หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > น้องจับมือพี่มือ ต่างสองร่วมถือ สาระพีเดียวกัน!
หัวข้อ : น้องจับมือพี่มือ ต่างสองร่วมถือ สาระพีเดียวกัน! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

น้องจับมือพี่มือ ต่างสองร่วมถือ สาระพีเดียวกัน!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ขับรถออกจากบ้าน ไปออกกำลังที่สวนลุมพินีกับเพื่อนเก่า ที่เรียนกันมาตั้งแต่เด็ก พอได้เหงื่อดีแล้ว ไปนั่งพักเพื่อให้เหงื่อแห้ง ได้ถือโอกาสกินกาแฟเย็นอีกถ้วย โดยมี ขนม “มาลัยโก๊ะ” ของจีนรสชาติดี รูปร่างคล้ายขนมถ้วยฟูของไทย เป็นของแกล้ม ขนมชนิดนี้มีขายอยู่ตรงประตูสวนลุมฯ ด้านติดถนนด้านพระราม 4 
        จากนั้นก็เดินตุหรัดตุเหร่ ดูโน่นดูนี่ พร้อมกับคุยเรื่องความหลังกันอีกสักพักใหญ่ ๆ จนเพื่อนบอกร้องว่า 
       
“หิวข้าวแล้ว!” 
        ผมจึงขับรถพาไปรับประทานอาหารที่ร้าน “ครัว โอ.วี.” ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของโรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย

        เพื่อนคนนี้ยังเป็นคนโสด เขาตัดสินใจออกไปทำมาหากินเมืองนอก ตั้งแต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ พอมีอายุมากแล้ว กลับมาตายรังที่เมืองไทย โดยเลือกอยู่ต่างจังหวัดเหมือนผม นานๆจึงจะเข้ากรุงเทพสักครั้ง 
        หลังจากที่กลับมาอยู่เมืองไทย เขามีโชค เพราะเงินสกุลดอลลาร์ที่เขารับเป็นบำนาญ มีค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากเขากลับมา ตั้งแต่ก่อนลดค่าเงินบาท

        การที่เพื่อนคนนี้ ไม่เคยมีเมียและไม่มี “ลูกติด” ด้วย พูดอย่างนี้อาจฟังดูแปลกๆ แต่อย่าสงสัยไปเลย เพราะนักการเมืองใหญ่ รุ่นลายครามบางคน มีลูกติด แต่ไม่เคยมีเมีย เพราะ...
       
ไม่เคยรับว่าแม่ของลูก เป็น “เมีย” ตัวเอง!
        เพื่อนของผมไม่ใช่นักการเมือง ประเภท “รับลูก” แต่ “ไม่รับเมีย” เพราะเขาเป็นคนโสดจริงๆ นั่นเอง 
        ดังนั้น มาถึงตอนนี้ เพื่อนของผมกำลังสอดส่ายสายตา หาคนมาทำหน้าที่แม่บ้าน เพื่อจะได้ดูแลตัวเขาในยามแก่เฒ่า 
       
ผมจึงแนะนำเขาไปว่า
        ควรหาสาวที่อายุน้อยหน่อย ถึงหน้าตาจะสวยด้อยไปบ้าง ก็คงไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ 
      
  เธอคนนั้นต้องแข็งแรง ถ้าได้แบบนักยกน้ำหนักหญิง คงจะดีมากๆ เพราะเพื่อนของผมซึ่งอายุมากแล้ว หากเกิดพลาดพลั้ง หกล้มหกลุกไป เธอจะได้ช่วยอุ้มเขาได้!
        ยังบอกต่อไปด้วยว่า
        ให้หาผู้หญิง ซึ่งเป็นคนจังหวัดเดียวกับเขานั่นแหละ ง่ายดี เพราะเจ้าตัวก็อายุมากแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาร่ำเวลา ต้องลำบาก ถ่อมาหาผู้หญิงไปอยู่ด้วยถึงกรุงเทพ
        ขืนมาเอาสาวเมืองหลวงไปเป็นเมีย อาจต้องเปลืองค่าขนย้ายไปเปล่าๆปลี้ๆ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า จะอยู่กันได้นานแค่ไหนเดี๋ยว หากอยู่ด้วยกันไม่ยืด
        ต้องเสียเงินค่าขนของ กลับกรุงเทพอีกเที่ยว!!

        ผมพาเพื่อนไปรับประทานอาหาร ที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ วิทยาลัย ซึ่งแน่นอนจะต้องสั่ง “ข้าวผัดปลาสลิด” และ “แกงส้มกุ้ง” ให้เขารับประทาน เพราะเป็นอาหารยอดฮิตของร้านสมาคมนี้ 
        ไม่ว่านักเรียนเก่า หรือพวกสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย เมื่อไปรับประทานอาหารที่นี่ เป็นต้องสั่งของสองอย่างนี้ จนแทบจะเป็นสูตร ทั้งๆ ที่ “คุณอาติ๋ว” ภริยาท่านอาจารย์ อรุณ แสนโกศิก อดีตนักกีฬาทีมชาติหลายประเภท และโคชรักบี้ของผม ซึ่งเป็นเจ้าของร้านนั้น ฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยม ที่ร้านของท่านมีของอร่อยให้เลือกสั่งได้หลายอย่าง ทั้งอาหารไทยและฝรั่งลูกผสมนักเรียนเก่าของโรงเรียนวชิราวุธฯ รู้จักกันดี

        ที่นักกินขาประจำ สั่งกันมากอีกอย่าง คือ “สตูว์ลิ้น” ที่คัดลิ้นวัวดีจริงๆมาทำ และการตบแต่งลิ้นก็เรียบร้อยดี ไม่มีทั้งไขเศษมัน ลงไปทำเหมือนร้านอื่น เพราะ “คุณอาติ๋ว” คัดสรรเอาแต่เนื้อล้วนๆ 
        บางคนกินเข้าไปบอกว่า ยังกับกินลิ้นวัวญี่ปุ่น แต่ที่แท้นั้นเป็นแค่ “โคขุน” บ้านเราเองแท้ๆ
        ฝีมือสตูว์ลิ้นของคุณอาติ๋ว น่ารับประทานมากทีเดียว รสหรือก็กลมกล่อม จะทานกับข้าวสวยร้อน ๆหรือทานแบบฝรั่งกับขนมปัง ก็ไม่ผิดกติกา เพราะเข้ากันดีทั้งนั้น 
        หากท่านผู้อ่านที่นิยมรับประทานเนื้อ มีโอกาสก็ลองแวะรับประทานดูคงจะชอบ

        พอรับประทานอาหารคาวเสร็จ สั่งของหวานที่ลือชื่อของเขา คือ “คัสตาร์ด” ให้เพื่อนรับประทาน ซึ่งเมื่อทานเสร็จ เขาชมว่า “อร่อยมากๆ” และบอกด้วยว่า โรงแรมใหญ่ๆในคานาดา เมืองที่เพื่อนเคยอยู่ ยังสู้ไม่ได้ เลยเล่าให้เขาฟังต่อไปว่า 
        ตอนที่ผมสั่ง “คัสตาร์ด” มารับประทานครั้งแรก คนทำจึงขอให้ช่วยวิจารณ์ด้วย

        มเป็นนักกินขนมหวาน ตามชื่อคอลัมน์นี้ คือ “กาแฟขม...ขนมหวาน” ได้ลองชิมแล้ว 
        อยากจะบอกว่า
        คัสตาร์ดของเจ้านี้ ลงตัวไปหมดทุกส่วนสัด เนื้อเป็นสีเหลืองทองสวยงาม น้ำตาลไหม้ก้นถ้วย หลังคว่ำแล้ว มีสีสันเหมาะเจาะ กำลังสวยพอดี ไม่หวานมาก 
        เขาเลยบอกว่าช่วยตั้งชื่อให้ด้วย เพราะรู้ว่าผมเป็นนักตั้งชื่อขนมและเคยตั้งชื่อ “ขนมเทียนเสวย” ของ คุณดวงสุดาผ่องศรี พึ่งบุญฯ บุตรีของเจ้าคุณรามราฆพฯว่า ขนมเทียนบ้านท่าเกษม เลยให้ชื่อยี่ห้อภาษาอังกฤษ ของคัสตาร์ดรายนี้ไปว่า
        “Na Mum” 

        ที่ให้ชื่ออย่างนี้ เพราะคนทำเรียกคุณแม่เธอว่า “มา” แบบคนจีน ซึ่งชื่อที่ให้จะอ่านว่า “นะมัม” แปลเป็นอังกฤษปนไทยว่า “นะแม่” ก็ได้ หรือจะอ่านออกเสียงเป็นสำเนียงไทยว่า “น่าหม่ำ” ก็เก๋ไปอีกแบบ แต่คัสตาร์ดของเขาก็ “น่าหม่ำ” จริงๆ และเติมสร้อยเพิ่มไปว่า
        “Golden Custard”
        ที่ตั้งชื่ออย่างนี้ก็เพราะ ขนมของเขาออกสีเหลืองสุวรรณชาติสวยงาม รสหอมหวานอร่อย เมื่อถูกใจมากก็เลยเขียนคำนิยมแถมให้เขาไปอีกด้วยว่า
        “อร่อยล้ำ ฉ่ำนุ่ม ละไมละมุน สำหรับคุณทุกคน!”       

        ดือนเมษายนหน้าร้อนอย่างนี้ มีงานบุญเยอะ งานใหญ่ไม่พ้นสงกรานต์ ที่เพิ่งวายไปเมื่อวันหยุดยาว แต่ไม่ได้หมดแค่นั้น พอสงกรานต์กรุงเทพฯเสร็จ มีคิวงานสงกรานต์เฉพาะถิ่น ทั้งงาน “วันไหล” ที่ชลบุรี “งานสงกรานต์ชาวมอญ” ที่พระประแดง ซึ่งมาล่ากว่าสงกรานต์ไทยประมาณหนึ่งอาทิตย์  
        ผมเองเป็นคนชอบ “งานบุญ” เอามากๆ โดยเฉพาะตอนที่คนบ้านนอกเขาทำอาหารเลี้ยง มักจะมีการทำ “ขนมจีน” เป็นอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อ 
        บางบ้านเขาหมักแป้งทำขนมจีนเอง อย่างแถบพระประแดง โคราช (บ้านประโดก) และอีกหลายแห่ง มีฝีมือในการทำแป้งหมักขนมจีนเป็นอย่างมาก 
        เวลาเขาหมักแป้งขนมจีน จนได้ที่ เป็นก้อนโต ก่อนนำไปกดใส่ตะแกรง ให้ลอดลงตามรูเป็นเส้นขนมจีน ลงลวกน้ำร้อน ผมชอบไปขอเขากิน เพราะก้อนแป้งตอนนั้น รสชาติดีและอร่อยมากด้วย

        พอถึงตอนทำ “น้ำพริก” กินกับขนมจีน เป็นเมนู “ขนมจีนน้ำพริก” นั้นสนุกนัก เพราะผมเคยช่วยสาวๆ กวนน้ำพริก แต่เนื่องจากต้องเลี้ยงผู้คนมากมาย ต้องกวนในถังขนาดใหญ่เพื่อให้ได้ปริมาณมากๆ บางแห่งเขาใช้โอ่งมังกรกันเลย เป็นเหตุให้ต้องล้วงลงไปกวนลึกๆ 
        เครื่องน้ำพริกที่กินกับขนมจีน มีน้ำส้มมะขาม มะกรูด มะนาว ตอนกวนก็คุยกับสาวๆไป ทำให้เพลินไม่รู้สึกอะไร แต่อีตอนชักแขนออกมานี่ซิ 
        ได้เรื่องเลย! 
        แค่ทิ้งไว้พักเดียวทั้งแสบทั้งร้อน เพราะเครื่องปรุงมันกัดตั้งแต่มือ ลามไปถึงจั๊กกะแร้ ล้างออกแล้วแขนก็ยังแดง แสบชะมัด แต่ก็ครึกครื้นดี
        ตกกลางคืน เขามีร้องมีรำและการละเล่น พูดคุยสนทนาปราศรัยกันสนุกสนาน ได้รู้จักมิตรใหม่มากหน้าหลายตา เป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิตเลยทีเดียว

        ผมรักประเพณีไทยของเราแบบนี้มาก เมื่อตอนอยู่ในวัยหนุ่ม ได้มีโอกาสสนุกสนานกับงานบุญตามบ้านนอก ในท้องที่ต่างจังหวัดที่เคยรับราชการอหลายต่อหลายครั้ง ยังจำบรรยากาศต่างได้ดี ๆ ไม่เคยลืมเลือน นึกขึ้นมาครั้งใด ให้มีความสุขใจทุกครั้งไป
        ในการทำบุญตักบาตรที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ ทำให้คิดถึงความหลังครั้งเก่าขึ้นมาได้ ยังรู้สึกแจ่มใสสดชื่น เหมือนเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน เลยขอถือโอกาส เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ดังต่อไปนี้

        วันหนึ่งเป็นงานบุญวันออกพรรษานั้น ตอนนั้นผมยังเป็นนายตำรวจหนุ่มแน่น รูปร่างหน้าตายังดีอยู่ แถมเคยเล่นละเม็งละคร เป็นตัวเอกกับเขาอีกต่างหาก 
        ถึงกระนั้น ก็คงไม่เตะตาสาวสมัยนี้ เพราะถึงยุคนี้เขาฮิตฮอทหน้าตาแบบตี๋ รวมทั้งตี๋ญี่ปุ่น ตี๋เกาหลี แต่หน้าตาอย่างผมในตอนนั้น กลับไปเตะตาสาวเชื้อจีนเสียส่วนใหญ่ 
        ไม่รู้เป็นยังไง กับ “หมวย” นี่ ถูกกันดีจังเลย!

        จึงได้มีโอกาสไปรู้จัก แม่ค้าซ่าหริ่มบัวลอยไข่หวานและขนมหวานน้ำแข็งใสอย่างอื่นด้วย เธอมีทั้งอาเตี่ย อาม้าเป็นคนจีน หน้าตาขาวสะสวยเหมือน มีส เก้อ หล่าน นางเอกฮ่องกงที่รูปร่างเขย่าหัวใจหนุ่มกรุงเทพยุคนั้น
        นางเอก เก้อ หล่าน ผู้นี้เธอบินมาเล่นหนังไทยเรื่อง “กตัญญูประกาศิต” มี สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ เล่นเป็น “ไอ้ปิง” เจ้าของฉายา “เสือขาว” หนุ่มลูกจีน ซึ่งถูกยกเป็นเสือร้ายแห่งย่านเยาวราช โดยมี “พันคำ” เล่นเป็น สารวัตร พุฒฯ เป็นภาพยนตร์ที่ดังมากๆ ในอดีต

        หนังเรื่องนี้ถอดออกมาจากชีวิตจริง ของนายตำรวจมือปราบคนสำคัญ คือ พันตำรวจเอก พุฒ บูรณสมภพ อดีตนักเรียนนายร้อย จ.ป.ร. (กรมตำรวจฝากเรียน) เจ้าของหมายเลขประจำตัว 4411 ซึ่งต่อมาท่านใช้หมายเลขนี้ เป็นนามปากกาด้วย  
        นายตำรวจท่านนี้เรียนเก่งมาก พูดได้หลายภาษา เก่งทั้งภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่สำคัญคือ ท่านรูปหล่อและเป็นผู้ชายที่สมาร์ทมาก สูงถึง 180 ซม. ไว้หนวดเรียวเก๋ที่ริมฝีปาก แบบ คลาค เกเบิล ดาราในเรือง “วิมานลอย” ขนาดนั้นเลยทีเดียว 
        นายตำรวจมือปราบผู้นี้ ได้เข้าห้ำหั่นกับหนุ่มเลือดมังกรตัวร้าย และในที่สุด “ไอ้ปิง เสือขาว” ก็พบจุดจบสิ้นลายเสือ เมื่อถูกสารวัตรพุฒฯ ยิงดับดิ้นสิ้นชีพที่ ไต้เตี๊ยะภัตตาคาร ย่านเยาวราช 
        ภัตตาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้ ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมจนถึงปัจจุบัน และยังขายขนมไหว้พระจันทร์ที่เอร็ดอร่อยมาก
        “กตัญญูประกาศิต” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเล็กน้อย ตอนเป็นหนังสือดังมาก่อนแล้ว ครั้นมาเป็นภาพยนตร์ ดังยิ่งขึ้นไปอีก ต่อมามีการนำมาสร้างใหม่ ดูเหมือน ฉัตรชัย เปล่งพานิช จะเป็นพระเอก แต่ผมไม่ได้ดู

        กลับมาเรื่องของเราอีกครั้ง
        แม่ค้าคนสวยของผม มีใบหน้าคล้าย มีส เก้อ หล่าน รูปร่างก็ไม่แพ้กันเท่าไหร่ เธอไปทำบุญตักบาตรที่วัดตอนเช้าวันออกพรรษาเมื่อหลายสิบปีก่อน 
        ในวันแห่งความทรงจำนั้น ผมไปทำบุญที่วัดเดียวกันกับเธอ เรารู้จักกันมาก่อน เพราะผมไปรับประทานซ่าหริ่มกับขนมหวานฝีมือเธอในตลาดบ่อยครั้ง
        ตอนเจอกันในวัด เห็นเธอกำลังจะใส่บาตรพระอยู่พอดี สาวน้อยทักทายด้วยรอยยิ้มหวานเย็น เหมือนซ่าหริ่มผสมบัวลอยบวกไข่หวานเข้าไปอีก เธอบอกกับผม ว่า 
        “พี่ไม่ได้มาเตรียมของใส่บาตรมา ใส่กับหมวยก็ได้นะ!”
        โถ! แม่คุณแม่ทูนหัว...ใจดีจังเลย!!
        พูดจบปั๊บ เธออุตส่าห์เลื่อนมือที่จับทัพพี (คนบ้านนอกเรียก...สาระพี) ค่อนลงไปด้านล่าง เพื่อมีที่ว่างเหลือให้ผมจับเหนือมือเธอตรงด้ามด้านบน

        แหม...ยังแล้วนึกโกรธตัวเองจนถึงเดี๋ยวนี้ ที่ “เขิน” ไม่กล้าจับทัพพีตักบาตรร่วมกับแม่คุณคนสวย เพราะกระดากอายสายตาชาวบ้าน และตำรวจลูกน้องอีกหลายคน ที่ยืนจ้องเขม็งอยู่ เลยได้แต่พูดเบาๆว่า 
        “ขอบคุณมาก เชิญก่อนเถอะจ้ะ!”  
        และแล้วเรื่องระหว่างเรา ก็คงเป็นเหมือนอย่างกับเพลงลูกทุ่ง ชื่อ “ทำบุญร่วมชาติ” ที่ Man City Lion หรือคุณปู่ ชาย เมืองสิงห์ เขาร้องเอาไว้ ว่า

content/picdata/361/data/photo1.jpg

        ชาติก่อนเราพียงเคียงคู่เก็บดอกไม้ร่วมต้น
        แต่ว่าเราสองคนไม่สนใจใส่บาตรร่วมขัน
        ชาตินี้เราสองจึงต้องโศกศัลย์
        รักกันชอบกันไม่ได้กันบุญเรานั้นไม่มี

        แล้วมันก็เป็นจริง อย่างที่เพลงเขาว่านะ “รักกันชอบกันไม่ได้กัน” เพราะไม่ “ได้กัน” จริง ๆ ด้วย!
        คงเป็นเพราะไม่ได้ “ตักบาตรร่วมขัน” กันแท้เชียว “บุญเลยไม่มี” ด้วยประการฉะนี้

        ะนั้น ท่านผู้อ่านที่เคารพของผม ถ้ารักใครชอบใครเข้าไปแล้ว งานบุญปีนี้หรือปีหน้า อย่าลืม “ตักบาตรร่วมขัน” กันให้ได้นะครับ บุญกุศลที่ได้ทำร่วมกัน คงจะส่งให้เป็นสุขสมหวังตลอดไป
        มานั่งนึกถึงความหลังหวานแหววอย่างนี้ ก็ให้มีความสุข หัวจิตหัวใจมันกระชุ่มกระชวย วูบๆวาบๆ เหมือนดังมีน้ำเลี้ยงน้ำหล่อขึ้นมาทันที!
        งานบุญคราวหน้า ตั้งใจจะไปตักบาตร เสร็จสรรพแล้วจะส่งใจไปถึงแม่ค้าซ่าหริ่มคนสวย พร้อมๆกับส่งคำพูด ฝากลมลอยไปถึงเธอ ว่า
        “เอาไว้วันออกพรรษา ‘ชาติหน้า’ เถอะนะ แม่คุณแม่ทูนหัว หวังว่าพี่คงไม่เขินไม่ขวย ซ้ำอีกครั้งเป็นแน่!”

        จะขอให้เป็นเหมือนที่เพลงลูกทุ่ง แต่เป็นคนละเพลงกัน ด้วยว่ารักของเขาและเธอคู่หลังนั้น ดูจะ “สมหวัง” ดังใจมุ่งมาตรปรารถนา เพราะคุณ นิยม มารยาท คนร้อง เขาบอกเอาไว้เพลง “บ้านนาสัญญารัก” ว่า

content/picdata/361/data/photo2.jpg

        น้องจับมือพี่มือ 
        ต่างสองเราถือ สาระพีเดียวกัน
        อธิษฐานเสียก่อนเจ้า
        อธิษฐานเสียก่อนเจ้า
        ขอให้สองเรารักร่วมชีวัน !

        จะอธิษฐานขอให้ชาติหน้า เราทั้งสองจงเป็นเหมือนยังกะเพลงนี้ เขาว่าเอาไว้ เถอะนะ….หมวยนะ!

        เจ้าประคู้น!!

.................

        (คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน น้องจับมือพี่มือ ต่างสองร่วมถือ สาระพีเดียวกัน!  ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 24 เมษายน 2555 )


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER