หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน!!!
หัวข้อ : โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้......ผมขับรถออกมาอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มานั่งจิบกาแฟอยู่ที่ร้าน "ตั้งม่งเส็ง" ซึ่งเป็นร้านกาแฟเก่าแก่ของอำเภอนี้ เปิดมาหกสิบกว่าปีเห็นจะได้
        ร้านนี้เขามีฝีมือทางการชงกาแฟ เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน ในร้านมีบรรยากาศร้านกาแฟดั้งเดิม ประเภทร้าน "ออนล๊อคหยุ่น" ที่ศาลาเฉลิมกรุง หรือ “ไต้จง” ย่านบางลำพู ที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว 
        สั่งกาแฟขมมาจิบ พร้อมกับรับประทานขนมปังสามกษัตริย์ (ชื่อนี้...ผมตั้งเอง) ควบไปด้วย คือขนมปังทาเนย น้ำตาล และราดนมข้นหวานหนึ่งแผ่น 
       
ขนมปังร้อนๆกลิ่นหอมกรุ่น ยั่วน้ำลายดีนัก! 
        นอกจากนั้น ยังตบท้ายด้วยขนมปังเย็น คือขนมปัง น้ำแข็งไส ราดน้ำสะระกลิ่นแสนชื่นใจ โรยนมข้นหวานทับไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นอาหารเช้า 
       
เท่านี้ชีวิตของผม ดูเหมือนจะเป็นสุข และสมบูรณ์แล้ว!!      

        เมื่อไม่กี่วันมานี้ ตอนเช้าๆผมกำลังจิบกาแฟ ได้ยินสถานีวิทยุเขาเปิดเพลง ลาทีปากน้ำ” ของสุนทราภรณ์ ที่ขึ้นต้นว่า

        ตัวมาปากน้ำ น้ำตาเจ้ากรรมพรำร่วง
        มันรินล้นทรวง รดแดร้อนดวงร่วงพรำจนช้ำเลือดตรม
        อยากผลักชีวิตผลอย คล้อยลอยน้ำไปตามคลื่นลม
        ระทวยระทม แล้วจมร่างตามความรักร้างไป

        เธอคนปากน้ำ น้ำคงขึ้นลงตรงหน้า
        จะลอยน้ำมาหาเธอทุกคราคลื่นครวญรัญจวนป่วนใจ
        จะพร่ำคำเพ้อ ละเมอมนต์รักมาตามฝั่งไกล
        ร้องเพลงผีพราย พิไรขอรักเธอไว้โลมฝั่ง

        เพลง “ลาทีปากน้ำ” นี้ อยู่ในใจผมเสมอ เพราะเคยรับราชการอยู่ที่โรงพัก อำเภอเมือง สมุทรปราการ เป็นเพลงที่ร้องยากเพราะมีตัว ร. ตัว ล. และคำ “ควบกล้ำ” เยอะแยะ ใครภาษาไทยไม่แข็งแรง พูดตัว ร. ตัว ล. ไม่ชัด หรือพูดคำควบกล้ำไม่ได้ อย่าไปร้องเลย เพราะจะทำให้คนฟัง เขาอึดอัดเสียเปล่าๆไม่เข้าการ

        คนไทยเราจำนวนไม่น้อย มีปัญหาเรื่องการพูดคำ “ควบกล้ำ” มานานเต็มที สิ่งเหล่านี้ต้องการการฝึกฝน ทั้งจากครูภาษาไทยและผู้ปกครองด้วย และต้องเริ่มกันตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก 
        ผมเองไม่ตำหนิคนที่พูดคำ “ควบกล้ำ” ไม่ได้ เพราะคนบางภาคในเมืองไทยเราซึ่งคุ้นเคยกับการพูดภาษาท้องถิ่น เขาไม่เน้นคำควบกล้ำกัน พอหันมาพูดภาษากรุงเทพ เรื่องคำควบกล้ำเลยกลายเป็นปัญหากันไปทั้งนั้น

        สำหรับคนท้องถิ่นทางภาคเหนือ ที่ผมคุ้นเคยพอสมควร ก็มีปัญหานี้เช่นกัน เพราะภาษาเหนือนั้น เขาไม่เน้นในเรื่อง ร.เรือ และ ล.ลิง รวมทั้งคำ “ควบกล้ำ” เหมือนคนทางใต้ (คนเมืองมักเรียกคนกรุงเทพว่า คนทางใต้
        เรื่องนี้เป็นปัญหา เพราะจะทำให้คนท้องถิ่นพูดภาษากรุงเทพได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากเขาพูดภาษาเมืองกันจนติด ทำให้พูด ตัว ร.เรือ ไม่ค่อยจะได้กัน รวมทั้งคำ “ควบกล้ำ” ด้วย       
        ท่านทั้งหลายอย่าคิดว่า นี่เป็นความบกพร่องทางการศึกษา ใช่ว่าคนท้องถิ่นนอกกรุงเทพ จะไม่ทราบว่า การออกเสียงที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร เพราะเขาเหล่านั้นทราบดี และส่วนมากพูดไดด้วย เพียงแต่เขาต้อง “เค้น” ออกมาเท่านั้น แต่ถ้าไม่ตั้งใจจะ “เค้น” กันอย่างจริงๆจังๆแล้ว อาการ “หลุด” อันเนื่องจากความเคยชินจึงมีให้เห็นอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะไปจ้องจับผิด หรือตำหนิกันแต่อย่างใด

        มื่อประมาณยี่สิบห้าปีเห็นจะได้ ผมไปสัมมนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี น่าสนใจมาก และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองสุพรรณฯล้วนๆ ผู้มีชื่อเสียงหลายท่านมาเป็นวิทยากร เช่น 
        อาจารย์ จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ ซึ่งผมถือตัวว่า เป็นลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่งด้วย นอกจากนั้นก็มี ม.ร.ว. ดร. กัลยา ดิศกุล คณบดีคณะอักษรศาสตร์ และ อาจารย์ มนัส โอภากุล ซึ่งเป็นคุณพ่อของคุณยืนยง โอภากุล หรือที่เรารู้จักในชื่อ 
        แอ๊ด คาราบาว!

        อาจารย์มนัสฯ นั้นเป็นคนสุพรรณฯโดยกำเนิด ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองของท่านอย่างแตกฉาน เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงวิชาการ และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีเศษๆมานี้เอง

content/picdata/372/data/photo01.jpg

        รูปที่เห็นอยู่นี้ เป็นตอนที่ท่านอาจารย์มนัสฯ ยังเป็นหนุ่ม ดูจะหล่อกว่าคุณแอ๊ดฯ ผู้ลูกด้วยซ้ำไป!!

        คุณหญิงกัลยาฯ ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกทางด้านภาษาสุพรรณ ท่านได้พูดถึงเสน่ห์ภาษาและสำเนียงสุพรรณฯ ว่า       
        สุพรรณบุรีเป็น “เมืองปิด” มายาวนาน จึงสามารถรักษาเอกลักษณ์ความเป็นภาษาและสำเนียงสุพรรณไว้ได้ เพราะสมัยก่อนถ้าจะไปเมืองสุพรรณต้องไปทางน้ำเท่านั้น ต่อมามีทางรถไฟ และถนนสาย “มาลัยแมน” ไปได้เพียงสายเดียวเท่านั้น
        เมื่อความเจริญมีมากขึ้น จึง และก็มีถนนจากจังหวัดอ่างทองต่อเข้าไปยังสุพรรณ ถึงกระนั้นจังหวัดนี้ก็ยังไม่ใช่เมืองผ่านอยู่ดี 
        จนกระทั่งมีถนนสายเอเชีย และถนนจากกรุงเทพผ่านบางปลาม้าเข้าสุพรรณต่อไปชัยนาท เมืองสุพรรณจึงพ้นสภาพเมืองปิดไปโดยปริยาย ผู้คนเดินทางไปได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 
        ยิ่งไปกว่านั้น สุพรรณบุรีมีจุดน่าสนใจทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเกี่ยวเนื่องกับวรรณคดีอยู่หลายแห่ง ทำให้นักท่องเที่ยวแห่แหนกันเข้าไปมากยิ่งขึ้น จนปัจจุบัน คนแทบลืมความที่เคยเป็น “เมืองปิด” ของเมืองขุนแผนไปแล้ว

        “ภาษาสุพรรณฯ” นั้น ท่านอาจารย์คุณหญิง กัลยา บอกว่าใช้กันกว้างขวางมาก ทางลุ่มแม่น้ำภาคกลาง แถบเมืองสิงห์ เมืองสรรค์ สุพรรณ อ่างทอง นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เหล่านี้ และมีหลักฐานว่า 
        ในสมัยอยุธยา ระหว่างยุคราชวงศ์บ้านพลูหลวงนั้น ภาษาที่ใช้ในวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ก็คือ 
        ภาษาและสำเนียงสุพรรณบุรีนั่นเอง!        
        สิ่งที่อาจารย์ คุณหญิง กัลยาท่านบอกไว้และเป็นเครื่องสะกิดใจผมก็คือ คุณหญิงท่านเน้นว่า 
        เมืองสุพรรณสูญเสียความเป็น “เมืองปิด” ไปแล้ว ภาษาสุพรรณอาจสูญหายไปก็ได้!! 
        ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับคุณหญิง อย่างไม่มีข้อโต้เถียงเลย และคิดต่อไปด้วยว่า 
        นอกจากการคมนาคม ที่ผ่าเมืองสุพรรณออกจากความเป็น “เมืองปิด” แล้ว ยังปัจจัยร่วมอย่างอื่นอีกด้วย ที่สำคัญมาก ก็คือ 
        สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ที่ภาษาสำเนียงที่ใช้ในสื่อเหล่านั้นไม่ใช่ภาษาท้องถิ่นสุพรรณบุรี หากแต่เป็นภาษากรุงเทพ ลูกเด็กเล็กแดงจะได้ฟังสำเนียงกรุงเทพมากขึ้นทุกวัน ภาษาและสำเนียงสุพรรณบุรี
        อาจจางหายไปที่สุด!

        นอกจากนั้น ผมยังมีความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ภาษาและสำเนียงสุพรรณอาจสูญได้เร็วกว่าทางภาคเหนือ ภาคอีสาน เหตุผลก็เพราะว่า เมืองทางภาคเหนือ และอีสานนั้น เป็นเมืองที่มีเคยมีความเป็นอิสระ แยกการปกครองจากเมืองหลวง ก่อนมารวมกันในปัจจุบัน 
        ตรงนี้เป็นลักษณะพิเศษ ยกตัวอย่างเชียงใหม่นั้น เคยเป็น “ประเทศเชียงใหม่” เมืองน่านเป็นประเทศน่าน” และมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตัวเองอีกต่างหาก ซึ่งแม้ปัจจุบันคนธรรมดาไม่เรียน แต่พระสงฆ์องค์เณรทางเหนือ ยังต้องเรียนควบไปกับภาษากรุงเทพด้วย       
        แม้ในสมัยโบราณ เมืองต่างๆทางลุ่มน้ำภาคกลางนั้น อำนาจพระมหากษัตริย์ทางอยุธยา หรือยุคกรุงรัตนโกสินทร์ สามารถควบคุมคุมได้ค่อนข้างอย่างแน่นแฟ้น แต่ไม่ใช่หัวเมืองทางเหนือ เพราะในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นั้น อังกฤษเองก็จ้องจะเอาเชียงใหม่เป็นเมืองประเทศราช แต่การดำเนินพระราชกุศโลบายด้านการต่างประเทศ ของพระพุทธเจ้าหลวงของเรานั้น ล้ำลึกยิ่งนัก... 
        เชียงใหม่จึงยังคงรวมอยู่กับประเทศไทย จนถึงทุกวันนี้!

        ดังนั้น วัฒนธรรมของทางเหนือจึงยังคงแข็งแกร่งกว่าทางภาคกลาง ภาษาเมืองคงจะสูญช้ากว่าภาษาท้องถิ่นทางภาคกลางอย่างภาษาสุพรรณฯ เป็นต้น 
        นี่เป็นแค่ความคิดเห็นของผม ไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน นอกจากข้อสังเกตส่วนตัวเท่านั้น

        มีหลักฐานที่สำคัญว่า “ภาษากรุงเทพ” นั้นเป็นภาษาไทยที่ปนกับสำเนียงจีนแต้จิ๋ว เพราะเมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างกรุงเทพ ตอนนั้นผู้คนในกรุงเทพมีอยู่เพียงหนึ่งแสนคน ในจำนวนนี้มีคนไทยแท้ๆ แค่สองหมื่นคนเท่านั้น นอกนั้นเป็นคนเชื้อชาติอื่น มีจีนมากที่สุดคือหกหมื่นคน (มากกว่าคนไทยแท้ๆถึงสามเท่า) นอกนั้นเป็นพวกคนมอญ จาม ลาว แขก และชาติอื่นๆ ที่คำกลอนมักกล่าวเรียกรวมว่า 
        “จีน จาม พราหมณ์ แขก”       
        ในคนเชื้อสายจีน ที่มีส่วนร่วมกับชนชาติอื่นสร้างกรุงเทพฯขึ้นมานั้น  กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นจีนแต้จิ๋ว ภาษากรุงเทพจึงมีสำเนียงจีนแต้จิ๋วปนอยู่มาก และกลายเป็นสำเนียงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 
        นี่เองอาจเป็นสาเหตุที่คนแถบกาญจนบุรี ราชบุรี มักบอกว่า       
        “คนกรุงเทพฯ พูด...เยื้อง” 
        คือ พูดสำเนียงไม่ตรง หรือถูกต้องนั่นเอง!      

        นอกจากสำเนียงจีนแต้จิ๋ว ที่ทำให้ภาษากรุงเทพเพี้ยนไป ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคนไทยไม่ค่อยทราบ นั่นคือ “การจดบันทึก” ที่อาจเพี้ยนไปบ้าง แต่อาจทำให้ประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนได้ เพราะเสียงผู้บอกให้จดบันทึกเป็นเหตุ 
        ตรงนี้ต้องขอขยาย ว่า
        การจดประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารสมัยก่อนนั้น ผู้มีอำนาจหรือผู้มีหน้าที่บันทึกพงศาวดาร จะบอกให้เสมียน หรือทนายหน้าหอเป็นผู้จดข้อความ ซึ่งมักทำตอนกลางคืน ใช้แสงไฟจากไต้หรือตะเกียง ท่านผู้บอกก็ “เคี้ยวหมาก” ไป ปากก็บอกให้จดไปด้วย เสมียนหรือทนายหน้าหอ ก็จะจดตามคำบอก 
        การเคี้ยวหมากทำให้ “พูดไม่ชัด” และเป็นปัญหา อาจทำให้คนมีหน้าที่จด ฟังไม่ถนัดก็เป็นได้ 
        บางทีบอกอย่างหนึ่ง แต่จดไปอีกอย่างหนึ่ง เป็นอย่างนี้เสมอ พงศาวดารไทยที่ทำขึ้นโดยผู้จัดทำแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน หรือต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้
        นอกจากนั้น แม้ผู้บอกจะเป็นคนเดียวกัน แต่คนจดนั้นอาจใช้คนเดียวหรือสองคน แถมยังยังมีคนคัดลอกอีกต่างหาก อาจคลาดเคลื่อนยิ่งขึ้นไปอีก       
        เมื่อต้นฉบับจดเพี้ยนไปเสียแล้ว ยังมาเพี้ยนตอนคัดลอกอีก เลยยิ่งไปกันใหญ่!

        เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้เสมอ ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกว่า ถ้าตำรายาไทยนั้น หากเจ้าของตำหรับบอกและให้จดกันไป ถ้าคัดลอกกันต่อไปสักสิบเที่ยว คนที่กินยาที่ปรุงจากตำหรับเดิม แต่ปรุงตามที่จดจากการคัดลอกครั้งสุดท้าย เขาบอว่า
        ต้องตายแน่ๆ!
        ทั้งนี้ เพราะบอกกันหลายเที่ยว ตัวยาจะต้องเพี้ยนกันไปจากต้นตำหรับเดิมหมดแล้ว 
        ฉะนั้น การสอบทานพงศาวดารหรือเราเรียกว่าเป็นการ “ชำระพงศาวดาร” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำกันเสมอ หรือมีความจำเป็น อาจชำระเฉพาะเรื่องราว ก็ทำได้
        แม้ปัจจุบัน เราจะมีเครื่องบันทึกเสียง นักเรียนนักศึกษาสามารถบันทึกคำบรรยายของอาจารย์ กลับไปฟังที่บ้านได้อย่างง่ายดาย จะฟังกี่รอบก็ได้ สะดวกสบายมาก แต่ถึงกระนั้น ในบางกรณีก็จะเกิดปัญหาได้ 
        ผมมีตัวอย่าง ที่จะยกให้ท่านผู้อ่านฟัง ดังต่อไปนี้...

        มื่อครั้งท่านอาจารย์ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ยังหนุ่มแน่น ท่านใช้เขียนต้นฉบับด้วยลายมือของท่านเอง แล้วส่งให้ช่างเรียงพิมพ์ แต่เมื่อสูงอายุมากขึ้น ท่านก็ใช้วิธีพูดต้นฉบับอัดเทปที่บ้านสวนพลู ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กลับไปถอดเทปที่โรงพิมพ์ แล้วมีผู้รีไรท์อีกคนหนึ่ง เสร็จแล้วก็ส่งไปให้เรียงพิมพ์      

content/picdata/372/data/photo02.jpg

        ด้วยเหตุที่ท่านอาจารย์ เป็นผู้ใหญ่สูงอายุแล้ว ท่านก็พูดเบาบ้าง หนักบ้าง บางครั้งท่านก็พูดในลำคอ หรือพูดไปดื่มน้ำอมฤต หรือจิบจินโทนิคไปด้วย ทำให้เสียงของท่านที่ปรากฏตามเทปไม่ค่อยชัด จึงทำให้ผู้ถอดเทปจดผิดพลาดไป รีไรท์เตอร์ก็พลอยเขียนเพี้ยนไปด้วย พอหนังสือพิมพ์ออกมา ก็ไม่เหมือนต้นฉบับที่ท่านคาดว่าควรจะเป็น 
        ท่านอาจารย์ชักฉุน เลยเขียนคอลัมน์ต่อว่าต่อขานเจ้าหน้าที่โรงพิมพ์ ทั้งคนถอดเทปและผู้ทำหน้าที่รีไรท์เอาแรงๆ ทางหน้า 5 ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ในคอลัมน์ “ซอยสวนพลู” ของท่านเอง 
        หลังจากนั้น พวกเจ้าหน้าที่ถอดเทป และรีไรท์เตอร์ ถึงกับออกอาการกลัว ไข้แทบขึ้น ถ้าได้ยินเสียงจากเทปไม่ชัด จะไม่กล้าถอดความ ต้องนำไปให้คุณ นพพร บุณยะฤทธิ์ บรรณาธิการอาวุโส เป็นผู้ตัดสินใจว่า 
        ที่อาจารย์ท่านพูดนั่นน่ะ จริงๆแล้วหมายความว่าอย่างไร!? 
        เมื่อคุณนพพรฯ ได้ตรวจและตกลงใจให้แล้ว ถึงจะนำไปขึ้นแท่นกันได้ แต่เรื่องนี้มีคนเพียงไม่กี่คนที่ทราบ ผมนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังกันในวันนี้ เพื่อทราบเป็นเกร็ดของท่านอาจารย์ ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ของบ้านเมือง

        ย้อนกลับไป พูดถึงสำเนียงสุพรรณกันอีกที...       
        คนสุพรรณนั้น บางคนร้องเพลงบางเพลงไม่ชัด เพราะสำเนียงสุพรรณยังไม่หายไป ทำให้เวลาไปประกวดร้องเพลงลูกทุ่งแล้วต้องพ่ายแพ้ เพราะไปเจอเอาเพลงบังคับ ซึ่งฝืนไม่ให้ออกสำเนียงสุพรรณไม่ได้ เลยต้องตกรอบไปแทบทุกคน ถ้าคณะกรรมการจัดงาน นำเพลงปราบเซียนมาใช้ประกวด       
        เพลงนั้นมีชื่อว่า เพลง “โปรดเถิดดวงใจ” ขึ้นต้นเขาร้องอย่างนี้ครับ       
        “โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง.....นี้ก่อน"

        คนสุพรรณที่เข้าประกวด มักร้องเป็น       
        “โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน” 
        ที่คนเมืองขุนแผนร้องอย่างนี้ เพราะคำว่า “นี้ก่อน” นั้น สำเนียงสุพรรณพูดเป็น 
        “นี่ก๊อน” 
        เช่น คนเมืองนี้เห็นเพื่อนเดินผ่านหน้าบ้าน เขาอาจร้องทักทายและชวนเข้ามาในบ้าน ว่า
        “ไปไหนมา...มานี่ก๊อน!”
        อย่างนี้เป็นต้น

        ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้จัดประกวดได้ยินหนุ่มน้อยเมืองขุนแผน ร้องด้วยเสียงเจื้อยแจ้วว่า
        โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน”  
        กรรมการจึงไม่รั้งรอ ให้จบเพลงเสียก่อน โดยบอกหนุ่มสุพรรณฝันหวานที่เข้าประกวดทันที ว่า... 
        “เอ็งตกรอบแล้ว!” 
        ร้อง “นี้ก่อน” เป็น“นี่ก๊อน” ได้ไงกันวะ!!
        อย่ากระนั้นเลย...

        “เอ็งจง Gone ! ..ก๊อน !...กอน ! ...ลงจากเวทีไปได้เลย ไม่ต้องร้องให้จบเพลงหรอก...เสียเวลาคนอื่นเขา!!!”

................

ท้ายบท สำหรับคอลัมน์ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน “ดูตัว”
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=366) มีท่านผู้อ่าน โพสต์ความเห็นเข้ามา ดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 
แอบ "ซี้ง" อีกแล้วนะคะ
โดยคุณ หนูดี  180.183.127.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ชอบครูน้ำมนต์ ร้องเพลงดีมาก
โดยคุณ เรไร  101.109.223.XXX    

ความคิดเห็นที่ 3   
“ดูตัว”คู่ควรอยู่กระนั้นหรือ
“ดูชื่อ”คู่ควรกันกระนั้นไซร้
“ดูผิวผ่อง”เป็นอยู่มาเช่นไร
“ดูใจ”พร้อมเป็นคู่อยู่นิรันดร์.....
ขอประพันธ์ร้อยกรองนี้ คู่บทความ “ดูตัว” ของท่านวาทตะวัน
นะครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันวิวาห์  125.24.27.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
อ่านแล้วเคลิบเคลิ้มซึ้งมาก..เกิดภาพจินตนาการว่าเป็นเราเอง...ที่แท้ฝันไปเพราะว่าเราเลยวัยดูตัวแล้ว..ฮา
โดยคุณ มันเทศ  203.185.150.XXX 

(คอลัมน์ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน!!! ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน 2555)

 

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER