หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ของ…ไอ้พวกเหี้ย!!!
หัวข้อ : ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ของ…ไอ้พวกเหี้ย!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ของ…ไอ้พวกเหี้ย!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มเคยเขียนเรื่องราว เกี่ยวกับประธานาธิบดีสหรัฐท่านหนึ่ง คือ แฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) ประธานาธิบดีคนที่ 32 ของสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด (พ.ศ. 2476-2488) ทั้งยังเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับเลือกถึงสี่สมัย ก่อนการประกาศญัตติข้อที่ 22 ในปี พ.ศ. 2494 ( 22nd Amendment) ซึ่งจำกัดให้ประธานาธิบดี สามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงสองสมัยเท่านั้น
        เมื่อประธานาธิบดี Franklin Delano Roosevelt ที่คนอเมริกันชอบเรียกท่าน จากชื่อจริงที่ยาวสามพยางค์ หดเหลือแค่อักษรย่อของชื่อหน้า กลาง และท้าย ว่า FDR เข้าดำรง
ตำแหน่งผู้นำสูงสุดนั้น สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ที่เรียกกันว่า The Great Depression ตลาดหุ้นและระบบธนาคารของสหรัฐแทบล่มสลาย ผู้คนวอดวายเพราะพิษตลาดหุ้นมากมาย  
        มีผู้กระทำอัตวินิบาตกรรม ด้วยการกระโดดตึกบ้าง ฆ่าตัวตายด้วยวิธีอื่นบ้าง
        น่าอเนจอนาถนัก!

        ใช่แต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่ได้รับผลร้ายจาก The Great Depression แต่ความร้ายกาจของเศรษฐกิจถดถอยกระทบไปทั่วโลก และยังส่งผลร้ายมาถึงเมืองไทยของเราด้วย เพราะต้องมีการปรับ ‘ดุลยภาพ’ ข้าราชการครั้งใหญ่ 
        คำว่า ‘ดุลยภาพ’ ก็พูดกันให้เก๋เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการ ‘ปลด’ คนออกจากราชการ เพราะหลวงไม่มีเงินจ่ายให้ 
        จึงมีคำพูดว่าถูก “ถูกดุลย์” คือ โดนพิษของดุลยภาพจนต้องถูกออกจากงาน และเพี้ยนเป็น “ถูกดุน” หมายถึงข้าราชการ ถูก ‘ดุน’ หลังให้ออกจากตำแหน่งหน้าที่ 
        ต้องกลายเป็น ‘ผู้ตกงาน’ ไปนั่นเอง
        ผลร้ายของการดุนข้าราชการออก เป็นสาเหตุสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร์” ในเวลาต่อมา

        ระธานาธิบดีรูสเวลท์นั้น มาจากตระกูลที่มีชื่อเสียง
ฐานะมั่งคั่ง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รูปร่างหน้าตาดี เฉลียวฉลาดล้ำลึก พูดจามีเสน่ห์ และมีอารมณ์ขัน ที่สำคัญคือ
        ท่านมีความสามารถ ในการบริหารประเทศอย่างยิ่ง!
        เมื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ FDR ประกาศยกเลิกการห้ามคนดื่มสุราตามกฎหมายที่เรียกว่า Volstead Act ที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 1905 โดยท่านพูดกับคนอเมริกันเพียงสั้นๆว่า
        “Let’s drink!”
        แค่คำว่า “มาดื่มกันเถอะ” เท่านั้นเอง กระบวนการค้าเหล้าเถื่อนที่อยู่ใต้ดิน ภายใต้การควบคุมของกลุ่มมาเฟียมานาน ต้องหมดไปทันที และทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีสรรพ
สามิตจากการค้าสุรา ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งเป็นรายได้มหาศาล
        FDR ได้สร้างงานจากโครงการใหญ่ๆ ขึ้นมามากมายโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการสร้างถนนและทางด่วนเชื่อมระหว่างรัฐ การเพิ่มโรงไฟฟ้า เพื่อให้อเมริกันชน
มีกระแสไฟใช้อย่างทั่วถึง เป็นต้น ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยสำหรับความจำเป็นในชีวิต 
        จากนั้น FDR ได้แก้ไขกฎหมายหลายอย่าง เพื่อให้เกิดความสะดวกทางการค้าขาย ธนาคารที่ถูกปิดระหว่างเศรษฐกิจตกสะเก็ด ท่านก็หนุนให้มีการ reopening หรือเปิดดำเนิน
การใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและเดินไปข้างหน้าได้

        มื่อเกิดสงครามในยุโรป อเมริกาไม่ได้เข้าร่วมในตอนแรก แต่เมื่อสหรัฐเข้าสงครามยุโรป และการรบราฆ่าฟันกันได้พัฒนากลายเป็นสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อฐานทัพเรือที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐที่ฮาวาย ถูกโจมตีโดยฝูงบินจากกองทัพพระเจ้าจักรพรรดิ 
        FDR ได้นำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามกับญี่ปุ่น โดยเปิดแนวรบทางด้านเอเชียขึ้น ซึ่งท่านได้แสดงความเป็นผู้นำที่มีศักยภาพสูง ซึ่งผู้สนใจไปอ่านกันได้ ในบทความของผม ชื่อ ‘ทำเนียบเหี้ย’ (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=254)  
        ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ เสียชีวิตก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง โดยญี่ปุ่นเป็นชาติสุดท้ายในกลุ่มอักษะ ที่ประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในที่สุด 
        FDR ได้สร้างชาติอเมริกา จากสถานการณ์ที่แทบล่มสลาย ให้กลับยืนได้อย่างมั่นคง แข็งแกร่งและโดดเด่นในสังคมโลก ด้วยความเฉลียวฉลาดของท่านแท้ๆ         
        การนำชาติเข้าสู่มหาสงคราม ซึ่งได้รับชัยชนะในที่สุด ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นที่มั่งคั่ง และกลายเป็นมหาอำนาจผู้นำโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆที่ตัว FDR เอง ต้องนั่งรถเข็น
เพราะท่านเป็นคนพิการ 
        เดินไม่ได้เพราะพิษจาก...โรคโปลิโอ!

        ที่ผมต้องนำเรื่องของ FDR มาเล่าให้ฟังในวันนี้ เพราะมีหนังสือเกี่ยวกับท่านเล่มหนึ่ง เพิ่งจะออกมาสู่สาธารณะชน เขียนโดย แซลลี่ เดนตัน (Sally Denton) เจ้าของผลงาน The Pink Lady, American Massacre และ The Bluegrass Conspiracy เธอให้ชื่อหนังสือเล่มใหม่ว่า 
        The Plots against the President: FDR

content/picdata/352/data/photo9.jpg

        หนังสือดังกล่าว ได้เล่าถึง เหตุการณ์ก่อนที่ FDR จะเข้าดำรงตำแหน่ง ตอนนั้นเป็นยุคที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะระบบเศรษฐกิจสั่นคลอนอย่างหนัก วิกฤติธนาคารได้เขย่าระบบการเงินของประเทศ อย่างสาหัสสากรรจ์ 
        FDR ประธานาธิบดีคนใหม่ มีความมุ่งมั่นที่จะออกกฎหมายเพื่อแก้ไขระบบเศรษฐกิจ และขจัดความยุ่งยากในชาติ ซึ่งยังผลให้ท่านต้องโดนวาทกรรมการเมือง โจมตี เสียดสี
จากผู้คนที่อยู่ในแวดวงทางการเมือง ทั้งคนในพรรคฝ่ายค้าน แลฝ่ายตรงข้าม แม้คนในพรรคเดียวกันเองก็ไม่เว้น

        ปี 1933 วุฒิสมาชิกคนหนึ่งของพรรครีพับลิกัน ชื่อ Henry D. Hatfield จากรัฐ West Virginia ได้เขียนจดหมายคร่ำครวญถึงความไม่พอใจ ในนโยบายของประธานาธิบดีโรสเวลท์ โดยส่งไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภา กล่าวหา ประธานาธิบดีคนใหม่ ว่า 
        “นี่คือการทำให้ระบบเสียหาย นี่คือเผด็จการ นี่คือทรราช นี่คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย”  
        วุฒิสมาชิกคนนี้ยังกล่าวด้วยว่า คนอเมริกันถูกลดทอนจากความเป็นมนุษย์ ลงมาเป็นหุ่นยนต์  เพราะประธานาธิบดีนั้น ไม่แต่เพียงลงนามออกหมาย ‘สั่งตาย’ ให้กับระบบทุนนิยม
ยังทำให้รัฐธรรมนูญของสหรัฐ พิกลพิการอีกด้วย 
        วุฒิสมาชิก เฮนรี่ แฮทฟีลด์ เรียกร้องให้พรรคการเมืองต้องรวมกันเข้า 
        “เพื่อกอบกู้ อิสรภาพของเราคืนมาให้จงได้”
        รุนแรงขนาดนั้น เลยทีเดียว!

        ระยะเวลาระหว่างการเลือกตั้ง ถึงการเข้าพิธีสาบานตัวของ FDR ประธานาธิบดีคนใหม่ ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ แกว่งไกวบนตาเต็งของความไม่แน่นอน
        แซลลี่ เดนตัน ถึงกับระบุว่า
        “สถานการณ์มีหลากหลายทางเลือกให้เล่น และมีเส้นทางให้เลือกเดินมากด้วย” 
        เธอได้อธิบายว่า

        คนยุคปัจจุบันนี้ อาจคาดไม่ถึงว่า ในขณะนั้นระบอบต่างๆ อาจถูกนำมาใช้ในประเทศสหรัฐได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ คอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่ ระบอบนาซี ล้วนเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งนั้น  เพราะประเทศกำลังเจ็บป่วยรุนแรง ด้วยโรคพิษเศรษฐกิจกำเริบ
        “มีคำแนะนำว่า หากระบอบทุนนิยมไม่ทำงาน ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ทำงานไปด้วย” 
        ไม่น่าเชื่อว่า มีผู้บางคนถึงกับออกมาเรียกร้อง โหยหาผู้นำเผด็จการ เพียงเพื่อดึงสหรัฐอเมริกา ออกจากการถดถอยทางเศรษฐกิจ
        ขนาดนั้นเลยทีเดียว!

        มื่อ FDR เข้าสู่ทำเนียบไว้ทเฮ้าส์ ท่านได้นำแผน ที่ชื่อ First Hundred Days หรือ ‘แผนร้อยวันแรก’ มาใช้ (แผนนี้ได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว) ด้วยการปลุกธนาคารที่ถูกปิดไปจำนวนมาก ให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อหนุนให้เศรษฐกิจของสหรัฐ ให้เดินหน้าต่อไปได้ 
        ตรงนี้เอง ที่ฝ่ายตรงข้ามกับประธานาธิบดี มีความรู้สึกว่า  FDR จะทำความกระทบกระเทือน มาสู่สถานภาพของพวกเขา โดยเฉพาะพวกฝ่ายขวา วิพากษ์วิจารณ์กล่าหารุนแรงว่า 
        ท่านประธานาธิบดีโรสเวลท์เป็นพวกคอมมิวนิสต์บ้าง เป็นโซเชียลลิสต์บ้าง บางคนถึงกับบอกว่า 
        FDR เป็นเครื่องมือของ Jewish conspiracy เลยทีเดียว!  

        ฝ่ายตรงข้ามประธานาธิบดีโรสเวลท์ ไม่เคยหยุดการวิพากษ์วิจารณ์เสียๆหายๆ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า 
        กระบวนการสมคบคิดที่แท้จริง หรือ Genuine conspiracy เพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีโรสเวลท์ นั้น 
        เป็นเรื่องจริง!
        มีคนในวอลสตรีท โดยเฉพาะพวกนายธนาคารและวาณิช
ธนกรทั้งหลาย พยายามชักจูงให้ท่านประธานาธิบดี สละอำนาจเพื่อไปสู่ระบบฟาซิสต์ และ...

        จัดรัฐบาลสหรัฐให้เป็น...รัฐบาลทหาร!!

        ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือคุณ Denton บอกว่า มันเป็นความคิดที่เหลวไหล แต่มันก็น่าช๊อคทีเดียว (ที่มีคนคิดอย่างนี้) 
        ฝ่ายต่อต้าน FDR นั้น ล้วนแล้วแต่พวกมีเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ (ในตอนนั้น) แถมยังมีอาวุธจำนวนมาก (เพราะบางส่วนเป็นผู้ผลิตอาวุธ) ที่สำคัญ คือ มีการติดต่อไปยังนาย
พลจากหน่วยนาวิกโยธิน ที่เกษียณอายุแล้ว ชื่อ Smedley Darlington Butler ให้มาเป็น
        ผู้นำกองกำลัง ในการยึดอำนาจ!

        คุณเดนตันบอกว่า ถ้าไม่ใช่นายพลบัตเลอร์ เรื่องอาจไปไกลกว่านี้ แต่สำหรับนายพลผู้ซื่อสัตย์ ท่านกลับเห็นว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการทรยศต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ และเป็นการทรยศต่อชาติ 
        นอกจากท่านนายพล Smedley Darlington Butler จะไม่เข้าร่วมขบวนการ กับคนพวกนี้ (ที่ผมอยากเรียกให้สะใจว่า “ขบวนการ...ไอ้พวกเหี้ย”) แล้ว 
        ท่านยังรายงานแผนชั่วร้ายนี้ ไปยังสภาคองเกรสอีกด้วย! 
        ความเลยแตกออกมา...น่าทึ่งจริงๆ!!

        ท่านผู้อ่านฟังผมเล่าเกี่ยวกับหนังสือ The Plots against the President: FDR ของ แซลลี่ เดนตัน มาแล้ว คราวนี้ผมอยากให้ท่าน ลองหันกลับมาดูเมืองไทยของเรากันบ้าง
        เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรก เขาได้บริหารประเทศ ให้เจริญรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว โครงการต่างๆที่เขามอบให้พี่น้องประชาชน
เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค อยู่ยงคงกะพันจนทุกวันนี้ พิสูจน์แล้วว่า 
        ไม่เคยมีโครงการจากผู้นำคนไหนในอดีต ที่ส่งผลดีให้กับประชาชนทั่วหน้ากัน เท่ากับ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มาก่อน ทั้งๆที่รัฐไม่ได้ใช้จ่ายเงินมากมายอะไรนัก แต่ที่
สำคัญคือ
        ชาวบ้านพอใจเพราะมีระบบ ‘หลักประกัน’ ในเรื่องสุขภาพ และสามารถตัดความกังวล เรื่องการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลไปได้ 
        นี่เป็นคุณูปการ ของนายกฯทักษิณ ที่มีต่อบ้านนี้เมืองนี้!

        โครงการเงินกองทุนหมู่บ้าน ที่รัฐบาลไม่ต้องควักสตางค์เอง เพียงแต่ค้ำประกันให้แต่ละหมู่บ้าน ไปกู้เงินจากธนาคารของรัฐ มาเพื่อประโยชน์ในการเป็นเงินทุนหมุนเวียน สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านโดยเฉพาะชนบทนั้น
        บัดนี้ กองทุนมีกำไรกว่า...สี่หมื่นล้านบาทแล้ว
        เห็นกันหรือยัง!
        ยังไม่นับโครงการโอทอป ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็น “เสาหลัก” ทางเศรษฐกิจ อีกต้นหนึ่งของประเทศ  
        นายกฯทักษิณมีความกล้าหาญ ในลักษณะเดียวกับ FDR ที่ยกเลิกกับกฎมายห้ามจำหน่ายสุราของสหรัฐ โดยทักษิณฯนำธุรกิจ ‘หวยใต้ดิน’ ที่ผิดกฎหมาย และสูบเลือดชาวบ้าน
มานาน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ร่ำรวยมั่งคั่ง และสร้างอาณาจักรตลาดการค้าที่เรียกว่า Black Market และพัฒนาเป็น ‘องค์กรอาชญากรรม’ ในที่สุด 
        ทักษิณ ชินวัตร ยกธุรกิจมืดนี้ ให้ขึ้นมาอยู่ ‘บนดิน’ ให้ปรากฏต่อสายตาประชาชนคนทั้งชาติ!

        นายกฯทักษิณนำเงินกำไรจากหวยบนดิน มาช่วยเหลือการศึกษาเด็กยากจน และส่งเยาวชนจำนวนหนึ่งจากทุกอำเภอต่างจังหวัด ไปศึกษาต่างประเทศ และบางส่วนสำเร็จการศึกษา บางคนใกล้จบแล้ว ซึ่งต่อจากนี้ไป พวกเขาก็จะกลับมาเป็นกำลัง ให้กับชิตบ้านเมืองของเราต่อไป 
        ความเจริญก้าวหน้า ในยุคของทักษิณ ได้ยกฐานะไทยขึ้นมาเป็น ‘ดาวเด่น’ ของประเทศในภูมิภาคนี้!

        วามเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างขึ้น กลับเป็นผลร้ายกับตัวเอง เพราะเขาเป็นที่อิจฉาริษยาของผู้มีอำนาจแฝงในประเทศ   
        มีการสุมหัวกบาลกันระหว่างนายธนาคาร กลุ่มนายทุน ขุนนางเก่า และทหารบางกลุ่ม รวมทั้งคนที่เคยมีอำนาจ และหลงใหลใฝ่หามัน และยังโหยหาจะกลับไปสู่ฐานะทรง
อำนาจตามเดิม ส่วนไอ้พวกที่ไม่เคยมีอำนาจ ก็ออกอาการ ‘เงี่ยน’ อยากจะมีกับเขาบ้าง คนพวกนี้จึงรวมกลุ่มกัน และลงตัวพอดิบพอดี
        ในการต่อต้าน...ทักษิณ!

        นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘กระบวนการสมคบคิด’ เพื่อทำลายนายกทักษิณฯและพรรคไทยรักไทย 
        ที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวให้เห็นชัดเจนภายหลัง นั่นก็คือ
        การสุมหัวกบาลกัน ที่บ้าน นายปีย์ มาลากุล โดยมีไอ้เจ้าของบ้านกบาลเกลี้ยง ทำตัวเป็นหัวเรือใหญ่ เชิญคนโน้นคนนี้มากินข้าวคุยกัน โดยมีวัตถุประสงค์ 
        เพื่อโค่นทักษิณ!
        ผมได้เขียนในคอลัมน์ของตัวเอง แจกแจงรายละเอียดเอาไว้แล้วว่า มีใครชื่อเรียงเสียงไร ที่ไปร่วมสุมหัวกันในวันนั้นบ้าง ท่านหาอ่านได้จาก 
        ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่ ‘สุมกบาล’ เพื่อก่อกบฏ! 
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=139
        ที่ระยำมากคือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ให้สัมภาษณ์ ยืนยันชัดเจนว่า ไอ้หัวล้านมันพูดจาส่อไปในเชิงทาบทามเขา  
        ให้เอาชีวิต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร!!  

        หลังจากที่ทักษิณได้ชัยชนะอย่างถล่มทลาย ในการการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2548 จนสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ไทยแลนด์แดนสยาม นอกจากหลักฐานที่ชัดเจน เรื่องการสุมหัวกบาลหรือการสมคบคิดกันแล้ว ยังมีขบวนการบ่อนเซาะ และทำลายรัฐบาลไทยรักไทย มีเพิ่มเติมอีกหลายรูปแบบ เช่น 
        มีการร่วมมือกันของกลุ่มพันธมิตร โดยประสานงานกับนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงการผนึกกำลัง ของฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์ เพราะการดำรงอยู่ของรัฐบาลทักษิณ เช่น
แก๊งเนชั่ว เป็นต้น 
        ที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตาประชาชน คือ การออกเดินสายของขุนนางเฒ่าสายทหาร ที่งัดเครื่องแบบออกมาแต่ง แล้วงกๆเงิ่นๆ เดินกะโผลกกะเผลกออกจากรัง ไปปราศรัยเขย่า
รัฐบาล ตามหน่วยและสถาบันทหารต่างๆ ซึ่งตามมาด้วย
        การรัฐประหาร เมื่อ 19 ก.ย.2549!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        ประเทศเรานั้นอาภัพ ที่ไม่ได้มีนายพลซื่อสัตย์แบบ Smedley Darlington Butler ของสหรัฐ ซึ่งรักและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ที่เขาเคยปฏิญาณว่าจะรักษาไว้ แต่บ้านเมืองของเรา กลับมีนายทหารที่ ‘เงี่ยน’ อำนาจ อย่าง 
        พล.อ.สนธิ ‘ไอ้บัง กบฏ’ บุณยะรัตกลิน! 
        การรัฐประหารในประเทศไทย จึงเกิดขึ้น และรัฐธรรมนูญที่มาจากความคิดเห็น และฉันทานุมัติของประชาชน 
        ถูกล้มล้าง!

        จากนั้นคนไทย ก็ได้ ‘รัดทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ’ มาทดแทนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่คนไทยได้ร่วมร่างกันขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เฉกเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ ของนานาอารยะประเทศ นั่นคือ
        เพื่อความเจริญ และพัฒนาของประเทศ! 
        แต่...
        ไอ้ ‘รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ’ มันไม่ได้ร่างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศ หากแต่ร่างขึ้นมา โดยมีความมุ่งหมายพิเศษ เพื่อขัดขวาง กีดกันกลุ่มและ
คณะบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่ความมุ่งหมายหลักของรัฐธรรมนูญ ตามความหมายที่โลกอารยะเขารับรู้กัน 
        พ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร และรัฐบาลชั่วคราวพ้นหน้าที่ไปแล้ว บ้านเมืองกลับมาเป็นประชาธิปไตย เข้าสู่โหมดเลือกตั้งพรรคทักษิณก็ชนะอีกครั้ง
        เมื่อนาย สมัคร สุนทรเวช ได้ขึ้นเป็นนายกฯ พวกป่วนก็ออกมาชุมนุมคัดค้านอีก 
        ครั้งนั้น เราได้เห็นการผนึกกำลังของบรรดาพ่อค้าโดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ นำโดยสภาอุตสาหกรรม หอการค้า ได้สร้างปรากฏการณ์ ‘รุมกระทืบ’ พรรคพลัง
ประชาชน ด้วยการร่วมมือกัน ซื้อหน้าโฆษณาแพงๆ แบบเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์รายวัน รวมทั้งการขึ้นป้ายคัดค้านขับไล่รัฐบาล ที่มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามทางแยกสำคัญต่างๆ แล้วช่วยกันชูพรรคดักดาน ให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล
        ทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกา ที่ผมเล่ามา ไม่มีผิดกันเลย!

        การสนับสนุนของฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตย โดยกลุ่มและองค์กรต่างๆ ที่ผมลำดับมานั้น ทำให้รัฐบาล ‘สมัคร-สมชาย’ ต้องมีอันเป็นไป เป็นเหตุให้พรรคกาลีได้ครองเมืองช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยการช่วยเหลือแบบ ‘อุ้ม’ กันเต็มที่ โดยฝ่ายทหารที่ไม่รักในระบอบประชาธิปไตย
        ตลอดระยะเวลา ที่พรรคดักดานปกครองนั้น บ้านเมืองของเราต้องบอบช้ำ และตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย มีสงครามตามแนวชายแดน ทำให้เมืองไทยเปลี่ยนสถานะ จาก ‘ดาวเด่น’
ในภูมิภาค กลายเป็นประเทศที่เป็น ‘ปัญหา’ ของอาเซียนไปได้
        น่าเศร้าใจจริงๆ!

        เมื่อบ้านเมืองกลับมาสู่โหมดเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งเมื่อปีกลาย
        พรรคทักษิณ...ก็ชนะอีก! 
        คราวนี้ เป็นการได้รับชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่งให้ประเทศไทยเรา ได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวแท้ๆของทักษิณ เป็น   
        ‘นายกรัฐมนตรี’ ...ไอ้พวกกาลี ร้องไห้ระงมไป!!

        าถึงวันนี้ ฝ่ายประชาชนผู้รักชาติ และศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย พยายามจะแก้ไข ‘รัดทะมะนวย-ฉบับหัวคูณ’ แต่ไอ้พรรคดักดาน ที่มีเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ มันก็ ‘แพ้’ เมื่อนั้น รวมทั้งพวกที่ยังงมงาย และหัวใจไม่ได้เป็น ‘ไท’ แต่ยังอยากเป็น ‘ทาส’ อย่างคงเส้นคงวาและเหนียวแน่น จนยากจะแก้ไขได้ 
        ออกมา ‘คัดค้าน’ กันยกใหญ่!

        ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนผู้คนส่วนใหญ่ของบ้านนี้เมืองนี้ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ของ ‘ไอ้พวกเหี้ย’ ที่มันไม่ได้มีเฉพาะบ้านเรา เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกา ที่บ้านเมืองของเขานั้นเจริญกว่าเราเป็นไหนๆ ยังมีให้กันเห็นมาแล้วในอดีต แต่เพิ่งนำมาเปิดเผยกัน โดยหนังสือ The Plots against the President: FDR 
        อย่างที่ผม ได้เล่าให้ฟังแล้ว

        ดังนั้น คนไทยที่รักชาติและรักประชาธิปไตย ต้องเป็นกำลังใจให้นายกฯปู และรัฐบาลของเธอ โดยพวกเราต้องร้อยใจกันไว้ให้มั่น ช่วยกันเป็น ‘ผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก’ ป้องกันรัฐบาล และปกป้องประชาธิปไตยของคนไทย

        ให้พ้นจากการก่อกวน รุกรานของ...ไอ้พวกเหี้ย!!!

..................

        (คอลัมน์ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ของ...ไอ้พวกเหี้ย!!! ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER