หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “สปีช” เด็ดๆ (นักการเมือง...ดูไว้นะ!)
หัวข้อ : “สปีช” เด็ดๆ (นักการเมือง...ดูไว้นะ!) เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“สปีช” เด็ดๆ (นักการเมือง...ดูไว้นะ!)

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม ผมมีความกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ เพราะติดตามการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเริ่มสนุกสนาน เข้มข้นขึ้นทุกขณะ เนื่องจากเวลาในการหาเสียง เหลืออีกไม่ถึง 2 เดือนเท่านั้น และ...
        โลกก็จะได้รับรู้ว่า บารัค โอบามา ผู้นำผิวสี จะป้องกันตำแหน่งประธานาธิบดี ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ได้หรือไม่?

        การประชุมใหญ่พรรคการเมืองสหรัฐ เพื่อเสนอชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (President Nominee) เริ่มจากพรรค
รีพับลิกันก่อน โดยจัดขึ้นที่เมืองแทมปา รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งนาย มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ได้รับการเสนอชื่อ ให้เข้าชิงตำแหน่งสำคัญนี้
        สัปดาห์ถัดมา ซึ่งเป็นต้นเดือน ก.ย.55 เป็นคิวการประชุมของพรรคเดโมแครต จัดการประชุมใหญ่ ขึ้นที่เมืองขาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่ง บารัค โอบา (Barak Obama) เจ้าของตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้รับฉันทานุมัติจากบรรดาเพื่อนสมาชิก ให้ลงสนามเลือกตั้ง ป้องกันตำแหน่งอีกครั้ง

        สิ่งที่ตัวผู้เขียนสนใจ ในการชิงชัยตำแหน่งผู้นำสหรัฐมากที่สุดนั้น เห็นจะเป็น หรือ “Speech” ที่ภาษาไทยใช้คำว่า “สุนทรพจน์” บ้าง “คำปราศรัย” บ้าง ทั้งยังชอบเรียกและเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า “สปีช”  อีกด้วย
        ทั้งผู้สนับสนุนผู้สมัคร และตัวผู้สมัครที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเอง ต่างเตรียมตัวกันมา เพื่อการพูดเป็นอย่างดี เพราะเป็น “สปีช” ครั้งสำคัญ ที่จะมีผลโดยตรงต่อคะแนนเสียง
ในการชิงชัยครั้งสำคัญยิ่งนี้

        ทางฝ่ายรีพับลิกันนั้น แอนน์ รอมนีย์ ภริยาของคุณ มิตต์ รอมนีย์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยด้วย เธอทำได้ดีพอตัวสำหรับคนหน้าใหม่ เพราะเธอได้สาธยายประวัติชีวิตรัก และการครองเรือนกับสามี ผู้กำลังจะลงสนามแข่งชิงตำแหน่งสำคัญ อย่างชื่นมื่นสุดหวานแหวว  
        คุณ แอนน์ รอมนีย์ รับรองความดีงามของสามี เสมือนเขาเป็น
        เทพจุติลงมาจากสรวงสวรรค์ อย่างนั้นเลยทีเดียว!
        ผมไม่รู้ว่า ผู้หญิงอเมริกันได้ฟังแล้ว จะปลื้มกับความเป็น Family man ของคุณ มิตต์ รอมนีย์ มากขนาดไหนกันแน่ แต่สำหรับคนไทยเราแล้ว เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ

        ผมขอให้ดูตัวอย่างอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช แม้จะล่วงลับไปแล้ว แต่พฤติกรรมของท่านนั้น เป็น “ชายไทยตัวอย่าง” ได้เลย ทั้งในเรื่องความรักครอบครัว รวมถึงความประพฤติส่วนตัวที่ไม่มีข้อเสียหาย  
        คุณสมัครฯ ไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงยิงเรือ ประพฤติตนเสเพล กินเหล้าเมายา เพราะท่านทั้งไม่สูบบุหรี่และกินเหล้า หรือมีข่าวพัวพันในเรื่องอบายมุขอื่นๆ
        บ่อยครั้งในวันหยุด ชาวบ้านใกล้เรือนเคียง จะได้เห็นคุณสมัครฯ ถือตะกร้า ไปจ่ายตลาดแฮปปี้แลนด์แทนคนในบ้าน แถมยังนำเรื่องการทำครัวของตัวเอง ไปฝากแฟนๆที่ชื่นชอบ ในรายการโทรทัศน์ของท่าน ซึ่งได้ทำติดต่อมาเป็นเวลายาวนานอีกต่างหาก

        ถ้าผมไปเล่าให้ฝรั่งอเมริกันฟังว่า นักการเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างคุณสมัครฯนั้น ไม่สามารถใช้ ความเป็น Family man ที่ผู้คนรู้กันทั่ว เป็นจุดเด่นในทางการเมืองได้เลย...
        อเมริกันชนได้ฟังผมพูดอย่างนี้ คงเป็นงง เพราะไม่เข้าใจ! 
        คงต้องอธิบายต่อไปจนยืดยาว เพื่อให้ฝรั่งเข้าใจเสียที่ว่า นักการเมืองไทยนั้น มีเมียหลายคนได้ ไม่เป็นปัญหาอะไร อีกทั้งยังสามารถดำรงตำแหน่งสูงๆ 
        ขนาดเป็น “ประธานวุฒิสภา” ก็ยังเป็นกันได้...สบายมาก!!
        ไม่เห็นแปลกอะไร!!!

        หนักข้อยิ่งไปกว่านั้น คือ ไอ้คนที่แย่งกระทั่ง “เมีย” เพื่อนร่วมพรรคการเมืองเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดศีลธรรมร้ายแรง แต่ผู้คนไม่ยักรังเกียจ มิหนำซ้ำ มันยังลอยหน้าลอยตาในสังคม ไม่แคร์สายตาและปากผู้คน แถมยังกลายเป็นผู้นำพรรคเบอร์ 2 และขึ้นครองตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ในรัฐบาลอัปรีย์ได้! 
        ถ้าผมเล่าความจริงอย่างนี้ คนอเมริกันที่ได้ฟัง คงร้องลั่น ว่า 
        “โอมายก๊อด...มาตรฐานไทยบ้านยู ช่างบ้าบอคอแตกดีเหลือเกิน แตกต่างจากอเมริกามาก ไออยากมาเป็นพลเมืองไทยจังเลย!”
       
ว่าเข้าไปนั่น!!

        ผู้ปราศรัยในงานชุมนุมใหญ่ของรีพับลิกัน ที่ได้สร้างความแปลกใจให้ผมคือ ดาราใหญ่ของฮอลลีวู้ด คลิ้นท์ อีสท์วู้ด ซึ่งขึ้นมาพูดพึมพำ งึมๆงำๆ วนไปวนมานาน 10 นาทีเศษ ก่อนจบการปราศรัยด้วยการเล่นมุก โดยชี้ไปที่เก้าอี้ว่างข้างโพเดียม ไม่มีคนนั่ง พร้อมกับถามเก้าอี้ว่า
        “อะไรนะ ให้หุบปากเหรอ!?”

        ตรงนี้ ต้องขออธิบายเพิ่มเติม ว่า 
        นี่เป็นการประชดประชัน ถึงการนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานาธิบดี หรืออยู่ในตำแหน่งดังกล่าว นาน 4 ปี ของประธานาธิบดีโอบามา ซึ่ง ในความเห็นของพวกรีพับลิกัน เห็นว่า
        เหมือนกับไม่มี “ประธานาธิบดี” บริหารประเทศ เพราะคุณ
โอบามา ไม่มีฝีมือ เลยโดนพรรครีพับลิกันเปรียบเทียบแบบเย้ยหยันว่า
 
        เก้าอี้ตำแหน่งผู้นำประเทศ นั้น “ว่างเปล่า” ไม่มีใครนั่ง!

        รีพับลิกันมาไม้นี้ เพราะพวกเขาคิดว่าเป็น “ไม้เด็ด” แต่กลับโดนประธานาธิบดีโอบามา ตอกกลับด้วยโพสต์รูปตัวเอง นั่งหันหลัง บนเก้าอี้ประจำตำแน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

content/picdata/386/data/photo0909_8.jpg

        พร้อมทวีตข้อความเหน็บ แบบเจ็บๆแสบๆ ว่า 
        This seat's taken".  
        (“เก้าอี้ตัวนี้...มีเจ้าของแล้วโว้ยยยย!!”) 
        การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองทั้งสอง ดูไปแล้วก็เหมือนมหกรรมที่สนุกสนาน นักเรียน นิสิต นักศึกษาของเมืองไทย น่าจะได้ดูกัน เพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจ ในประเทศมหาอำนาจสำคัญที่มีระบบการเมือง การปกครองแตกต่างจากบ้านเรา ว่า
        เขามีขั้นตอน ในการเลือกตั้งระดับพรรค ก่อนการเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่กันอย่างไร?

        ที่สำคัญคือ พวกอเมริกันชนนั้น ได้แสดงให้เห็นอย่างสำคัญพวกเขารักเสรีภาพ และยึดมั่นในความเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ และพรรคการเมืองของเขา ไม่ต้องการตัวช่วย ที่ไม่ได้มาจากประชาชน เช่น 
        เมื่อไม่ได้เสียงข้างมาก ต้อง “ป่วน” รัฐบาลแบบเอาเป็นเอาตาย จนรัฐบาลต้องสะดุดหยุดลง หรือมีปัญหา แต่พวกตัวเองเสียงไม่พอ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ต้องไปกราบกรานทั้ง “ทหาร” และ “หมอยที่มองไม่เห็น” ให้ช่วยลากเข้าไปในค่ายทหาร แล้วทำขมุบขมิบ มุบๆมิบๆ จัดตั้งรัฐบาลใหม่กันใต้ท๊อบบูท แบบค้านเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ 
        ความระยำสุนัขอย่างนี้ คนบ้านเราก็ได้เห็นกันมาแล้ว!
        น่าทุเรศมาก!!

        ารปรากฏกายของบุคคลต่างๆ ที่มาช่วยเหลือพรรคการเมืองทั้งสอง ในวันประชุมใหญ่ ซึ่งมีทั้งอดีตประธานาธิบดี นักการเมืองคนสำคัญ ดารา คนธรรมดา รวมทั้งยังมีผู้ทรงศีลในศาสนา เช่น แม่ชีคาทอลิคอย่าง ซิสเตอร์ Simone Campbell  ซึ่งได้ขึ้นเวที ปราศรัยสนับสนุนประธานาธิบดีโอบามา 
        ท่านที่ได้ดูการถ่ายทอดจาก CNN คงจะเห็นได้ว่า ผู้ที่ขึ้นเวทีแต่ละคน มีความสามารถในการพูดต่อหน้าที่ชุมนุม และ
“พูดเก่ง” ทั้งยังพูดได้เป็นที่ประทับใจชาวบ้านแทบจะทุกคนไป โดยเฉพาะอดีตประธานาธิบดี อย่าง บิล คลินตัน (Bill Clinton)
 ซึ่งขึ้นเวทีปราศรัยสนับสนุนคุณ โอบามา  
        “สปีช” เด็ดสุดๆ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญ อื้ออึงกันในหมู่อเมริกันชน อยู่ตรงที่คุณคลินตันพูด ว่า

        "ฟังผมนะ" ...คลินตันกระทุ้งเข้าให้ 
        "ไม่มีประธานาธิบดีคนไหน ไม่ว่าผม หรือที่มาก่อนหน้าผมคนไหนทั้งนั้น จะสามารถซ่อมแซมความเสียหาย ที่ประธานาธิบดีโอบามาต้องประสพ ได้ทั้งหมด ภายในเวลาระยะเพียงแค่ 4 ปี" 
        (“Listen to me now," said Mr. Clinton. "No president - not me, not any of my predecessors - could have fully repaired all the damage that he found in just four years.” )

        “สุนทรพจน์” หรือ Speech ของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แสดงโดยนัยถึงการด่ารัฐบาล จอร์จ บุช ว่า
        ทิ้งแต่สิ่งที่เลวร้าย ไว้ให้ประธานาธิบดีผู้มาสืบทอดตำแหน่ง ต่อจากตนเอง!
        จึงมีผลกระทบทันที ต่อ rating ของโอบามา และช่วยดึงคะแนนเสียง สนับสนุนประธานาธิบดีผิวสีคนนี้ขึ้นมา อย่างเป็นกอบเป็นกำ เลยทีเดียว!!
        คลินตันไม่ได้หยุดแต่เพียงแค่นั้น เขายังพูดให้ความมั่นใจต่อไปอีกว่า 
        ถ้าอเมริกันชน "ต่อสัญญาจ้างประธานาธิบดี" รับรองว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น และคนอเมริกัน จะรับรู้ได้ทั่วหน้า อย่างแน่นอน!!!!

        การที่ออกไป “สปีช” ต่อหน้าสาธารณชนนั้น ผมว่าหลายคนโดยเฉพาะนักการเมืองใหม่ๆ ส่วนใหญ่มักออกอาการกลัวขนาดตัวสั่นงันงกเลยทีเดียว เพราะ
        พลาดเมื่อไหร่ โดนสื่อรุมจวกไม่ยั้งแน่! 
        ยิ่งไปพูดเป็นภาษาฝรั่ง ต่อหน้าชาวต่างประเทศด้วยแล้ว คนที่ไม่ถนัด หรือไม่ได้อยู่ในวงการเมืองมาก่อน แต่ต้องเข้ามาสู่
แวดวงการเมือง ด้วยความจำเป็น นั้น
        บางครั้งก็ต้องประสพปัญหาบ้าง อย่างนายกฯปูของเรา เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ดี!! 

        ผมคิดว่า หากตัวเองเป็นคนเขียน “สปีช” ให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ เห็นจะต้องเขียนให้ สั้น กระชับ อย่างที่สุด 
        สิ่งที่ไม่ควรทำเลย คือ การเขียนสุนทรพจน์ออกมายาวเหยียด โดยไม่จำเป็น เพราะมันจะไปเหมือนเอาหนังยางวงเล็กๆ หรือเส้นสั้นๆ มารัดของใหญ่ๆ ซึ่งยางวงเส้นนั้น ก็จะยืดยาวออก และ...
        ขาดผึงออก...ในที่สุด!

        คนเขียน “สปีช” ต้องจำไว้ว่า นายกฯปูเป็นผู้หญิงประเภท “ทำงานเก่ง” แต่ไม่ถนัดเรื่องพูด ซึ่งไม่แปลกอะไรเลย ส่วนการพูดภาษาอังกฤษนั้น นายกฯปูของเราก็เหมือนเด็กไทยที่จบมหาวิทยาลัยในประเทศ แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทเมืองนอก เวลาพูดภาษาอังกฤษประจำวัน หรือพูดแบบธรรมดา จะทำได้คล่องพอควร แต่ส่วนใหญ่จะมีขีดจำกัดสำคัญในเรื่อง 
        “ไวยากรณ์”

        นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ทั้งยังไม่ใช่เรื่องน่าแปลก หรือน่า
อับอายอะไรเลย เพราะคนต่างด้าวท้าวต่างแดน ที่มาเรียนภาษาไทย 
        ก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ไม่ใช่หรือ?
        อย่างไรก็ตาม ต้องระลึกว่า การพูดจาทางการเมือง ไม่เหมือนกับการพูดธรรมดา 
        ดังนั้น ขอให้เชื่อคำแนะนำจากผม คือ

        “พูดให้สั้น กระชับ เข้าไว้...ปลอดภัยกว่า!!”

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        ในสังคมอเมริกันนั้น ผู้ที่มีบทบาทมากใน “สุนทรพจน์” ของนักการเมือง หรือผู้นำสหรัฐ ฝรั่งเรียกว่า 
        Speechwriter 
        (เขียนติดกัน) 
        ประธานาธิบดีสมัยก่อน อาจเป็นผู้เขียน “สปีช” เองก็ได้ แต่ถ้อยคำที่ใช้ อาจนำต้นเค้ามาจากบุคคลอื่น เช่น 
        คำปราศรัยที่คนในโลกนี้ จดจำได้มากที่สุด น่าจะเป็น The Gettysburg Address ที่ท่านประธานาธิบดี Abraham Lincoln พูดถึงประชาธิปไตยไว้ อันเป็นที่มาของ

        “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

        ใครๆก็คิดว่า เป็นคำพูดที่มาจากความนึกคิดของท่านลินคอล์น เอง 
        แต่ความจริงแล้ว...ไม่ใช่นะ!
        แท้ที่จริงแล้ว ท่านประธานาธิบดี ลินคอล์น นำมาจากคำพูดของสาธุคุณ ธีโอดอร์ พาร์คเกอร์ (Theodore Parker) ซึ่งพูดคัดค้านการค้าทาสไว้ก่อนหน้านั้นร่วมสิบปี โดยหลวงพ่อพูดเอาไว้ ว่า
        “Democracy is direct self-government, over all the people, for all the people, by all the people.”

        ท่านประธานาธิบดี ลิงคอล์น รวบคำพูดหลวงพ่อ ธีโอดอร์ พาร์คเกอร์ ให้สั้นและกระชับเข้าไปอีก เหลือแค่...
        “Government of the people, for all the people, by all the people.” 
        กลายเป็นประโยคทอง...ดังไปทั้งโลก!

        การพูดของท่านลินคอล์น ประทับใจ ศ.เอ็ดเวิร์ด เอเวอเร็ต (Edward Everett) ซึ่งเป็นยอดนักพูดของสหรัฐ และมีชื่อเสียงในการ “ประดิษฐ์สุนทรพจน์” ชั้นเยี่ยมในยุคนั้น 
        นอกจากนั้น ศ.เอ็ดเวิร์ด ยังเป็นนักการเมืองคนสำคัญ อีกทั้งยังเป็นศาสตราจารย์ ที่เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย “ฮาร์วาร์ด” มาแล้ว
        ท่านศาสตราจารย์ได้ขึ้นพูดบนเวทีเดียวกัน ในวันเดียวกัน กับท่านประธานาธิบดีลินคอล์น โดย ศ.เอ็ดเวิร์ด เอเวอเร็ต ขึ้นพูดก่อน  
        เมื่อท่านลินคอล์นพูดจบ ลงจากเวที ศ.เอ็ดเวิร์ด ถึงกับเดินเข้าไปขอจับมือ แล้วพูดหนักแน่น ว่า
        “สุนทรพจน์ของกระผมนั้น ไม่ช้าคนก็จะลืม แต่คนจะไม่มี
วันลืม (สุนทรพจน้) ของท่าน 
        กระผมอยากแลกสิ่งที่ตัวเองเขียนนับร้อยหน้า เพื่อที่จะได้(สุนทรพจน้) เพียง 20 บรรทัดของท่าน”

        พูดในอีกเวอร์ชั่น ก็คือ 
        “คนจะลืมร้อยหน้าของผม แต่จำ 20 บรรทัดของท่านได้ ...แลกกันมั้ยครับ?”
        อธิบายอย่างนี้ คงจะสื่อความหมายได้ดีขึ้น
        นั่นเป็นการยกย่อง ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นตรงๆ!!! 

        าถึงยุคปัจจุบัน นักการเมืองที่จะลงชิงชัยในตำแหน่งสำคัญ มีภารกิจล้นเหลือ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด จำเป็นต้องมีบุคคลหรือทีมงาน ทำหน้าที่คิดเรื่องสุนทรพจน์ให้ โดยไม่ต้องเสียเวลา คิดเองให้เมื่อยตุ้ม

content/picdata/386/data/photo0909_9.jpg

        คนที่ทำหน้าที่เป็น Speechwriter และมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา คงไม่มีใครเกิน เท็ด ซอเรนซั่น (Ted Sorenson) ซึ่งนอกจากทำหน้าที่ที่ปรึกษา และยังเป็นผู้เขียนสุนทรพจน์ ให้กับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี (John F. Kennedy) อีกด้วย
        (ตามภาพที่ท่านได้เห็น ในตอนนั้น ยังหนุ่มแน่นทั้งคู่)  
        โดยเฉพาะวลีเด็ด ที่ผู้คนในโลกจำได้ดี คือ

        Ask not what your country can do for you ask what you can do for your country.

        (อย่าถามว่าประเทศของท่าน จะให้อะไรให้กับท่าน แต่จงถามว่า ท่านจะทำอะไร ให้กับประเทศชาติได้บ้าง)

        คุณ Ted Sorenson เป็นผู้ที่ได้รับความเคารพ ยกย่องนับถือจากสังคมอเมริกันมาก แต่เป็นคนพูดน้อย ไม่ชอบพูดถึงผลงานตัวเอง ซึ่งใครก็ตาม ที่ทำหน้าที่เป็น Speechwriter ของนายกรัฐมนตรี นักการเมือง หรือผู้บังคับบัญชาของตน ควรจะดู เท็ด ซอเรนซั่น เป็นตัวอย่างเอาไว้ให้ดี 
        ทั้งนี้ หากบังเอิญสุนทรพจน์ที่ตัวเขียน เกิดไปโดนใจประชาชนหรือผู้ฟ้ง ก็ไม่ควรไปอวดอ้างกับคนอื่นว่า 
        “ฉันเป็นคนเขียนให้นะ เลยออกมาดีอย่างนี้!” 
        อย่าได้ทำเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ตัวเอง ขาดความเป็น “มืออาชีพ” ไปเลย!! 
        ผมประทับใจในคำของ เท็ด ซอเรนซั่น ผู้ล่วงลับไปเมื่อสองปีก่อน แต่เขาเคยให้สัมภาษณ์ New York Time เมื่อสี่ปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าตัวตอบคำถาม เดเบอร่า โซโลมอน (Deborah Solomon) ผู้สื่อข่าวชื่อดังของนิวยอร์คไทม์ ที่ถามตรงๆ ว่า

        “คุณเป็นคนเขียน ‘สปีช’ ของ จอห์น เอฟ เคนเนดี ที่เรียกร้องต่อสาธารณะชน ว่า “Ask not what your country can do for you . . . ” ...ใช่หรือไม่?”

        เท็ด ซอเรนสัน ตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความครอบคลุม
และงดงาม ว่า

        “Ask not.”

.....................

ท้ายบท ขอส่งข่าวไปถึงคุณ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีคลังกรุณาไปบอกคนที่ร่างสุนทรพจน์ เรื่อง White Line ให้เขาหรือเธอคนนั้นแบมือไว้ แล้วเอา...
        ไม้บรรทัดตี สักสองแปะ คงจะดีนะ!
        นอกจากนี้ ขอให้จำใส่ใจเอาไว้ว่า คำไม่เป็นมงคลทั้งหลาย เช่น “โง่ โกหก เลว ชั่ว...รวมทั้งคำหยาบคายอย่างอื่น” นั้น ไม่ควรใช้เด็ดขาด และที่สำคัญคือ 
        กรุณาอย่าใช้คำว่า “ดักดาน” ในสุนทรพจน์ด้วย เพราะคำๆ นี้ “วาทตะวัน” ใช้สำหรับเรียกขาน “พรรคประชาธิเปรต” โดยเฉพาะ จนเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้อ่าน และประชาชนมานานแล้ว ว่า
        “พรรคดักดาน!”

        อนึ่ง คอลัมน์สัปดาห์ก่อน สื่อกะโหลก-กะลา!!!http://vattavan.com/detail.php?cont_id=385
        มีผู้โพสต์ความเห็น ดังต่อไปนี้

ความคิดเห็นที่ 1   
มันหยดอย่างนี้ ทำให้ต้องลุกมาอ่านแต่ดึกๆดื่นๆ
โดยคุณ มันส์  101.108.228.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
แหมอาจารย์ครับเขาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศสยามนี่ครับ เขาอุส่าห์หาดอกเบี้ยมาให้พนักงานได้เขาก็ต้องใช้ของที่มีราคาสูงสิครับ เรามีหน้าที่เสียดอกเบี้ยและเสียภาษีก็ต้องก้มหน้าก้มตาต่อไป อยากจะเปลี่ยนสีไปด่ารัฐบาลจังเผื่ออำมาตย์จะตั้งให้เป็นใหญ่เป็นโตกับเขาบ้าง แต่ก็ทำไม่ลงสงสารรัฐบาลที่เราอุตสาห์เลือกมากับมือ ถึงจะจนก็ยอม เป็นกำลังใจให้อาจารย์ วาท เป็นแนวหน้าสู้กับพวกประชาธิเปรตต่อไป ตราบที่พวกระยำยังไม่หยุดแกล้งรัฐบาล เป็นกำลังใจให้อาจารย์ครับ
โดยคุณ
suaksai@thaimail.com  101.51.82.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
เห็นมั๊ย...วาดฝัน เคยบอกไว้แล้วว่า แล้วสักวันหนึ่ง นายพัชระ จะต้อง "ร้อง ครวญ คราง"ด้วยความเป็นสื่อกะโหลกกะลาของตนเอง วิชาชีพสื่อ อย่างน้อยที่สุดตนก็ต้องมีข้อมูลอยู่ในกบาลบ้าง แต่นายคนนี้ เก่งในเรื่องมาจัดรายการแล้วหือๆอือๆ ตามผู้จัดร่วม สมแล้วแหล่ะครับที่โดนท่านวาทตะวัน อวยให้เสีย พอหอมปากหอมคอ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันครวญคราง  125.24.35.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
เลิกอ่าน เลิกดู เลิกฟัง สื่อขยะเหล่านี้มานาน เพราะไม่อยากให้เป็นเสนียดหูเสนียดตา ทำให้จิตปฏิพัทธ์ไปในทางอกุศลนำความซวยมาให้ จึงไม่ค่อยรู้ความเคลื่อนไหวของเจ้าพวกนี้ ท่านวาทฯช่วยขุดคุ้ยก็เหมือนช่วยเก็บขยะออกจากลำน้ำ-แหล่งน้ำ ทำให้แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ตลอดถึงท้องทะเลสะอาดและสดใสขี้น เป็นที่เจริญหู เจริญตา เจริญใจ ของผู้มีใจเป็นธรรมทั้งหลาย นับเป็นกุศลยิ่ง
โดยคุณ รู้เช่นเห็นชาติ  124.122.90.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
เป็นความผิดของทุกรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ที่ทำให้ประเทศล่มจมได้ ถึงขนาดนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเกาหลี ที่ไม่สามารถทำให้คนจนไม่สามารถ มีรายได้พอที่จะเสียภาษีได้ ความจริงคนที่จบนอกมา ที่เขาจะสอนเรื่องการใช้ความคิด ในการหาเหตุผลในทางตรรกะ เป็นอย่างมาก แล้วอ้ายจานคนนี้มันใช้หลักการ ของใครเอามาคิดและมาสนับสนุน มาให้เหตุผลกับความคิดชั่วๆ อย่างนี้ได้
คุณ picador
thce.engr@gmail.com  183.88.76.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
คำว่า "แดนสนธยา" เป็นความจริง เพราะตอนนี้สื่อตรงข้ามนายกปู แห่กันมาทำมาหากินในคลื่นวิทยุ "เนชั่ว สาขา 2 " ทั้ง 96.5 และ 100.5 กันเพียบ ///สงสารแต่พวกพนักงาน ถูกกีดกัน ไม่มีรายการให้ทำ ได้แต่นั่งดูตาปริบๆ แต่คงทำอะไรไม่ได้ เพราะตกไปอยู่ในแดนสนธยาจริงๆ///ขืนพูดอะไรไป เดี๋ยวโดนรังแกซ้ำอีก
โดยคุณ "แดนสนธยา"  125.25.153.XXX 

        (คอลัมน์ “สปีช” เด็ดๆ (นักการเมือง...ดูไว้นะ!) ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ.2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER