หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม?
หัวข้อ : กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม?

วาทตะวันสุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้...จิบกาแฟขม แกล้มด้วยขนม “ตุเล่ย์” ซึ่งทำจากไข่ขาวกับน้ำตาล คล้ายๆเมอร์แรงค์ในอีกรูปแบบ เพียงแต่ทำเป็นแผ่นแบนๆ เหมือนขนมเบื้องแผ่นเล็กๆ แต่ไม่พับ รสชาติไม่เลว
        คำว่า “ตุเล่ย์” ที่คล้ายขนมเบื้องของเรา มาจากภาษาฝรั่งเศส tuile แปลว่า “กระเบื้อง” ผมได้รับจาก คุณสุชาดา ชมเสวี ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพ 
        ท่านเป็นเพื่อนของพ่อแม่ผม และเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ตอนนี้อายุกว่า 90 ปีแล้ว แต่ความคิดสติปัญญาแจ่มใส ทุกวันนี้ยังคงทำงานออกแบบ และงานศิลปะอย่างไม่มีวันหยุด มีอารมณ์ขันมากมาย ทั้งยังเป็นแฟนคอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน มายาวนาน 
        ครั้งเขียนอยู่ค่าย “ผู้จัดการ” ผมเคยสัมภาษณ์ท่าน ในข้อเขียนของตัวเอง โดยไปถามท่านง่ายๆ ว่า “เคยเห็นในหลวงครั้งแรกเมื่อไหร่?” 
        นอกจากคุณสุชาดาฯแล้ว ผมยังสัมภาษณ์ผู้ใหญ่อีก 3 ท่าน และได้รับคำตอบที่เป็นเรื่องราวแตกต่างกัน พอนำมาเขียนรวมกัน กลายที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้ตัวเอง และทางค่ายมาก เพราะ เป็นครั้งแรกที่
        มีคนอ่านถึง 1 หมื่น คน/คลิก!

        ผมนำมาลงซ้ำอีกครั้ง เพื่อเป็นมงคล และเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย เมื่อเปิดเว็บ www.vattavan.com แต่ยังเป็นที่สนใจเพราะแฟนๆเข้าไปอ่าน มากกว่า 7,000 คน/คลิก ท่านที่สนใจ สามารถเข้าไปดูได้ ที่
เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเอ่ย ท่านเห็นในหลวงครั้งแรกเมื่อไหร่?
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=10

        ต้องขออนุญาต เรียนท่านผู้อ่าน ให้ทราบว่า
        ผมมีผลงานจำนวนหนึ่ง ที่เขียนเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ จากมุมมองของตัวเอง ในฐานะที่เป็นข้าแผ่นดินคนหนึ่ง และมีโอกาสร่ำเรียนในโรงเรียน ซึ่งมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเจ้าของ ซึ่งอาจประสบการณ์ตรงนี้ อาจแตกต่างจากนักเขียนผู้อื่นอยู่บ้าง 
        งานเขียนของผม ที่พูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีจำนวนนับสิบๆคอลัมน์ หากนำมารวมพิมพ์ คงได้เล่มเขื่องขนาดดิกชั่นนารีเลยทีเดียว 
        มีผู้ที่อ่านข้อเขียนดังกล่าวแล้ว รู้สึกประทับใจ จึงมีคนขอไปพิมพ์โดยไม่หวังกำไร ผมก็อนุญาตทุกครั้ง โดยเฉพาะคนไทยในต่างแดน ทั้งยุโรปและสหรัฐ
        จะหาโอกาสเล่าเรื่องเกี่ยวข้อเขียนนี้ และผลต่อเนื่องจากการที่ให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังต่อไป เชื่อว่าจะเป็นที่สนใจของท่านมาก 

        ตั้งแต่ขึ้นปี พ.ศ.2556 มานี้ รัฐบาลได้บอกกับพี่น้องประชาชนว่า สถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้ มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เพราะเพิ่งคุยกับนายตำรวจ ที่เขามีความจัดเจนกับพื้นที่ในภาคนั้นหยกๆ 
        เราได้คุยถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมา ที่มีความรุนแรง ถึงขั้นต้องประกาศเคอร์ฟิวส์กัน และยังจะมีกฎอย่างอื่นที่ควบมากับเคอร์ฟิวอีกด้วย คือ 
        การไม่ให้ชาวบ้าน คลุมหน้าคลุมตา แบบไอ้โม่ง! 
        กฎที่ว่านั้น นัยว่าเพื่อสะดวกในการควบคุมฝูงชนและรักษาความปลอดภัย ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่า สมควรกระทำมานานแล้ว
        ยุทธวิธีง่ายๆแต่ใช้ได้ผล คือให้ผู้หญิงใช้ผ้าคลุมคลุมหน้าตามากับเด็กๆ ขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ด้วยการยกเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการ ปิดถนน เส้นทางคมนาคม ช่องทางการสัญจรไปมาของผู้คน ให้ผลดีกับพวกผู้ก่อการอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่กล้าผลักดัน กลัวว่าจะเกิดความรุนแรง เกรงว่าจะเป็นเรื่องที่กระเทือนใจกัน

        ผู้กระทำการเช่นว่าจึง ‘ได้ใจ’ และใช้ลูกไม้แบบเดียวกันนี้ อย่างต่อเนื่องและได้ผลตลอดมา แต่แล้ว...
        วันหนึ่ง ความแตกออกมา ว่า
        ที่เข้าใจกันว่า เป็นหญิงชาวบ้านมารวมตัวกันนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะในกลุ่มสตรีที่คลุมหน้าตาพากันมาชุมนุม เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ นั้น 
        มีผู้ชายปะปนมาด้วยหลายคน แม้แต่งกายแบบหญิงเพื่อพรางไม่ให้ผู้คนจำหน้าได้! 
        คนที่เป็นผู้ชายมาแต่งกายเป็นหญิง มักมองออกได้ไม่ยาก อาจมีความลำบากอยู่บ้าง ตรงที่คลุมหน้าคลุมตา แต่ความไม่รอบคอบ หรือเป็นเพราะการแต่งกายแบบนุ่งโสร่ง ดันไม่ใส่ถุงน่องให้เรียบร้อย “ขนหน้าแข้ง” เลยแลบออกมาปลิวไสว ประจานให้ชาวบ้านเขาเห็นว่า 
        ตัวนั้นแท้ที่จริงเป็น “ผู้ชาย” นั่นเอง!

        การแต่งตัวรุ่มร่ามแบบชาวอาหรับ คลุมหน้าคลุมตานั้น ก็มีประโยชน์ในการหลบพายุทรายได้เป็นอย่างดี และผมเคยอ่านพบว่า 
        สาเหตุที่พวก “ยิว” ซึ่งเขามีกฎทางศาสนา ให้ขลิบอวัยวะเพศเด็กชายนั้น ก็เพราะพายุทรายเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้ต้องมีบทบัญญัติให้ขลิบปลายอวัยวะ
        เหตุผลและความจำเป็น ที่จะต้องมีบัญญัติดังกล่าว เพราะผู้ชายจำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีคุณสมบัติแบบ “รถเปิด-ปิดประทุน” ได้เอง หรือที่เรียกว่า convertible car นั้น
        หากเม็ดทรายจากพายุ ปลิวกระเด็นเข้าไปฝังติดอยู่ภายในอวัยวะเพศของผู้ที่หนังหุ้มปลายอวัยวะ (ส่วนหัว) ไม่สามารถเปิดออกล้างทำความสะอาดได้ จะมีอาการอักเสบปวดแสบปวดร้อน มากกว่าชายที่ปลายเปิดๆ ปิดๆ ได้คล่อง และสามารถปลิ้นออกมาชำระล้างได้สะดวกกว่า 
        พวกอาหรับซึ่งมีรากฐานทางศาสนา เช่นเดียวกับชาวยิว จึงรับธรรมเนียมนี้มาด้วยเช่นกัน...       
        นับว่าเป็นเหตุผล ที่ฟังได้ดีเลยทีเดียวนะ!

        คยดูข่าวที่เขาบอกว่า การแต่งกายแบบชาวอาหรับนี้ ทำให้นักข่าวต่างประเทศเพศชายคนหนึ่ง สามารถเอาตัวเล็ดรอดจากการจับกุม ของพวกตาลีบันในอัฟกานิสถานมาได้จนถึงชายแดนปากีสถาน 
        ทั้งนี้ เป็นเพราะนักข่าวคนนี้หัวคิดดี แกปลอมตัวเป็นผู้หญิง ซึ่งเมื่อห่มผ้าผ่อน คลุมเนื้อตัวและหน้าตาแบบกับผู้หญิงแล้ว ทำให้มองไม่ออกเลยว่า 
        เขาเป็นคนต่างด้าวเพศชาย หากแต่คนทั่วไป มองเห็นว่าเป็นผู้หญิงอัฟกัน ร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งเท่านั้น 
        ผมเห็นแล้วขำจริงๆ แต่ก็นึกชมเชยว่า...

        เขาเอาตัวรอด จากสถานการณ์ร้ายแรงอย่างนั้นได้ นับว่าเก่งมาก และผมยังเชื่อด้วยว่า 
        นักข่าวคนนี้แกต้องเก็บ “ขนหน้าแข้ง” ได้มิดชิดดี อาจเพราะสวมถุงเท้าเนื่องจากอากาศหนาวนั่นเอง ผิดกับพวกผู้ก่อการร้ายชายแดนใต้ของเรา ที่ลำพองคิดว่า อย่างไรเสียเจ้าหน้าที่คงไม่ได้สังเกต แต่ก็ถูกจับจนได้ในที่สุด       
        เพราะ ‘ขนหน้าแข้ง’ แท้ๆทีเดียว!

        ความจริงแล้ว ขนหน้าแข้งนั้น สำแดงความเป็นชายชาตรีได้เป็นอย่างดี รวมทั้งขนอย่างอื่นด้วย แต่ขนหน้าแข้งก็เหมือนกับ ‘ขน’ ในส่วนอื่นๆของร่างกายคนเรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ ที่ขนจะลดหดน้อยลงไป เมื่อวัยสูงขึ้น ยังผลให้เส้นขนต่างๆพากันหลุดร่วง จนเหลือน้อยเต็มที       
        สังเกตได้จากตัวผู้เขียนเอง เมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น เล่นกีฬาหนักมาก ขนหน้าแข้งก็ดกดำ แต่ผลจากการเล่นฟุตบอล และรักบี้ รวมทั้งชกมวยมากๆเข้า การประสานแข้งรวมทั้งการเตะกระสอบทราย ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายปี ทำให้ขนตรงสันหน้าแข้ง ร่วงหลุดก่อนขนด้านอื่น
        พอมาถึงวัยนี้ป่านนี้แล้ว ขนหน้าแข้งแทบจะไม่เหลือหลอเลย รวมทั้งขนบนศีรษะ ก็จะดูบางลงไปด้วย แต่ยังไม่หนักหนาเท่าใดนัก แต่คงจะเล่นละครเป็นพระเอกไม่ได้อีกแล้ว เคยปรับทุกข์กับเพื่อนๆ เขาก็บอกว่า       
        “....เป็นเหมือนกัน นั่นแหละวะ!” 
        ....เออ...ให้เบาใจขึ้นมาหน่อย!!

        อนหนุ่มๆผมเป็นนายตำรวจ อยู่โรงพักพระราชวัง ในท้องที่มีห้างชาวอินเดีย ซึ่งเขาขายยาปลูกหนวดปลูกผมดังๆอยู่หลายร้าน เพื่อนนายตำรวจคนหนึ่ง อยากมีขนหน้าอกมาก อุตส่าห์ลงทุนไปซื้อยาปลูกขน ขวดเล็กกว่าขวด ‘ซีม่าโลชั่น’  (ยาทาเพื่อกำราบ ‘สังคัง’คุณภาพสูง) ด้วยซ้ำ ขวดละกว่า 300 บาท ตอนนั้น
        ทองคำบาทละ 400 บาท เท่านั้น!       
        เพื่อนผมเอายาที่ซื้อจากแขกอินตะระเดีย ราคาแพงขนาดนั้น มาทาตรงกลางหน้าอกอยู่หลายวัน  ขนก็งอกขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ คือ 
        โผล่ขึ้นมา ให้เชยชม เพียง 2-3 เส้น!!

        เขาอุตส่าห์ประคับประคอง เส้นขนที่งอกมาเป็นอย่างดี แต่เจ้ากรรมพอตอนอาบน้ำ เผลอถูสบู่ตรงหน้าอกแรงๆหน่อยเข้า เท่านั้นเอง...
        ขนหน้าอกที่ขึ้นมาอย่างยากเย็นนั้น ก็ “หลุด” ผล็อยออกไปอย่างง่ายดาย 
        เพื่อนจึงให้ผมลองมั่ง ผลก็ออกมาอย่างเดียวกัน จึงทำให้ได้ข้อสรุป ว่า       
        การทำให้ขนขึ้นนั้น ทำได้ไม่ยาก แต่ขนขึ้นใหม่รากจะไม่แข็งแรง ทำให้การที่จะเก็บขน ให้ฟูฟ่องล่องละลิ่ว นั้น 
        ทำได้ยากจริงๆ!

        ยาปลูกขนนั้น หากใครคิดได้ก็คงจะดี เป็นเศรษฐีแน่ๆ โดยเฉพาะ ‘ยาปลูกผม’ ผู้ที่คิดได้สำเร็จ คงจะร่ำรวย เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี อย่างแน่นอน
        ใช่แต่ธุรกิจผลิตยาปลูกผม ปลูกหนวด เท่านั้นที่ทำเงิน แต่การกระทำตรงข้าม คือให้บริการ “กำจัดขน” ก็เฟื่องฟูมากในขณะนี้ ผู้หญิงฝรั่งนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีปัญหา ในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

        ญิงอเมริกันก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลายคนต้องโกนขนหน้าแข้งทุกวัน จนกระทั่ง บริษัทดูปองท์ (Du Pont Company) ประดิษฐ์ถุงเท้าไนล่อน จากวัสดุสังเคราะห์ซึ่งมีความเหนียวแน่น มีความแข็งแรงผิดจากถุงเท้าแพรไหมมาก นวัตกรรมนี้ได้ออกวางตลาดเมื่อปี ค.ศ.1938   
        หลังจากมีการโฆษณาเพียงไม่กี่วัน ปรากฏว่าในการจำหน่ายวันแรกสตรีอเมริกันจำนวนมาก วิ่งกรูเข้าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เพื่อแย่งกันซื้อหาถุงเท้าไนล่อน เพียงแค่วันแรกที่เปิดตัว สามารถจำหน่ายได้
        มากกว่า 1 ล้านคู่เลยทีเดียว!

content/picdata/410/data/photo4.jpg

        ถุงเท้าไนล่อนนี่แหละครับ เป็นอาภรณ์ตอบโจทย์ที่รกรุงรัง เพราะช่วยปกปิด “ขนหน้าแข้ง” ที่รุ่มร่าม ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ใช้ถุงเท้าไนล่อนสีดำเข้มสักหน่อย ก็ช่วยปิดบังความดกดื่นของขนที่สาวๆไม่ต้องการ ให้รอดพ้นจากสายตาคนแล้ว 
        แต่...
        ถ้าต้องการปล่อยให้ขาคู่งามของตัว เปล่าเปลือย เพื่อเย้ายวนใจชายหนุ่ม โดยไม่มีความประสงค์ที่จะปิดบังความยาวเรียวของขาขาวอวบสวยทั้งสองข้างไว้ หากขนยังเป็นปัญหาอยู่ ก็คงต้องพึ่ง
        ‘บริการกำจัดขน’ กันแล้ว !!

        สุภาพสตรีส่วนใหญ่ไม่นิยมการไว้ขน ไม่ว่าจะเป็นไม่ขนบนใบหน้า ขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง ความพยายามที่จะหาทางกำจัด ทำได้หลายวิธี เช่น 
        การใช้ยากำจัดขน ก็มีปัญหาที่พบมากคือการแพ้ยาถอนขน เพราะยาละลายเส้นขน (depilatory) นั้น แท้ที่จริงก็คือสาร thioglycolate เขาเอาผสมในครีมหรือโลชั่น สารจะทำให้เกิดการแยกพันธะของกรดอะมิโน (cysteine bond) ของก้านขน หลังทาไว้เพียง 5-10 นาที เส้นขนก็จะมีอันละลายวูบ กลายเป็นของเหลวข้นไป แม้จะสามารถล้างออกได้ แต่สารตัวนี้ก็ยังเป็นสารเคมีที่อาจระคายผิว ทำให้ผู้ใช้ออกอาการการแพ้ได้

        การถอนขนโดยดึงด้วยแหนบ ก็เจ็บแสบไม่บันเบาเลยทีเดียว แต่แถวเยาวราชผมเห็นหญิงจีนชรา รับจ้างถอนขนด้วยการใช้เส้นด้าย ที่เรียกว่า “หมั่งหมิง” ด้วยการหนีบขนอ่อนที่ขึ้นบนใบหน้าออก เพราะขนเหล่านี้ แม้จะเป็นขนอ่อนก็ตามที หากปล่อยทิ้งไว้บนใบหน้า ถ้าขึ้นมามากๆ ก็จะทำให้หน้ามีสีคล้ำได้
        ไม่ต้องผู้หญิงหรอกครับ ดูผู้ชายนี่แหละ หากวันไหนตัดผมและให้ช่างเขาใช้มีดโกนกันขนอ่อนบนใบหน้า วันนั้น 
        หน้าตาจะดูใหม่เอี่ยมอ่อง ขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว!
        ตอนผมเป็นนายตำรวจรุ่นหนุ่ม จำได้ว่าเริ่มมีการหรือแวกซ์ขนให้หลุด แพร่เข้ามาในประเทศเราใหม่ๆ 
        ผมเคยตามเพื่อนผู้หญิง ไปร้านเสริมสวย และดูเขากำจัดขนด้วยวิธีนี้ พอถึงตอนลอกพลาสเตอร์ และขนติดออกมาก ให้รู้สึกคันหน้าแข้งตัวเองยุบยิบ เลยถามความรู้สึกของเพื่อนสาว 
        เธอก็ตอบว่า
        เจ็บๆคันๆดีพอสมควร แต่การกระทำลักษณะนี้ มีบางคนเขาบอกว่าไม่ดี เพราะจะทำให้ผิวกลายเป็นตุ่มๆ อันเนื่องมาจากขนใหม่นั้น จะคุดอยู่ภายใน และมีลักษณะคล้ายคลึงไม่ผิดอะไรกับหนังไก่ ที่ชาวบ้านถอนขนมาขายเป็นตุ่มๆ ปูดๆโปๆ โผล่ออกมา ดูไม่เรียบเหมือนผิวหนังไก่ ที่ห้างใหญ่นำออกจำหน่ายในตลาด ซึ่งเขาถอนด้วยเครื่องจักรอย่างดี แต่ก็อย่างว่าแหละครับ 
        คนอยากสวยมัน ก็ต้องมีความอดทนกันบ้าง ไม่อย่างนั้น
        ...จะสวยได้อย่างไรกันจ๊ะ!?

        ปัจจุบันนี้ การใช้แสงเลเซอร์หรือ intense pulse light ได้เข้ามาในประเทศของเรา และการถอนขนกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ควรจะทำกับผู้ที่มีความชำนาญหรือแพทย์เท่านั้น ก่อนจะไปทำสวยต้องถามไถ่ตรวจสอบกับคนรอบข้างให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

        ขนหน้าแข้งนั้น คนไทยใช้ในความหมายของคนที่เป็นเศรษฐีมีเงินมาก เป็นการใช้วัดระดับฐานะของผู้คน เพราะความรวยนั้น ขึ้นอยู่กับขนหน้าแข้งที่ดกหนา เหนียวแน่น และหลุดยากด้วย จนมีคำพูดติดปากกัน เช่น
        ควักเงินบริจาคโรงพยาบาลปัญญาอ่อน 10-20 ล้านบาท หรือกินไวน์ขวดละ 1.2 ล้านบาทนั้น 
        “ขนหน้าแข้ง...ไม่ร่วงหรอกย่ะ!”

        ความจริงแล้ว ‘ขน’ นั้นถ้าคนเรามีพอเหมาะพอสม มันก็ดูเป็นสิ่งสวยงาม แต่หากไม่มีขนเสียเลย มันก็ดูแปลก บางทีกลายเป็นของไม่ดีหรือเป็นกาลกิณีไปก็ได
        ตำราของคนจีนบางเล่ม ห้ามผู้ชายไม่ให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง ที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์แล้ว แต่กลับไม่มีขนในที่ลับ ภาษาจีนเรียกสาวไร้ขนพวกว่า ‘แปะโฮ้ว’ แปลว่า 
        ‘เสือขาว’ 
        ผมไม่ทราบว่าทำไมเขาจึงเรียกแบบนั้น เพราะถ้าเรียกว่า “เสือโกร๋น” หรือ “เสือเกลี้ยง” น่าจะตรงกว่า แต่ตามตำราจีนเขาบอกว่า        
        หากชายใดขืนไปสมสู่ด้วยละก้อ ชีวิตภายหน้าของชายผู้นั้น จะต้องพบแต่ความซวย อัปรีย์จังไร ถึงแก่ชีวิตและหายนะได้ ขนาดนั้นเลยทีเดียวเชียว...
        น่ากลัวมากจริงๆ!

        มื่อตอนผมเป็นนายตำรวจใหม่ๆ มีพวกกะเทยถูกจับมาโรงพักเพราะพกอาวุธบ่อยๆ ตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
        ทำไมผู้ชายที่มีจิตใจเป็นหญิงเหล่านี้ ถึงชอบ พกอาวุธกันนัก? 
        เมื่อสอบถามเหตุผล ก็ได้ความว่า มีไว้เพื่อป้องกันคนรังแก เพราะบ้านเรามีคนสติไม่สมประกอบ ที่ขาดเมตตา และชอบทำร้ายกะเทยมีอยู่มากในสังคมนี้ ทำให้คนที่เขามีปมด้อยอยู่แล้ว ต้องหาทางให้ตัวเองปลอดภัย ด้วยการหาเครื่องทุ่นแรงเอาไว้ป้องกันตัวเอง

        สมัยนั้น ชายใจหญิงพวกนี้ มักพกหลาวทองเหลืองซึ่งหาซื้อได้ง่าย แต่แทงเข้าพุงแล้วเลือดตกในดีนัก หรือไม่ก็พกมีดพับ ที่เรียกว่า “เสือซ่อนเล็บ”  (มีดสั้นสองฝัก เสียบเข้าหากัน) ฯลฯ
        มีอยู่คนหนึ่งที่จำไม่ลืม คือเธอพกมีดโกนพับแบบพวกทหารเรือสมัยเก่า ชอบใช้เป็นอาวุธเชือดใบหน้าศัตรูคู่ปรับ เพื่อฝากแผลให้เป็นที่ระลึก กันลืมกันนั่นเอง 

        มีดโกนพับนี้แทบจะเป็นอาวุธประจำกายของ ‘ทหารน้ำ’ เลยก็ว่าได้ ในถุงทะเลมีแทบทุกทุกคน
        ผมถามว่า...เอาไว้ทำไม?
        คำตอบที่ได้รับจากกะเทยนั้น ผิดคาดนัก เพราะเธอตอบว่า

        “เอาไว้โกน ‘หนามกุหลาบ’ ค่ะ!”

        ตั้งแต่นั้นมา จึงเข้าใจศัพท์กะเทยในยุคนั้น ที่เขาเรียกขนหน้าแข้งว่า ‘หนามกุหลาบ’ ซึ่งฟังแล้วก็เอ็นดูดี
        เหล่าชายที่มีใจรัก อยากเป็นหญิงสาวสวยนั้น ยังไงๆก็ไม่ชอบขนหน้าแข้ง เฉกเช่นเดียวกับสตรีแท้ๆ หาได้แตกต่างกัน แต่อย่างใดเลย...

content/picdata/410/data/photo5.jpg

        ...เฮ้อ ‘กุหลาบไร้หนาม’ ในหมู่สาวประเภทสองนี้ คงหายากจริงๆนะ แต่ก็นั่นแหละ ใครเล่าจะปล่อยให้หนามกุหลาบ แทงโผล่เนื้อหนังขึ้นรับลม จนดูรกเรื้อ รุงรัง  ประจานอยู่ตรงหน้าขาหน้าแข้ง ให้เป็น “ตะแลงแกงแทงใจ” อยู่ได้ อย่างไรกันนะ...

        ...โกนนนนน ออก! เสียให้หมดดีกว่าจริงไหมเจ้าคะ!...

        ...คุณเปรม...เจ้าขาาาาาาา.....!!?

........................

ท้ายบท ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม)

ความคิดเห็นที่ 1   
อ่านเพลินไปเลย ชอบตอนเมียไปตามคุณโน๊ตมาก
โดยคุณ แฟนประจำ  125.25.140.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
"รุ่งอรุณตะวันวาดเฉิดฉาดฉาย
แสงกระจายไขส่องเรืองอร่าม
ในวันพรุ่งฟ้าสีทองผ่องเรืองราม
ทุกโมงยามมีความสุขเป็นนิรันดร์"
...ขออนุญาต ท่านวาทตะวันต่อกลอนที่ท่านเริ่มไว้อย่างสวยงาม นะครับ ถึงไม่อนุญาต ผมก็ต่อไปแล้วและขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านวาทตะวันและแฟนคอลัมน์ จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ร่ำรวยความดี ไม่มีศัตรู สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงความเจ็บอย่าได้กรายใกล้ ความไข้อย่าได้มาหา คำนินทาอย่าได้มาเยือน ตลอดปี 2556 นี้นะครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันวาดเฉิดฉาดฉาย  125.24.47.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
ดีใจ ที่ตลกเป็นเศรษฐีมีฐานะกันเกือบหมด ลูกๆของศิลปินเหล่านี้ ไม่ลำบากเหมือนยุคก่อน อย่างลูกคุณโน๊ต ไปเรียนอังกฤษ ลูกตลกคนอื่นๆ เรียนนอกกันเป็นแถว
โดยคุณ ตอนยังเด็ก ชอบดูยี่เก  180.183.42.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
ปีใหม่ ไทยรุ่งเรือง ไอ้พวกเหลือง อย่าทำลาย
โดยคุณ เท่านั้นก็พอ  101.109.218.XXX 

        (***กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม? ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม 2556)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER