หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > บุญนำพา...กลับมาถึงถิ่น
หัวข้อ : บุญนำพา...กลับมาถึงถิ่น เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

บุญนำพา...กลับมาถึงถิ่น

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศขับรถออกจากบ้าน ไปวิ่งออกกำลังที่สวนลุมพินี ตั้งแต่ตีห้า และตั้งใจจะหาขนมอร่อยรับประทาน หลังการออกกำลังด้วย 
        ผมออกกำลังตามสูตรเรียบร้อยแล้ว ก็เดินสำรวจภูมิประเทศ ผู้คนเริ่มหนาตามากขึ้น เห็นสาวสวยหน้าตาดีหลายคน ที่รักการออกกำลังเป็นจำนวนไม่น้อย คงเพราะเป็นวันหยุดด้วย 
        สวนลุมพินีแห่งนี้ มีกิจกรรมของผู้คนหลายอย่าง รวมทั้งมีการหัดร้องเพลง ตรงศาลาวงกลมกันด้วย ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมเป็นผู้สูงอายุเกือบทั้งนั้น 
        ผมเห็นคุณลุง คุณป้า อาอึ้ม อาซิ้ม อาซ้อ หลายคน ร่วมร้องเพลงกันอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยใช้เทปเปิดเพลงบรรเลงทำนอง มีทั้งเพลงจีน เพลงไทย แล้วหัดร้องตาม โดยมีครูฝึกคอยแนะนำแก้ไขให้ 
        ดูแล้วน่ารักดี!

        เพลงที่ผมได้ยินตอนเช้าวันนั้น ไม่ได้ฟังมานานนับทศวรรษแล้ว เป็นเพลงของ คุณ รวงทอง ทองลั่นธม เจ้าของฉายาเสียง “น้ำเซาะทราย” ที่ขึ้นต้นว่า
        คุณคิดดูซิว่าคนไหน 
        รักคุณรักยิ่งจริงใจ อยู่ที่ไหนกันเล่า
        คนไหน ที่รักภักดีคอยเฝ้า 
        หลงติดตามเหมือนดังเงา
        เฝ้าคอยเฝ้ารักดังใจ....

content/picdata/377/data/photo0902.jpg

        เพลงนี้ชื่อ “ไม่ใกล้ไม่ไกล” นี้ คุณรวงทองฯ เธอร้องได้อย่างหวานซึ้ง 
        ไพเราะจับใจผม เหลือเกิน!

        คำว่า “ไม่ใกล้ ไม่ไกล” นั้น ทำให้นึกถึงคำว่า “ใกล้-ไกล” ซึ่งหยิบเอามาเล่นคำได้มากมาย เช่น อยู่ไกลเหมือนใกล้ อยู่ใกล้เหมือนไกล แม้ฟังดูจะเป็นเรื่องของระยะทางก็จริง แต่หากพูดกันให้ยาวต่อไป อาจเลยถึงเรื่องจิตใจของคน ที่หมุนแปรเปลี่ยนไปได้ตามระยะทาง       
        อย่างไรก็ดี คำว่า “ไกล” นั้น ทำให้ผมคิดถึงคนที่ไปอยู่“ไกลบ้าน” เหมือนท่านผู้อ่านอีกลายท่าน ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้ ที่อยู่แดนไกลอีกหลายท่าน ที่เป็นแฟนคอลัมน์นี้ แต่อยู่ในแดนไกล       
        การที่คนไทยจากบ้านไอยู่แดนไกล เรื่อง “โรคคิดถึงบ้าน” ที่ฝรั่งว่า Homesick คนไทยเราก็ไม่น้อยกว่าชาติอื่น เพราะเรื่องการรักถิ่นฐานบ้านเกิดนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของผู้คนบนโลกใบนี้

        ในสมัยก่อนการสื่อสารยังไม่ดี ลูกหลานที่ไปเมืองนอกจะติดต่อทางบ้าน ก็ใช้วิธีการเขียนจดหมายเท่านั้น เรื่องการโทรศัพท์ถึงกันนั้น ไม่สะดวกเอาเลย 
        อย่าว่าแต่ไปเรียนเมืองนอกเลยครับ แค่ลูกหลานในบ้านที่ไปเรียนต่างจังหวัด เมื่อประมาณ 30-40 ปี ก่อน  การติดต่อระหว่างพ่อแม่กับลูกหลานทางโทรศัพท์ ก็ไม่ต่างจากลูกหลานไปเรียนเมืองนอกด้วยซ้ำ 
        นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อยู่ใกล้ๆบ้านผม จะติดต่อกับคุณพ่อคุณแม่ทางบ้านแต่ละครั้ง ต้องขึ้นรถสี่ล้อจากมหาวิทยาลัย เดินทางเข้าไปขอโทรทางไกลที่องค์การโทรศัพท์ ซึ่งอยู่ข้างโรงพักแม่ปิง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก ตลาดวโรรส เท่าใดนัก 
        เสียทั้งค่ารถไปกลับ และค่าโทรต่างหาก!

        ต่อมามีบริการโทรศัพท์ทางไกลของเอกชน ไปเปิดหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งมักจะเป็นร้านค้าขาย และมีบูธโทรศัพท์ต่างหาก มีการจับเวลา คิดราคาค่าโทร แม้จะรู้สึกสะดวกขึ้นมาบ้าง แต่การโทรตามร้านค้าที่มีบริการโทรศัพท์ด้วย นักศึกษาไม่ชอบ เพราะเขาชาร์จค่าธรรมเนียมพิเศษ 
        ค่าโทรจึง...แพงกว่าโทรปกติ!

        ประมาณกว่า 20 ปี ที่ผ่านมานี้ เกิดมีตู้โทรศัพท์สาธารณะ แบบหยอดเหรียญ จำนวนมากมายหลายตู้ ยกไปตั้งที่หน้ามหาวิทยาลัย และมีบริการภายในบริเวณสถานศึกษาแต่ละคณะ รวมทั้งหอพักภายในของมหาวิทยาลัยด้วย 
        ทำให้สะดวกมากขึ้น! 
        ถึงกระนั้น นักศึกษาก็ใช้วิธีประหยัด คือ ออกจากหอไปโทรหลังสามทุ่ม เพราะค่าบริการถูกลงครึ่งต่อครึ่ง 
        ช่วงเวลาดังกล่าว หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนักศึกษามาต่อคิวกันยาว ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้ามหาวิทยาลัย จึงดูคึกคัก ราวกับมีงานมหกรรม 
        ขนาดนั้นเลยทีเดียว!

        ลังจากระบบโทรศัพท์ แบบ “มือถือ” แพร่เข้ามา การติดต่อก็สะดวกเป็นอย่างมาก นักศึกษาติดต่อกับทางบ้านได้ง่าย แต่บิลโทรศัพท์ อาจกลายเป็นสิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายผู้ปกครองมากเกินเหตุ หากลูกหลานเป็นคนช่างพูดช่างคุย จึงควรจำกัดการใช้ไว้ล่วงหน้าด้วย
        ที่สำคัญแลอยากแนะนำผู้ปกครองคือ พ่อแม่ต้องโทรหาลูก และลูกต้องโทรหาพ่อแม่ ต้องกำหนดให้มีการรายงานกันทุกวัน 
        อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด! 
        หากมีเวลาก็ต้องขึ้นไปเยี่ยม ถึงเวลาปิดเทอม ลูกต้องกลับบ้าน อย่าปล่อยทิ้งไว้ 
        ต้องทำให้เห็นว่า ‘บ้าน’ นั้นเป็นสถานที่สำคัญ!

        ที่พูดอย่างนี้ เพราะผมเห็นตัวอย่างที่ดี จากคนรู้จักและสนิทกัน ที่ลูกสาวอยู่กับคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว โดยไม่มีแม่ แต่พ่อนั้นรักลูกเหลือเกิน และลูกก็รักพ่อมาก 
        ระหว่างเป็นนักเรียนมัธยมอยู่กรุงเทพ คุณพ่อไม่อยู่บ้าน หรืออยู่ที่ทำงาน ลูกสาวสามารถโทรถามการบ้านได้ตลอดเวลา เพราะพ่อเป็นวิศวกรที่เก่งเอาการ สอบได้ทุนไปเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยดีที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ สามารถสอนลูกได้แทบทุกวิชา เพราะคุณพ่อเก่งทั้งคำนวณ ภาษาอังกฤษ ทั้งยังเข้าใจระบบการเรียนการสอนของลูกเป็นอย่างดี 
        การ “ติว” ลูกเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น พ่อทำเองโดยลูกไม่ต้องกวดวิชา หากติดงานต่างจังหวัด ก็จะอธิบายข้อขัดข้องวิชาสำคัญ ที่ลูกโทรมาไต่ถาม ให้ฟังได้ทางโทรศัพท์ซึ่งสะดวกทั้งสองฝ่าย 
        นับเป็นโชคดี ของพ่อลูกคู่นี้จริงๆ!
        ต่อมาลูกสาวสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ได้ พ่อกับลูกคู่นี้ ยังโทรหากันทุกวันเช้าเย็น ต่างก็ปรับทุกข์ และยื่นสุข ให้กำลังใจ ซึ่งกันและกันอย่างอบอุ่นมิได้ขาด 
        หากลูกสาวคิดถึงพ่อและน้องมาก ก็สามารถซื้อตั๋วโลว์คอส บินไปเยี่ยมบ้านที่กรุงเทพฯได้ ผมว่าพ่อลูกคู่นี้ โชคดีทั้งสองคน เพราะ...
        อยู่ไกล...ก็เหมือนใกล้!
        ตอนนี้ลูกสาวเป็นคุณหมอแล้ว เรียนเก่งเหมือนคุณพ่อ จบแพทย์ได้เหรียญทองด้วย และเป็นผู้ช่วยอาจารย์ ที่คณะแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาครบสองปี เพื่อชดใช้ทุนที่ เพิ่งจะย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ ได้งานที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ทั้งนี้เพื่อดูแลคุณพ่อซึ่งเพิ่งเกษียณอายุมาได้สองปี

        ส่วนที่ “อยู่ใกล้ก็เหมือนไกล” ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ และลูก ที่แม้อยู่บ้านเดียวกัน แต่สภาพในบ้านเหมือนคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน 
        ตรงนี้น่าเป็นห่วง เพราะพ่อแม่กับลูกคุยกันไม่ได้ ลูกไม่อยากสนทนาปราศรัยกับผู้บังเกิดเกล้า หรือลูกติดยาเสพติด กว่าพ่อแม่รู้เอา ก็เมื่อตำรวจจับลูกไปเรียบร้อยแล้ว 
        ผมพบเห็นมา ก็ไม่ใช่น้อย! 
        จึงเห็นว่า การพูดคุยกันนั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก แม้การพูดคุยกันในครองครัว จะมีการโต้เถียงกันบ้าง ขัดใจกันนิดหน่อย ก็ยังดีกว่า ที่จะไม่พูดจากันเอาเสียเลย 
        ผมไม่อยากให้ครอบครัวไหนๆ เป็นไปแบบ...
        อยู่ใกล้...ก็เหมือนไกล

        ท่านที่มีบุตรไปเรียนแดนไกล อยากแนะนำบทพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” เป็นหนังสือติดตัวไปอ่าน เพื่อจะได้ระลึกถึงเมืองไทย บทพระราชนิพนธ์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยทรงมีลายพระราชหัตถเลขาเป็นจดหมายมาถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานพดล ลักษณะจดหมายของผู้ที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน มาถึงคนที่อยู่บ้าน ทรงพระราชทานมาเป็นระยะๆ
        ตลอดเวลาที่ทรงรอนแรม อยู่ระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น ได้ทรงพรรณนาเล่าถึงสภาพบ้านเมือง และผู้คนที่ได้ทรงพบปะ การเมือง การปกครอง ตลอดจนมุมมองของพระองค์ท่าน และพระอารมณ์ขันเล็กๆ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการเปิดแนวทางให้บุตรหลานของท่านที่อยู่แดนไกล ได้พิจารณาสิ่งรอบตัวในต่างประเทศ ที่มีโอกาสไปเล่าเรียน เขาจะได้มีความระลึกถึงชาติบ้านเมือง และไม่ลืมที่จะทำประโยชน์ต่อประเทศของเรา เมื่อโอกาสมาถึง

        หนังสือไกลบ้าน มีขายที่ห้องจำหน่ายที่กรมศิลปากร อยู่ที่อาคารด้านหลังหอสมุดแห่งชาติ (เข้าทางประตูด้านหลัง) มีหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระราชพงศาวดาร หนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยที่เขียนโดยชาวต่างชาติ แปลโดยนักภาษาศาสตร์ของกรมศิลปากร ฯลฯ ราคาไม่แพงเหมือนซื้อหาที่อื่น เพราะทางกรมศิลปากรไม่ได้หวังกำรี้กำไร 
        ลองไปซื้อหากันนะครับ จะได้มีหนังสือดีๆของชาติ ไว้อ่านเองและให้ลูกหลานได้อ่านกันด้วย

        บทพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” นี้ มูลนิธิราชสุดา ในสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้จัดทำเป็นหนังสือเสียงในระบบ DAISY หรือ Digital Audio - based Information สำหรับคนพิการทางสายตา หรือผู้ชอบการฟังมากกว่าอ่านอีกด้วย       
        ทราบว่าบทพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน อ่านโดย คุณภัทรฤทัย นพรัตน์ จำนวนเวลาทีอ่านยาวถึง 23 ชั่วโมง และหนังสือเสียงของมูลนิธิ ยังมีบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ อยู่หลายเล่ม 
        ผู้สนใจอาจซื้อหาเป็นเจ้าของกันได้ หรือท่านที่มีฐานะอาจซื้อบริจาคให้กับห้องสมุดของผู้พิการในจังหวัดของท่าน ก็จะได้กุศลเป็นอันมาก

        ะยะทางใกล้ไกลนั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องพ่อแม่ลูกอย่างที่กล่าวมา หนุ่มสาวที่มีความรัก จิตใจที่ถวิลหากันนั้น เรื่องระยะทางก็เป็นเรื่องสำคัญมาก 
        ลองดูวรรณคดีนิราศ ตามแบบฉบับโบราณ คือ มีการเดินทางไปราชการงานทัพ ไม่รู้ว่าจะไปครั้งนี้จะรอดกลับมาหรือต้องตายในสนามรบ ในยุทธบริเวณซึ่งห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน 
        จึงมีการคร่ำครวญ ถึงการพลัดพราก จากนางอันเป็นที่รัก ด้วยความอาลัยรักยิ่ง แต่เรื่องของบ้านเมืองนั้นสำคัญมากกว่า จำต้องหักใจลาจากกัน เพื่อไปราชการงานทัพ ตามหน้าที่ของ ลูกผู้ชายชาติไทย 
        ที่ประทับใจผมมากก็คือ
        “นิราศนรินทร์”

        ผู้แต่งคือ นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) แต่งขึ้นเมื่อคราวตามเสด็จ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ไปทัพพม่า ในสมัยรัชกาลที่สอง ไม่มีบันทึกถึงประวัติของผู้แต่งไว้ ทราบแต่ว่า
        เป็นข้าราชการ ตำแหน่ง มหาดเล็กหุ้มแพร ในกรมพระราชวังบวรฯ และมีผลงานที่ปรากฏนอกจากนิราศเรื่องนี้ เป็นเพลงยาวอีกบทหนึ่งเท่านั้น แต่แม้จะมีผลงานเพียงน้อยนิด แต่ผลงานของกวีท่านนี้จัดว่าอยู่ในขั้น วรรณคดี และเป็นที่นิยมอ่านกันอย่างแพร่หลาย

        นิราศนรินทร์นั้น มีจุดเด่นที่การใช้คำที่ไพเราะ รื่นหู ข้อความกระชับ ลึกซึ้งและกินใจ จะถือว่าเป็นนิราศคำโคลงที่ไพเราะที่สุดก็ย่อมได้ และบทที่ 29 นั้น ได้กล่าวถึงความไกลกันครั้งกระนั้น ทำให้ผู้แต่งที่ไปราชการงานทัพ เขียนไว้กินใจผมไม่น้อยเลย คือ

        ไปศึกสุดมุ่งม้วย           หมายเป็น ตายเลย
        ศูนย์ชีพไหนนุชเห็น       หากลี้
        อรเอยลับหลังเอ็น         ดูนัก นะแม่ 
        โอ้โอะไกลกันกี้            เมื่อไซ้จักสม

        ฟังดูแล้ว ผมลงความเห็นเองว่า คนไทยโบราณนั้น ช่างมีความโรแมนติค ไม่น้อยหน้ากว่าชาติไหนเลย
        ใช่แต่ว่าคนสมัยก่อนเท่านั้น ที่มีความรู้สึกหวานแหวว แม้แต่คนธรรมดาในสมัยนี้เอง ที่แม้ไม่ใช่กวีหรือนักกลอน ก็มีความ
อาจหาญ แต่งโคลง ฉันท์ กาพย์กลอน และสามารถหาจุดสัมผัสกินใจในการใช้ภาษา เช่น
        เขียนติดไว้ท้ายรถบรรยายถึงความคิดถึงภริยา โดยทิ้งเป็นวรรณกรรมไว้ท้ายรถ เพราะต้องออกจากบ้านเดินทางไกล ใจก็คิดถึงคนอยู่ที่บ้าน เลยเขียนติดท้ายรถสิบล้อคู่ชีพ เอาไว้อย่างน่ารัก ว่า

        “เหยียบเบรคก็คิดถึงเมีย เข้าเกียร์ก็คิดถึงเธอ !”

        ฮู้ยยยยย!...มันจะหวานอะไรขะไหนขนาดนั้น หวานยิ่งกว่าน้ำตาลเมืองเพชร เสียด้วยซ้ำไป!!
        แต่บางคนออกจากบ้าน ห่างไกลหูไกลตาเภริยาที่บ้าน ดันกลับรู้สึกยินดีปรีดาจนออกนอกหน้า เลยเขียนติดท้ายรถว่า
        “สุขใจ...เมื่อไกลเมีย!”
        แน่ะดูมัน!...ไอ้นี่ถ้าเมียเห็นเข้า ตบให้สักฉาด คงจะดี!!!

        ความคิดถึงนั้น ไม่ใช่ พ.ศ.ไหน ความห่างไกลกันนั้นมันก่อให้เกิดความถวิลหา จนบางครั้ง สื่อออกมาเป็นเพลงอย่าง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ที่บรรยาย ขออย่าได้ให้ความรักของตนนั้น มีอันพรากจากกันไปเลย เหมือนอย่างเพลงเขาว่า

        ก่อนเข้านอน            ฉันวอนฝันไปเพ้อครวญ
        ภาพรักหลอน           ให้ชวนละเมอ
        อยากให้เป็นของเธอ  ชั่วฟ้าดินได้
        อย่ามีอันใดพรากไป  ไกลกัน

        สำหรับท่านอ่านที่อยู่ต่างประเทศ ไปอยู่ห่างไกลบ้าน หากเป็นผู้ที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือน้อยกว่านิดหน่อย อาจนึกถึงเพลงไกลบ้าน ซึ่งโด่งดัง ที่คุณ ชรินทร์ นันทะนาคร เป็นผู้ขับร้อง ช่างบรรยายได้ดีจริงๆ เพราะนอกจากพูดถึงความวิปโยคโศกใจ เพราะต้องห่างไกลบ้าน ฝ่ายชายก็ไถ่ถามทุกข์สุขของคนที่อยู่ข้างหลัง แล้วบอกว่า       
        มีคนที่ชื่นชมคนใหม่แล้วใช่ไหม จึงลืมเขาเสียสิ้นแล้วหรือ!?   
        พูดคล้ายที่ผมบอกเอาไว้ ในตอนต้นว่า อยู่ไกลก็เหมือนใกล้ อยู่ใกล้ก็เหมือนไกล โดยเปรียบเทียบเอาไว้ดี ว่า

        อันรักกันอยู่ไกลถึงสุดขอบฟ้า      
        เหมือนชายคาเข้ามาเบียดดูเสียดสี
        อันชังกันนั้นใกล้สักองคุลี            
        ก็เหมือนมีแนวป่ามาปิดบัง
        เพราะไกลบ้านซ่านมาโถนิจจาเจ้า 
        จะเงียบเหงาแล้วลืมซึ่งความหลัง
        ฝากเพียงเสียงกระซิบสั่ง             
        ขอน้องอย่าชังคนร้างแรมไกล

        เอ…ดูถ้าจะจริงนะ รักกันนี่แม้ไกลก็เหมือนใกล้ ตัวเธอไปอยู่ถึงเมกา แต่หน้ายังมาลอยอยู่
        ...แถวๆเชียงใหม่!

        ท่านที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมายาวนาน หากมีความประสงค์ที่จะกลับบ้าน ภายหลังจากที่ไปใช้ชีวิตประกอบอาชีพ และเบื่อที่จะใช้ชีวิตในต่างแดนแล้ว
        หากอยากจะกลับบ้าน ผมก็จะขอพรพระ ขอให้ท่านได้กลับมาถึงเมืองไทย เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สงบ ในบั้นปลายของชีวิต สมดังที่ได้ตั้งใจไว้ทุกประการ 
     

content/picdata/377/data/photo0903.jpg

        ขอให้เหมือนอย่างเพลง "บ้านเรา” ที่คุณ สุเทพ วงศ์กำแหง พี่ชายที่เคารพรักของผม ท่านร้องเอาไว้นานแล้ว แต่ได้ยินแล้วให้ชื่นใจทุกครั้งไป 
        เพราะ...
        เวลาไปเมืองนอก แล้วเครื่องบินพากลับมาถึงกรุงเทพ ผมมีความรู้สึกอยากจะก้มลง “จูบแผ่นดินไทย” ทุกครั้งไป เหมือนดังเนื้อเพลงที่ครู ชาลี อินทรวิจิตร เขียนเอาไว้ ว่า

        บุญนำพา             กลับมาถึงถิ่น
        ทรุดกายลงจูบดิน  ไม่ถวิลอายใคร
        หัวใจฉัน              ใครรับฝากเอาไว้
        จากกันแสนไกล     ยังเก็บไว้หรือเปล่า

        โอม...เพี้ยง!...

        ...หากหัวใจของท่านผู้อ่าน ที่เคารพรักของผม ถ้าบังเอิญหลงไป “ฝาก”ใครเขาเอาไว้….
        ถ้าฝากเผื่อเรียก ก็ขอให้ท่านได้รับต้นกลับคืน 
        แต่...

        หากอยากฝากประจำกันต่อไป โดยไม่ยอมถอนเลยนั้น ก็ให้ออกดอกออกผล งอกเงยไพบูลย์ สมความตั้งใจ
ทุกประการ เถอะครับ!!

        ...เจ้าประคู้นนนนนน!!!

******

ท้ายบท ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็นกาแฟขม ขนมหวาน ตอนที่แล้ว โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อน!!!
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=372)
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
เอกลักษณ์ทางภาษาและสำเนียงที่พูดออกมา ย่อมส่อให้เห็นถึงกำพืดถิ่นกำเนิด เด็กบางคนอาจจะอายที่พูดเหน่อหรืออาจโดนเพื่อนล้อเลียน เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้มรดกวัฒนธรรมทางภาษาสูญหายไปได้ ขอเชิญร่วมรณรงค์การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องผ่านบทความของท่านวาทตะวัน ด้วยครับ และขอขอบคุณบทความดีๆของท่านที่ช่วยปรุงสมองของแฟนๆครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันไปก๊อน  125.24.57.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ในฐานะที่เป็นคนสุพรรณ ได้ความรู้มากเลย ขอบคุณครับ
โดยคุณ
chamnienx@gmail.com  124.120.204.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลง...นี่ก๊อนนนน!!! เพลงนี้จำแม่น เคยได้ยินคนร้องแบบนี้ด้วย
โดยคุณ เพลงนี้จำแม่น  125.27.51.XXX 

        (กาแฟขม ขนมหวาน ตอน บุญนำพา...กลับมาถึงถิ่น ออนไลน์ วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม 2555)

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER