หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > หมอชนบท...หมอซูโด!!!
หัวข้อ : หมอชนบท...หมอซูโด!!! เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

หมอชนบท...หมอซูโด!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มเคยเล่าเรื่อง ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกา จากภาพยนตร์สารคดีของ Michael Moore (ไมเคิล มัวร์) เรื่อง Sicko ที่เปิดโปงการประกันสุขภาพ ที่เอารัดเอาเปรียบคนอเมริกัน ซึ่งคนไทยอย่างเรา ไม่สู้จะเข้าใจนัก 
        หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า คนอเมริกันนั้น ปัจจุบันไม่มีประกันสุขภาพถึงครึ่งร้อยล้านคนทีเดียว ในจำนวนนี้ 18,000 คน ต้องเสียชีวิตลงเพราะไม่ได้รับการรักษาพยาบาล เพียงเพราะขาดประกันสุขภาพเท่านั้น!  
        คนเหล่านี้จึงได้แต่ภาวนาทุกวันว่า ขออย่าได้เจ็บป่วยเลย!!
        ใครอยากทราบรายละเอียด อ่านได้ในบทความ ซึ่งผมเขียนเอาไว้ ตั้งแต่ 10 ธ.ค. 2552 ชื่อ ทำไมถึงต้อง...ฟ้องโลก!!!?   (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=190)

        สัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย.2555 ที่เพิ่งผ่านไปแหมบๆ สำนักข่าว CNN ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับวงการแพทย์ ที่น่าสนใจหลายเรื่อง พอที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ 

content/picdata/374/data/photo06.jpg

        ข่าวแรกคือ ศาลสูงสหรัฐได้มีคำตัดสินด้วยเสียงฉิวเฉียด 5:4 ว่า The Patient Protection and Affordable Care Act  ของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่บังคับให้อเมริกันชนทุกคน ต้องซื้อประกันสุขภาพ หรือที่สื่อเรียกขานกัน ว่า 'Obamacare' นั้น ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ ของประธานาธิบดีผิวสีคนนี้ 
        ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ คนที่ไม่มีประกันสุขภาพ จะได้รับความช่วยเหลือในด้านสุขภาพ โดยการเพิ่มประกัน ทั้งด้านรัฐ (Medicare aid) และเอกชน พร้อมทั้งจะให้เงินสนับสนุนประชาชน ที่มีรายได้ต่ำและปานกลางได้มีสิทธิที่จะซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทประกันของเอกชน
        ฟังแล้วนึกดีใจ ที่ชาวไทยเราโชคดีกว่าคนอเมริกัน เพราะรัฐมีระบบหลักประกันสุขภาพ ให้กับประชาชนทุกคนแล้ว 
        โดยรัฐบาลไทย เป็นผู้รับภาระนี้เอง!   
        ระบบการรักษาพยาบาลของไทยเรา ที่ประสพความสำเร็จมา มาเกือบ 1 ทศวรรษ รู้จักกันในนาม “30 บาทรักษาทุกโรค” มาจากแนวความคิดของคุณหมอสงวน นิตยารัมพงษ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับมาและบรรจุเป็นนโยบาย “พรรคไทยรักไทย” เพื่อเป็นหลักประกัน ในการรักษาพยาบาล ให้กับพี่น้องประชาชน
        โครงการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยไม่ว่ายุคสมัยใดในบ้านเมืองของเรา
        จึงเป็นที่ชื่นชอบ ของผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง!

        โครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ส่งผลให้พรรคที่มี พ.ต.ท.ทักษิณฯ เป็นผู้นำ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะผู้คนเห็นว่า 
        นโยบายนี้มี “รูปธรรม” ชัดเจน ประทับใจชาวบ้านอย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นเหตุให้พรรคการเมือง ที่เพียงแต่มี “ทักษิณฯ” เป็นผู้นำเท่า ไม่ว่าจะใช้ชื่อพรรคว่าอย่างไร  
        ได้รับชัยชนะ ในการเลือกตั้งใหญ่ ทุกครั้งไป! 
        ต่อให้โดนศาลรัดทำมะนวย ยุบ “พรรคเพื่อไทย” อีกครั้ง แล้วไปใช้ชื่อ “พรรคเพื่อธรรม” ที่จัดเตรียมไว้ แล้วลงเลือกกันใหม่อีกครั้ง 
        ก็ชนะอีกแน่ๆ!! 
        พรรคการเมืองคู่แข่งนั้น ขาดสติปัญญา ที่จะรังรักษ์ประเทศไทยของเราให้เจริญได้อย่างพรรคทักษิณ เพราะไอ้พรรคครกกระบากสากกะเบือนี้ มันจมแน่นิ่งอยู่ในความดักดาน จนกลายร่างเป็นพรรคกาลีอัปรีย์เมือง ที่ “ดีแต่พูด” ทำไม่เป็น เลยต้องมีอันพ่ายแพ้ตลอด  
        แบบหมดทางสู้ เลยทีเดียว!!!

        ความจริงแล้ว นโยบายเรื่องนี้ มาจากแนวความคิดของคุณหมอสงวนฯ ชัดเจน เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ทำการศึกษาโครงการเป็นอย่างดี จนกล้าตัดสินใจ นำมาเป็นนโยบาย และบริหารตามนโยบายนั้น จนประสพความสำเร็จอย่างสูง
        ไม่ใช่เฉพาะแต่บ้านเราเท่านั้น หากหลายประเทศสนใจศึกษาโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ของไทยกันอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อนำไปใช้ในบ้านเมืองของเขาบ้าง
        โครงการนี้ จึงนับเป็นความเจริญก้าวหน้าทางสาธารณสุข ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะก้าวไกลไปถึงระดับโลกแล้ว 
        แม้รัฐบาล คมช. จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า” เพื่อให้คนลืมชื่อทักษิณฯ แต่ผู้คนติดปาก “30 บาทรักษาทุกโรค” มากกว่า จึงเรียกมาจนถึงปัจจุบัน

        อีกข่าวหนึ่งที่น่าดีใจคือ ทาง CNN เขารายงานเรื่องThailand Medical Tourism ว่า ตอนนี้เมืองไทยของเราเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ ของการทัวร์สุขภาพสำหรับพวกฝรั่งมังค่า
        แม้จะมีคู่แข่งจากหลายประเทศ ในแถบเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี ก็ตามที แต่ผมยังมีความเห็นว่า 
        การให้บริการทางการแพทย์ รวมทั้งความรู้ในด้านนี้ของแพทย์ไทย ไม่เป็นรองใครในภูมิภาคนี้ และหวังว่าทัวร์ทางการแพทย์แบบนี้ จะสร้างเสริมรายได้ให้กับประเทศเรา อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะในขณะนี้ ดูจากข้อมูลรายรับของธุรกิจด้านนี้ ปีหนึ่งก็มีมูลค่าสูงกว่าพันล้านบาทแล้ว และมีแนวโน้มว่า คงจะเจริญเติบโตต่อไป ในภายภาคหน้าด้วย
        อย่างไรก็ตาม ผมต้องร้องขอให้ทางโรงพยาบาลในบ้านเรา ที่ให้บริการต่อคนต่างด้าวท้าวต่างแดน จะต้องมีความรับผิดชอบด้วย เช่น 
        ควรมีมาตรการในการป้องกันโรคประหลาดต่างๆ ที่ชาวต่างประเทศหอบติดตัวมารักษาในบ้านเรา ขออย่าให้มันมาเผยแพร่ จนกลายมาเป็นโรคติดต่อกับคนของเรา 
        จึงต้องเรียนบรรดาคุณหมอ และเจ้าของโรงพยาบาลต่างๆ ไว้ ณ ที่นี้ ว่า
        รับเงินแล้ว...อย่าลืมป้องกันโรคด้วย!   

        สำหรับอีกข่าวหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิ.ย. ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผม คือ ข่าวแรกที่เกี่ยวกับทางสหประชาชาติ ได้มีการฝึกอบรม midwife ให้กับสตรีชาวอัฟกานิสถาน

content/picdata/374/data/photo07.jpg

        ได้เห็นภาพที่ CNN ถ่ายทำมาแล้วน่าสนใจ เพราะเขาถ่ายให้เห็นความสนใจของสตรีชาวอัฟกัน ในการรับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากอัตราการตาย ของทารกและแม่ในประเทศนี้สูงมาก 
        ตามข่าวเขาบอกว่า ก่อนหน้าที่จะมีการฝึกอบรม มีจำนวน  midwife อยู่แค่ 500 คน แต่เพียงไม่กี่เดือนของการฝึกอบรม สามารถเพิ่มจำนวน ได้ถึง 3,000 คน ซึ่งจะช่วยเหลือผู้คนในประเทศอัฟกานิสถาน ที่ต้องจมปลักอยู่กับภัยสงครามมาช้านาน
ได้เป็นอย่างดี

        ผมสังเกตว่าคนไทยยุคนี้ ไม่คุ้นกับคำว่า midwife แม้แต่
ดร. นภเรณู ธีรกิตติ สัจจารักษ์ ซึ่งพูดในรายการ “เช้าทันโลก” ทางคลื่น FM 96.5 MhZ (คลื่นของรัฐวิสาหกิจ ที่ดันชอบทำตัวเป็นแค่ “เนชั่ว สาขา 2”) เมื่อวันศุกร์ต้นเดือนมิถุนายนนี้ เธอยังทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า midwife โดยไม่ได้ให้คำแปล แต่พอฟังๆไปผมชักคิดว่า 
        ตัวอาจารย์ ดร. นภเรณูฯ รวมทั้งผู้ดำเนินรายการในวันนั้น คงไม่ทราบความหมาย midwife มากกว่า อาจเป็นเพราะอาจารย์ยังสาวอยู่ ไม่ใช่คนสูงวัยอย่างผม ซึ่งได้ยินคนไทยเราใช้คำว่า “มิดไว้ฟ์” ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ  
        คำๆนี้ศัพท์ภาษาไทยเรียกว่า “นางผดุงครรภ์” บ้าง “หมอตำแย” บ้าง นั่นเอง

        ที่ว่าคุ้นกับคำว่า midwife นั้น เพราะตัวผู้เขียนเองเกิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นกรุงเทพโดนบอมบ์หนัก แม่ไปโรงพยาบาลไม่ได้ พ่อต้องให้คนไปตามหมอตำแยจากตลาดท่าเตียน มาช่วยทำคลอดในห้องนายตำรวจซึ่งพ่อพักอยู่ ที่โรงพักพระราชวัง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด เยื้องกับทางเข้าประตูโรงเรียน
        ดังนั้น ตอนเป็นเด็กผมจึงไปเรียน กอ-ข้อ กอ-กา ที่โรงเรียนแห่งนี้อยู่หลายปีทีเดียว ก่อนจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำ ที่
วชิราวุธ วิทยาลัย

        คนไทยสมัยก่อน เรียกพยาบาลผดุงครรภ์ ว่า “มิดไว้ฟ์” ทับศัพท์ภาษาอังกฤษเต็มๆ อาจเป็นเพราะเริ่มต้นยุคการแพทย์สมัยใหม่ ฝรั่งนำความรู้ด้านนี้ มาอบรมให้คนไทยรู้จัก และเขาได้ใช้คำว่า midwife จึงติดปากคนไทยเรื่อยมา จนกระทั่งมีหลักสูตรพยาบาลผดุงครรภ์ เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งสมัยก่อนนั้นสำคัญมาก 
        อำเภอในต่างจังหวัด ที่มีสถานีอนามัยค่อนข้างใหญ่หน่อย มักจะมีนางพยาบาลผดุงครรภ์ประจำอยู่ด้วย บางทีก็เรียกสั้นๆว่า “นางผดุงครรภ์” 
        อีกคำหนึ่งที่คนไทยปัจจุบันอาจไม่คุ้น กับศัพท์คำว่า “นางอนามัย” หมายถึงพยาบาล ที่ทำหน้าที่ในสถานีอนามัย ตัวอย่างสตรีที่มีบทบาทสำคัญทางด้านงานพยาบาล เช่น ท่านผู้หญิง พัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร ท่านเคยมีตำแหน่งเป็น “นางอนามัย” มาก่อน อย่างนี้เป็นต้น

        ที่นำเรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ มาเล่าให้ท่านฟังในวันนี้ เพราะตัวผมเอง สนใจในเรื่องการแพทย์มานานแล้ว 
        เมื่อปี พ.ศ.2536 ก่อนท่านเจ้าคุณพุทธทาสละสังขาร มีการโต้เถียงกัน เรื่องการจัดการเกี่ยวกับสรีระของท่าน ผมจึงได้เขียนบทความ ชื่อท่านพุทธทาส ปัญหากฎหมายทางการแพทย์ ไปลงหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” รายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2536 ซึ่งผมให้มุมมอง เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเจ็บระยะสุดท้าย สิทธิในการตาย ฯลฯ ซึ่งใน พ.ศ.นั้น ดูจะเป็นเรื่องใหม่ บทความนี้จึงถูกพูดถึง ค่อนข้างมากทีเดียว 
        ต่อมาผมได้นำบทความข้างต้น ไปลงในเว็บไซด์ผู้จัดการ และนำลงที่เว็บ www.vattavan.com หากท่านผู้อ่านสนใจ สามารถดูได้ที่ http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=243

        ข่าววงการแพทย์สุดท้าย ที่ผมจะต้องพูดถึงในวันนี้ ไม่พูดไม่ได้เด็ดขาด แต่ไม่ได้เป็นข่าวที่มาจาก CNN กลายเป็นข่าวในบ้านเรานี่เอง คือ 
        เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พ.ศ. 2555 หมอชนบทนัดชุมนุม เพื่อจุดเทียนประท้วงระบบสาธารณสุขไทย โดยมี นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยเรื่องการหาประโยชน์จากงบค่าเสื่อม ด้วยได้พบ ว่า 
        นอกจากความผิดปกติงบค่าเสื่อมร้อยละ 10 กว่า 500 ล้านบาท ที่อยู่ในอำนาจอนุมัติของกระทรวงสาธารณสุข แล้วยังพบความผิดปกติ ในงบค่าเสื่อม กว่า 1,500 ล้านบาท ของเขตตรวจราชการ สธ. ในเขตภาคเหนือตอนล่างอีกด้วย

        คุณหมอเกรียงศักดิ์ฯ  บอกว่า สำหรับเครื่องมือราคาแพง เช่น เครื่องตรวจดีเอ็นเอ เครื่องละ 8.5 ล้านบาท จัดสรรให้ ร.พ.ขนาดเล็ก ตั้งงบซื้อยูนิตทำฟัน จำนวน 33 ยูนิต ราคารวม 14.5 ล้านบาท หรือ เสนอซื้อชุดเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมระบบจัดเก็บภาพถ่ายเอกซเรย์ราคา ชุดละ 5 ล้านบาท รวม 5 เครื่องแจกร.พ.ต่างๆ
        ล่าสุด นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สธ. เตรียมเสนอให้ครม.อนุมัติงบ 2 พันล้าน จากเดิมที่โครงการเงินกู้ดีพีเแอล 3 พันล้าน ขณะที่งบ 1 พันล้าน ที่ยังไม่เสนอเป็นของร.พ.ชุมชน อาทิ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ และเครื่องซักผ้าสำหรับบริการผู้ป่วย  
        คุณหมอเกรียงฯ  ได้พูดต่ออย่างขึงขัง ว่า  
        ชมรมแพทย์ชนบท นำโดยประธานและอดีตประธานชมรม จะนัดแพทย์ พยาบาล และตัวแทนผู้ป่วยร่วมชุมนุม จุดเทียนไล่ความมืดที่ครอบงำระบบสาธารณสุข ที่หน้ากระทรวง เพื่อประกาศโครงการรณรงค์รับบริจาคเทียนไข ทดแทนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง หม้อต้มแบบโบราณ แทนเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ และจะมีแถลงเปิดโปงผังขบวนการไอ้เสือโหยงาบงบ ก่อนจะไปมอบหลักฐานเพิ่มเติมให้กับสตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และป.ป.ช. ให้เร่งรัดสอบสวนต่อไป
        ผมเห็นด้วยกับกลุ่มแพทย์ชนบท ที่อุตส่าห์ลงทุนเอา “มุก-จุดเทียน” ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี มาใช้ประท้วง เพื่อจะเปิดโปงการทุจริตครั้งนี้ และหากพบว่า นายวิทยา บูรณศิริ รัฐมนตรีสาธารณสุข จากพรรคเพื่อไทย ทุจริตจริงอย่างที่คุณหมอกล่าวหา ผมเห็นว่า 
        ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ฉะให้รัฐมนตรีต้องกระเด็นตกจากตำแหน่ง แบบเดียวกับอดีตรัฐมนตรีกระทรวงนี้ จากพรรคดักดาน ที่ชื่อเดียวกันด้วย คือ นายวิทยา แก้วภารดัย โดนเชือดมาแล้ว!
        อย่าได้ “ละเว้น” เชียวนะ!!

        เห็นกลุ่มคุณหมอชนบท เคลื่อนไหวเอาจริงเอาจังอย่างนี้ รู้สึกชื่นชมจริงๆ เพราะหลายเดือนติดต่อกันมานี้ มีแต่ข่าวที่ไม่เป็นมงคล เกิดขึ้นในวงการของพวกคุณหมอเอง เหตุเพราะบุคลากรทางการแพทย์หลายต่อหลายคน จากหลายโรงพยาบาล และจากหลายจังหวัดด้วย... 
        ดันไปเกี่ยวข้องกับการ “ทุจริตยา ซูโด” อย่างที่ผู้คนไม่คาดคิด เล่นเอาผู้คน...
        ตกตะลึงพรึงเพริด ไปตามๆกัน! 
        อาชีพแพทย์ เภสัชกร และบุคคลในวงการแพทย์ จึงถูกตั้งข้อสงสัย และ...
        ถูกมองอย่าง “ดูแคลน” อย่างมาเคยปรากฏมาก่อน!!

        ใครจะไปคิดบ้างว่า คนมีอาชีพที่ชาวบ้านให้เกียรติ ยกย่อง อย่างแพทย์ เภสัชกร ซึ่งฐานะก็ไม่ได้ขัดสนอะไรเลย ความเป็นอยู่สบายดีเสียด้วยซ้ำ จำนวนไม่น้อยเลย ดัน “สิ้นคิด” ถึงกับทำชั่วร้ายแรง โดยก่อเรื่องทุจริตเลวทรามอย่างยิ่ง ในการเบิกจ่ายยาแก้หวัดสูตร “ซูโดอีเฟดรีน” จากโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อนำไป...
        สกัดเป็นสารตั้งต้น...ผลิตยาเสพติด!

        เป็นเรื่องน่าสลดหดหู่อย่างยิ่ง ที่ทั้งหมอและเภสัชกรคนแล้วคนเล่า จากโรงพยาบาลโน้นบ้าง โรงพยาบาลนี้บ้าง จากภูมิภาคต่างๆของประเทศนี้ ถูกดำเนินคดี หรืออยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาฉกรรจ์นี้
        บางคนต้องถูก...ยึดทรัพย์!

        ไม่ได้มีแต่โรงพยาบาลใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดเท่านั้น ที่มีเรื่องยาซูโดสูญหาย แม้แต่ในโรงพยาบาลที่มี “แพทย์ชนบทดีเด่น” เป็นผู้บริหารอยู่ด้วย ก็ไม่พ้นเรื่องอัปรีย์จังไร ที่แสนจะอื้อฉาวนี้
        อัปยศนัก!

        จึงอยากจะฝากคุณหมอ “เกรียงฯ” ว่า ถ้าหมดภารกิจไล่จิก ไล่ตี ที่กระทรวงสาธารณสุขแล้ว อย่าลืมหันไป “จุดเทียน” ส่องคนในแวดวง ดงอาชีพเดียวกับท่านด้วยล่ะ เพราะเรื่องระยำตำบอน ของพวกเดียวกันกับคุณหมอ
มันมากจนล้น และฉาวทะลักออกมาทางหน้าสื่อถี่ยิบ และชาวบ้านเขาเห็นกันจะแจ้งนั้น 
        น่าอับอายนัก...ปล่อยเอาไว้ ไม่ได้แล้วนะ!!

        ที่ต้องฝากเรื่องนี้ ให้เป็นภาระของท่านประธานชมรมแพทย์ชนบท ด้วยรู้สึกหดหู่ และไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะตัวคนเขียน ดันไปได้ยินคนอีสาน เขาพากันเรียกขาน “หมอชนบท” ว่า...

        “ไอ้พวก...หมอซูโด!!!”

..............

ท้ายบท ระหว่างที่ศาลรัดทำมะนวย กำลังพิจารณาว่า จะถอดสลักระเบิดเวลา หรือจะให้ระเบิดตามเวลา ที่ตัวเองกับพวกตั้งเอาไว้ แล้วสร้างความฉิบหายวายตลิ่ง ให้กับบ้านเมืองของเรา นั้น
        คนไทยอย่างเราๆท่านๆ อย่าไปกลัวความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นครั้งใหม่ เพราะหากมันเกิดขึ้นจริง บ้านเมืองที่รักของเราต้องถึงทางตัน ผู้คนยกออกมาฆ่ากันกลางถนน 
        ในที่สุด ไอ้ “รัดทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ” ที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองของเรามาตลอด 
        มันก็ต้องถูก...ยกเลิก!

        หลังจากนั้น รัฐสภาและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง รวมทั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย ซึ่งเป็น “เสี้ยนหนาม” ของระบอบประชาธิปไตย อันเป็นผลผลิตจาก “รัดทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ”
มันจะต้องสิ้นสภาพ ตามด้วยไปทันที
        ผมอยากจะเขียนบทความ คาดคะเนเกี่ยวกับวันที่ไอ้ “รัดทำมะนวย-ฉบับหัวคูณ” มันถูกฉีกทิ้ง แต่จะรอให้อีตา “วสันต์-ลิเกเฒ่า” กับคณะนาฏดนตรีของแก แสดงให้จบก่อน แล้วจะเขียน ให้สนั่นหวั่นไหวกันไปเลย 
        รับรองว่า แฟนๆ “วาทตะวัน” ไม่ผิดหวังแน่!

        สำหรับผู้ที่โพสต์แสดงความเห็น คอลัมน์ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา ไหนๆจะไล่ “ไอ้พวกเหี้ย” กันแล้ว!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=373)
มีดังต่อไปนี้ครับ...

ความคิดเห็นที่ 1  
เห็นด้วย พันเปอร์เซ็นต์
โดยคุณ ไล่แม่งงงง  101.109.220.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
อาชีพที่สังคมยกย่องไว้สูง ถ้าไร้คุณธรรม ไร้จริยธรรม ถึงเวลามันก็เสื่อมเอง มีนักการเมืองโกงกินว่าน่ากลัวแล้ว ยังไม่น่ากลัวเท่า ตุลาการชั่ว ทำตัวเป็นศรีธนญชัย เด็กรุ่นลูกอย่างดิฉันเห็นแล้วอายแทน ทำไปได้ ไม่ละอาย แถ......
โดยคุณ kaw  58.11.152.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
เห็นพฤติกรรมของผู้คนในศาลรัดทำมะนวยช่วงนี้แล้ว ทำให้คิดไกลไปว่าในวงการตุลาการจะมีคนลักษณะนี่้ปะปนอยู่สักเท่าใด น่าเป็นห่วงระบบอำนวยความยุติธรรมของไทยจริง ๆ ประกอบกับมีนักการเมืองขี้ครอก อำมาตยาเห็นแก่ตัว ทำให้ต้องรำพึงว่า ฤาเราจะต้องกลับไปเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอีกครั้ง แล้วค่อยวิวัฒนาการกันใหม่ ? 
โดยคุณ สงสัย  58.11.138.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
ก็ดูง่ายๆว่าพวกนั้นเขาได้อะไรจากรัฐธรรมนวย ถ้าไม่มีรัฐประหาร ไม่มีรธน.๕๐แล้ว ป่านนี้ต้องเกษียนเป็นตาแก่ธรรมดาไปแล้ว ถึงต้องออกมาต้านสุดฤทธิ์ ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ที่มีคุณภาพออกมา ใครเขาจะเก็บพวกนี้ไว้
โดยคุณ Cogito ergo sum  101.109.251.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5 
"เป็นการ แสดงท่าทีของคำวินิจฉัยล่วงหน้า ของตุลากวย แห่งศาลรัดทำมะนวย หรือมีการ “ตั้งธง” คำวินิจฉัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ออกมาอย่างแจ้งชัด" แล้วรัฐบาลปูของพวกเราจะรอดไหมครับ ชาติคงบอบช้ำมากกว่านี้แน่นอน
โดยคุณ คนร้อยเอ็ด  49.48.159.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
ปู๊โธ่ ! จะไปสวดภาณยักษ์ให้มันเสียเวลาถอนขนจั๊กแร้ทำม้ายย์-เฮียวาท ?......
๑. เขวี้ยงแฟ้มใส่หัวประธานศาฬ
๒. ลากตัวประธานศาฬลงจากบัลลังค์
๓. ลากเก้าอี้ประธานศาฬเอาไปซ่อน
๔. แล้วบีบคอ"ตรวจชีพจร"ประธานศาฬ-เป็นการปิดท้ายรายการอีกเล็กน้อย.... แค่นี้ก็เหลือรับประทานแร้วว์ ! แถม "ฝูงสลิ่มบูดทุกแบรนด์เนม" ยังจะกด Like กันกระหึ่ม-อีกต่างหาก.... คาก คาก คาก.....
โดยคุณ ดช.บุ่ย (น้องดช.เฟียม)  125.26.72.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
ใครนะ จ้างพวกตลกคณะนี้มาเล่นให้คนไทยได้ดูกัน หัวเราะขี้แตกขี้แตนเลย ฮาสุด ๆ
โดยคุณ เกลียด ปชป.  113.53.38.XXX 

ความคิดเห็นที่ 8   
คนมันหน้าด้าน เดี๋ยวมันก็หาทางแถลงได้
โดยคุณ แถ-ลง ได้  125.27.51.XXX

ความคิดเห็นที่ 9   
ท่านวาทตะวัน วิแคะ แกะ เกา ซะ พวกเอี้ยๆ คงหารูลงไม่ทันเป็นแน่
โดยคุณ ส หัวดาน  101.51.252.XXX

        (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ หมอชนบท...หมอซูโด!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม 2555) 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ต้องถอนประกัน ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กบฏ-ผู้ก่อการร้าย!!!
ส.ว. สรรหา….ไอ้พวกรับของโจร!!!
เมื่อคนใช้กลายเป็นเมียเศรษฐี - เมื่อนักการเมืองต้องแย่งเมียคนอื่น
ตกใจ! นายกฯมาเลเซีย แจกแท็บเล็ต เลียนแบบ นายกฯปู!!
นางนิชา ธุวธรรม ต้องตบกบาล นายพล อนุพงศ์!!!
ต้องถอนประกัน ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กบฏ-ผู้ก่อการร้าย!!!
ส.ว. สรรหา….ไอ้พวกรับของโจร!!!
เมื่อคนใช้กลายเป็นเมียเศรษฐี - เมื่อนักการเมืองต้องแย่งเมียคนอื่น
ตกใจ! นายกฯมาเลเซีย แจกแท็บเล็ต เลียนแบบ นายกฯปู!!
นางนิชา ธุวธรรม ต้องตบกบาล นายพล อนุพงศ์!!!
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
...องค์กรอย่างไอ้ทีดีอาร์ไอ ไอ้พรรคดักดาน รวมทั้งพวกโฆษก-โฆษกี ของวิทยุคลื่น 101 (วันโอเวร ราดิโอ)... ..
...สามีใหม่ของคุณนิชาก็คงยังไม่ตาย ส่วนทหารจะไม่ถูกชาวบ้านจำนวนมากมาย เกลียดชังเข้าไส้เข้าพุง... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER