หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > “พ่อจ๋า แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนูนะ !”
หัวข้อ : “พ่อจ๋า แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนูนะ !” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

“พ่อจ๋า แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนูนะ !”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้…จิบกาแฟขมร้อนๆหนึ่งถ้วย กับคัพเค้กชิ้นเล็กๆ แล้วออกกำลังตามปกติ ได้ยินวิทยุเขาประกาศข่าวเด็กทารกถูกทิ้งในที่สาธารณะ ซึ่งผู้เขียนรู้สึกเศร้าใจทุกครั้ง ที่ได้ยินข่าวแบบนี้
        ผมสนใจเรื่องเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นด้วยการจงใจ หรือจำเป็น หรือโดยอุบัติเหตุใดๆก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่าสงสาร และน่าเศร้าด้วยกันแทบทั้งหมดทั้งสิ้น
        จำนวนทารกที่ถูกทอดทิ้งในแต่ละปี มีจำนวนไม่น้อย เพราะปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุอย่าง จ.ส.100 เสมอ ทารกเกิดใหม่บางรายถูกทิ้ง และมีคนไปพบไม่ทันการณ์ ขาดอาหารตาย หรือบางกรณี โดนสัตว์รุมกัดกินเอาจนตายก็ยังมี

content/picdata/388/data/photo1.jpg

        หากทารกคนนั้นพูดได้ คงร้องออกมาดังๆ ว่า 
        “พ่อจ๋า แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูนะ!”

        เมื่อผมยังเป็นเด็กอยู่นั้น องค์กรเอกชนที่แข็งแรง และมีชื่อเสียงในการรับเลี้ยงเด็กกำพร้า คือ มูลนิธิพิริยานุเคราะห์ อยู่ที่ถนนสาธรใต้ ซึ่งมี คุณหญิง เพียร เวชบุล ได้จัดตั้งและเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง 
        คุณหญิงท่านเป็นคริสต์ศาสนิกชน (คาทอลิก) ผมเคยไปที่มูลนิธิท่านหลายครั้ง เพราะตามแม่ตัวเองไป ซึ่งแม่ของผมนำข้าวสารบ้าง เงินบ้าง ไปบริจาค ผมจึงมีโอกาสรู้จักกับคุณหญิงเพียร เวชบุล ผู้อำนวยการมูลนิธิ เป็นการส่วนตัวด้วย

        สมัยที่คุณหญิงท่านยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนที่ไปรับประทานข้าวกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรมเอราวัณ ตรงสี่แยกราชประสงค์ ชื่อ “เอราวัณคาเฟ่” จะพบท่านพาลูกของๆของท่าน ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าในความอุปการะ ไปรับประทานอาหารเกือบทุกกลางวัน ครั้งละ2-3 คนเสมอ โดยทางโรงแรมไม่คิดค่าใช้จ่าย 
        ผมเองมีโอกาสพบ และพูดคุยกับคุณหญิงบ่อยครั้ง ตอนหลังเมื่อท่านเสียไปแล้ว มูลนิธิคงย้ายที่ทำการ เพราะตึกเก่าของคุณหมอหายไป ทราบว่าผู้ดำเนินการต่อ ไปเปิดอุปการะเด็กที่อื่น ดูเหมือนจะอยู่ในวัดธาตุทอง ส่วนที่ดินของคุณหญิง ที่ตั้งมูลนิธิเดิม กลายเป็นตึกรามใหญ่โตไป 
        อย่างไรก็ตาม แม้ท่านจะไปสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ อยู่กับพระผู้เป็นเจ้าแล้วก็ตาม แต่ชื่อของ คุณหญิงเพียร เวชบุล หรือที่สื่อมวลชนและประชาชน เรียกขานท่านว่าเป็น “แม่พระ” ยังคงปรากฏ ให้ผู้คนได้พูดถึงคุณงามความดีของท่านกันอยู่ มิได้ขาดหายไป

        ารดูแลเด็กกำพร้าและเด็กถูกทอดทิ้ง นั้น เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก ตอนนี้เป็นภาระของรัฐบาล โดยกรมประชาสงเคราะห์ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งผมคิดว่า 
        หากท่านผู้อ่านที่ไม่มีลูก จะรับเด็กไปอุปการะ น่าจะเป็นกุศลอย่างยิ่ง เพราะสมัยก่อนผมเป็นนายตำรวจต่างจังหวัด เห็นคนยากคนจน เอาลูกไปทิ้งไว้ที่วัด ฝากให้พระท่านเลี้ยง ซึ่งมีเป็นจำนวนมากเลยเดียว       
        ฉะนั้น วัดนี่แหละคือสถานที่เป็นที่พึ่ง ของชาวพุทธผู้ยากไร้ และมีหลวงพ่อหลายรูป ที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลายวัดด้วย

        สำหรับศาสนาคริสต์ทั้งคาทอลิคและโปรเตสแตนท์ นั้น ต่างก็มีที่รับเลี้ยงเด็กของตนเอง เช่น “บ้านเด็กกำพร้าพัทยา” ของโบสถ์มหาไถ่ฝ่ายคาทอลิก, “มูลนิธิดรุณาทร” ที่เชียงใหม่
“มูลนิธิคริสเตียน เพื่อเด็กพิการในประเทศไทย” ที่นนทบุรี ซึ่งเป็นของฝ่ายโปรเตสแตนท์ และมีจำนวนนับสิบๆแห่งทั้งสองนิกาย 
        ส่วนเด็กกำพร้าที่เป็นมุสลิมะ (ผู้นับถืออิสลาม) ก็มีมูลนิธิคอยดูแลอยู่เช่นกัน ซึ่งเดิมนั้น คุณหญิง แสงดาว สยามวาลา ท่านช่วยเหลือ และให้ความอุปการะอยู่       
        อาจกล่าวได้ว่า ผู้คนที่ใจบุญในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น
ศาสนิกในศาสนาใดๆก็ตาม ล้วนแต่มีน้ำใจเมตตากรุณา ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และไม่ได้ทอดทิ้งเด็กกำพร้า เพราะต่างฝ่ายต่างร่วมมือช่วยกันเต็มกำลังทั้งนั้น

        เรื่องเด็กกำพร้าที่โดนพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดทอดทิ้งนั้น น่าสงสารมาก และกลายเป็นภาระหนักของรัฐ ที่จะต้องให้การดูแล เพราะสมัยนี้ จะเอาไปฝากวัดเหมือนแต่ก่อน คงทำได้ยาก 
        การรับอุปการะเด็กเหล่านี้ มีกฎเกณฑ์เข้มงวด มีการตรวจสอบถี่ถ้วน กว่าจะหาผู้อุปการะที่มีคุณสมบัติ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงมีเด็กๆที่ต้องเติบโตในสถานกำพร้า เป็นจำนวนไม่น้อย เพราะไร้ผู้มารับไปเลี้ยงดู หรือเด็กมีผู้รับอุปการะไปแล้ว ต่อมาผู้รับไปเกิดเบื่อการเลี้ยงดู ทิ้งขว้างหรือทำทารุณกับเด็ก ก็เป็นเรื่องที่มีปัญหามิได้ขาด

        ในชีวิตการรับราชการ ผมได้เห็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งมาหลายครั้ง โดยเฉพาะทางภาคอีสานที่เศรษฐกิจรัดตัว เด็กถูกทอดทิ้งอยู่กับคนชราซึ่งเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ตามหมู่บ้านก็มีเป็นจำนวนมาก แม้จะมีพ่อแม่แต่ก็เหมือนเป็นกำพร้า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น
“กำพร้าเทียม” เพราะไม่มีพ่อแม่ อยู่คอยคุ้มครองดูแล ด้วยเหตุผลและความจำเป็นทางเศรษฐกิจโดยแท้ 
        ในตอนนั้น ผมได้แต่คิดว่า หากรัฐบาลได้ช่วยเหลือให้คนอีสาน มีงานประจำในท้องถิ่นของตน ปัญหานี้จะลดลงได้อย่างมาก และครอบครัวทางภูมิภาคนี้ จะมีความสุขดีกว่านี้มาก

        ารที่คนเราต้องการสืบค้น เพื่อหาพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของตนนั้น เป็นเรื่องที่บูมมาก หลังจากที่หนังสือเรื่อง Roots ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสืบค้นหาบรรพบุรุษ ของคน อัฟริกัน- อเมริกัน ออกมา และกลายเป็นภาพยนตร์ที่สะเทือนใจผู้คนทั้งโลก       
        Roots ได้จุดกระแส ให้ผู้คนเริ่มสืบค้นความเป็นมาของตน และ ยังกระตุ้นให้เด็กที่ได้รับการอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม ในสังคมอเมริกัน ทวีความต้องการทราบว่า 
        ผู้ให้กำเนิดของตนเป็นใคร?...มากยิ่งขึ้น!

        ปัจจุบันเด็กที่ถูกนำไปอุปการะ โดยเฉพาะในสหรัฐ ได้มีการตั้งเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพ่อแม่บุญธรรม แม้กระทั่งทางการเอง ต้องการปกปิดความจริง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบถึงตัวเด็ก 
        ดังนั้น การสืบค้นหาพ่อแม่ที่แท้จริง จึงทำไม่ได้ง่ายนัก โดยเฉพาะหากการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งมักกระทำโดยสำนักงานทนายความมืออาชีพ และมีการเก็บความลับดีเยี่ยม 
        จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผู้ที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมนั้น จะเจาะผ่านแนวป้องกันการรักษาความลับ เพื่อเข้าสืบหาพ่อแม่ที่แท้จริงของตนได้       
        เรื่องราวของเด็กกำพร้า และการสืบค้นหาที่มา หรือรากเหง้าของตนเองนั้น ได้มีหนังสือแนวนี้ออกมาจำนวนมาก

content/picdata/388/data/photo2.jpg

        ไม่น่าเชื่อว่า มีแม้กระทั่งเด็กที่ถูกรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ใช้เทคนิคทางการพิสูจน์ DNA ค่อยๆไล่ตามหาครอบครัวของตน ดังปรากฏตามรูปหนังสือประกอบคอลัมน์นี้  
        และสามารถ...ตามจนพบ!
        อย่างไรก็ตาม การติดตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงนั้น หากบิดามารดาบุญธรรมที่ให้การเลี้ยงดูมา สนับสนุนให้เด็กได้ค้นหาความจริง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่มีหลายครอบครัวเมื่อเด็กรู้ความจริง กลับหมดรักในพ่อแม่บุญธรรม เกิดการมีปากเสียงกัน ในที่สุดก็กลายเป็นปัญหา ในสังคมอเมริกันเป็นจำนวนไม่น้อย
        ไม่ใช่แต่หมู่อเมริกันชนเท่านั้น แม้แต่ในสังคมไทยนี้ ผมเองเคยพบครอบครัวที่รับบุตรบุญธรรมเอาไว้ เมื่อตัวเด็กรู้ความจริง ก็เตลิดเปิดไป จนไม่กลับมาหาคนเลี้ยงดู กระทั่งทุกวันนี้ !

        เด็กที่ติดตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด อาจได้รับการต้อนรับที่ไม่ดี จากบุคคลที่ทำให้ตนเกิดขึ้นมา กลายเป็นรอยแผลติดใจไปตลอดชีวิต 
        บางทีพ่อหรือแม่ไปมีครอบครัวใหม่ โดยยกทารกที่ตัวเองร่วมกันผลิตออกมาดูโลก ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นด้วยกัน ไม่อยากให้ครอบครัวใหม่ของตน ล่วงรู้ความลับที่ปกปิดไว้ จึงพยายามขับไล่ใสส่งเด็กที่เป็นลูกที่ตัวให้กำเนิดมา ออกไปจากชีวิตของตนเสียโดยเร็ว
        อย่างนี้ก็มี!

        เรื่องราวในลักษณะเรื่องสั้น ที่ผมกำลังจะผูกขึ้นมาให้ท่านอ่านต่อไปนี้ คงมีผู้เขียนในเค้าโครงแบบเดียว หรือคล้ายๆกันเอาไว้มาก แต่เมื่อผมได้อ่านหรือรับรู้มาเมื่อใดก็ตาม ก็อดสงสารไม่ได้ทุกครั้งไป
        อยากให้ท่านที่เคารพ ลองอ่านเรื่องสั้นชื่อ “ใครหนอที่หน้าเหมือนฉัน” ของผม ซึ่งนำเค้าโครงมาจากเรื่องของเด็กที่ถูกยกเป็นบุตรบุญธรรม และนำมาฝากท่านผู้อ่านในวันนี้ เพราะคงจะอธิบายเรื่องทำนองนี้ ได้เป็นอย่างดี

“ใครหนอ...ที่หน้าเหมือนฉัน”
โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ญิงสาวยืนอยู่หน้าบ้านหลังกะทัดรัด กลั้นหายใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมือกดกริ่ง ความคิดของก็พรั่งพรูเข้ามา
        สตรีผู้อ่อนเยาว์นึกถึงความกระตือรือร้น ในความต้องการที่จะพบแม่ผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง ทำให้เธอต้องผิดใจกับบิดามารดาอุปถัมภ์ ที่รัก เอ็นดู เฝ้าทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเธอมาตลอดชีวิต แต่สัญชาติญาณความที่อยากรู้ว่า ผู้ให้กำเนิดของตนเองเป็นใคร เกิดขึ้นเมื่อได้พบเอกสารบางอย่าง เกี่ยวกับตัวเธอในการรับบุตรบุญธรรม ของพ่อแม่ผู้รับอุปการะ ทำให้เธอสัญญากับตัวเองว่า ต้องพบหน้าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเธอ ให้จงได้

        การติดตามเริ่มจากการหาพ่อก่อน ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะการติดตามหาสะดุดลง เพราะบิดาผู้ให้กำเนิดได้เสียชีวิตลง จึงทราบต่อมาว่าแม่ได้แยกทางจากไปตั้งแต่คลอดเธอไม่กี่สัปดาห์
        การค้นหามารดาใช้เวลานานพอควร จนระหว่างเวลาของการค้นหานั้น ทำให้หญิงสาวมักจะมองหน้าผู้หญิงวัยกลางคน ที่เดินสวนกันกับเธอแล้วคิดว่า
        ใครหนอ ที่ใบหน้ามีส่วนละม้ายคล้ายกับเธอ จนควรจะเป็นมารดาที่แท้จริงของเธอได้!

        แม้ความหวังที่จะพบสตรีผู้เป็นแม่จะริบหรี่ แต่ในที่สุดความพยายามของก็เป็นผล บัดนี้เธอได้มายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านของ ผู้ที่ให้กำเนิดเมื่อยี่สิบสามปีที่แล้ว
        หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอด และกลั้นไว้ ก่อนเอื้อมมือกดกริ่ง
        มีคนมาเปิดประตู และสตรีวัยกลางคน ที่มองแล้วมีส่วนประพิมพ์ประพายคล้ายเธออยู่มาก ปรากฏอยู่ที่หน้าประตู ยืนจ้องมองเธออยู่อึดใจ ก่อนที่จะถามว่ามาพบใคร
        “หนูมาหาคุณค่ะ” 
        เธอตอบหางเสียงสั่นเล็กๆ
        ผู้มาเปิดถอยห่างจากประตู เชิญเธอไปนั่งตรงระเบียง โดยไม่นำเข้าไปในบ้าน
        “มีธุระอะไรกับฉันหรือจ๊ะ ?” 
        เสียงถามราบเรียบ
        “คุณเป็นแม่หนูใช่ไหมคะ!? 

        เธอถามยิงตรงเป้า บอกชื่อบิดา และการยกบุตรบุญธรรมให้กับผู้อื่น
        “เธอต้องเข้าใจนะว่า….” 
        ฝ่ายที่ถูกถามวางหน้าเฉย และเอ่ยขึ้นอย่างปกติ ไม่มีความรู้สึกพิเศษ
        “เธอต้องเข้าใจนะว่า ตอนนั้นฉันกับผู้ชายคนที่เธอพูดถึง ยังอยู่ในวัยรุ่น เราไม่สามารถเลี้ยงดูเธอได้ จำเป็นต้องยกให้กับคนอื่นไป…”
        หยุดมองหน้าหญิงสาว ผู้ที่ใช้ความพยายามเข้ามาถึงตัวเจ้าของบ้านอย่างยาวนาน แต่แววตาของเธอที่จับจ้องผู้เยาว์นั้นช่างเย็นชา แห้งแล้ง ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
        “ตอนนี้เธอก็มีความเป็นอยู่ดี ไม่ใช่หรือ ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องมาตามหาฉันหรอก เพราะฉันเองก็มีครอบครัวและมีลูกใหม่แล้ว”
        จบประโยคพร้อมกับดูนาฬิกาข้อมือ เป็นการแสดงโดยนัยว่า การสนทนานี้กำลังจะต้องจบลง ก่อนบอกอย่างไม่มีเยื่อใยว่า
        “เธอกลับไปได้แล้ว นี่ได้เวลาสามีของฉันกำลังจะกลับมา หากพบเธอเข้า ฉันจะพาลเดือดร้อน”
        ผู้พูดลุกขึ้นเดินตรงไปที่หน้าประตูหน้าบ้าน หญิงสาวเดินตามอย่างมีนงง

        สตรีเจ้าของบ้านเปิดประตู หันมามองเธอเป็นสัญญาณว่า การพบปะสิ้นได้สุดลงแล้ว หญิงสาวก้าวออกจากประตู โดยไม่ได้ยกมือไหว้ และลืมบอกลา เป็นการจากไปด้วยอาการเหม่อลอย โดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังแม้แต่น้อย
        สาวน้อยผู้น่าสงสาร ขับรถกลับบ้านด้วยความคิดที่สับสน สิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน กลับจบลงภายใต้บทสนทนาอันแสนสั้นและรวบรัด

        าถึงบ้าน ที่เธอเติบโตขึ้นมาอย่างอบอุ่น สีหน้าหม่นหมองของหญิงสาวกลับคลี่คลายลง เมื่อได้เห็นชายหญิงวัยเลยกลางคน ยืนอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้าน กำลังจ้องมองมาทางเธอ พร้อมกับรอยยิ้มต้อนรับอย่างกว้างขวาง เปี่ยมด้วยความเมตตาปราณี เปล่งประกายจรัสของความรักและเอ็นดู
        หญิงสาวยิ้มตอบอย่างกว้างขวาง กางแขนทั้งสองข้างออก ร้องเสียงดังว่า
        “คุณพ่อ...คุณแม่ขา !”

        วิ่งเข้าถลาเข้าไปกอด และซบผู้ที่รู้จักเธอมาชั่วชีวิตทั้งคู่ ซึ่งฝ่ายหลังกอดตอบด้วยความอบอุ่นแน่นแฟ้น

        แม้ด้วยดวงตาคู่งามของสาวน้อย จะกลบด้วยน้ำตา แต่ใบหน้าของเธอ

        กลับเปี่ยมไปด้วยความรัก อย่างสุดซึ้ง!!

                                     -จบ-

.....................

ท้ายบท  ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็น ใน กาแฟขม ขนมหวาน ตอนที่แล้ว คนชอบเขียน (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=382)
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
เศร้านะ
โดยคุณ กาเหว่า  101.108.24.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
 ต้องร้อง "โอ๊ย"เมื่ออ่านจบ...ทำไมหักมุมซะ หัวทิ่มบ่อ เลยหล่ะครับ ออกแนวซาดิสม์นะเนี่ย อ่านช่วงแรกถึงเกือบจบคิดว่าท่านวาทฯจะแต่งเรื่องเป็นครอบครัวตัวอย่าง สนุกดีครับ...ถ้าท่านออกพ็อกเก็ตบุ๊คเรื่องสั้นรับรองว่าต้องมาอยู่ในตู้หนังสือที่บ้านผมแน่ๆ สำหรับชิ่อเรื่องภาษาไทย ผมขอส่งชื่อ"ตายใจ"เข้าประกวดนะครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันชอบอ่าน  125.24.38.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
เนื่องจากเป็นรักจอมปลอม ให้ชื่อว่า "รักจำแลง" หรือ "จำแลงรัก" เป็นไง ???
โดยคุณ คนชอบเรื่องสั้น  124.120.63.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
ขอเสนอ ๒ ชื่อ คือ ๑. มายารักไร้เทียมทาน และ ๒. พ่อ...ผู้ค้ารักไร้เทียมทาน
โดยคุณ ขอร่วมตั้งชื่อ  115.87.66.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
น่าสงสารดาราสาวสวยคนนั้นนะครับเธอคงจะเสี่ยใจไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนายตำรวจท่านนั้นไม่ขยายความให้ชัดเจนว่านักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ที่ว่านั้นหมายถึงใคร....และไม่รู้ว่าป่านนี้มีทายาทกี่คนแล้ว น่าจะเขียนต่อภาค2นะครับ จะคอยอ่าน. คุณปู่.
โดยคุณ
nirund8@gmai.com  118.172.140.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
พ่อในยุคก่อน ก็เป็นแบบนี้ซะมาก... รับผิดชอบครอบครัวได้ดี แต่ก็มีภรรยาน้อยและลูกจากภรรยาน้อยด้วย มันคงฝังอยู่ในดีเอ็นเอผู้ชายที่มีฐานะ หรือสร้างฐานะมาได้ดีพอสมควร แต่ยุคนี้ คิดว่าไม่เหมาะ ครั้งคราวพอได้ โดยไม่ควรมีลูกเพิ่มเด็ดขาด หรือจะเลี้ยงดูสาวๆก็น่าจะได้ ส่วนลูกห้ามมีเพิ่ม ปัญหาครอบครัวจะแก้ยาก พอๆเดาได้อยู่เหมือนกัน เข้าใจพระเอกในเรื่อง มีน้องโดยไม่ตั้งใจ หรือเตรียมใจ และพอจับทางภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย สามารถสื่อเรื่องราวได้ดีของผู้เขียนได้ อ่านลื่นๆ สบายๆ น่าติดตาม อยากรู้ตอนจบ ชอบครับ ได้สี่ดาวครึ่ง...(เต็มห้า)
โดยคุณ คนชอบอ่าน  58.8.186.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
หักมุมแบบนี้ งงหมดเลย
โดยคุณ เป็นงง  101.108.6.XXX 

ความคิดเห็นที่ 8   
ผมอ่านข้อเขียนของท่านบ่อยเท่าที่จะได้ ชอบมากครับ อยากอ่านเรื่องเกี่ยวกับตำรวจดีๆครับ ขอบพระคุณที่กรุณาให้อ่านข้อเขียนที่มีสาระฟรีๆ ซึ่งหาอ่านยากเย็นเหลือเกิน
โดยคุณ
สมบูรณ์/xpress_ac@yahoo.com  124.120.129.XXX 

        (กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน “พ่อจ๋า แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนูนะ !” ออนไลน์ วันพุธ ที่ 26 กันยายน 2555) 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER