต่างพากัน
ลีลาศอย่างทีความสุขสนุกสนาน
        ที่ประทับใจผมอย่างสำคัญที่สุด เหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นกับผมเมื่อวานนี้ก็คือ

        ก่อนจะปิดงานก็เป็นเวลาย่ำรุ่งแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัส อวยพรผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นทรงเป่าทรัมเป็ต เสด็จพระราชดำเนินลงจากเวทีด้วยเพลงมาร์ช  และเพลง 
        “When the Saints Go Marching In” 
        ทรงพระราชดำเนินนำเหล่านักดนตรี ข้าราชบริพารในลักษณะของ Band Leader วนไปรอบเวทีอยู่หลายรอบ ซึ่งทุกคนพากันเดินตามสนุกสนานเบิกบานไปกับพระองค์ท่าน 
        เมื่อเพลงจบลง นักดนตรีก็บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ
        มันเป็นความงดงามที่ยังประทับอยู่ในความทรงจำของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี ในตอนนั้น มาจนถึงทุกวันนี้...

        มื่อต้นเดือนที่แล้ว นายกฯปูของเรา จัดงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ทำให้นักดนตรีเก่าอย่างผม ต้องเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ขอบอกตรงๆว่า
        ชื่นชมในวงดนตรีทุกวง ตั้งแต่วงที่มาจากจังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพกว่า 1 พันกิโลเมตร ซึ่งเล่นได้ไพเราะน่าฟังทีเดียว ขอให้หมั่นฝึกฝน ขยันซ้อมกันต่อไป 
        รับรองว่าต่อไป...รุ่งแน่! 
        ส่วนวงดนตรีของมหิดลนั้น ผมติดตามมานานแล้ว เห็นว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อไปจะเป็น ‘เสาหลัก’ ในทางดนตรีของบ้านเมืองเราได้อีกเสาหนึ่ง

content/picdata/351/data/photo8.jpg

        วงดนตรีของ 4 เหล่าทัพนั้น เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ตามแบบกลุ่มมืออาชีพจริงๆ ดูแล้วน่าชื่นชมทุกวง 
        วงดนตรีเหล่านี้ มีเอาไว้อวดชาวต่างชาติ ได้เป็นอย่างดี!

        ได้ยินเสียงจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ว่าใช้งบประมาณสิ้นเปลืองไปถึงสิบล้านบาท แต่ในฐานะที่เป็นนักดนตรีเก่า ผมกลับเห็นว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะงานนี้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เกือบสองชั่วโมง เผยแพร่ไปทั่วประเทศ และทั่วโลกด้วย
        หากพิจารณาในแง่การโฆษณาแล้ว ต้องบอกว่า
        คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!
        คุ้มกว่าโครงการเฮงซวยของรัฐบาลโลซก ที่ดันไปชวนชาวบ้านชักธงลงจากเสา ให้ช่วยกันร้องเพลงชาติคนละปู้ดละป้าด แต่ฟาดงบประมาณไปถึง 60,000,000 บาท  (หกสิบ
ล้านบาทถ้วน)
        โง่ตั้งแต่ไม่ร้องเพลงชาติ ตอนชักธงขึ้นเสาแล้ว!!

        ลังจากงาน  “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” จบลงวันรุ่งขึ้น (เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555) อาจารย์สุขุม นวลสกุล กับ คุณกฤษณะ ละไลย์ ซึ่งมาเล่าข่าวทางโทรทัศน์ ช่อง 3 ในรายการ “ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด” ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ อาจารย์สุขุมฯ ได้แสดงความชื่นชมงานที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างมาก
        ระหว่างที่พิธีกรทั้งสองคุยกันนั้น อาจารย์สุขุมฯ ได้ท่องบทกลอนขึ้นมา ว่า
        “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก”
        คุณกฤษณะฯ ทำหน้างงๆ บอกว่า ไม่เคยได้ยินบทกลอนนี้เลย อธิการเก่ารามคำแหง คือ อ.สุขุมฯ ต้องเฉลยให้ฟังว่า นี่เป็นบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาล ที่ 6

        ผมฟังอาจารย์สุขุมฯท่องกลอนแล้ว ทำให้นึกถึงกลุ่มการเมืองบางพรรค ที่อาจไม่ชอบดนตรี พวกเขานัดกันแต่งกายด้วยชุดสีดำ(กางเกงใน ยังบังคับให้ใช้สีดำ!) เพื่อไว้ทุกข์ให้กับงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ผู้คนเลยบอกว่า 
        ไอ้พวกพรรคดักดาน...มัน ‘พิลึก’ จริงเชียว!

        จะอิจฉาตาร้อนอะไรกันนักกันหนานะ พอผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ เขาจะเกาะกุมมือและร้อยใจกันให้มั่นคง แล้วพาประเทศไทยของเรา เดินหน้าต่อไป แต่ไอ้ระยำพวกนี้ มันคอยจะดึงชาติเราให้ล้าหลัง ทั้งๆที่พวกมันเอง เคยฉ้อฉลเข้าสู่อำนาจ พาให้คนไทย 
        ตกระกำลำบาก มาหลายปีแล้ว! 
        มาถึงวันที่บ้านจะรุ่งเมืองจะเรือง นอกจากพวกมันจะไม่ยอมเดินไปข้างหน้า กับพี่น้องประชาชนแล้ว 
        หนอยแน่!  
        เสือกจะฉุด ให้บ้านเมืองของเรา...ถอยหลังไปอีก!!

        อยากจะบอกคุณกฤษณะฯ เป็นการช่วยเสริมอาจารย์สุขุมฯสักหน่อย ว่า
        บทพระราชนิพนธ์ของ ‘พระมหาธีรราชเจ้าจอมสยาม’ ไม่ได้จบแค่ “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” แต่พระราชนิพนธ์นี้ ยังมีบทต่อไปอีกว่า

        “หากใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ 
        เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์”

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        บ้านเรานั้นโชคไม่ดี เพราะดันมีพรรคการเมืองอัปรีย์ ที่มันไม่เคยเห็นคุณค่าทางดนตรี ถนัดคิดแต่เรื่องกาลี ไม่ดีไม่งาม รวมทั้งเรื่องต่ำใต้สะดือ ที่ไม่เป็นมงคลต่างๆ ซึ่งยังผลร้ายและความทุกข์ยากกับบ้านเมืองของเรา ไม่สร่างซา 
        ชาวประชาต้องก้มหน้ารับ ‘กรรม’ ที่พวกมันทำกับเรากันไป

        วันนี้ พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ ต้องขอพระราชทาน ดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์ สักนิด ว่า

        “หากใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ 
        ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ’ อัปลักษณ์”

        ไอ้พรรคระยำนี่...มันกาลีจริงๆ!!!

...................

        ***ท้ายบท ข่าวมาถึงเมืองไทย จากประเทศสาระขันขัน มีข้อความว่า

        “ศาลรัดทำมะนวย โดนมนต์ดนตรีมหาละลวย จนอ่อนระทวย ถึงกับยกคำร้องของไอ้พรรคเฮงซวย กับไอ้พวกจับห่วย จนไอ้พวกซังกะบ๊วย เจ็บอกถึงต้องไปกินน้ำเก๊กฮวย...”

        สะใจและยินดี กับชาวเมืองสาระขันขัน ด้วยคนนะจ๊ะ!!!

...555…

        (คอลัมน์ ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’ ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ไม่เคยเห็นไอ้พรรคโสโครกนี้ มันทำประโยชน์อะไรให้กับชาติเรา จนน่าจะจดจำไว้เลย ชาวบ้านจำได้แม่นเฉพาะโครงการ "เอาแต่แดก" ของพวกมันเท่านั้น

โดยคุณ พรรคเอาแต่แดก 101.109.223.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ฟังไอ้พรรคเฮงพูดเมื่อคืนเรื่องรัฐธรรมนูญแล้ว บอกรง ๆว่าอย่างเอาตีนตบหน้าอีตาชวน สุเทบและไอ้อภิสิทธิ์ มากเลย แต่เสียดายโทรทัศน์เฉย ๆ ขอบคุณอาจารย์ที่นำประสบการณ์มาบอกเล่าให้ทุกคนได้รู้ถึงความดีงามของคนรุ่นนั้น มองเห็นภาพชัดเจน อาทิตย์หน้าขอให้อาจารย์เขียนวิจารณ์การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของไอ้ 3 มนุษย์ แห่งพรรคกาลีด้วย

โดยคุณ ไอ้บัง 125.26.94.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 แจ้งลบข้อความ
ดูดู๋บทส่งท้ายยังเซ้ยได้เต็มหมัด อย่างนี้น่าจะเป็นบทความที่ไม่มีวันล้าสมัย หากพรรคกาลีกับพวกซังกะบ๊วยไม่เปลี่ยนท่าทีไปเสียก่อน เวทนากับพรรคและพวกห่วย ๆ เหล่านั้นจริง ๆ

โดยคุณ แซบ 124.120.40.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 แจ้งลบข้อความ
อีกหน่อยเขาปรองดองกันได้ ไอ้พรรคแมงสาปนี้มันก็จะได้เป็นหมาหัวเน่าแน่นอน

โดยคุณ ช่วง 119.46.70.XXX

ความคิดเห็นที่ 5 แจ้งลบข้อความ
พรรคกาลีนี้ น่าจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศเราเร็วๆ ถ่วงความเจริญจริงๆ!

โดยคุณ แจ็ค 124.120.0.XXX

ความคิดเห็นที่ 6 แจ้งลบข้อความ
ที่เมืองไทยมันยุ่งอยู่ทุกวันนี้ก็เฟราะไม่รู้จักแพ้รู้จักชนะ แพ้แล้วยังหน้าด้านอีกแถ ไถได้ทุกเรื่อง

โดยคุณ chingchaiy@hotmail.com 110.171.37.XXX

ความคิดเห็นที่ 7 แจ้งลบข้อความ
ที่เมืองไทยมันยุ่งอยู่ทุกวันนี้ก็เฟราะไม่รู้จักแพ้รู้จักชนะ แพ้แล้วยังหน้าด้านอีกแถ ไถได้ทุกเรื่อง

โดยคุณ chingchaiy@hotmail.com 110.171.37.XXX

ความคิดเห็นที่ 8 แจ้งลบข้อความ
พรรคดักดานย่อมดักดานอยู่วันยังค่ำ ตัวเองเอาเงินไปละเลงน้ำพริกละลายมหาสมุทรอย่างไรไม่เคยวิจารณ์ เข้าตามนโยบายพรรคที่ว่า "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น" อย่างสมสากสีจริงๆ

โดยคุณ ???? 223.27.205.XXX

ความคิดเห็นที่ 9 แจ้งลบข้อความ
พิมพ์"รัฐธรรมนวยหัวคูณ"ออกใหม่อีกหน่อย ขาดตลาดนานแล้ว จะได้รู้ทั่วไปว่า ทำไมต้องแก้ เพราะมันหัวคูณ

โดยคุณ nildam-on@hotmail.com 119.63.78.XXX

ความคิดเห็นที่ 10 แจ้งลบข้อความ
อยากได้หนังสือที่เขียนโดยวาทตะวัน จะหาซื้อได้ที่ไหนคะ

โดยคุณ มัณฑรา/ ajmantara@yahoo.co.th 124.120.191.XXX

ความคิดเห็นที่ 11 แจ้งลบข้อความ
บ้านเรานั้นโชคไม่ดี เพราะดันมีพรรคการเมืองอัปรีย์ ที่มันไม่เคยเห็นคุณค่าทางดนตรี ถนัดคิดแต่เรื่องกาลี ไม่ดีไม่งาม รวมทั้งเรื่องต่ำใต้สะดือ ที่ไม่เป็นมงคลต่างๆ ซึ่งยังผลร้ายและความทุกข์ยากกับบ้านเมืองของเรา ไม่สร่างซา ชาวประชาต้องก้มหน้ารับ ‘กรรม’ ที่พวกมันทำกับเรากันไป --> ชอบมากๆ และจนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าพวกที่สนับสนุนพรรคกาลีนี้ ไม่เข้าใจจริงๆ

โดยคุณ รักอาจารย์จัง 119.46.116.XXX

ความคิดเห็นที่ 12 แจ้งลบข้อความ
เข้ามาอ่านบทความของคุณประจำค่ะ อยากจะบอกว่าชอบคุณมากๆค่ะ และเกลียดพรรคอัปรีย์นี้มากๆ ไม่เคยเลือกพรรคนี้เลย

โดยคุณ waraporn2492@yahoo.com 171.99.214.XXX

ความคิดเห็นที่ 13 แจ้งลบข้อความ
ชอบบทความท่านนะครับ เขียนได้ดีมาก ตัวอย่างยกมาเทียบเคียงสมเหตุผล อ่านแล้วเห็นภาพตามราวกับว่า เหตุเกิดขึ้นตรงหน้า ผมอยากเรียนท่านว่า ฝ่ายที่เป็นกลาง จะไม่อยากแสดงความคิดเห็น(ใดๆ) แม้ว่าจะติดตามท่านตลอด ทั้งนี้มีเหตุผลครับ ..... เป็นเหตุผลเดียวกับที่ ผมได้โพสต์ไปที่ pantip ว่า " สน.บุคคโล ทำไมต้องโพสต์ " ทำให้ทราบครับว่า.... .....คห.ที่ 5 คุณเฉิ่มศักดิ์... พูด เขียน และ คิดอย่างไร ????

โดยคุณ tao2036@hotmail.com 27.130.188.XXX

ความคิดเห็นที่ 14 แจ้งลบข้อความ
นึกอยู่เหมือนกันว่า ทำไมอาจารย์มีความรอบรู้มาก คงเป็นเพราะพื้นฐานดีตั้งแต่เด็กนั่นเอง คนเรียนเก่ง เล่นกีฬาได้ดีนั้น ก็หายากอยู่แล้ว นี่ยังมีดนตรีมาเกี่ยวข้องและทำได้ดีอีก จึงเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ

โดยคุณ สะสมมาดี 58.11.57.XXX

ความคิดเห็นที่ 15 แจ้งลบข้อความ
มนต์ดนตรีมหาละลวย เพิ่งได้ยินจากอาจารย์วาท แต่คาถามหาละลวยนั้น ได้ยินมานานแล้ว เป็นคาถาที่ให้ผลทางเมตตามหานิยม เขาให้ภาวนาว่า...โอมละลวย มหาละลวย ชายเห็นชายงวย หญิงเห็นหญิงหลง พิสวาทร้อนถึง คนึงครวญหา นั่งท่าปากทาง นั่งเยี่ยม หน้าต่าง กอดอกรำพึง อิสะหวาสุ พุทธังสะระติ ธรรมังสะระติ สังฆังสะระติ เอหิกัสมา โหมมะจัยยะนะ มะอะอุ มามา

โดยคุณ เอามาฝากกัน 101.109.223.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER