หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “ แม่งงงง... ‘หัวหมอ’ ทั้งแก๊ง!”
หัวข้อ : “ แม่งงงง... ‘หัวหมอ’ ทั้งแก๊ง!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“ แม่งงงง... ‘หัวหมอ’ ทั้งแก๊ง!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ลังวันสำคัญ หนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด พระเสด็จออกพรรษา” ผู้เขียนจะต้องเดินทางไกล เพื่อไปร่วมงานบุญหลายแห่ง อันเนื่องจากเป็น “กฐินกาล” ตามประเพณีของชาวไทยเรา
        ด้วยเหตุอยู่ระหว่างเทศกาลงานบุญนี้เอง จึงต้องขอเว้น ไม่พูดถึงการเมืองเรื่องยุ่งๆ ที่เขียนติดต่อมาหลายสัปดาห์แล้ว

        วันนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องเบาๆ สนุกๆ แบบ กาแฟ-การเมือง (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=346)
ที่ผมเขียนไว้ ตั้งแต่ 26 มกราคม 2555 และสังเกตเห็นชัดว่า
        แฟนๆคงจะชอบ เพราะมีผู้อ่านมากกว่าครึ่งหมื่น คน/คลิก 
        เรื่องที่จะคุยกัน ในวันเบาๆ เพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจของท่านผู้อ่าน มีดังต่อไปนี้ครับ

        มได้มีโอกาสพบรุ่นพี่ ซึ่งเคยรับราชการภาคใต้นาน ท่านมีประสบการณ์ในการขับเคี่ยว สู้รบปรบมือกับนักการเมือง ที่มีอิทธิพลเหนือท้องถิ่น และสามารถเอาชนะได้หลายครั้งหลายหน บางเรื่องเป็นตำนานเลยทีเดียว 
        เมื่อหมดหน้าที่การงาน ตามภารกิจของทางราชการแล้ว ท่านยังสามารถเดินจากมาได้อย่างสง่างาม โดยไม่มีริ้วรอย หรือบาดแผลติดกายมาแต่อย่างใด 
        รุ่นพี่ท่านนี้ ได้ให้คำบรรยายคุณสมบัติพิเศษ ของกลุ่มคนที่ตัวเองต้องสู้รบปรบมืออยู่หลายปี ว่า

        “แม่งงงง... ‘หัวหมอ’ ทั้งแก๊ง!”

        พอได้ยินคำว่า “หัวหมอ” ผมคิดไปถึงคำที่หากท่านผู้อ่านเป็นคนสูงอายุสักหน่อย น่าจะเคยได้ยินคือ คำว่า 
        “เจ้าถ้อยหมอความ” 
        วลีนี้ชาวบ้านหมายถึงผู้มีคารี้คารมดี สามารถยกเหตุผลทางกฎหมาย มาประกอบในการโต้เถียงได้ อย่างสมเหตุสมผล แต่
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้แปลวลีนี้ว่า 
        “ผู้มักใช้โวหาร พลิกแพลงไปในทางกฎหมาย”   

        คนที่เป็นทนายความ ที่เราชอบเรียกว่า “หมอความ” ซึ่งพจนานุกรมนั้นฉบับ ราชบัณฑิตฯ แปลว่า 
        “ผู้รู้กฏหมาย, นักกฎหมาย” โบราณเรียกคนที่มี ‘หัว’ ทาง
กฎหมาย ว่า เป็น “คนหัวหมอความ” แต่พอนานเข้า คำนี้
“กร่อน” ไป โดยคำว่า “ความ” หายไป เหลือเพียง “คนหัวหมอ” และได้กลายเป็นคำไม่สู้ดีไป เพราะพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ แปลว่า

        “คนที่ชอบอ้างกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของตน”  

content/picdata/395/data/photo9_01.jpg

        คำว่า “หัวหมอความ” นั้น มีผู้ให้ความเห็นว่า น่าจะลงตัวกับคำภาษาอังกฤษ ว่า Legal Mind ซึ่งท่านอาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ แปลว่า “หัวกฎหมาย” 
        อาจารย์ วิกรม เมาลานนท์ แปลต่างออกไปเป็น “วิญญาณนักกฎหมาย” เพราะท่านอาจพิจารณาว่า 
        ฝรั่งนั้นเน้นที่ “ใจ” (เดี๋ยวนี้ชอบใช้คำว่า “จิต-วิญญาณ”กัน) หรือ Mind แต่ คนไทยเราเน้นที่ “หัว” แต่ทั้งสองคำ มีความหมายอย่างเดียวกัน

        คนที่มี “หัว” แล้วอยากจะเป็น “หมอความ” นั้น ต้องเรียนกฎหมาย เมื่อจบออกมาแล้ว “หัว” ของตัวจะได้เปลี่ยนสภาพเป็น “หัวหมอความ” กับเขาบ้าง นั้น 
        ได้มีเกจิทางกฎหมาย ได้ให้ความเห็นว่า เขาหรือเธอผู้ที่อยากเปลี่ยน “หัว” ควรพิจารณาว่า ตัวนั้นมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ หรือไม่ นั่นคือ...

        1. รักความยุติธรรม หรือความเป็นธรรม อาจเป็นแบบ
พระเอกหนังคาวบอย ที่นักพากย์เขาบรรยายว่า 
        “...รักอิสรภาพและความเป็นไทยแก่ตัวเอง เกลียดการข่มเหงเข้ากระดูกดำความยุติธรรมคือสิ่งที่เขาปรารถนา เขาผู้นั้นฉายาว่าหน้ากากดำ....”
        ตอนขึ้นต้นหนังคาวบอย เรื่อง “จอมโจรหน้ากากดำ” อย่างนั้นเลยทีเดียว

        2. พูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ ช่างเป็นคนที่มีความสามารถ ในการค้นหาแง่มุมและเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุนความเห็นของตน หรือหักล้างความเห็นของคนอื่น มีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่น แต่มีความแหลมคมชัดเจน 
        ถ้ามีคุณสมบัตินี้แหละ จะเรียนเป็น “หมอความ” ได้ดี ส่วนพวกที่หาเหตุผลไม่เก่ง เอาแต่พูดลดเลี้ยวไปมา อย่างที่พวกนักการเมืองชอบทำกัน โดยเฉพาะสมาชิกของพรรคดักดาน นั้น 
        คนพวกนี้ประเภทแพ้ไม่เป็น ชอบต่อล้อต่อเถียง ตะแบงเอาสีข้างเข้าถูเรื่อยไป และแสดงให้ผู้คนเห็นเป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นตัวอย่างเลว ที่เห็นได้ชัดทีเดียว

        3. ช่างจำ ตรงนี้สำคัญมาก เรียนกฎหมายนั้น ความเป็นคน
ช่างจำ หรือความจำดี ได้เปรียบมาก แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว เป็นจุดอ่อนเลย เพราะความจำไม่ค่อยจะดี 
        (ที่ได้รางวัลการศึกษายอดเยี่ยมตลอดมา และสอบชิงทุนทั้งในและต่างประเทศหลายครั้งหลายหน ก็สอบได้ทุกครั้งไป ซึ่ง
ครูบาอาจารย์ ตลอดจนเพื่อนฝูง ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ไอ้หมอนี่เป็นคนโชคดี แค่เรื่องการสอบเท่านั้น! ...555) 
        ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไรก็ตาม ความจำย่อมเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ไม่เฉพาะแต่การเรียนกฎหมายเท่านั้น 
        อย่างไรก็ตาม กฎหมายเป็นเรื่องของการ หาเหตุผลมาหักล้างกัน หรือเพื่อจูงใจให้คนอื่นคล้อยตาม ความจำที่ดีจึงช่วยคนนั้น ดูเป็นผู้มีไหวพริบปฏิภาณ ซึ่งอาจโดดเด่นขึ้นในสายตาของผู้ที่รับฟัง อีกการยกเหตุยกผลมาอ้างอย่างรวดเร็ว ว่องไว ทันใจนั้น ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือ ให้คนฟังเพิ่มมากขึ้น

        4. ภาษาดี อาจารย์กฏหมายบอกว่า อยากจะเป็นนักกฎหมายไทย ต้องรู้ภาษาไทยดี เพราะภาษาเป็นสื่อสะท้อนความคิดของเราออกมาให้ผู้คนเข้าใจ ต้องดีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน บางคนเขียนดีแต่พูดติดอ่าง
        เลยเสียรังวัดไป! 
        ภาษาพูดนั้น จะโน้มน้าวให้คนที่เขาฟังเห็นด้วยหรือไม่
ขึ้นอยู่ที่ภาษาของผู้พูด
        ยิ่งไปกว่านั้น ภาษานี้เอง จะช่วยทำให้คนฟัง เข้าถึงเหตุผลของผู้พูด และมีความรู้สึกจับใจคล้อยตาม จึงจำเป็นต้องฝึกกันทั้งการพูดการเขียน 
        เคยฟังผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีความคนหนึ่ง ที่หน้าตาถอดพิมพ์เดียวไปจากผม และทำงานมานานกว่าสิบปีแล้ว ได้พูดให้ฟังว่า 
        กว่าที่เขาจะเขียนคำพิพากษาเป็น ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี หลังการบรรจุที่เป็น “ผู้พิพากษา” เต็มตัวแล้ว!

        รื่องความ “แม่นยำ” ในข้อกฎหมายนั้น สำคัญมาก มีตัวอย่างให้เห็นชัด จากการโต้เถียงระหว่างสมาชิกรัฐสภาบ้านเรา ซึ่งมีปรากฏในรายงานการประชุม และควรนำมาใช้ เป็นกรณีศึกษากัน เพราะเป็นการปะทะคารม ที่น่าสนใจมาก
        ท่านผู้ทรงเกียรติ เขาพูดตอบโต้กันอย่างนี้ครับ

        สมาชิก หมายเลข 1 “ท่านประธานครับ ผมขอค้านครับ”
        ประธาน “ค้านไม่ได้ คุณต้องประท้วง”

        สมาชิก หมายเลข 2 (เห็นสมาชิกหมายเลข 1 ทำท่างงๆ รีบแซงเข้ามาช่วย) 
        “ท่านประธาน ผมขอประท้วงครับ”
        ประธาน “คุณประท้วงใคร?”
        สมาชิก หมายเลข 2 “ผมประท้วง ‘นายดำดูด’ ที่แกพูดผิดข้อบังคับครับ”
        ประธาน “ประท้วงคุณดำดูดตรงๆไม่ได้ ถ้าจะประท้วงต้องประท้วงประธาน ที่ปล่อยให้คุณดำดูดพูด”

        สมาชิก หมายเลข 3 (เห็นเพื่อนสมาชิกหมายเลข 2 ชักจะเพลี่ยงพล้ำในการต่อปากต่อคำ กับท่านประธาน) 
        “ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ครับ”
        ประธาน “ประท้วงว่ายังไงล่ะ?”

        สมาชิก หมายเลข 3 “ประท้วงว่า ท่านประธานทำผิดข้อบังคับข้อที่ 11 ครับกระผม”
        ประธาน “ประท้วงไม่ได้ เพราะประธานใช้อำนาจตามข้อบังคับที่ 16”

        สมาชิก หมายเลข 3 “แต่ข้อที่ 16 อยู่ภายใต้บังคับข้อที่ 11 นี่ครับ”
        ประธาน “แต่ข้อที่ 16 มีสองวรรค วรรคสองระบุว่า เว้นแต่ประธานจะเห็นเป็นการสมควรอย่างอื่น บัดนี้ประธานเห็นเป็นอย่างอื่น”

        สมาชิก หมายเลข 3  (ไม่มีทีท่า จะยอมแพ้) “ถ้าอย่างนั้นผมขอประท้วงตามข้อ 24”
        ประธาน “ข้อ 24 มีข้อยกเว้นไว้ในข้อ 25 ว่าประธานใช้อำนาจเป็นอย่างอื่นได้”

        สมาชิก หมายเลข 3 “แต่การจะใช้ข้อ 25 ต้องให้ที่ประชุมเห็นชอบเสียก่อน นี่ที่ประชุมยังไม่ได้เห็นชอบ”

        ประธาน “ตามข้อ 9 ถ้าที่ประชุมไม่ค้าน แปลว่าที่ประชุมเห็นชอบ คุณนั่งลงได้ ประธานไม่อนุญาตให้พูดอีกแล้ว ขอเชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้”

        เป็นอย่างไรครับ ท่านที่เคารพของผม อ่านแล้วรู้สึก “เวียนหัว” บ้างไหมครับ!?

        เรื่องโต้เถียงกันในสภา ถ้าฝ่ายใดความจำไม่ดี ข้อบังคับการประชุมสภาไม่แม่น เพราะศึกษามาไม่ดี หรือปฏิภาณไม่ถึงขั้น ครั้นจะขอเวลานอก เพื่อไปค้นข้อบังคับมาเถียงกับประธาน คงไม่ทันการ
        ฝ่ายประธานเองก็เถอะ หากจะขอเวลานอก ไปเปิดข้อบังคับ คงไม่ทันสู้กับสมาชิก
        พาลจะ “เสียหน้า” อีก!       
        เรียกว่าต้องมี “หัวหมอความ” พอสมน้ำสมเนื้อกัน จึงจะโต้ตอบกันได้ทันท่วงที

        นที่มีอาชีพเป็นตำรวจ เวลาไปจับกุมผู้ต้องหา มักจะพบเรื่องของ “คนหัวหมอ” เสมอๆ เช่น 
        ผู้ที่อยู่ในวงการเล่นการพนัน พอตำรวจบุกเข้าไปจับ วิ่งหนีขึ้นเล่าเต๊ง เอาผ้าห่มคลุมตัว นอนหลับตาพริ้ม พอตำรวจบุกเข้าจับ 
        การสนทนาโต้ตอบ ระหว่างสองฝ่าย มักจะเป็นอย่างนี้

        คนถูกจับ “หมู่จับผมเรื่องอะไร ไม่ได้เล่นไพ่กับเขาสักหน่อย ถึงจะอยู่บ้านเดียวกันก็เถอะ แต่พวกเขาเล่นอยู่ชั้นล่างโน่น ส่วนผมนอนหลับฟี้อยู่ข้างบน 
        อย่างนี้เป็นการ “รังแกราษฎร” นะ!” 
        แน่ะ...ขู่ตำรวจอีก

        ผู้หมู่มองอย่างรำคาญ ก่อนพูดออกไปว่า 
        “แกอย่ามาทำ ‘หัวหมอ’ กับฉัน แล้วไอ้ที่กำอยู่ในมือซ้ายน่ะอะไรกัน ไม่ใช่ไพ่ควีนโพดำ ตัวสะเปโตหรอกรึ? 
        “อ้าว !”
 
        คนถูกจับตกใจ แต่ก็ยังดันทุรัง แย้งต่อไปว่า 
        “ผมเป็นคนนอนหลับยาก ถ้าไม่ได้กำอะไรไว้ในมือซ้ายแล้ว นอนไม่ค่อยจะหลับ มันเป็นความผิดตรงไหนไม่ทราบครับ
คุณตำหนวด?”
        ตำรวจคนจับ มองด้วยสายตาขุ่นๆ ก่อนจะบอกว่า
        “ไปเลยแก…ลงไปเลย ไปรวมกับไอ้พวกขาไพ่ข้างล่างโน่น จะได้รีบขึ้นรถไปโรงพัก อย่ามาทำฉันเสียเวลานะ…ไอ้หัวหมอ!
        พอตำรวจตะคอกเข้าให้เท่านั้น คนหัวหมอก็เดินหน้าเจื่อน ลงบันไดไปรวมกับพรรคพวกแต่โดยดี
        อย่างนี้เป็นต้น

        คนที่เป็นตำรวจนั้น จึงเป็นมนุษย์ที่ชินกับพวก “หัวหมอ” มากกว่าอาชีพอื่น เพราะภาษิตของคนที่เป็นผู้กระทำความผิด หรือผู้ต้องขังในเรือนจำนั้น มีอยู่ว่า
        “ทำก็อย่าให้เขารู้...รู้ก็อย่าให้เขาเห็น...เห็นก็อย่าให้เขาจับได้...จับได้ก็อย่ารับ!”
        มาถึง พ.ศ.นี้ก็เพิ่มไปอีกหน่อย ว่า
        “หากรับไปแล้ว ก็ต้องบอกไปว่า...ตำรวจซ้อมให้รับ!!”  
        มันเป็นอย่างนี้แหละครับ...ท่านที่เคารพ
        เขียนเรื่อง “หมอความ” ให้อ่านกันเล่น เบาๆเพลินๆ ก็จริงอยู่ แต่หากผู้อ่านท่านใด ที่เป็นนักกฎหมาย หรือนักศึกษากฎหมาย หรืออยากจะเป็น “หมอความ” หรือ เป็นคน “หัวหมอ” กับเขาบ้าง ผมก็มีปัญหาข้อสอบเบาๆ ให้ท่านลองพิจารณาขบแก้กัน ดังต่อไปนี้

        ผู้ชายซึ่งเพื่อนฝูงเรียกว่าเป็น “หัวหมอ” ขนานแท้คนหนึ่ง ถามเพื่อนผู้หญิงหน้าตาน่าเอ็นดู รูปร่างดีเหลือกำลัง ขนาดหน้าอกและสะโพก จัดอยู่ในจำพวก สุดเสียงสังข์เสียงแตร หรือ “ไซส์บะล่ะฮึ่ม” เลย ว่า

        “ถ้าเธอถอดเสื้อออก แล้วให้ฉันเอานิ้วชี้แตะที่ปลายหน้าอกของเธอเบาๆ ฉันจะเอาเงินให้เธอสี่หมื่นบาท ข้างละสองหมื่นเชียวนะ จะเอาหรือเปล่าล่ะ?”
        ฝ่ายหญิงถามว่า “จริงๆนะ” ทำหน้าตาขึงขัง
        “จริงซิ” ฝ่ายชายตอบแข็งขันเหมือนกัน

        ฝ่ายหญิงลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อตัวสวยที่สวมออกด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆปลดตะขอเสื้อยกทรงออกช้าๆ
        พอผ้าชิ้นน้อย ที่ปกปิดปทุมถัน พลันหลุดผัวะออก สาวเจ้าก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด เชิดอกเปลือยขึ้น ให้ดอกบัวคู่งามชูชัน ผงาดต่อหน้าชายหนุ่ม พร้อมกับบอกด้วยเสียงอันดัง ว่า
        “แตะซิ่... แตะเร็วๆเข้า... แล้วรีบจ่ายเงินสี่หมื่นมาซะดีๆ”

        ฝ่ายชายตกใจหน้าตื่น เพราะคาดไม่ถึง รีบเอามือทั้งสองข้าง ไขว้ไปทางด้านหลัง จ้องดอกบัวคู่นั้นเขม็ง (เพราะแต่ละข้าง โตกว่า ‘หัวเด็ก’ เสียอีก) แบบตาแทบถลน ทะลักออกจากนอกเบ้า 
        เขากลืนน้ำลาย แล้วค่อยๆส่ายหน้าช้าๆ ก่อนตอบเสียงเบาๆว่า
        “อยากแตะ...อ่ะ” 
        ...เสียงนั้นสั่นเครือทีเดียว ก่อนพูดต่อว่า...

        “อยากแตะอยู่นะ... แต่ตอนนี้ ‘ เงิน’ มันยังไม่มีจ้ะ!!”

        จากปัญหาข้อนี้ อ.วาทตะวัน จึงขอถามท่านทั้งหลาย ที่เป็น “หมอความ” หรือ กำลังจะเป็น หรือ อยากจะเป็น
ลองคิดอย่างคน “หัวหมอ” ว่า

        การกระทำของฝ่ายชาย เป็นความผิดอาญาฐานใด? มาตราไหนบ้าง? หรือจะผิดเพียงทางแพ่งอย่างเดียว และฝ่ายหญิงจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ได้หรือไม่ อย่างไร?

        ลองคิดกันเล่นๆ แล้วโพสต์คำตอบ พร้อมอธิบายความให้ฟังกันหน่อย...นะครับ!!!

...555...

...............

ท้ายบท อนึ่ง สำหรับผู้ที่โพสต์แสดงความเห็น คอลัมน์ประจำสัปดาห์ที่แล้ว  ตอแหลนานๆ...เดี๋ยว ‘สันดาน’ มันก็โผล่!!! http://vattavan.com/detail.php?cont_id=394
มีดังต่อไปนี้ครับ  

ความคิดเห็นที่ 1   
รอ...รอก่อน...รอสักครู่...ในช่วงชีวิตอันสั้นของคนๆหนึ่ง มักต้องได้ยินคำๆนี้เสมอ คนที่รอก็มักจะมี 2 ประเภทคือ รอแล้วสมหวัง กับรอแล้วผิดหวัง เมื่อเด็กวาดฝันเคยถามพ่อว่า “พ่อครับ ดื่มเหล้าเข้าไปเยอะๆแล้ว ไม่อิ่มบ้างหรือ ผมดื่มน้ำแก้วเดียวก็อิ่มแทบแย่” พ่อตอบ “รอให้แกโตเป็นหนุ่มเสียก่อน แล้วก็จะรู้เอง” ...อืม...ทุกวันนี้ผมรู้แล้ว นี่คือผลของการ “รอ”แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่น่าให้ต้องรอนานๆนะครับ ถ้าเรื่องนั้นจะนำความเสื่อม มาสู่สังคม บ้านเมือง เพราะเมื่อเกิดเรื่องสังคมย่อมได้รับผลกระทบในทันที แต่ผู้กระทำกว่าจะถูกชี้มูลว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด เวลาก็ล่วงเลยไปถึงไหนๆแล้ว ดีไม่ดีผู้เกี่ยวข้องในคดี “ตายโหงตายห่า”กันหมด คราวนี้ก็เลย อดรู้กันว่าเทพทั้งหลายที่ยกตนข่มท่านนั้น นั่นแหละ ซาตานตัวจริง
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันรอคอย  125.24.8.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
อ้อ ไอ้กบฎนี่มันอยู่ใน "ขบวนการฆ่านายทหารของในหลวง" แล้วคนไทยที่รักในหลวง ยังจะไปฟังมันอีกนะ
โดยคุณ หนึ่งคนไทย ที่รักในหลวง  101.108.236.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
ดีครับอาจารย์ ผมอยากจะดูว่าจะมีคนไปร่วมชุมนุมกับเจ้าคนฝักไฝ่อยากมีอำนาจ จิตใจเป็นทาสรัฐประหาร มันไม่สำนึกบุญคุณที่มันไม่ติดคุกในการกบฏคราวก่อน ยึงคิดอยากจะทำอีก คนอย่างนี้จะมาเป็นหัวหน้าคนได้อย่างไร แค่สมาคมมวยยังเหลวเป๋ว แล้วมันจะเป็นผู้นำคนได้อย่างไร อาจารย์ครับกบฏคราวนั้นผมเป็นข้าราชการตัวเล็กๆเข้าไปพิมพ์ลายนิ้วมือหัวหน้ากบฏี่ถูกประหารที่เรือนจำบางขวาง ไปถึงหัวหน้ากบฏนอนหงายอยู่บนโต๊ะในโรงประหารเรียบร้อยแล้วครับ ลายนิ้วมือตรงกันครับ
โดยคุณ narong subsangar  125.24.43.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
สาเหตุของการตกต่ำแบบสุดกู่ของพรรคดักดานก็มาจากการโกหกตาใสหรือโกหกแบบหน้าด้าน ๆ นีแหละ ทั้งเรื่องการซื้อเสียงและการทุจริต ฯลฯ พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องมายาวนานเพื่อสร้างภาพว่าพวกตัวเป็นเทพ ไม่ได้ชำเรืองดูรอบตัวเลยว่าโลกเขาไปไกลแค่ไหนแล้ว ข้อมูลข่าวสารมันรวดเร็วราวกับมีตาทิพย์หูทิพย์กันทุกคน ผู้ใฝ่รู้หรือใฝ่ความเป็นธรรมสามารถสืบค้นหาความจริงได่โดยไม่ยาก ยิ่งความจริงเผยออกมาเป็นระยะ ๆ อย่างที่เห็นอยู่ ก็นับวันที่พรรคนี้จะยังไม่มีโอกาสโงหัวขึ้นได้แน่ หนำซ้ำยังปล่อยให้แก๊งเด็กออกมานำพรรคแบบไร้ทิศทาง-ไร้การสร้างสรรค์เสียอีก (ที่จริงน่าจะเรียกว่าปู้ยี่ปู้ยำ) ก็คงถึงคราวเอวังเสียเป็นแน่แท้
โดยคุณ ถูกใจ-ใช่เลย  124.120.117.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
“ไอ้พวก ‘เงี่ยน’ ปฏิวัติ...พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!” // ไอ้เสธ. เอี้ยๆๆๆ
โดยคุณ คนร้อยเอ็ด  223.205.233.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6    
ชอบมาก สำหรับการลำดับความให้เข้าใจพรรคดักดานง่ายขึ้น ซัดมันต่อไป อย่าให้พวกมัน มีโอกาสเป็นรัฐบาล มาทำความทุกข์ยากให้ชาวบ้านอีก
โดยคุณ ไตปลากะทิ  125.25.1.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
ลืมไป...ขอให้ท่านวิจารณ์ เรื่องนายบุญเลิศ ที่ตอนนี้ตามเว็บไซด์ต่างๆ เขาเรียก "เสธเอี้ย" เพราะอยากฟังจากท่านอาจารย์มากๆ
โดยคุณ ไตปลากะทิ  125.25.1.XXX 

        (***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ “ แม่งงงง... ‘หัวหมอ’ ทั้งแก๊ง!” ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER