หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > อ.ส.ม.ท. อย่าให้ใครนินทาว่า เป็นแค่ “เนชั่ว” สาขา 2!!!
หัวข้อ : อ.ส.ม.ท. อย่าให้ใครนินทาว่า เป็นแค่ “เนชั่ว” สาขา 2!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

อ.ส.ม.ท. อย่าให้ใครนินทาว่า เป็นแค่ “เนชั่ว” สาขา 2!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันพุธ ที่ 11 เมษายน 2555 ผมฟังรายการ “เช้าทันโลก” โดย คุณกรรณิการ์ “อาอี๊” กิจติเวชกุล ดำเนินรายการร่วมกับ ดร.สุรพงษ์ มาลี หนุ่มใหญ่อารมณ์ดีจากสำนักงาน ก.พ. เพราะวันนั้นคู่หูของเธอ คุณสังกมา “คุณป้า” สารวัตร ไม่ได้มา
        ปกติแล้วหากอยู่กรุงเทพในตอนเช้าๆ คนเขียนหนังสืออย่างผม
ต้องหมุนหาคลื่นข่าวฟังข้อมูลข่าวสารไปเรื่อยๆ เพราะมีหลายสถานีให้ติดตาม ต่างจากตอนอยู่บ้านเชียงใหม่ที่สถานีข่าวมีอยู่จำกัด
        ตารางบริหารร่างกายของผมนั้น ตั้งต้นตอนตีห้าตรงกับเวลามาของรายการข่าว “เช้าทันโลก” ที่มี “คุณป้ากับอาอี๊” เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก
แต่ข่าวส่วนใหญ่ที่เธอทั้งสองนำมารายงานล้วนมาจากเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผมมีโอกาสอ่านตั้งแต่ตื่นขึ้นมาตอนตีสามครึ่งแล้ว
        ถึงอย่างนั้นต้องขอบคุณรายการของสาวเทื้อทั้งสอง ที่มาช่วยกันเติมข่าวซึ่งหลงหูลอดตาไปได้ พอสมควรทีเดียว

        ในวันดังกล่าว “อาอี๊”  ได้นำบทความของ ไมเคิล ไรท (เจ้าตัวสะกด ไม่มีการันต์ ตรง ท.) มาเล่าให้ฟังเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับภาษา ซึ่งเกือบหดหายไประหว่างที่ประเทศอังกฤษตกอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศส ยาวนานถึง 300 ปี เพราะชนชั้นสูงอังกฤษ ต่างพากันพูดภาษาฝรั่งเศสซึ่งได้กลายเป็นภาษาทางราชการไปด้วย
        เดชะบุญ “โรคห่า” หรือ “กาฬโรค” ระบาดคนชั้นสูงตายลงเป็นอันมาก ภาษาอังกฤษเลยได้กลับมาเกิดอีกครั้งและกลายเป็นภาษาสากลของโลกไปในที่สุด
        ผมมาสะดุ้งเล็กๆ เพราะ “อาอี๊” เธอใช้คำนำหน้าชื่อคนเขียน
       ศาสตราจารย์ ไมเคิล ไรท”

        คงจำได้ว่า ไมเคิล ไรท คนนี้ ผมเคยเล่าเรื่องเขาให้ท่านผู้อ่านฟัง ในคอลัมน์ ภาษาอังกฤษของนายกฯปู...อะไรกันนักกันหนา! (http://
vattavan.com/detail.php?cont_id=341)

        ผมจึงมีข้อมูล เกี่ยวข้องกับไมเคิล ไรท ฝรั่งที่โอนชาติเป็นไทยคนนี้พอสมควร และต้องบอก “อาอี๊” ว่า ไมเคิล ไร้ท ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความนั้น ไม่ได้เป็น “ศาสตราจารย์” ซึ่งเป็นตำแหน่ง ที่ต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ และไม่ได้เป็น “ศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษ” แบบ “มิสเตอร์เสื้อกั๊ก” คนนั้นด้วย
        ผมทราบจากคนรู้จัก ไมเคิล ไรท ดีว่า เขาเคยสมัครเป็นอาจารย์จุฬาฯ แต่ถูกทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธ เพราะเจ้าตัวไม่มีปริญญา
        เรื่องนี้ “อาอี๊” กรรณิการ์ฯ อย่าเพิ่งแปลกใจ เพราะ ‘เกลอ’ ของ ไมเคิล ไรท อย่างคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ได้ยืนยันเรื่องปริญญาของเพื่อนฝรั่งคนนี้ ด้วยข้อเขียนตัวเองของดังนี้

        ...ไมเคิล ไรท เป็นชาวอังกฤษที่ ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่ชอบห้องเรียน แล้วหนีออกจากบ้านตามประสาลูกฝรั่งวัยรุ่นร่อนเร่ไปรับจ้างทำงานอยู่ลังกา จนเข้ามาเผชิญโชคในกรุงเทพฯ
        ท้ายที่สุด ก็ได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายแปลเอกสาร
ที่ธนาคารกรุงเทพ...

        ที่พูดเกี่ยวกับ ไมเคิล ไรท์ หรือชื่อไทยนายเมฆ มณีวาจา เพียงจะช่วยแก้ไขความเข้าใจให้ “อาอี๊” กรรณิการ์ฯ แบบผู้ฟังที่ดีคนหนึ่งเท่านั้น
และตัวเองยังจะฟังรายการ “คุณป้ากับอาอี๊” ต่อไปทั้งต้องขอบคุณเธอทั้งสอง ที่อุตส่าห์รีบตื่นก่อนไก่ไปสถานีวิทยุ เพื่อเตรียมจัดรายการ ให้ผู้คนได้ฟังกัน
        ไหนๆก็พูดถึงวิทยุ FM 96.5 MHz แล้ว อยากจะชวนท่านผู้อ่าน มองบางแง่มุมขององค์กรเก่าแก่อย่าง อ.ส.ม.ท. ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของคลื่น
ที่กำลังจะมีงานฉลองครบรอบ “60 ปี บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด 35 ปี อ.ส.ม.ท.” สักนิดเถอะครับ
        อยากจะเล่าเกร็ดเกี่ยวกับบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัด ซึ่งเป็นที่มาของช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ทุกวันนี้ ให้ท่านผู้อ่านฟัง ว่า

        นสมัยรัฐบาลจอมพล ป. เสนอให้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ขึ้นในประทศไทย โดยจะใช้งบประมาณในการจัดตั้ง 10 ล้านบาท (สิบล้านบาทถ้วน)
        ไม่น่าเชื่อว่า
        บรรดา ส.ส.ในสภาขณะนั้น ต่างอภิปรายคัดค้าน บอกว่าเป็นของ “ฟุ่มเฟือย” เอาเงินไปตั้งโรงเรียนดีกว่า!

        ในที่สุดรัฐบาลจอมพล ป.ถอดใจ ไม่ของบประมาณจากรัฐ แต่หาทางออกด้วยการระดมทุน โดยมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ จนได้เงินทุนจำนวน 20 ล้านบาท จัดตั้งบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัดขึ้นมา ด้วยการลงขันกันในระหว่างหน่วยราชการ
        เมืองไทยถึงได้มี ‘โทรทัศน์’ กับเขาบ้าง!

        สถานีวิทยุไทยโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม เปิดดำเนินการแพร่ภาพ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2498
        คนไทยได้เห็นตราสัญลักษณ์ รูป "วิชชุประภาเทวี" ซึ่งเป็นเทวดาสตรี ผู้เป็นนางพญาแห่งสายฟ้าหรือเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ถือแก้วมณีด้วยหัตถ์ขวาส่องประกายระยิบระยับ วูบวาบมาตอนเปิดสถานี

content/picdata/360/data/Untitled-1 copy.jpg

        ทันทีที่เลดี้เทวดาโผล่โฉมออกมาทางหน้าจอโทรทัศน์ตอนเปิดสถานีมโหรีก็ประโคมรับ ด้วยเพลงไทยเดิม “บรเทศ” (ปัจจุบันเป็นเพลง  “ต้นวรเชษฐ์”) และพี่น้องประชาชนคนไทยรุ่นผมและรุ่นต่อๆมา ต่างคุ้นเคยกับทั้งเพลง และตราสัญลักษณ์ดังกล่าว นับแต่บัดนั้น
        ทางคุณจำนง รังสิกุล ซึ่งอยู่ทางวิทยุ ท.ท.ท. ได้มาเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดรายการสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของบ้านเราด้วย และเป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญของวงการนี้ทีเดียว
        หัวหน้าจำนงฯ ได้นำผู้ประกาศสาวสวย จากสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ซึ่งตอนนั้นอยู่ตรงข้ามกับธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ถนนข้าวสาร ในขณะนั้น (ปัจจุบันเป็น สาขาราชดำเนินไปแล้ว) มาเป็นผู้ประกาศรุ่นแรก เช่น คุณอารี นักดนตรี คุณเย็นจิตร สัมมาพันธ์ และ คุณดาเรศน์ สาตะจันทร์ เป็นต้น

        หากรัฐบาลของ จอมพล ป.ในตอนนั้น ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีสื่อโทรทัศน์ เพื่อเปิดหูเปิดตาประชาชน ตามความเห็นของ ส.ส. ที่คัดค้านแล้ว ก็ไม่รู้ว่า
        เมื่อไหร่บ้านเรา ถึงจะมีสถานีโทรทัศน์ เช่นเดียวกับประเทศอื่นเขา?
        ถ้าคนใน อ.ส.ม.ท. สนใจ สามารถไปค้นคว้าประวัติศาสตร์องค์กรดูได้จากบันทึกของรัฐสภา ซึ่งบันทึกคำพูดของ ส.ส.ที่อภิปรายคัดค้านเอาไว้ จะเห็นได้ว่า
        ผมพูดไม่ผิด!

        ล่าเรื่องที่มาของสถานีโทรทัศน์ไทยแล้ว ให้คิดถึงโครงการ “แท็บ เล็ต” สำหรับเด็กนักเรียนที่คนค้านกันตรึม ซึ่งมีทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน (แบบเดียวกับ ส.ส. ยุคค้านการจะมีโทรทัศน์ ไม่ผิดกันเลย) รวมทั้งผู้ดำเนินรายการของคลื่น FM 96.5 MHz และคลื่นอื่นๆ ของ อ.ส.ม.ท. ด้วย
        นอกจากสื่อผู้ดำเนินรายการวิทยุ และโทรทัศน์ในเครือข่าย อ.ส.ม.ท. ที่คัดค้านแล้ว ยังมีคลื่นศัตรูถาวรของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น “สื่อเสื้อเหลือง” “โพสทูดายเรดิโอ” “ไทยพีบีเอส” ฯลฯ ล้วนแต่ตามแห่คัดค้านโครงการดีๆ อย่าง “แท็บเล็ต” สำหรับเด็กนักเรียนทั้งนั้น
        ประหลาดจริงๆ!
        คนที่ออกมาคัดค้าน ส่วนใหญ่บอกว่า สิ้นเปลืองงบประมาณมากเหลือเกิน ไม่มีประโยชน์ เอาเงินไปพัฒนาการศึกษาด้านอื่นดีกว่า แต่คนพูดทราบหรือเปล่า ว่า
        งบประมาณที่ใช้ซื้อ “แท็บเล็ต” นั้น มีจำนวนแค่สองพันล้านบาทเท่านั้น ไม่ถึงครึ่งของเงินหลวง ที่รัฐบาลพรรคประชาธิเปรต “ถลุง” ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์รัฐบาลตัวเอง รวมถึงการขึ้นป้าย โชว์รูปหน้าตารัฐมนตรีของพรรคดักดาน ให้ปรากฏอยู่ตามทางแยกต่างๆ โดยมียอดใช้จ่ายประมาณ...
        ปีละเกือบห้า 5,000,000,000.00 (ห้าพันล้านบาทถ้วน)!

        คนที่ออกมาคัดค้านนั้น อาจเป็นเพราะวิตกจริตสูง เนื่องจากหวาดกลัวโครงการของพรรคเพื่อไทย (หรือไทยรักไทยในอดีต) ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในความโดดเด่น เช่น
        โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค”

        ตอนเริ่มโครงการ ก็โดนทั้งพรรคดักดานและฝ่ายตรงข้ามระดมโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่มาถึงวันนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า
        โครงการที่ยิ่งใหญ่นี้ เป็นที่พึ่งด้าน “สุขภาพอนามัย...ของคนไทยทุกคน” โดยเฉพาะคนยากคนจน ที่ไม่เคยเข้าถึงการรักษาพยาบาลมาก่อนเลย
        ผลงานของพรรคเพื่อไทย หรือไทยรักไทยในอดีต ที่โดนใจพี่น้องประชาชน จนไม่มีทางที่พรรคดักดาน จะควานหาโครงการอื่นใด มาทัดเทียมทันได้
        ซ้ำร้ายผู้บริหารพรรคดังกล่าว ขาดแคลนทั้งสติปัญญาและการมองการณ์ไกล จนไม่สามารถสร้างความเจริญ ให้กับชาติบ้านเมือง
อันเป็นที่รักของพวกเราได้!

        ขอบอกกันตรงๆเลยว่า ผมฟังเสียงคัดค้านเรื่อง “แท็บเล็ต”  ด้วยความ “หดหู่” เป็นอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่า
        การที่ให้เด็กสมัยนี้ ถือ “แท็บเล็ต” แผ่นเดียวไปโรงเรียนตอนเปิดเทอมใหม่ที่กำลังจะมาถึง ก็คงไม่ต่างอะไรจากเด็กรุ่นผม ที่เคยถือ “กระดานชนวน” ไปเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด (ห้ามพิมพ์ตกคำว่า “คลอง” เด็ดขาด!)
        ลองถามคุณ เตช บุนนาค อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศดูก็ได้ เพราะท่านก็เคยถือ “กระดานชนวนแผ่นเดียว” ไปโรงเรียนนี้ พร้อมๆกันกับผม

        มาถึงวันนี้ โลกมันก้าวหน้าไปไกล เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ถือกระดานชนวน แบบเดียวกับผม แต่พวกเขาจะถือกระดานเหมือนกัน แต่เป็นกระดานแบบใหม่ ที่เราเรียกว่า “แท็บเล็ต”
        ไม่เห็นมันจะ ‘ต่าง’ อะไรกันนักหนา!
        ผมว่าโครงการ “แท็บเล็ต” เป็นการแสดงความมีวิสัยทัศน์ของรัฐบาลนายกปูฯอย่างเห็นได้ชัด

        ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก ลองดูเด็กในสลัม ประเทศอินเดียตามภาพนี้

content/picdata/360/data/photo4.jpg

        แล้วคิดอย่างไร?
        เห็นอย่างนี้ คงไม่แปลกใจว่า ทำไมเมือง Bangalore ของเขา จึงกลายเป็น Silicon Valley of India และโดดเด่นขึ้นมา ในสังคม IT ของโลกใบนี้
        หากเราจะดูนโยบายของรัฐบาลโลซก ที่พวกเราพี่น้องประชาชนช่วยกันถีบตกจากเก้าอี้ไป เปรียบเทียบกับรัฐบาลปัจจุบันแล้ว คงเห็นได้ว่า
        ผู้ที่มี “วิสัยทัศน์” นั้น ต่างจากคนที่ยังครอบหัวกบาลตัวเอง ด้วย “กะลาทัศน์” ตรงนี้เอง
        การครอบหัวกบาล ด้วย “กะลาทัศน์” อย่างดื้อด้านดักดาน โดยไม่ยอมถอดออกนั้น เป็นเหตุให้พรรคกะโหลกกะลา มันถึงได้แพ้ซ้ำแพ้ซาก จนกลายเป็น...
        พรรคกเฬวราก...ไปในที่สุด!!!

        ผมมั่นใจเต็มร้อย ว่า       

        วันนี้ ทั้งสื่อและปฏิปักษ์รัฐบาลบาลนายกฯปู อาจยืนกรานคัดค้านเรื่อง “แท็บเล็ต” แต่ในวันข้างหน้า คนเหล่านั้นต้องเปลี่ยนใจ กลายมาเห็นด้วย เมื่อถึงวันและเวลาที่เด็กและเยาวชน รุ่น “แท็บเล็ต” ของเรา ได้แสดงศักยภาพออกมาให้ปรากฏต่อสาธารณชนว่า พวกเขานั้น...
        แตกต่างจากเด็กรุ่นเก่า ที่ไร้ “แท็บเล็ต” อย่างไร?
        แล้วจะได้เห็นกัน!

        ก่อนจบบทความในวันนี้ ขอตั้งข้อสังเกต การดำเนินการของ อ.ส.ม.ท.ในบางเรื่อง ดังต่อนี้
        การดำเนินรายการของ อ.ส.ม.ท. โดยเฉพาะทางด้านโทรทัศน์
ผมมีข้อสงสัยเหมือนกับอีกหลายท่าน ว่า

        ทำไมสถานีโทรทัศน์ใหญ่อย่าง อ.ส.ม.ท. ซึ่งเป็นสถานีแห่งแรกของประเทศ จัดตั้งมายาวนานกว่าสถานีอื่น กลับไม่มีขีดความสามารถ ในการทำ ‘รายการข่าว’ ของตนเองหรืออย่างไร จึงต้องไปว่าจ้างผู้ดำเนินรายการ
จากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น มาช่วยเหลือดำเนินการให้?

        ผู้ดำเนินรายการข่าว อ.ส.ม.ท. ช่วงเวลาไพร์มไทม์ทั้ง นายกนก-นางจอมขวัญ ต่างก็มาจากสถานีเอกชน อย่าง ‘เนชั่น’ ซึ่งว่าไปแล้วทางธุรกิจ ก็คือหนึ่งในคู่แข่งของ อ.ส.ม.ท. ด้วย
        หรือใครว่าไม่ใช่?
        ขอถามสั้นๆว่า
        ท่านใดเคยเห็น CNN ไปขอยืมผู้ดำเนินรายการ จาก BBC, Fox News, CNBC หรือ Aljazeera ให้มีโอกาสมายื่นหน้า รายงานข่าวทางสถานีของตัวเองบ้าง?
        ผมอยากจะบอกว่า

        การนำบุคคลากรจากสถานีโทรทัศน์อื่น ซึ่งในทางธุรกิจเป็นคู่แข่ง มาดำเนิน “รายการข่าว” ซึ่งเป็น “หัวใจหลัก” ของโทรทัศน์ ที่สถานีของตัวเอง นั้น
        นอกจากบ่งบอกว่า ผู้บริหาร อ.ส.ม.ท.ปัจจุบัน จะไม่ไว้วางใจ ในประสิทธิภาพของพนักงานตนเองแล้ว มองอีกแง่คือเป็นการ “ดูถูก” ความรู้ความสามารถ ของคนในองค์กรตัวเองเป็นอย่างยิ่ง
        นอกจากนั้น ยังเป็นการปิดกั้น “โอกาส” ที่พนักงานของ อ.ส.ม.ท. จะได้ “เกิด” ในวงการข่าวอีกด้วย ทั้งๆที่องค์กรใหญ่แห่งนี้ มีพนักงานที่ได้ปริญญาตรีนิเทศศาสตร์และสูงกว่า อีกหลายๆคน
        จริงหรือเปล่าล่ะ!?

        นอกจากการขอตัว ผู้ดำเนินรายการจาก “เนชั่น” แล้ว แม้แต่ผู้จัดรายการทางสถานีวิทยุ อย่าง FM 96.5 MHz ก็ยังมีว่านเครือของนายหัวเหม่ง สุทธิชัย หยุ่น เข้ามายุ่มย่ามทางรายการข่าววิทยุของ อ.ส.ม.ท.อีก เช่น นายประจักษ์ มะวงษา ที่ออกรายการรายการข่าวตอนเช้า กับคุณป้า อรวรรณ กริ่มวิรัตน์กุล นั่นก็อีกคน

        ท่านผู้อ่าน จำได้ไหมครับ ที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า กลุ่ม “เนชั่น” นี่เป็นจอม “เต้าข่าว” ทั้งรายงานข่าวเท็จ และประพฤตินอกลู่นอกทางเป็นประจำ
จนคนไทยที่รักชาติรักบ้านเมืองเขา
        ‘รับไม่ได้’
        จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่สังคมออนไลน์รวมทั้งสื่ออื่นๆ
จะเรียกขานสื่อแก๊งนี้ว่า
        ‘เนชั่ว’

        ผมยังบอกต่อไปด้วยว่า จากนี้ต่อไปไป คำว่า ‘เนชั่ว’ หรือ “แก๊งเนชั่ว” นั้น
        จะเป็น ‘แบรนด์บาป’ ติดตัวสื่อเวรตะไลแก๊งนี้ไปจนตาย!

        (รายละเอียดอ่าน ชนะทั้งไอ้พวกจังไร ชนะทั้งภัยน้ำท่วม!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=333)

        ในวาระงานฉลองครบรอบ “60 ปี บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด 35 ปี อ.ส.ม.ท.” จึงอยากจะฝากคำถามเล็กๆ ไปถึงผู้คนซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรแห่งนี้ ว่า

        “ไม่กลัวผู้คน เขาจะนินทาเอาว่าองค์กรเก่าแก่ของพวกท่าน...

        ..เป็นได้แค่ ‘เนชั่ว-สาขา 2’ เท่านั้น หรือจ๊ะ!!!?”

....................

ท้ายบท ต้องกราบขอบพระคุณ ที่ท่านผู้อ่านกรุณาติดตามบทความของ  “วาทตะวัน” ตลอดมา
        เมื่อครั้งเขียนในเว็บ manager ทุกสัปดาห์ ได้ใช้เวลาประมาณ 6 ปี กว่าจะมีคนอ่านถึง 1 ล้านคน/ครั้ง (แต่เป็นรายแรกๆ ของประทศนี้) ครั้นมาเปิด
www.vattavan.com
นั่งเขียนตัวคนเดียว ตั้งเป้าว่า มีคนอ่านสัปดาห์ละ 200 คน/ครั้ง
ก็พอใจแล้ว แต่...ไม่น่าเชื่อว่า ยอดผู้อ่านพุ่งสู่หลัก 1 ล้าน คน/ครั้ง โดยใช้เวลาสั้นกว่าเมื่อครั้งอยู่ค่าย ‘ผู้จัดการ’ ด้วยซ้ำไป และที่น่าแปลกใจอย่างมาก นั่นคือ
        มีท่านผู้อ่านสนใจ กรณีที่ผมการประพฤติมิชอบของ อดีตผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ในคอลัมน์ จารุวรรณ “เป็ด หัวยักษ์”โป๊ะเชะ!!! (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=145) เพราะมีแฟนเข้ามาอ่าน มากกว่าสามหมื่นหกพันหกร้อยคนคน
        ทั้งนี้ มียอดผู้อ่านปัจจุบัน 36,610 คน/ครั้ง ซึ่งท่านอาจตรวจสอบยอดได้ โดยคลิกเข้าไปดูใน ‘ดูทั้งหมดคลิกที่นี่’ ซึ่งจะมีบันทึกโดยละเอียดของแต่ละคอลัมน์ว่า
        มีผู้เข้าคลิกดู จำนวนมากน้อยเท่าใด
        นอกจากนั้น ยังมีคอลัมน์ที่ยอดผู้คลิกเข้าดูเกินหลักหมื่น เฉียดหมื่น หรือเกินครึ่งหมื่น อีกเป็นจำนวนมาก
        จึงขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ อีกครั้ง และยืนยันว่าจะเขียนให้ท่านอ่านต่อไป โดยพยายามจะไม่ให้ขาดตอน.

        ด้วยความเคารพยิ่ง
        วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ อ.ส.ม.ท. อย่าให้ใครนินทาว่า เป็นแค่ “เนชั่ว สาขา 2!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 21 เมษายน 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER