หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > ความรัก และความลับ ของแม่
หัวข้อ : ความรัก และความลับ ของแม่ เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

ความรัก และความลับ ของแม่

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้ จิบกาแฟขมแล้ว ผมมี “คุ้กกี้-ข้าวโอ๊ท” ฝีมือพรรคพวกกัน ที่เพิ่งเกษียณจากตำแหน่งใหญ่ในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเธอทำมานานกว่าสามสิบปี นับตั้งแต่จบจากจุฬาฯออกมาทำงาน 
        พอถึงวันที่เธอเกษียณ ลูกๆเรียนจบหมดแล้ว ทุกคนมีงานการมั่นคง ตัวคุณแม่ที่เคยทำงานหนักมาก่อน พอมาอยู่กับบ้าน ให้รำคาญใจ แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้คืนวันผันผ่านไปเปล่าๆ ตามวิสัยคนขยัน ใช้เวลาทำขนมอร่อยๆ ไปแจกให้เพื่อนๆได้รับประทานกัน หากฝีมือเข้าที่ดีแล้ว อาจทำเป็นการค้าต่อไป

        ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยที่เธอเห็นว่าเขียนคอลัมน์ “กาแฟขม ขนมหวาน” มานานกว่า 10 ปี จึงแต่งตั้งให้เป็นทั้งผู้ชิม และผู้วิจารณ์ขนมด้วย 
        เมื่อได้ชิมฝีมือคนเพิ่งเกษียณ ต้องบอกว่าถูกใจมาก เพราะ
“คุ้กกี้ข้าวโอ้ท” ของเธอ มีสัดส่วนลงตัวเหมาะเจาะ อบด้วยอุณหภูมิกำลังพอดี จน “ลูกเกดดำ” (ทำจากองุ่นแดง) เหนียวหนึบกลมกลืนไปกับเนื้อคุ้กกี้ ทำให้กินชิ้นเดียวไม่พอ ต้องเบิ้ลอีกหนึ่ง
        ขนาดนั้นเลยทีเดียว!

        ตั้งแต่ก่อนออกพรรษาได้ 1-2 วัน จนกระทั่งกฐินกำลังจะหมดแล้ว ไม่ว่าผมจะอยู่กรุงเทพหรือไปต่างจังหวัด ก็ไม่ต่างกันเลย เพราะไปที่ไหนๆ มีแต่คนพูดถึงเรื่องมหาเศรษฐี หรือ “เจ้าสัวใหญ่”  อย่าง คุณบุญชัย เบญจรงคกุล วัย 58 ปี เจ้าของหอศิลป์ (ที่นอกจากมีภาพและงานศิลปะสวยๆงามๆแล้ว ผู้คนยังลือว่ามีขนมที่อร่อยมาก โดยเฉพาะคัสตาร์ด แต่ผมยังไม่มีโอกาสไปชิม) เหตุที่ผู้กันมาก เพราะเจ้าสัวใหญ่ได้ประกาศชัดเจน ว่า

content/picdata/399/data/photo9_06.jpg

        มหาเศรษฐีเจ้าของหอศิลป์ กำลังจะตกล่องปล่องชิ้น กับดาราหญิงคนดัง อย่าง คุณตั๊ก บงกช คงมาลัย ซึ่งอยู่ในวงการมานาน และมาถึงวันนี้ เธอมีวัยพอสมควร คือยี่สิบปลายๆ กำลังพอเหมาะพอสมที่จะมีครอบครัวได้แล้ว 
        ใครจะวิจารณ์กันอย่างไรนั้น ก็ว่ากันไป ส่วนผมเองนั้นกลับเห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าดีใจไปกับหนุ่ม (ใหญ่) และสาวสวยคู่นี้ เพราะ “ความรัก” นั้นเป็นสิ่งสวยงาม ทำให้โลกเรานี้น่าอยู่จริงๆ 
        บรรดาขาเม้าท์ต่างๆ พยายามประโคมข่าวว่า เจ้าสัวยังไม่ได้เลิกกับเมียเก่าบ้าง ยังคาราคาซังกันอยู่เลย แต่เอาเข้าจริงแล้ว กลับไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า 
        ฝ่ายชายได้เลิกร้างกับภริยาเก่าๆทั้งหลาย แบบหมดเชื้อเยื่อใยแล้ว แถมอดีตภริยาคนสุดท้าย ได้ออกมายืนยันการหย่าร้างว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว อย่างแน่นอน
        ดังนั้น จึงไม่มีน่าจะมีอุปสรรคใดๆ สำหรับการแต่งงานใหม่แต่ประการใด เรียกหาฤกษ์ยกเสาลงหลุม ได้แบบสะดวกโยธินบูรณะ เลยทีเดียว 
        จึงเห็นสมควร ที่คนนอกอย่างเราๆท่าน ควรมี “มุทิตาจิต” แสดงความยินดี กับผู้ที่จะเข้าพิธีมงคลสมรสครั้งนี้ด้วย

        คนไทยเรานี้ เรื่องความมี “เมตตา” และ “กรุณา” ซึ่งเป็น
ข้อ 1 และ ข้อ 2 ของ “พรหมวิหารธรรม” นั้น อยู่ในขั้นดีทีเดียว คนต่างชาติชื่นชม คุณสมบัติที่ดีในเรื่องนี้ของพวกเรา   
        แต่พอถึงข้อ 3 คือ “มุทิตา” ดูจะหย่อนไป! 
        ที่ว่าอย่างนั้น เพราะการที่ได้อ่านความเห็น จากผู้คนหลากหลาย ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือฟังทางวิทยุ เว็บไซด์ต่างๆ ตลอดจนสื่ออื่นๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าคนไทยบางกลุ่มบางพวก ไม่ยินดีต่อการที่ได้เห็น คนอื่นมีความสุข
        แต่...กลับ “อิจฉา” เสียด้วยซ้ำ!!

        ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย หากลูกหลานของเรา ไม่แสดงมุทิตาจิต ยามที่ผู้อื่นได้รับความสุข แต่กลับขอบตาร้อนผ่าน เพราะความอิจฉาริษยา เป็นอย่างนั้นไปอีก 
        จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องสั่งสอน ให้เด็กๆของเราไม่ว่าเป็นลูก หลาน ญาติ หรือลูกศิษย์ ให้รู้จักการแสดงมุทิตาจิตออกมา เมื่อเห็นคนอื่นเขาได้ดีมีสุข และ 
        ต้องทำให้ทำเป็น...นิสัย!
        การแสดงออกซึ่งความยินดี ทำให้จิตใจของผู้นั้นแจ่มใส สดชื่น เพราะมุทิตานั้นเป็นกุศลธรรม แต่ความอิจฉาริษยานั้น รังแต่จะให้จิตใจของเรา เศร้าหมองเปล่าๆ 
        ไม่เข้าการเป็นแน่!!

        ที่ผมอาจสนใจต่างจากคนอื่น คือ เมื่อตอนข่าวปรากฏออกมาใหม่ๆ เพราะตัวเองได้เห็นคุณแม่ของคุณตั๊ก บงกช ออกรายการของคุณสรยุทธฯ ที่ช่อง 3 ซึ่งทำให้ผมเห็นถึงความรัก และความห่วงใยของผู้เป็นแม่ ที่มีต่อลูกสาวคนเดียวอย่างแท้จริง 
        ผมเองเคยเขียน “ข่าวสังคม” ทางหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อน และยังมีเพื่อนฝูงที่สนิทสนมกัน และยังทำมาหากินอยู่ในวงการบันเทิง ได้เล่าให้ฟังว่า

content/picdata/399/data/photo9_07.jpg

        ผู้เป็นมารดา (ตามภาพที่เห็น) นั้น ทั้งหวงและห่วงใยลูกสาวคนเดียว คือ “คุณตั๊ก” มากจริงๆ เพราะเธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เดิมขายของอยู่ในตลาด แต่สามารถส่งเสียลูกสาวคนเดียว ให้มีการศึกษา จนเข้าสู่วงการแสดง 
        น่าภูมิใจจริงๆ!

        เมื่อคุณตั๊กได้เข้าสู่วงการแสดง ประสพความสำเร็จ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และทำงานทำเงินได้มากมาย จนมีบรรดาผู้รู้ที่คร่ำหวอดในวงการบันเทิง ประเมินกันว่า 
        จากการทำงานมาหลายปี อย่างน้อยคุณตั๊กคงมีสินทรัพย์สะสม เกิน “ครึ่งร้อยล้าน” แน่ๆ อาจถึง “ร้อยล้าน” เสียด้วยซ้ำไปเรียกว่า มีฐานะดีคนหนึ่งทีเดียว 
        ดังนั้น หากใครคิดว่าคุณตั๊ก เป็นฝ่าย “จับ” เจ้าสัว บุญชัยฯ ผมคงต้องเถียงแทนว่า
        ดูผิดไปแล้ว!
        ในความเห็นของ “วาทตะวัน” เห็นว่า การที่คนทั้งสองรักกันชอบกันนั้น 
        น่าจะมาจาก “ใจ” ที่ “ตรงกัน” และสารเคมีที่ “โดน” กันอีกด้วย!!

        วันนี้ ต้องชักชวนให้ท่านทั้งหลาย แสดงความรู้สึกชื่นชมยินดี กับคุณแม่ของดาราสาว ที่เธอได้ต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อลูกสาวคนเดียวอย่างทรหด อดทน กล้าหาญ และสามารถปกป้องลูกให้ปลอดภัยในวงการมาโดยตลอด จนมีชื่อเสียงลือกระฉ่อนว่า  
        “หวงลูกสาวมาก!”
        เธอทำให้บรรดาเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่ดาหน้ากันเข้าไปแสดงความเสน่หากับคุณตั๊ก ต้องถอยกรูดไปหลายคน 
        บางรายถึงกับท้อ ถอนหาบขนมจีบ ล่าถอยออกจากการเป็น
“มดแดง...เฝ้ามะม่วง” ไปเป็นการถาวรเลยทีเดียว
        ถึงกระนั้น ยังมีพวกนิสัยไม่ดี เมื่อไม่ได้ดั่งใจ กลับด่าคุณแม่เข้าอีก เลยถูกด่าทอสวนกลับไป 
        ในสัดส่วนที่รุนแรงกว่า เสียด้วยซ้ำ!

        พอข่าวที่น่ายินดีนี้ ออกสื่อไปใหญ่โต บรรดาผู้ที่หมายปองดาราสาวสวยทั้งหลาย ที่ต้องพลาดหวัง คงต้องทำใจกันแล้ว และแสดงมุทิตาจิตโดยพร้อมเพรียงกัน ให้คุณตั๊กและคุณบุญชัย 
        มีความสุขด้วยกัน ตลอดไป! 
        คนไหนที่คิดว่า ตัวเองอกหักจากคุณตั๊ก นอกจากต้องทำใจ แล้ว ควรมุ่งหน้าไปหาคนใหม่ มาทดแทน จะดีกว่ากระมัง
        ขออวยพรให้ผู้ที่พลาดหวัง...โชคดีทุกคนนะครับ!!

        การที่มารดาของคุณตั๊ก ได้เลี้ยงดูอุ้มชูลูกสาวมาจนได้ดี และมาถึงวันนี้ และผู้เป็นลูก กำลังจะมีความสุข ส่วนตัวคุณแม่ที่ประกอบกรรมดี โดยได้ดูแลลูกสาวมาอย่างไม่บกพร่อง และกุศลผลบุญ กำลังหนุนพาให้เธอ กลายเป็น “แม่ยาย...หมื่นล้าน” ส่งท้ายปีเก่า นั้น
        ทำให้ตัวผู้เขียน นึกถึงเรื่องราวในชีวิต ที่ได้ประสพมา จึงนำมาร้อยเรียง ผูกเป็นเรื่องสั้น และนำมาฝากให้ท่านผู้อ่านที่เคารพ
        ลองอ่านดูนะครับ

เรื่องสั้น

ความรัก และความลับ ของแม่

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        อนยังเป็นหนุ่ม ออกเป็นนายตำรวจใหม่ๆ ผมได้รับทุนไปศึกษาต่างประเทศ เมื่อกลับมาแล้ว ผู้บังคับบัญชาให้ไปประจำอยู่ที่อำเภอเมืองขนาดใหญ่ ในภาคอีสาน
        พ.ศ.นั้น อเมริกันกำลังเข้ามาตั้งฐานทัพ เพื่อโจมตีเวียตนาม จึงจำเป็นต้องหานายตำรวจ ที่คุยกับฝรั่งรู้เรื่องไปอยู่ประจำ เพื่อความสะดวกในการพูดจาประสานงานกัน ระหว่างหน่วยงานของกรมตำรวจ กับกองทหารต่างด้าว ที่เข้ามาประจำการในประเทศของเรา

        นายตำรวจที่โรงพักนี้ ได้รับความสะดวกสบายพอสมควร เพราะหลวงท่านมีคอนโดใหม่เอี่ยมอย่างดี ให้เป็นที่พัก อาหารการกินไม่เคยขาดแคลน ด้วยมีตลาดอยู่ไม่ห่างจากโรงพักนัก พอเดินไปถึงได้อย่างสบาย
        เรื่องอาหารการกิน ไม่กระเทือนกระเป๋าเท่าไหร่ เพราะสมัยนั้นข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว ที่มีเกรดหน่อย ราคาเพียง 2-3 บาท
ต่อ/จานหรือชาม เท่านั้น 
        เงินเดือนนายร้อยตำรวจตรี เพียง  850 บาท บวกค่าวิชา 150 บาท รับรวม 1,100 บาท แต่หักโน่นหักนี่ เหลือ 1,000 บาท นิดๆ แต่ก็พออยู่กันได้ ไม่ขัดสนแต่ประการ เพียงแต่ฟุ่มเฟือยไม่ได้เท่านั้น

        นายตำรวจอำเภอเมืองนั้นงานหนัก เพราะเข้าเวรครั้งละ 24 ชั่วโมง สามถึงสี่วันโดนเวรครั้งหนึ่งแล้ว พอออกเวรถึงกับหมดแรงเลยทีเดียว 
        วันไหนไม่เข้าเวร ก็ต้องไปประจำที่ศาลแขวง เพราะมีเวร “ผู้ว่าคดี” เนื่องจากยุคนั้น นายตำรวจต้องทำหน้าที่ “อัยการ” ในศาลแขวง เพียงแต่ไม่เรียกว่าอัยการ หากกฎหมายใช้คำว่า
“ผู้ว่าคดีศาลแขวง” แทน
        นอกจากนั้น วันธรรมดาหากไม่มีหน้าที่อื่น นายตำรวจจะต้องไปช่วยงานจราจรด้วย เพราะตำรวจจราจรมีอยู่น้อย 
        จุดที่ผมได้รับมอบหมาย อยู่ที่หน้าสถานีรถไฟจังหวัด ซึ่งเป็นสถานีใหญ่และเป็น “ชุมทาง” อีกด้วย

        วันไหนที่ออกจราจร ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ ไปจอดไว้ที่ลานจอดของสถานีรถไฟ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ในบริเวณสถานี เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องแบบ ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่จราจร
        ที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะอยากสร้างภาพให้เด็กนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ได้เห็นนายตำรวจแต่งกายสะอาดเรียบร้อย พวกเขาจะได้จำไว้เป็นตัวอย่าง โตขึ้นจะได้ไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้สกปรกรกรุงรัง  
        ไม่เจริญหูเจริญตา ต่อผู้พบเห็น!

        สำรวจตัวเองเสร็จสรรพ เดินมาที่ถนนใหญ่ ที่ตรงนั้นการจราจรจะคับคั่ง เพราะมีโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ อยู่ใกล้เคียงกันถึงสองโรงเรียน 
        ตอนเวลาโรงเรียนเลิก สับสนน่าดู เพราะเด็กจะกรูออกจากโรงเรียน ตำรวจจราจรต้องคอยดู เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเด็กๆ 
        กว่าการจราจร จะกลับมาเป็นปกติ ก็เป็นเวลาหกโมงเย็นเข้าไปแล้ว ผมจึงจะหมดหน้าที่ แล้วไปใช้ห้องน้ำที่สถานีรถไฟ ล้างหน้าล้างตาให้สะอาดอีกครั้ง ก่อนขี่รถจักรยานยนต์กลับโรงพัก 
        งานของผม เป็นอย่างนี้ แต่ก็สนุกดี!

        วันหนึ่ง ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนปฏิบัติหน้าที่จราจร เมื่อออกมาได้สังเกตเห็นหญิงสูงวัย ท่าทางเรียบร้อย ถือถุงผ้ามีหูรูด จะบรรจุสิ่งของอะไรไว้ ผมไม่ทราบ 
        เธอนั่งอยู่ตรงม้านั่งสำหรับผู้โดยสาร หรือผู้มาคอยรับส่งผู้เดินทางรถไฟ

        ท่าทางของหญิงผู้นี้หน้าตาดีสมวัย สะอาดสะอ้าน แต่งกายเหนือมาตรฐานหญิงชาวบ้านทั่วไป 
        เธอหันหน้าไปยังทิศทาง ที่รถไฟขาล่องลงกรุงเทพ จะเข้ามายังสถานี ซึ่งเป็นขบวนถัดไป เหมือนกำลังคอยผู้โดยสาร ที่กำลังจะมากับขบวนรถนั้น 
        ผมมองเธอแล้ว ไม่เห็นสิ่งปกติ จึงเดินไปทำหน้าที่จราจรต่อไป
        ครั้นเมื่อเสร็จภารกิจจราจรแล้ว กลับมาที่สถานี เพื่อเข้าห้องน้ำอีกครั้ง เป็นเวลาเดียวกับที่รถไฟขาล่อง กำลังจะเคลื่อนตัว ออกจากสถานีรถไฟ ผมเห็นหญิงสูงวัยคนนั้น ลุกขึ้นจากที่นั่ง ใช้มือปัดฝุ่นที่กะโปรง เพื่อจัดแจงความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย หลังจากการนั่งมานานพอสมควร แล้วเดินออกจากสถานีไป
        ผมคิดว่า คนที่เธอมารับ คงไม่เดินทางมา พร้อมกับขบวนรถขาล่องนั่นแน่แล้ว 
        เธอจึงกลับบ้านไป

        ผมเห็นภาพของหญิงผู้นี้ เกือบทุกวันที่มาปฏิบัติหน้าที่ ควบคุมการจราจรตรงจุดนี้ จนอดรถทนไม่ได้ จึงเดินไปหานายสถานีรถไฟ ซึ่งคุ้นกับผมดี พร้อมกับสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ ได้รับคำตอบ ไขความข้องใจ ว่า
        “ผู้หญิงคนนี้ เป็นภริยาพนักงานรุ่นพี่ผมเอง สามีของแกปลดเกษียณแล้ว ได้จัดการทรัพย์สินต่างๆ ทั้งมอบสิทธิการรับเงินบำนาญ ให้กับภริยาจนเรียบร้อย แล้วบอกกับเมียว่า 
        จะไปหาเพื่อนที่ต่างจังหวัด แล้วขึ้นรถขบวนขาขึ้น จากนั้นก็หายไปเลย” 
        นายสถานีถอนใจ ท่าทางไม่สบายใจก่อนพูดต่อ
        “หลังจากนั้น เมียรุ่นพี่ผมคนนี้ มาคอยรถขาเข้าทุกวัน หวังว่าวันไหนวันหนึ่ง สามีคงจะนั่งรถไฟกลับบ้าน...เฮ้อ”
        ร้อง “เฮ้อ” ออกมาเบาๆ เหมือนระบายความอัดอั้น แล้วเล่าต่อ

        “แกมาคอยอยู่ 3-4 ปี แต่ผมระแคะระคายมาว่า รุ่นพี่ของผมที่เป็นสามีเธอ ไปมีเมียน้อย อยู่อีกจังหวัดหนึ่ง แต่เจ้าคงไม่กล้าบอกเมีย ไม่รู้จะทำยังไงดี เลยหนีไปเฉยๆ” 
        หยุดอัดบุหรี่นักๆ ก่อนพูดเพิ่มเติม...
        “จนกระทั่งสามีตายเพราะอุบัติเหตุ พี่ผู้หญิงไม่ไปรับศพด้วยซ้ำ เมียน้อยจึงเผาศพเสร็จสรรพ ส่งแต่กระดูกมาให้...”
        นายสถานีฯหยุดปล่อยควันมะเร็ง ก่อนพูดต่อ
        “กระดูกผัวไปถึงบ้าน แกไม่ให้เอาเข้าบ้าน บอกให้คนนำมาเอากลับไป มาทางไหน ให้กลับไปทางนั้นเลย จากนั้นแกหยุดการมาที่สถานีรถไฟอีกเป็นปีๆ จนกระทั่ง...”
        ขยี้บุหรี่ลงที่เขี่ยช้าๆ ทำอ้อยอิ่ง จนคนใจร้อนอย่างผม อดใจรอฟังต่อไม่ไหว กระทุ้งเข้าไปว่า 
        “แล้วไงต่อ ครับพี่?” 
        นายสถานียิ้มน้อยๆ ก่อนร่ายต่อ...

        “ต่อมาลูกสาวแก แต่งงานกับพนักงานรถไฟที่นี่ ภริยารุ่นพี่ของผมคนนี้ จึงได้กลับมานั่งที่สถานีเหมือนเดิมอีก พอใครถามก็บอกว่า ‘มาคอยผัว’ แต่ผมไม่เชื่อ แกคงมีแผน” 
        “แผนอะไรครับพี่?” ผมถามสวน
        นายสถานีทำท่าครุ่นคิด ก่อนตอบเบาๆว่า
        “แผนของแก คือ จงใจมาสถานีรถไฟอย่างนี้ ก็เพื่อปรามเจ้าลูกเขย ให้ประสาทแดก จนไม่กล้ามีเมียน้อย เหมือนอย่างพ่อตา ที่ตายไปแล้วไง!”
        ผมยังงงๆอยู่ นายสถานีจึงแจงต่อ ด้วยการถามกลั้วเสียงหัวเราะว่า
        “หมวดเห็นถุง ที่แกถือไหม?”
        “เห็นครับ” 
        ผมตอบมึนๆ ก่อนได้รับคำเฉลยว่า...  
        “ในถุงนั่นแหละ แกเอาสากกะเบือหินใส่ไว้ ผมคิดว่าแกคงทำเป็นเครื่องหมาย ส่งสัญญาณไปให้ลูกเขยรู้ว่า หากนอกใจลูกสาวแก 
       
คงจะโดนแพ่นหัวกบาล...ด้วยไอ้สากนี้แน่ๆ!”
        ผมพึมพำเบาๆออกมา อย่างไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัว ว่า

        “คงล้ม...ทั้งยืนเลยนะ!!”

        ะหว่างไปงานบุญกฐินปีนี้ ผมขับรถผ่านสถานีรถไฟที่เกิดเหตุอีกครั้ง ความหลังได้ฉายแวบกลับมาอีกครั้ง
        แม้วันเวลาผ่านมาก็หลายทศวรรษแล้ว แต่เรื่องราวนี้ ผมยังไม่ลืม และเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัย ของนายสถานีรถไฟ ทั้งยังคิดต่อไปอีกด้วย ว่า
        สุภาพสตรีผู้เป็นแม่ คงตัดใจได้ เรื่องสามีที่ขึ้นรถไฟ แล้วหายจ้อยไปอยู่กับเมียน้อย จนตายจากกัน เธอจึงยุติการไปสถานีรถไฟ แต่...
        เมื่อลูกสาว ดันไปแต่งงานกับคนรถไฟ ซ้ำรอยเดิมกับผัวเธอ ที่จากไปแล้วอีกคน ภาพเก่าๆจึงหวนคืนกลับมา หลอกหลอนเธอใหม่  
        ผู้เป็นแม่ จึงเกิดอาการ...ห่วงใยลูกสาว ขึ้นมาอีกครั้ง!

        ดังนั้น การเดินทางไปสถานีรถไฟทุกวัน ของผู้เป็นแม่ยาย และถือถุง ทำทีไปคอยรับสามีเหมือนเดิม คงเสมือนกับคำประกาศต่อลูกเขย ผู้ทำงานอยู่ที่สถานีรถไฟ ซึ่งเปรียบเหมือนที่เป็นเสมือน “ชุมทางชีวิต” ของครอบครัวผู้หญิงคนนี้ 
        เป็นการยืนยันคำตาย ให้รู้ว่า 
        กู...เอาจริง นะโว้ย!

        ใครก็ตามที่เป็นลูกเขย ถ้าได้เห็นภาพคนที่เป็นแม่ยาย พร้อมอาวุธหนัก คือ สากกะเบือหิน ที่บรรจุถุงเรียบร้อย ซึ่งบ่งบอกถึงความ “มุ่งมั่น” ถึงการเตรียม “พร้อมรบ” ขั้นแตกหัก ในทุกสถานการณ์ 
        แถมยังไปจังก้า ประจำที่สถานีรบ เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย!!

        ฉะนั้น อย่าว่าแค่ “หัว” เท่านั้นที่ต้อง “หด” ต่อให้อะไรต่อมิอะไร มันคงต้อง “หด” ตามกันไป ทั่วทั้งสรรพางค์กายเลยทีเดียวเชียว!

        คิดถึงเรื่องนี้คราใด ผมยิ่งซาบซึ้งในความรัก และความห่วงใยของผู้เป็นแม่ ที่มีต่อลูกสาว สู้อุตส่าห์สละเวลา ลงทุนไปสถานีรถไฟทุกวัน ทำสงครามจิตวิทยากับลูกเขย เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวตัวเอง ต้องช้ำใจ ...

        ซ้ำรอยเดียวกัน กับตัวเธอ นั่นเอง!!

        รักของแม่นั้น...ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ!!!

....................

ท้ายบท  ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ “เจ้าพายุเอย”
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=393)

ความคิดเห็นที่ 1   
สงสัยต้องเลิกจิบกาแฟยี่ห้อที่ดื่มอยู่ทุกวัน...แล้วเปลี่ยนมากินกาแฟยี่ห้อ "วาทตะวัน"แทน ...มีรสแท้ๆวางใจได้ทุกแก้วเลยครับ ขอบคุณสำหรับงานเขียนดีๆทุกๆเดือนครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันคอกาแฟ  125.24.0.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ช่างเขียนเรื่องโรแมนติดได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ขอคารวะ
โดยคุณ Romantic Lover  110.169.226.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
น่ารักอีกแล้ว
โดยคุณ แก้วกัลยา  101.108.155.XXX

ความคิดเห็นที่ 4   
ชอบวิธีเขียนเรื่องสั้นของอาจารย์วาทตะวัน คาดเดาได้ยาก บางทีก็หักมุมแบบคาดไม่ถึง บางเรื่องก็ลึกซึ้ง แบบต้องฉุกคิด
สนุกดี
โดยคุณ two thumbs up  125.25.139.XXX 

        (คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน ความรัก และความลับ ของแม่ ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555 )

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER