หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม)
หัวข้อ : ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม) เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม)

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ปีใหม่ พ.ศ.2556 นี้ ผมได้หนังสือธรรมะหลายเล่มมาก่อนถึงวันฉลองหลายวัน คงเป็นเพราะผู้ที่กรุณาส่งมาให้ อาจเห็นว่า 
        ผมอายุมากแล้ว น่าจะหันหน้าเข้าวัด ศึกษาพระธรรมให้มากขึ้น แต่หนังสือธรรมะผมมีมากแล้ว เพราะสนใจอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ  สะสมหนังสือประเภทดังกล่าว เอาไว้มากพอควร หากได้รับหนังสือมาเพิ่มเติม จึงมักตื่นเต้นกับหนังสือประเภทอื่นมากกว่า

        จำได้ว่า เมื่อปีใหม่ พ.ศ. 2549 ผมได้รับหนังสือมาเล่มหนึ่ง ซึ่ง คุณโน้ต เชิญยิ้ม (บำเรอ ผ่องอินทรีย์) ตลกและนักแสดงชื่อดังของเมืองไทยเป็นผู้เขียน หนังสือเล่มนี้ชื่อ  
        “ชีวิตโคตรตลก” 
        เป็นหนังสือที่ ประทับใจผมมาก!

content/picdata/404/data/photo3.jpg

        เรื่องราวชีวิตของคุณโน้ตนั้น ผมพอทราบมาก่อนบ้างแล้ว แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เห็นว่า 
        ชีวิตของดาวตลกคนดังของเมืองไทย ช่างละม้ายคล้ายคลึงกันมากกับ ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) ศิลปินตลกที่ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นลูกของคู่สามีภริยา นักแสดงละครเร่ชาวอังกฤษเสียจริงๆ

        ฝรั่งมีคำพูดที่ถูกใจผมมาก คือ Born in the trunk หากแปลตรงๆ คือ การเกิดในหีบเสื้อผ้า แต่ถ้าอธิบายความ ให้เข้าใจกันง่ายๆ คงจะต้องเล่าให้ฟังอย่างนี้... 
        นักแสดงละครเร่ของฝรั่งนั้น เวลาไปเดินสายเร่ไปแสดงตามจังหวัดหรือมณฑลต่างๆ พวกเขาจะต้องนำหีบใบใหญ่ ใส่เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวติดไปด้วยเสมอ 
        เวลาผู้เป็นพ่อแม่จะออกแสดง ลูกซึ่งยังเป็นทารกต้องอยู่หลังโรงละคร แต่อากาศเมืองฝรั่งนั้นมันหนาวนัก พวกนักแสดงจะเอาลูกวางลงในหีบเสื้อผ้า ที่มีความอบอุ่น เพราะมีเสื้อผ้าซ้อนกันอยู่ด้านล่าง แล้วพ่อแม่ก็ออกโรงไปแสดง 
        ทิ้งลูกให้นอน...แอ้งแม้งในหีบ!
        ชาร์ลี แชปลิน นั้น Born in the trunk โดยแท้!!

        วลี Born in the trunk จึงหมายถึง คนที่มีสายเลือดศิลปิน เพราะเมื่อเด็กลืมตาดูโลก ก็ได้เห็นพ่อแม่เป็นนักแสดงแล้ว จึงสามารถซึมซับความสามารถ ที่จะเจริญรอยตามผู้บุพการี อย่าง
ชาร์ลี แชปลิน นั้น ได้ออกแสดง “หน้าม่าน” ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำท่าตลกติงต๊อง แค่นั้นผู้คนก็หัวร่อกันครืนแล้ว

        ส่วนคุณโน้ตของเราก็ Born in the trunk เหมือน ชาร์ลี แชปลิน เพราะพระเอกโน้ตของเรา เกิดในวิกลิเก มีคุณพ่อเป็นดาวตลก ส่วนคุณแม่นั้นเล่า ก็เป็นนางเอกลิเกในคณะเดียวกันนั่นเอง
        ชาวลิเกเมืองไทยเรานั้น สะดวกกว่านักแสดงฝรั่ง ที่ไม่ต้องเอาลูกใส่หีบ แต่ใช้ “ผ้าขาวม้า” ของพ่อนี่แหละ ยึดมุมโรงลิเกซึ่งมีเสาอยู่ 
        ลิเกแม่ลูกอ่อนจะได้สิทธิ ยึดมุมโรงเป็นที่หลับนอนก่อนใครๆในคณะ โดยจะผูกเปลผ้าขาวม้ากับเสา เอาไม้ขัดหม้อถ่างผ้าขาวม้าด้านบนให้กางออก เพื่อไม่ให้ผ้าหุบ เพราะ...
        ผ้าอาจพันตัวเด็ก จนเป็นอันตรายได้!

        เกิดมาอายุได้แค่ห้าขวบ ผู้บุพการีได้แยกทางกัน พ่อเดินแบกกระเป๋าออกจากบ้าน พี่สาวสองคนแม่เอาไป โดยคุณโน้ตกับน้องชายไปอยู่กับยาย ส่วนน้องสาวคนสุดท้อง คลอดตอนแม่กับพ่อแยกกันไปอยู่บ้านย่า 
        ครอบครัวก็เหมือน แตกกระสานซ่านเซ็น ไปคนละทิศ!

        ชีวิตคุณโน้ตนั้น ได้รับความลำบากมาตั้งแต่เด็ก คล้ายๆกับชาร์ลี แชปลิน ที่พ่อแม่เลิกกัน แม่ก็กลายเป็คนติดสุรา ส่วนชาร์ลีนั้น ต้องไปอยู่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่คุณโน้ตของเรานั้น ต่างไปเล็กน้อย คือ
        เมื่อแม่คุณโน๊ตเอาไปฝากให้ยายเลี้ยง แต่ยายมีเหตุต้องไปติดคุกเสียอีก จึงถูกทิ้งให้อยู่กับน้อง ไม่มีใครเลี้ยงดูตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบ 
        เคยอดอยาก ถึงต้องวิ่งราวเด็กเล็กกว่า แย่งเงินสองบาทไปซื้อกล้วยแขกกิน!

        ลูกผู้ชายชื่อโน๊ตคนนี้ ต้องปากกัดตีนถีบ ถูกพาไปฝากเป็นลูกศิษย์วัด จนไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ และต่อมาได้ไปหัดลิเก จนกลายเป็นตลกในคณะลิเก มีความรักกับนางเอก ถึงขั้นต้องรบกับแม่นางเอก กระทั่งฉุดนางเอกซึ่งเป็นคนรัก จนเป็นเรื่องเป็นราวถึงโรงพัก เป็นข่าวลงในหน้าหนังสือพิมพ์ 
        โลดโผน...อย่างนั้นเลยทีเดียว!
        คุณโน้ตกระทำไปตามประสาวัยรุ่น เพราะเลือดลมและฮอร์โมนกำลังฉีดแรงพลุ่งพล่าน แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ข่มเหงหรือขืนใจนางเอกแต่อย่างใด จนคนเห็นใจว่า ที่ทำไปเพราะความรักรอดตัวไป เรื่องราวจึงได้เรียบร้อย จบลงด้วยดี
        คุณโน้ตไม่ต้อง...ติดคุก!!

        หมดเรื่องรักเรื่องร้าย หันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ได้บวชได้เรียนแล้ว พอสึกหาลาเพศมา ประกอบอาชีพเดิมคือเป็นลิเก จนได้ภริยาคนปัจจุบัน และออกจากวงการลิเก ก้าวเข้าสู่วงการตลก กลายเป็นตลกที่มีชื่อเสียง ระดับแถวหน้าของวงการเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังเป็นพิธีกร นักแสดงประเภท talk show 
        ที่มี “ค่าตัวแพง” อีกด้วย!

        ชีวิตของคุณโน้ต เหมือนกับลูกผู้ชายอีกหลายๆคน ที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่กำเนิด แถมยังลำบากยากแค้นอีกต่างหาก แต่เขาได้ฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ
แถมเขายังกล้าพูดความจริงอีก ว่า 
        ตัวเองเคยหลงระเริงไปกับแสงสี มีผู้หญิงเข้าหาจำนวนมาก ครั้นมีเงินมีทองมากขึ้น เคยหันหาอบายมุข และหลงการพนันม้าจนถูกยึดรถ บี.เอ็ม.ดับบลิว.หน้าสนามม้า ต้องขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้าน
        พอมาถึงบ้าน ลูกถามว่า พ่อซื้อขนมมาฝากหรือเปล่า? เท่านั้นเอง...
        คุณโน้ตน้ำตาแตกปล่อยโฮออกมา ให้สัญญากับลูกว่า 
        ต่อไปนี้พ่อจะไม่เล่นการพนันอีกแล้ว ตัวเองก็ได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลุกอย่างจริงจัง ก้มหน้าเลี้ยงจนลูกได้เป็นบัณฑิตสมใจปรารถนา

        ดวงชะตาของตลกเอก ซึ่งคนรู้จักทั้งประเทศ เคยตกต่ำสุดขีด เหตุเพราะไปทำวงดนตรีลูกทุ่ง ขาดทุนย่อยยับ มีเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่เพราะการที่ช่วยเหลือคนไว้มาก หรือบุญเก่าที่เคยทำมา มีสุภาพบุรุษอย่าง คุณนพพร วาทิน และภริยาคือ คุณสาลินี วาทิน ได้ยื่นความช่วยเหลือเข้ามาอย่างเทวดามาโปรด ใช้หนี้สินให้ ทั้งยังให้ทุนทำหนังอีกด้วย

        เมื่อคุณโน้ตต้องไปอ้อนวอนให้ คุณเท่ง เถิดเทิง ลูกน้องเก่ามาแสดง แถมยังต้องขออนุญาต คุณปัญญา นิรันดร์กุล ต้นสังกัดของคุณเท่งด้วย ซึ่ง ‘เสี่ยตา’ กรุณาอนุญาตให้มาเล่นได้ โดยคุณโน้ตเล่นเป็นมัคทายกของวัดโทรมๆ ที่ ‘หลวงพี่เท่ง’ พลัดหลงมาเป็นสมภารเจ้าวัด 
        ภาพยนตร์เรื่องนี้ ชื่อเดียวกับหลวงพี่ และมีเรื่องตลกโปกฮามากมาย แต่กลับเคลือบด้วยศีลธรรม กินใจผู้คน 
        หนังที่มีพล๊อตง่ายๆอย่างนี้แหละครับ กลับโดนใจแฟนๆ รวมทั้งคนที่ไม่ค่อยจะศรัทธาหนังไทยด้วย       
        โป๊ะเช้ะเลยอีทีนี้....หนัง‘หลวงพี่เท่ง’ ทำเงินถล่มทะลาย เฉียดสองร้อยล้านบาท !       
        ดังนั้น การเป็นผู้กำกับหนังของคุณโน้ต ยังไปพ้องกับกันกับคุณตาชาร์ลี แชปลิน ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อีกเหมือนกัน

        มอ่านหนังสือของดาวตลกท่านนี้แล้ว เห็นว่าคุณโน้ตนั้น มีความเป็นมืออาชีพอย่างยิ่ง เพราะ...       
        ไม่น่าเชื่อว่า ดาวตลกอย่างคุณโน้ตจะพร่ำสอนลูกน้องทุกคนในคณะว่า เวลาขึ้นเวทีต้องให้เกียรติคนดู ต้องแต่งกายให้สะอาด รองเท้าจะมีขี้ดินทรายโคลนติดไม่ได้ เพราะพื้นเวทีนั้นสูง เมื่อคณะตลกยืนอยู่บนพื้นเวที เท้าจะอยู่ระดับเดียวกับหน้าคนดูที่นั่งอยู่ในคาเฟ่ นอกจากพวกนั่งดูชั้นบนโรงหนังหรือละคร
        ฉะนั้น คุณโน้ตจึงสั่งสอนให้ลูกน้องในคณะ ก่อนออกหน้าเวทีจะต้องทำความสะอาดร่างกายให้ดี เนื้อตัวต้องหอม หน้าต้องนวล อาจเป็นเพราะ คุณโน้ตได้เกิดและเติบโตในวงการลิเก จึงเข้าใจดีว่า 
        พวกลิเกนั้นเขาให้เกียรติคนดูมาก พระเอกลิเกจึงต้องหล่อ แต่งตัวพราว มาดต้องวางให้ดี นางเอกก็ต้องพริ้ง สร้อยแหวนกำไล วะปะหล่ำป่ำปุกทั้งหลาย ต้องพอกให้เพียบ เวลาออกหน้าม่านแล้วจะได้ส่งแสงระยิบระยับ ให้จับจิตจับใจคนดู
        จะมาแสดงกันชุ่ยๆนั้น พวกลิเกไม่ทำ...เพราะไม่ใช่นักการเมืองไทย !

        ผมเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า เวลาลิเกเขาไปเล่นตามบ้านนอกนี่ ต้องตีกลองเป็นจังหวะเพื่อเตือนให้ทราบว่า ตอนไหนลิเกกำลังทำอะไร เช่น 
        ตีกลองให้สัญญาณว่า ตอนนี้ลิเกกำลังมาเปิดการแสดง
ขาวบ้านจะเข้าใจสัญญาณเสียงกลองลิเกเป็นอย่างดี อ่านออกหมดว่า ตอนนี้สัญญาณเตือนว่า ลิเกกำลังผัดหน้าทาแป้งเตรียมลงโรง ชาวบ้านต้องรีบทำกิจธุระให้เสร็จ แล้วออกจากบ้านเดินไปตามหัวคันนา มุ่งหน้าไปโรงลิเก 
        พอลิเกกำลังกำลังจะออกแขก กลองจะส่งเสียงเร่งรัว พวกชาวบ้านที่กำลังเดินอยู่ จะต้องรีบเดินจ้ำอ้าวๆ จะมัวแต่ทอดน่องเอ้อระเหยลอยลม ช้าอยู่ไม่ได้ มิฉะนั้นจะพลาดตอนต้นของเรื่องไป อาจทำให้ไม่รู้เรื่องปะติดปะต่อไม่ถูก
        ดังนั้น ลิเกเมืองเรา จึงมีความผูกพันกับชาวบ้านเป็นอย่างมาก ตัวแสดงอย่างคุณโน้ตที่ได้รับการปลูกฝังเป็นอย่างดีมาจากการแสดงประเภทนี้ 
        คุณโน๊ตจึงนำสิ่งดีๆ ที่ได้จากวัฒนธรรมลิเก มาถ่ายทอดให้กับวงการตลกอีกด้วย!

        อกเหนือจากความเป็น “ครู” ที่มีความสามารถในการ
คิดมุก ออกมุก และสั่งสอนบรรดาตลกรุ่นน้อง และลุกศิษย์อย่างดีมาโดยตลอดแล้ว ที่น่าทึ่งกว่านั้น ก็คือ
        คุณโน้ตมี “ทักษะ” ในการดูคน อ่านลูกศิษย์ออกหมดว่า ตลกคนไหนจะรุ่งต่อไปในวงการ คนไหนจะเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ตลก คนไหนเอามาเล่นเป็นตัวนำในหนังแล้ว เรื่องนั้นจะต้องกวาดเงิน
        การที่คุณโน้ต “ดูคน” ได้อย่างชัดเจนอย่างที่ว่า จึงไม่แปลกใจ ที่เขาเอาตลกอย่าง คุณถั่วแระ คุณจตุรงค์ จ๊กมก มาร่วมคณะ ที่สำคัญคือ ไปขอคุณเท่ง เถิดเทิง จากคุณปัญญา นิรันดร์กุล มาเป็นผู้แสดงนำในหนังตลกอย่าง ‘หลวงพี่เท่ง’ 
        คุณโน้ตอ่านขาดว่า หากลูกศิษย์เก่าคนนี้ มาสวมบทบาทพระสงฆ์ระดับสมภารเจ้าวัดแล้ว จะตีบทแตกกระจุยกระจาย ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ‘หลวงพี่เท่ง’ ทำลายสถิติหนังไทยฟอร์มยักษ์ราบคาบ

        ที่น่ายกย่องคือคุณโน้ตมีภริยาที่ดี เมื่อแต่งงานกันมีเงินแค่หนึ่งพันบาท ไปไหว้พ่อตาแม่ยาย 
        ตอนร่วมชีวิตกันใหม่ๆ คุณโน้ตยังจนไม่มีเงิน มีแม่ยกมาติด เผลอไปนอนกับแม่ยก ซึ่งจ่ายตังค์ให้กับคุณโน้ต สาวใหญ่เกิดติดใจตามไปถึงบ้าน เลยต้องบอกความจริงกับภริยาว่า 
        แอบไปนอนกับแม่ยกมาแล้ว เธอกรุณาให้ตังค์มาแก้จน ขอให้ผู้เป็นภริยา ไปคอยอยู่ในส้วมของห้องเช่าก่อน เพื่อไม่เห็นแม่ยกเห็น แล้วปิดประตูส้วมเอาไว้       
        พอแม่ยกจะกลับ คุณโน้ตต้องไปส่ง แต่ดันลืมเมียไว้ในส้วม ครั้นกลับมาถึงห้องเช่าเท่ารูหนู ภริยาซึ่งทนความอุดอู้ และกลิ่นอวลอบไม่ไหว ถึงกับเป็นลมคาห้องส้วมเลยทีเดียว
        ช่างเป็นยอดหญิง อะไรอย่างนี้นะ!

        ไม่ใช่เพียงแค่นั้น คุณโน้ตเล่าว่า เมียตลกตามผัวเก่งเหลือเกิน เวลาเจ้าตัวไปแสดงต่างจังหวัด มักมีผู้หญิงสาวๆมานอนเป็นเพื่อนด้วย ตอนเช้าเมียไปตาม คุณโน้ตกำลังเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงภริยาซึ่งอุ้มลูกมาตาม เคาะห้องผู้หญิงไปเปิด แม่บ้านของคุณโน้ตถามว่า 
        “พี่เป็ด(เชิญยิ้ม) อยู่ห้องนี้หรือเปล่าจ๊ะ”       
        เท่านั้นเอง สาวเจ้าตกหลุมบอกว่า

        “พี่เป็ดไม่อยู่ห้องนี้...อยู่แต่พี่โน้ต จ้ะ” 
        เท่านั้นเองภริยาตลกโน้ต โดดตบสาวผู้เคราะห์ร้าย...
        กระจายไปเลย!
        ทำให้ผมสงสัยว่า เมียตลกกับเมียนักการเมือง ใครตามสามีเก่งกว่ากัน ? 
        ใครรู้ช่วยบอกหน่อย เพราะตัวคนเขียน ไม่มีประสบการณ์!!

        ถึงอย่างไรก็ตาม คุณโน้ตได้แต่สรรเสริญภริยาเสมอๆ ว่า เธอเป็นคู่ทุกข์คู่ยากที่แท้จริง แม้ตัวเองจะทำผิดพลาด คนเป็นเมียอภัยให้หมด ไม่เคยถือโทษโกรธเคืองให้ยาวนาน และก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกของคุณโน้ต จนได้ดีทุกคน ไปเรียนกันถึงเมืองนอกเมืองนา อย่างที่คนเป็นบิดา ไม่มีโอกาสอย่างนั้น

        หากเรามองย้อนไปข้างหลังแล้ว คุณโน้ตนั้นน่าจะถือว่าประสพความสำเร็จในชีวิต คือ

        เมื่อสูงวัยมากขึ้น ไม่ได้เป็นแค่ลิเกแก่ๆ หากแต่เป็นดาวตลกที่มีระดับ เป็นดาราทอล์คโชว์ พิธีกร เจ้าของวงดนตรีลูกทุ่งที่มีชื่อเสียง ยังเป็นนักแสดง ผู้สร้างและผู้กำกับการแสดงที่สร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นตำนานให้กับวงการภาพยนตร์ไทย
        ยากที่จะหาใคร เทียบได้!

        เรื่องของคุณโน้ต นั้น ได้แสดงให้เห็นว่า ถ้าดวงคนเราตกเมื่อไหร่ เหตุการณ์มันมักซ้ำเติม แต่เมื่อตกสุดขีด ดวงชะตาก็ยังรุ่ง พุ่งขึ้นอีกจนได้ 
        เช่นเดียวดาวตลกเอกผู้นี้ ประสพความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากต้องจมอยู่กับกองทุกข์ มาห้วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เพราะเขามีพื้นฐานความเป็นคนมีจิตใจดี มีความซื่อสัตย์ รู้จักแก้ไขในสิ่งผิด มีเพื่อนที่ดี มีกัลยาณมิตรที่น่าสรรเสริญ ลูกน้องที่ไม่ทอดทิ้งกันแม้ยามยาก คงเป็นเพราะ...
        ตลกเอกคนนี้ เคยกอบคุณงามความดีเอาไว้มาก และผู้คนได้เห็นความดี จึงฝ่าวิกฤติมาได้ทุกครั้งไป       
        ที่สำคัญคือ คุณโน้ตมีบุญที่ได้ภริยาที่ประเสริฐ ยืนหยัดเคียงข้างสามีไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข และให้อภัยเมื่อสามีทำผิดพลาด ทั้งทำหน้าที่ “แม่” ให้ลูกคุณโน้ต ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง!

        คุณโน้ตได้เขียนข้อความ ที่ประทับใจผมอยู่ตอนหนึ่ง ว่า
        “ผมเชื่อเสมอว่า…พระเจ้าไม่เคยใจร้ายกับคนประสงค์ดี พระเจ้าไม่เคยใจร้ายกับคนทำดี !”
        อ่านแล้วไม่ขอโต้เถียง เพราะเห็นด้วยทุกประการ

        ออำนวยอวยพรให้คุณโน้ต มีความสุขความเจริญยิ่งขึ้นต่อไป 
        ให้ประสพความสำเร็จ ในการสร้างและกำกับภาพยนตร์ ขอให้มีงานเข้ามาโดยมิได้ขาด และมีชีวิตที่รุ่งเรืองตลอดไป เพื่อให้ชาวบ้านได้ชื่นชมในผลงาน อีกนานเท่านาน

        อยากให้ท่านผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน ลองอ่านเรื่องของดาวตลกคนนี้บ้าง หรือหากท่านใดที่สูงอายุแล้ว ก็สามารถอ่านเป็นข้อมูล เอาส่วนดีๆของหนังสือ เป็นเครื่องสอนลูกหลานต่อไปในเบื้องหน้าได้       
        คุณโน้ตผู้มีความเป็นคนดีในหัวใจ เขียนคำคมเอาไว้ท้ายหนังสือว่า

        “ผมเคยคิดคด ทรยศกับเผ่าพันธุ์
        ด้วยเศรษฐกิจบีบคั้น เสียจนสติฟั่นเฟือน
        ผมเป็นบัณฑิตที่ความคิดเลอะเลือน
        เพราะชีวิตบิดเบือน ไม่เหมือนผู้ดีมีกิน
        เรียนจบ ตกงาน ฟุ้งซ่านจนเสียคน
        ผมเกือบเป็นโจร ปล้นจี้ชิงทรัพย์สิน
        แต่บรรพบุรุษท่านบริสุทธ์ไร้มลทิน
        จึงต้องหากินแบบสุจริตต่อไป...”

        แม้จะอ่านหนังสือ “ชีวิตโคตรตลก” จบแล้ว และเข้าใจว่าผู้อ่านอย่างผม จะสามารถตีความจากคำคมของคุณโน้ตได้เกือบทั้งหมด เลยทำให้คิดเลยไปถึงศิลปินตลกผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คือ
ชาร์ลี แชปลิน ที่ผมบอกว่ามีชีวิตคล้ายกับคุณโน้ตเอามากๆ
        ศิลปิยิ่งใหญ่ของโลกท่านนี้ ได้แต่งเพลงชื่อ Smile ที่ผมรักนักหนาเอาไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 เป็นเพลงในภาพยนตร์ตลกคลาสสิก ที่โด่งดังของโลก เรื่อง Modern Times เนื้อเพลงเขาบอก ว่า

        Smile, though your heart is aching.
        Smile, even though it is breaking.
        When there are clouds in the sky.
        You'll get by if you smile.
        Though your fear and sorrow.
        Smile, and may be tomorrow.
        You'll see the sun come shine through,
        For you........

        ผม “ถอดความ” เป็นภาษาไทย ออกมาได้ ว่า

        ยิ้มเถิดหนา แม้หัวใจของคุณ กำลังเจ็บปวดรวดร้าว
        ยิ้มเข้าไว้ ถึงหัวใจกำลังปี้ป่น จนแตกสลายลงไป
        ถึงแม้ว่าท้องนภา จะทะมึนทึนด้วยหมู่เมฆ
        คุณก็จะผ่านมันไปได้...เพียงยิ้มเข้าไว้

        แม้คุณจะหวาดกลัว และสุดแสนโศกเศร้า
        ยิ้มเข้าไว้เถอะนะ และบางที พรุ่งนี้…
        สุริยันจะทอประกาย เฉิดฉายแสง....เพื่อคุณ

        สำหรับท่านผู้อ่านที่เคารพของผม หากท่านใดยังบังเอิญต้องเวียนวนอยู่ในความไม่สมหวัง ขอให้เรื่องของคุณโน้ตเป็นกำลังใจ และยืนหยัด ‘ยิ้มสู้’ ชีวิตต่อไปด้วยความมีสติมั่นคง และผมหวังอย่างเต็มเปี่ยม ว่า

        “May the sun shines tomorrow and the day after that...and the day after that...and the day after that...”

        ครับ...วาทตะวันขอให้...

รุ่งอรุณตะวันวาดเฉิดฉาดฉาย
แสงกระจายไขส่องเรืองอร่าม

        สำหรับท่านผู้อ่านในวันพรุ่งนี้ ที่กำลังจะมาถึง และ...
...วันต่อไป...และวันต่อไป...และวันต่อไป....

Merry Christmas and Happy New Year

ขอให้มีความสุขทุกท่านครับ
ด้วยความปรารถนาดียิ่ง

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

.................

ท้ายบท ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ความรัก และความลับ ของแม่http://vattavan.com/detail.php?cont_id=399

ความคิดเห็นที่ 1   
ยินดีกับคุณตั๊กและเจ้าสัวบุญชัย ครับ แต่ยินดีกับแฟนคอลัมภ์และตัวเองมากกว่าที่ได้อ่านบทความของท่านวาทตะวันครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันรื่นเริง  125.24.8.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ผมเสพติดคอลัมน์ทั้งสองของท่านวาทตะวันมานาน แม้ยังไม่ถึงกำหนดวันที่คอลัมน์จะออนไลน์ก็ยังกดเข้ามาดูอยู่เรื่อย ๆ เหมือนชะเง้อคอคอยอย่างนั้นแหละ เรียนว่าเสพติดขนาดนั้นเลยนะท่าน
โดยคุณ เสพติดการอ่าน  115.87.113.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
อ่านของลุงมานาน แต่ไม่กล้าแสดงความเห็น อ่านทีไร หัวใจพองโต ชอบคร๊าบ
โดยคุณ babara.  223.206.210.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
ทั้งสองเรื่องดูแล้วประมานได้ว่าเป็นการแสดงความรักและหวงลูกสาวของแม่เหมือนกัน แตกต่างกันเพียงวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้ลูกเขยไปนอกใจลูกสาวของตนเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ยังมีแม่ที่รักและหึงหวงผัวจนไม่สนใจที่จะดูแลลูกสาวที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ให้ประพฤติตนให้อยู่ในกรอบประเพณีของชาวเหนือในยุคเมื่อกว่า 40 ปีก่อนโน้นที่ยังยึดถือประเพณีผิดผีเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงอยากจะเล่าประสบการณ์เรื่องจริงของ "แม่"คนหนึ่ง ที่แตกต่างจาก "แม่"ในทั้งสองเรื่องที่อาจารย์เขียนไว้ โดยขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า "ระวังแต่ ค. ควาย ที่ ห.หีบไม่ระวัง" เรื่องมีว่า ต้นปีพ.ศ. 2513 ผมยังเป็นพลตำรวจได้ขอย้ายตัวเองจากสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังไปประจำสถานีตำรวจภูธรเล็กๆแห่งหนึ่งของ จ.เชียงใหม่(ขอปกปิดสถานีเพื่อไม่ไประเมิดช่ือเสียงของผู้อื่น) ซึ่งไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าและน้ำประปา(ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กปั่นไฟซึ่งมีเฉพาะตอนกลางคืนส่วนน้ำกินน้ำใช้ก็เป็นน้ำบ่อบาดาลที่ต้องใช้ไม่ลวกหรือเชือกผูกติดน้ำคุสาวขึ้นมา) เมื่อย้ายไปใหม่ๆหัวหน้าสถานีได้จัดให้ผมไปพักอาศัยที่บ้านพักเรือนไม้ของสถานีอนามัยแห่งหนึ่งใกล้กับสถานีตำรวจรวมกับเพื่อนตำรวจอื่น บ้านพักดังกล่าวเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงมี 4 ห้องนอน ผมอยู่ห้องหนึ่งโดยมีเพื่อนอี 3 คนที่เป็นโสดด้วยกันทั้งนั้นอยู่กันคนละห้อง ที่สถานีตำรวจแห่งนั้นมีนายตำรวจท่านหนึ่ง(ขอปิดนาม)ยศร้อยตำรวจโทหน้าตาบุคคลิกดี มีสาวแก่แม่หมายมาติดพันมากมายทั้งๆที่แกก็มีเมียอยู่แล้วแถมมีลูกสาวสวย 2 คนๆโตอายุราว 15 - 16 ปี ส่วนคนเล็กประมาณ 12-13ขวบอยู่ในวัยเรียนอีกด้วย เมียของผู้หมวดคนนี้หึงหวงผัวมากวันๆไม่ต้องไปไหนพอผัวเข้าเวรก็มานั่งเฝ้า ฝ่ายผัวก็ไม่เบาหาทางเล็ดรอดหลบหลีกด้วยวิธีการต่างๆแอบไปหาคู่ขาเป็นประจำ ฝ่ายเมียก็ออกตามหาจนเป็นที่เลื่องลือในหมู่ตำรวจและชาวบ้านใกล้เคียง เช้าตรู่วันหนึ่งผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงครวญครางของผู้หญิงในห้องนอนที่อยู่ตรงข้ามก็ให้เอะไจว่าใครวะ ...แอบมาเชิดสิงห์โตแต่เช้า เมื่อผมเปิดประตูออกไปก็จังหวะเดียวกับที่มีหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินออกจากห้องเพื่อนตำรวจของผมโดยถือตะกล้าสำหรับไปจ่ายกับข้าวออกมาด้วยก็จำได้ทันทีว่าเป็นลูกสาวของผู้หมวดในโรงพักผมเอง และต่อมาเหตุการณ์ทำนองนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำเกือบจะทุกวัน ผมนึกรำพึงในใจว่าพ่อแม่เขาจะรู้ไม๊ว่าขณะที่ลูกสาวทำทีออกมาจ่ายกับข้าวตอนเช้าแต่ก็ได้แอบมาปล่อยตัวปล่อยใจให้กับตำรวจลูกน้องของตน วันหนึ่งผมก็เลยถามความคิดเห็นจากเพื่อนตำรวจอีกคนหนึ่งที่อยู่ห้องข้างเคียงกันเขาก็เล่าให้ฟ้งว่าเหตุมันเกิดมานานเกือบ 2 ปีแล้วก่อนที่ผมจะย้ายมาอยู่ที่นั่นเสียอีก และแกก็ให้ความเห็นต่อไปอีกว่า "แม่ก็มัวระวังแต่ ค.ควาย ที ห.หีบ ไม่ระวัง" หลังจากนั้นไม่ถึงปีผมได้ย้ายออกจากสถานีตำรวจแห่งนั้นไปอยู่ตำรวจป่าไม้ เมื่อได้กลับมาทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ผมมีโอกาสผ่านไปทางสถานีตำรวจแห่งนั้นก็เลยแวะถามคราวคราวเพื่อนเก่าๆที่นั่นรวมทั้งสอบถามเรื่องราวของผู้หมวดท่านนั้นด้วย ก็ได้ความว่าท่านได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว และได้ความต่อไปอีกว่าลูกสาวของท่านไม่ได้แต่งงานกับตำรวจที่อยู่ตรงข้ามห้องพักผมที่เคยมีความสัมพันธ์กันแต่ได้ข่าวว่ามีครอบครัวแล้ว ส่วนจะประสพผลสำเร็จในชีวิตคู่กับชายคนใหม่หรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้เธอจงประสพผลสำเร็จในชีวิตคู่กับผู้ชายคนใหม่ของเธอด้วย.......อย่าได้มีวิบากกรรมเช่นเดียวกับแม่ของเธอเลย....สาธุ...สาธุ...สาธุ.
โดยคุณ
nirund8@gmail.com  118.172.161.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
อาวุธประจำครัว ใครก็กลัวทั้งนั้นแหละ... ผู้หมวดจ๋า
โดยคุณ ไม่กลัวได้อย่างไร?  125.25.142.XXX 

        (***กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน  ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม) ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม 2555)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER