หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > เจ้าพายุเอย
หัวข้อ : เจ้าพายุเอย เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

เจ้าพายุเอย

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้…จิบกาแฟขมแล้ว ทานขนมที่น้องสาวส่งมาให้ เป็น cheese cake จากโรงแรมในกรุงเทพ ที่จัดเทศกาล“ชีสเค้ก” ขึ้น ชิมแล้วต้องรับว่า รสชาติของเขาไม่เลวเลยทีเดียว 
        ผมเป็นคนที่ชอบทานเค้กชนิดนี้มาก เพราะเมื่อราวสามสิบปีก่อนนี้ ในกรุงเทพ “ชีสเค้ก” มีเสิร์ฟแขกที่ coffee shop โรงแรมเพรสซิเดนท์ ราชประสงค์  
        ยุคต้นๆที่โรงแรมนี้เปิดใหม่ๆ คอฟฟี่ช็อปที่ว่านั้น อยู่ติดถนนเพลินจิตร เป็นชัยภูมิที่ดี สำหรับการที่ไปจิบกาแฟ ทาน “ชีสเค้ก” แล้วมองดูผู้คนเดินผ่านไปมา ดูจะเป็นเรื่องที่มีความสุขมาก

        ฝั่งตรงข้ามก็มี Erawan Tea Room ของโรงแรมเอราวัณดั้งเดิม ซึ่ง cheese cake อร่อยเยี่ยมเหมือนกัน 
        ตอนผมยังเป็นหนุ่มๆ ไปทานกาแฟและอาหารทั้งสองแห่งนี้สม่ำเสมอ พรรคพวกในวงการบู๊ลิ้มด้วยกัน ใช้คอฟฟี่ช็อปทั้งสองแห่งเป็นที่นัดหมาย พอวันเวลาผ่านไป โรงแรมเอราวัณเก่าถูกทุบทิ้ง ส่วนเพรสสิเด้นท์ก็ปรับปรุงใหม่ ทำให้บรรยากาศเก่าๆหายไป
        น่าเสียดายนัก!  

        ที่ผมชอบอีกแห่งหนึ่งเป็น cheese cake อันเล็กๆ ของร้าน Café de saint ตรงโชว์รูมรถเบนซ์ที่ถนนรามอินทรา ใกล้กองบินตำรวจ นั่นเขาทำชีสเค้กแบบนิวออร์ลีนส์ ซึ่งก็นุ่มอร่อย รสชาติดีมาก   
        อาหารของเขาก็เป็นสไตล์เมืองนิวออร์ลีนส์ บ้านเกิดของ Louis Armstrong (หลุยส์ อาร์มสตรอง) ราชาทัมเปตโลก ซึ่งเจ้าของร้าน Café de saint เปิดร้านอาหารอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์มานานหลายปี ก่อนจะกลับมาอยู่ที่เมืองไทย เลยนำเอาวิธีการทำอาหาร และสูตรของคนเมืองแห่งเพลง Jazz กลับมาให้คนบ้านเราได้รับประทานกันด้วย

        นฟ้าปีนี้ เป็นเหตุให้ผู้คนในบ้านเรา ต้องใจหายใจคว่ำ แต่การเตรียมการของรัฐบาลนายกปูฯ ดูจะมีความพร้อมพอตัว นี่เข้าปลายฝนแล้ว จึงเชื่อกันว่า 
        เรื่องน้ำท่วมใหญ่ปีนี้ น่าจะแคล้วคลาดไปได้!

        ฤดูนี้ทำให้ผมย้อนระลึกถึงเรื่องน้ำป่า และพายุ ที่ประสบด้วยมาตนเอง ดูเหมือนเคยเขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า 
        เมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน ผมกำลังรับประทานอาหารกับเพื่อนที่ร้านอาหารฝรั่งเศส คู่เมืองเชียงใหม่ ชื่อ “เลอคอกดอร์” เก่า ที่ถนนห้วยแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ยินเสียงคล้ายการย่ำกลองหนักๆดัง ตึง ตึง ตึง ติดๆกัน พลันก็มีน้ำป่าทะลักพรวดจากดอยสุเทพ เข้าท่วมร้านอาหารโปรดของผม ที่ตบแต่งไว้สวยงามและแสนจะโรแมนติกมากๆ 
        น้ำมาเพียงเวลาไม่กี่นาที สูงเกือบถึงเอว จนผมต้องเรียกพรรคพวกมาช่วยเจ้าของร้าน ทำความสะอาดร้านซึ่งเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและเศษไม้ จนเหนื่อยหอบกันเลยทีเดียว
        เสียงที่ดังนั้นผมทราบภายหลังว่า เป็นเสียงน้ำหลาก ผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆมานั่นเอง!

        นอกจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว ผมยังเคยเจอพายุอย่างจังอีกครั้งหนึ่ง คือ เมื่อตอนเดินทางกลับจากการฝึกอบรม หลักสูตร Senior Command Course หรือตรงกับภาษาไทยว่า หลักสูตรผู้บริหารชั้นสูง ที่ Maktab Polis de Raja หรือวิทยาลัยตำรวจแห่งพระราชาธิบดี (คำว่า Maktab แปลว่า College) 
        เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2531 ผมรับประกาศนียบัตรเสร็จ แต่งเครื่องแบบตำรวจไทยออกจากวิทยาลัย ซึ่งอยู่ที่ Kaula Kubu Bharu ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 60 กม. 
        ผมขับรถคนเดียวมาตามถนน ฝ่าฝนที่ตกหนักที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเห็นมา บางครั้งมันลงแรงจนต้องจอดดูท่าที ต้องค่อยๆขับจนมาถึงเมืองอลอร์สตาร์ ที่ตั้งอยู่ชิดชายแดนไทย แต่เป็นเวลาดึกมากแล้ว จึงเข้าโรงแรมนอน
        พอตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ขับรถเข้าหาดใหญ่ เช็คอินที่โรงแรมสุคนธา นอนพักผ่อน ทานอาหารในโรงแรม และคืนนั้นฝนตกตลอดคืน       
        ตอนเช้ามองผ่านกระจกออกไปนอกโรงแรม เห็นน้ำจำนวนมากรายล้อมรอบเมือง ผมเกรงว่าน้ำจะท่วม เพราะจอดรถตรงใต้ถุนโรงแรม ตัดสินใจไม่พักที่โรงแรมต่อ ทั้งๆที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมกับนักเรียนวชิราวุธรุ่นพี่ ชื่อ สุนทร นรรัตน์ (ยศสุดท้าย พล.ต.ต. อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล) ตอนนั้นท่านเป็นผู้กำกับการสงขลา เขต 2 หาดใหญ่

        เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมแล้ว ผมขับรถมาเรื่อยๆด้วยความระมัดระวัง เพราะฝนตกหนักตลอดทาง ได้เห็นน้ำท่วมสองข้างทาง เริ่มมีน้ำท่วมเข้าบ้านเรือนราษฎร ที่อยู่พื้นที่ต่ำกว่าถนน เป็นระยะ 
        จากนั้นได้เริ่มเศษท่อนไม้ และสิ่งของลอยตามน้ำมากขึ้น บางแห่งเห็นราษฎรขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าง ผมได้แต่จอดรถดูไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร
        พอไปถึงที่สุราษฎร์ธานี ผมเห็น เจตนากร นะภีตะภัฏ ขณะนั้นเป็นสารวัตรใหญ่ สภ.อ.เมืองสุราษฎร์ธานี (ก่อนเกษียณ เป็น พล.ต.ท. เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2) อดีตหัวหน้าทีมชาติรักบี้ นักเรียนวชิราวุธรุ่นน้อง ยืนอำนวยความสะดวกการจราจรอยู่ น้ำท่วมมาเกือบจะถึงเข่าเขาแล้ว 
        นักเรียนรุ่นน้องเห็นผมเข้า จึงเดินมาชิดรถแล้วบอก
        “พี่ครับ รีบออกนอกเมืองไปเลย น้ำท่วมเมืองแน่ครับ !"

        ผมรีบเผ่นออกจากเมืองไปทันที ระหว่างทางผ่านไปทางอำเภอปะทิว จ.ชุมพร ฝนลงหนักมาก มองไม่เห็นทางแล้ว ต้องหักรถลงไปหลบฝนใต้สะพาน พอลงไปถึงก็มีรถหลบลงก่อนหน้าผมสองสามคัน แต่มีรถมอร์เตอร์ไซด์จอดอยู่นับสิบคัน แถมมีชาวบ้านอีกกลุ่มใหญ่ ต่างก็หลบพายุเข้ามาอยู่รวมกัน       
        พอฝนเริ่มซาเม็ด ผมรีบขับตะบึงเข้าประจวบ แล้วเช็คอินเข้าโรงแรมนอน ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเห็นคลื่นลูกใหญ่ ซัดเข้าตรงบริเวณเขื่อนกั้นริมทะเลเสียงดังสนั่น แต่ก็ไม่น่ากลัวเหมือนตอนขับรถออกจากหาดใหญ่
        เมื่อถึงกรุงเทพแล้วจึงทราบข่าวว่า พายุฝนที่กระจายทั่วภาคใต้ครั้งนี้ทำความเสียหาย ให้กับ ต.กะทูน อ.พิปูน จว.นครศรีธรรมราช ทำให้ผู้คนเสียชีวิตมากมาย เพราะซุงนับเป็นพันท่อนที่กลุ่มนายทุนลักลอบตัดไว้ ไหลตามน้ำลงจากภูเขา ชาวบ้านนึกว่าฝนตกหนัก แค่หลบฝนอยู่ในบ้านก็พอแล้ว แต่ก็ไม่พ้นซุงมรณะพุ่งเข้าชนบ้าน และผู้คนจนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม

        พล.ต.ต.สุนทร นรรัตน์ ที่ผมตั้งใจจะไปเยี่ยมภายหลังได้เจอกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า       
        น้ำท่วมบ้านพักของท่านรวดเร็วมาก ท่วมเกือบมิดหลังคารถ ท่านต้องว่ายน้ำเข้าบ้าน เพื่อไปพาลูกของท่านออกจากบ้านพัก โดยต้องว่ายน้ำแบบมือเดียว อีกข้างกอดลูกไว้ ขนาด พล.ต.ต.สุนทรฯ เป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เป็นนักรักบี้ระดับดารา ยังต้องอาศัยไม้ที่ลอยมา เกาะพยุงตัวเอง กว่าจะพาลูกไปที่ปลอดภัยได้

        ท่านบอกว่า เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวลืมไม่ได้เลย และรถที่จอดไว้ที่บ้านเสียหายต้องซ่อมหมดไปหลายหมื่นบาท ทำให้ผมคิดว่า
        ตัดสินใจถูกแล้ว ที่ออกจากเมืองหาดใหญ่มาก่อน เพราะไม่อย่างนั้น รถของผมคงเสียหายหนัก เพราะจอดอยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรมสุคนธา ก็ขนาดรถของ พล.ต.ต.สุนทร นรรัตน์ จอดอยู่ตรงถนนหน้าบ้านพักแท้ๆ ยังเสียหายมากขนาดนั้น 
        รถของผม ที่อยู่ชั้นใต้ดิน คงสาหัสแน่!

        ย่างไรก็ตาม ผมยังมองในแง่ดีว่า หลังพายุร้ายแล้วท้องฟ้าจะแจ่มใส และบางทีมหาวาตภัยนั้น อาจช่วยพัดพาเอาสิ่งชั่วร้าย เช่น เหตุการณ์ไม่สงบที่ปลายด้ามขวานทองของไทย จนถือได้ว่า เป็น “สถานการณ์วิกฤติ” ซึ่งสังเวยด้วยชีวิตของเจ้าหน้าที่เราทุกวี่ทุกวัน ให้พ้นออกไปจากประเทศไทย และความสงบกลับคืนมา สู่ผืนแผ่นดิน อันเป็นมาตุภูมิที่รักของพวกเราทุกคน อย่างที่สำนวนฝรั่งเขาบอกว่า 
        Every cloud has a silver lining       
        หากจะแปลตรงตัวก็คือ “ทุกก้อนเมฆ (ที่มืดครึ้ม) มีแถบเงินพาดอยู่” ความหมายคือ 
        “ท่ามกลางความเลวร้าย มีสิ่งดีที่ซ่อนเร้นอยู่” 
        เป็นสำนวนปลุกปลอบใจ ไม่ให้ท้อแท้ทอดอาลัยกับชีวิตของเรา นั่นเอง

        เรื่องฟ้าฝนนั้น ชวนให้นึกถึงเพลงของวง SAS หรือ Soul After Six เพลงหนึ่งชื่อ "เจ้าพายุ" วงนี้เป็น เจ้าของเพลง "ก้อนหินละเมอ" ที่ได้ฉายาว่าเป็นเพลงชาติประจำ Pub คือไปผับไหนในประเทศก็ต้องเล่นเพลงนี้กันทุกคืน

        “เจ้าพายุเอยช่วยทีได้ไหม ช่วยพาหัวใจที่มันปวดร้าว
        ไปทิ้งให้ไกลห่าง พร้อมด้วยความเศร้า...ความเหงา วานให้ลมช่วยโยนทิ้งไป...
        เจ้าพายุเอยเจ้าเคยเจ็บไหม เมื่อเขาทิ้งไปให้เจ้าอ้างว้าง...
        เหมือนฉันที่ทนเจ็บ เมื่อสูญสิ้นบางอย่าง...
        หมดหวังนอนกี่คืนก็มีน้ำตา หลับตาก็ยังไหล...
        จึงอ้อนวอนเจ้าพายุให้โหมกระหน่ำ...หอบพาเอาความเจ็บช้ำให้มันพ้นไป...
        ก็ความทรงจำที่เคยมีรักช่างโหดร้าย...ไม่อยากจะเก็บเอาไว้ข้างในหัวใจอีกเลย
        วอนให้ลมช่วยพาไปที.....”

        คนที่ผิดหวังในความรัก เขาอ้อนวอนให้ “เจ้าพายุ” เข้ามาช่วยพัดเป่าความเสียใจ ความผิดหวัง ที่ได้รับจากความรักนั้น ให้พ้นจากไปเสียที

content/picdata/393/data/photo1.jpg

        ดูเนื้อแล้วหาอาจจะเศร้าสร้อย แต่เขาทำดนตรีช่วยให้เพลงนี้ออกมา แนวโซลกึ่ง acid jazz และอัลบัมนี้ชื่อ The Rhythm ที่ได้รับถึงรางวัลของ “สีสันอวอร์ด” (Season Award) ปี 1996       
        Season Award เป็นรางวัลที่วงการเพลงเมืองไทยเรา
ยกย่องให้เป็น รางวัลที่มีคุณค่ามากสำหรับนักดนตรี 
        Soul After Six ถึงสามรางวัลในปี 1996 ด้วยกัน ก่อนหน้านั้นก็เคยได้มาก่อน ถึงห้ารางวัลสำหรับอัลบั้มแรก

        ผมฟังเพลง "เจ้าพายุ" นี้แล้ว เกิดเห็นสัจธรรม ทำให้เกิดความรู้สึก อยากเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับพายุ เพิ่มเอาไว้ในหนังสือรวมเรื่องสั้นของผม ซึ่งจะรวมเรื่องสั้นที่เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น “สยามรัฐ” และ “มติชน” รายสัปดาห์ รวมทั้งเรื่องที่เขียนลงหนังสือพิมพ์อื่น ตั้งแต่เมื่อตัวเองยังเป็นเด็กหนุ่มด้วย
        เขียนเสร็จแล้ว จึงนำมาให้ท่านผู้อ่าน “กาแฟขม...ขนมหวาน” ได้อ่านก่อนพิมพ์รวมเล่ม ผมให้ชื่อเรื่องสั้นนี้ว่า
“เจ้าพายุเอย” 
        อยากให้ท่านลองอ่านดู ชอบหรือไม่อย่างไรกรุณาบอกด้วยครับ

“เจ้าพายุเอย”
โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ายตำรวจหนุ่มผู้มีหน้าที่ควบคุมการจราจร มองดูร่างหญิงรูปร่างสูงสง่า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดพนักงานธนาคาร ดวงหน้ารูปไข่ เรียวได้สัดส่วนลงตัว ปากจิ้มลิ้ม วางเรียงกับจมูกโด่งงาม สอดรับกับดวงตาคมกริบ ใต้คิ้วเข้มยาวที่กันเอาไว้ได้รูป แต่แลดูช่างอ่อนโยนและอบอุ่น 
        เธอเดินอ้อมหน้ารถญี่ปุ่นขนาดเล็ก ลงไปเปิดประตูให้เด็กนักเรียนอนุบาล สวมกระโปรงสีแดง หน้าตาหน้าเอ็นดู
        พอเธอเงยหน้าขึ้น ก็มองข้ามถนนสายตาทอดข้ามฝั่งมาสบตากับนายตำรวจที่มองอยู่พอดี 
        เธอเผยอรอยยิ้ม ให้เขาน้อยๆ
        พลันที่สบตากัน ณ วินาทีนั้นเอง นายตำรวจหนุ่มรู้สึกเหมือนโลกทั้งหมด หยุดหมุน ทุกอย่างดูนิ่ง สงบลงอย่างเหลือเชื่อ

        ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่ม ยังจำเหตุการณ์เมื่อวันพายุไต้ฝุ่นเกย์พัดเข้าที่ชุมพร ซึ่งเขาเคยรับราชการอยู่ที่นั่น 
        ก่อนพายุจะเข้า ท้องฟ้านิ่งสงบ แล้วฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอยู่นานพอควร ซึ่งภายหลังเขาทราบจากขาวบ้านว่า

content/picdata/393/data/photo2.jpg

        ปรากฏการณ์อย่างนี้ เขาเรียกว่า “อุกาฟ้าเหลือง” ซึ่งมักจะเกิดก่อนพายุที่มักก่อตัวขึ้นในทะเล จะพัดกระหน่ำถล่มพื้นที่ชายฝั่ง และบริเวณใกล้เคียงอย่างรุนแรงตามมา  
        ชายหนุ่มได้ยินเสียงกรีดร้องของพายุดังกึกก้อง ตามด้วยการที่เขาได้เห็นต้นมะพร้าว โดนแรงของพายุ จนบิดเป็นเกลียว แล้วหลุดผลัวะ ออกจากรากที่ยึดจากพื้นดิน และแล้วพายุพร้อมสายฝน ก็โหมกระหน่ำในพื้นที่แบบถล่มทลาย
        นายตำรวจหนุ่มยังจดจำความหวาดกลัว ของผู้คนในวันนั้นได้เป็นอย่างดี รวมทั้งความสับสนอลหม่าน พร้อมกับความวิปโยคใหญ่หลวงที่ติดตามมา อันเป็นผลจากพายุร้ายนั้น

        าทีที่สบตากับเธอนั้น ชายหนุ่มรู้สึกราวกับหัวใจของตัวเองเป็นต้นมะพร้าวที่เคยเห็น ซึ่งบิดเป็นเกลียวด้วยพลังแรงของมหาวาตะอันมหาศาล สามารถฉุดกระชากถอนออกจากพื้นดิน
ที่ยึดรากของมันอยู่ 
        ช่างเหมือนวันมหาพายุอันน่าสะพรึงกลัว เพราะสายตาคู่นั้นเด็ดเอาหัวใจของเขาปลิวกระเด็นติดไป เหมือนมะพร้าวต้นใหญ่นั้นด้วย
        นายตำรวจหนุ่มเดินข้ามถนน ตรงไปที่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาลอย่างงงงวย เหมือนไม่ใช่ตัวของตนเอง 
        คุณครูออกมารับ จับแขนเด็กจากหญิงคนที่ทึ้งหัวใจเขาไปด้วย แต่ความสำนึกของเขาก็กลับคืนมา เพราะชะงักเมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานของเธอ ซึ่งก้มลงจูบผมเด็กเบาๆ แล้วพูดว่า
        "สาธุคุณครูซี่ลูก อย่าซนนะคะ"

        เขารู้สึกเหมือนใจหายวาบ ความรู้สึกกลับมาอีกครั้ง ความสำนึกในหน้าที่ คุณงามความดี ความถูกต้อง เข้าครอบครองตนเองเหมือนเดิม 
        แม้ใจยังสั่นระริก แต่เขาคิดถึงศีลห้า ที่พ่อซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และมัคทายกคนสำคัญของวัดในอำเภอเล็กๆ ที่จังหวัดบ้านเกิดพร่ำสอนเอาไว้ โดยเฉพาะศีลข้อสาม เรื่องการผิดลูกเมียเขานั้น สำคัญมาก เพราะมันเป็นเหตุปัจจัย 
        ที่จะ “ทำลาย” ชีวิตคนหนุ่มได้เลย! 
        เธอเดินกลับไปที่รถ ทิ้งยิ้มน้อยๆไว้ ก่อนขึ้นรถขับออกไป ส่วนเขากลับไปขึ้นรถมอร์เตอร์ไซค์ ขี่กลับไป 
        ถึงโรงพักแล้ว...ใจยังไม่หายสั่น!!
        วันรุ่งขึ้นเขาขี่รถคันเดิมผ่านหน้าโรงเรียนอนุบาลอีก และหยุดไม่ลงจากมอเตอร์ไซค์ เมื่อเธอขับรถมาถึง ชายหนุ่มพยายามเบือนหน้าไปทางอื่น แต่เขาลอบเห็นเธอมองข้ามถนนมาเหมือนเดิมและยิ้มให้ 
        เขาเมิน แล้วขี่รถจากไป

        ทำใจจะไม่ให้ขี่รถไปที่โรงเรียนอนุบาลหลายวัน แต่เช้าวันหนึ่ง เสียงกลองแห่งความถวิลหา รัวอึงคะนึงอยู่ในหัวใจ ทำให้เขาขี่รถ กลับไปหน้าโรงเรียนอนุบาลอีกครั้ง
        คอยอยู่นานไม่เห็นรถญี่ปุ่นคันเดิม แต่กลับเห็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่มากับเธอ นั่งรถแท๊กซี่มาพร้อมกับหญิงสูงอายุ ท่าทางของเธอคล้ายเป็นคนเลี้ยงเด็ก เขาอดสงสัยไม่ได้เดินตรงเข้าไปหาเด็ก พูดขึ้นกึ่งถามเด็กและผู้มาส่งพร้อมๆกัน
        "คุณแม่...ไม่มาส่งหรือครับ?"
        เด็กน้อยยิ้ม นัยน์ตาแป๋ว ท่าทางงงๆ คนมาด้วยตอบแทน
        "ไม่ใช่คุณแม่หรอกนะคะ เธอเป็นคุณน้าค่ะ แต่วันนี้คุณน้ามาส่งไม่ได้ เธอต้องไปถ่ายรูปกับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยตอนเช้า เพราะบ่ายต้องรับพระราชทานปริญญาค่ะ ”

        เสี้ยววินาทีนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนหัวใจพองโตขึ้น จนคับแน่นในหน้าอก นายตำรวจหนุ่มย้อนระลึกถึงความปีติยินดีของตัวเขาเอง เมื่อครั้งได้เห็นมหาวาตภัย ที่จังหวัดชุมพรสงบลง

        ท้องฟ้าสดใส เป็นประกายเจิดจรัสอีกครั้ง!!!

……………………………

ท้ายบท  ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” ตอนที่ผ่านมา “พ่อจ๋า แม่จ๋า...อย่าทิ้งหนูนะ !” http://vattavan.com/detail.php?cont_id=388 
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
เขียนเรื่องสั้นแบบเศร้าปนสุขได้สนุก ไม่เหมือนเขียนเรื่องการเมือง ที่ "ด่าแหลก" เลย
โดยคุณ คนละคนเขียนหรือเปล่า?  180.180.148.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
การรณรงค์เรื่อง Stop teen mom ก็น่าจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาที่ตรงจุดนะครับ ส่วนเรื่องบ้านเด็กกำพร้า พวกเราทุกคนช่วยกันได้ด้วยการเข้าไปบริจาคเสื้อผ้าสิ่งของ หนังสือ อาหาร หรืออะไรก็ตามที่เราคิดว่าเราให้ได้นะครับ เท่ากับเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับองค์กรที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูได้บ้าง ขอบคุณสำหรับกาแฟขมแก้วนี้ครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันไม่ทิ้งใคร  125.24.40.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
อาจารย์เขียนได้ซึ้ง อ่อนหวาน ไม่เหมือนเขียนด่านักการเมือง
โดยคุณ สงสัยอาจารย์วา จะมีหลายบุคลิก  101.108.213.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
verygood I like toomuch.
โดยคุณ
micky.nara@hotmail.com  178.81.13.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5    
ชอบอีกแล้วครับ... เหมือนจริง มากกว่าเรื่องแต่ง คงเพราะ อาชีพของผู้เขียนที่ได้คลุกคลีกับชีวิตจริงมากกว่าครึ่งชีวิต สำนวนบรรยายมีส่วนคล้ายหลวงเมือง ที่เป็นนักเขียนในดวงใจอันดับหนึ่ง ในสถานการณ์ความขัดแย้ง หลายปีที่ไม่ค่อยได้อ่านอะไรแบบนี้นัก อ่านอะไรที่มันจรรโลงอะไรในจิตใจ การได้อ่านเรื่องสั้นระดับกระแทกใจได้เล็กๆครั้งนี้ นับว่าเพิ่มพลังจิตใจได้ดีเลยครับ
โดยคุณ กมล  58.8.37.XXX   

        (กาแฟขม ขนมหวาน ตอน “เจ้าพายุเอย” ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม 2555)
 

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER