หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > “ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”
หัวข้อ : “ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!” เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

“ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้... ผมนั่งรับประทานอาหารเช้าริมแม่น้ำปิงกับเพื่อนๆ ที่ผันตัวมาเป็นชาวเชียงใหม่ หลังเกษียณอายุราชการ ระหว่างจิบกาแฟหลังอาหาร ได้รับประทานน้ำเต้าหู้แท้ๆ ที่แช่จนเย็น มีลักษณะแข็งกว่าโยเกิร์ตหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นไอศกรีม อาจเป็นเพราะใส่เจลลาตินเข้าไปด้วย ซึ่งคนสนิทกันกับผมเขาลองทำ และนำมาให้ล้างปากแทนของหวาน
        ทานเข้าไปนิดเดียวก็รู้ว่า เขาใส่น้ำแอลมอนด์เข้าไปด้วย จึงแตกต่างจากเต้าฮวยเย็น หรือเต้าหู้นมสดเย็นแบบไทยๆ และที่เด่นมากคือ กลิ่นเพราะกลิ่นรสเต้าหู้แท้ๆ ที่เฉิดฉายออกมาชัดเจน แถมแต่งหน้าด้วยผลไม้แบบฟรุตสลัด เพื่อนๆผมชิมแล้วบอกว่า 
        ฝีมือขนาดนี้ น่าจะทำขายได้แล้ว  

        ระหว่างนั่งสนทนา เพื่อนได้ชวนคุยถึงเรื่อง “ควาย” สองตัวที่เจ้านายท่านทรงถ่ายชีวิต และประทานให้ วัดโตนดเตี้ย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เลี้ยงไว้ แต่กลับถูกโจรใจบาป ลักเอาไปขายโรงฆ่าสัตว์ กว่าตำรวจตามจับได้ เจ้าสัตว์มีเขาก็โดนฆ่าไปแล้วหนึ่งตัว 
        น่าเสียดายมาก!

content/picdata/420/data/photo8.jpg

        คุยเรื่องควายแล้ว ทำให้ผมคิดถึงเพลงที่นักร้องอมตะเมืองไทย คือ คุณ รวงทอง ทองลั่นธม ศิลปินแห่งชาติ ร้องเกี่ยวกับควาย สัตว์ที่มีคุณต่อชาวนา เกษตรกรที่เป็นเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ และผู้คนชื่นชอบกันมาก เพลงนั้นขึ้นต้นว่า
        “เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินไหมใครมากู่ๆ …"
        เพลงนี้คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ชื่อเพลง “เจ้าทุยอยู่ไหน” เพราะชินกับวลีเริ่มต้นของบทเพลง แต่ความจริงแล้ว เพลงนี้ชื่อ
        “ขวัญใจเจ้าทุย”

        ท่านผู้อ่านที่ยังอายุน้อย อาจไม่ทราบเนื้อร้องกัน เนื้อเพลงนี้ เป็นเรื่องของสาวน้อยชาวนา ระหว่างเลี้ยงควายนั้น เธอคุยกับเจ้าทุย เหมือนคุยกับเพื่อนที่เป็นคนไปด้วย
        ตอน ครูเอื้อ สุนทรสนาน ให้ร้องเพลงนี้ คุณรวงทองฯไม่ได้อยากร้องเลยสักนิด เธอบอกว่าเพลงอะไรก็ไม่รู้ ดูทีเรอะ มีอย่างที่ไหนกัน 
        ให้คนไป “คุย” กับควาย!
        ครูเอื้อฯ ท่านบอกสั้นๆว่า 
        “ไม่ได้ หนูต้องร้อง!” 
        คุณรวงทองฯ ถึงกับร้องไห้เอาเลย แต่สุดท้ายก็ขัดครูเอื้อฯท่านไม่ได้ จึงต้องร้องอย่างจำใจ แต่เมื่อร้องไปแล้ว เธอเองกลับ
เป็นฝ่ายต้องแปลกใจ เพราะ...
        ...ผู้คนกลับชื่นชอบกันมาก!

        ต่อมาคุณรวงทองฯได้ร้องเพลงนี้ อัดแผ่นเสียงของนายห้าง กมล สุโกศล ปรากฏว่า        
        แผ่นสปีด 78 เพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” หรือ “เจ้าทุยอยู่ไหน” จำหน่ายได้ถึง 50,000 แผ่น (ห้าหมื่นแผ่น) ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของเมืองไทยเอาเลย เพราะยุดนั้นเพลงต่อให้ดังยังไง จะมียอดขายสัก 5,000 แผ่น (ห้าพันแผ่น) ก็ยังหาได้แสนจะยาก

        ผมฟังคุณรวงทองร้องเพลงนี้แบบสด ๆ หลายครั้งหลายหนที่ ห้องอาหาร Lolita บนถนนราชดำเนิน ตั้งแต่เมื่อประมาณกว่าสามสี่สิบปีที่แล้ว 
        เหตุที่ฟังบ่อย เพราะอาจารย์แจ๊สชาวฟิลิปปินส์ของผมที่โรงเรียน วชิราวุธ วิทยาลัย ชื่อ ฟรังซิสโก ซีเลียว เล่นคลาริแนตเพลงนี้กับคุณรวงทองฯ และ อาจารย์ซีเลียว มีวิธีเป่าออด เป่าอ้อน บางทีก็เป่าทำเสียงเป็นควายร้อง ลูกเล่นแพรวพราว แขกมาทานอาหารชอบกันมาก ส่วนใหญ่ก็อยากมาฟังเพลงนี้กัน ทั้งนั้น         

        พลง “ขวัญใจเจ้าทุย” หรือ "เจ้าทุยอยู่ไหน" นั้น แสดงถึงความผูกพันระหว่างคนไทยกับควาย ซึ่งเป็นสัตว์ ที่ให้คุณกับคนไทยมาช้านาน
        ควายที่เราใช้ไถนาในบ้านเรานั้น เป็นพันธ์ ควายน้ำ (water buffalo) บ้างก็เรียก กันว่า ควายอินเดีย
        ควายในละแวกเอเซียใต้นี้ เป็นสัตว์ที่มีชื่อเรียกคล้าย ๆ กัน
        คนเขมรเรียกว่า กรบี
        มาเลย์เรียก การ์เบา ( Karbau )
        ฟิลิปปินส์เรียก คาราบาว ( Carabau ) 
        ชื่อควายฟิลิปปินส์นี้  เขาเอามาตั้งเป็นชื่อวงดนตรี ร้องเชียร์น้ำหมักของดอง จนขายดิบขายดี ผู้คนกินกันเมามาย ตายตอนสงกรานต์เสียหลายศพ!
        ส่วนคนไทยนั้นเรียก ควาย อีกชื่อหนึ่งว่า “กระบือ” ฟังๆเสียงแล้ว ดูจะคล้ายๆสำเนียงเพื่อนบ้านอยู่เหมือนกัน

        ผมเองมีความรักในสัตว์นี้มาก ด้วยว่าเมื่อตอนเป็นนายตำรวจหนุ่มๆ ได้ย้ายไปอยู่ภาคอิสาน ทำให้ผมรู้ว่า “ควาย” นั้น คือ 
        สัตว์ที่สำคัญที่สุด ในชีวิตชาวนาไทย!
        ควายทำทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นสัตว์พาหนะใช้เทียมเกวียน ลากขนข้าวของต่างๆ ใช้ฉุดระหัด วิดน้ำเข้านา ย่ำข้าว (ตอนนวดข้าว) ฯลฯ 
        สาระพัดประโยชน์แท้ๆ 
        ควายแก่แล้วหมดเรี่ยวแรงทำนา เจ้าของยังส่งเข้าโรงฆ่าไปทำลูกชิ้น ซึ่งก็ได้มาเป็นเงินเลี้ยงเจ้านาย เพราะเจ้าของน้อยราย ที่จะปล่อยให้ควายแก่ตายเอง เรียกว่า…
        โคควายวายชีพได้ เขาหนัง
        เหมือนอย่างที่ “โคลงโลกนิติ” ว่าเอาไว้จริงๆ!

        เมื่อผมกลับจากการศึกษาต่างประเทศ ได้รับการแต่งตั้งย้ายไปรับราชการภาคอิสาน ไปถึงเพียงไม่กี่วัน ได้รับหน้าที่เป็นรองหัวหน้าชุด ปราบปรามโจรผู้ร้ายฤดูแล้ง ในจังหวัด รับผิดชอบการปราบปรามในเขตหกอำเภอขนาดใหญ่ 
        ผมตั้งหน่วยบนศาลาวัด ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งของอำเภอรอบนอก ห่างจากตัวเมืองพอสมควร
        เวลาเช้าผมเห็นเด็กขี่เจ้าทุยไปโรงเรียน พอไอ้หนูเจ้าของควายเดินเข้าประตูโรงเรียนไปแล้ว ควายของเด็ก ๆ ก็จะเดินมารวมเป็นกลุ่มใหญ่ เล็มกินหญ้าอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกลนัก
        ที่ประทับใจมากผมอย่างยิ่ง ก็คือ
        ถึงเวลาโรงเรียนเลิก เจ้าทุยหล่านั้นจะเดินมุ่งหน้าไปทางโรงเรียน พอเด็กเดินออกมา ต่างก็ขึ่ควายของใครของมัน กลับบ้านไป
        ดูเอาเถิดเป็นสัตว์แท้ ๆ ยังรู้เวลาเลิกของนักเรียนซึ่งเป็นนายของมัน 
        ช่างน่ารักเสียนี่กระไร!

        ด้วยเหตุนี้เอง การลักขโมยควายในยุคนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก เมื่อผมออกไปเป็นนายตำรวจไม่กี่ปี ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ให้เพิ่มโทษการลักสัตว์พาหนะ และเครื่องมือทำการเกษตร เอาไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ซึ่งเป็นบทหนักของโทษความผิดฐานลักทรัพย์
        การลักควายไปจากชาวบ้าน ซึ่งมักมีอยู่เพียงตัวเดียวในหนึ่งครอบครัว เสมือนคนร้ายนั้น ได้ลักเอา “ชีวิต” ของชาวนาไปทั้งหมดเลยทีเดียว เพราะสัตว์มีเขาชนิดนี้ เป็นทั้งพาหนะ และเครื่องมือในการเกษตร และไอ้ที่ร้ายกาจอย่างยิ่งก็คือ
        ครอบครัวชาวนา ไม่สามารถทำกินต่อไปได้ตามปกติ โดยไม่มีควาย!
        ดังนั้น การปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อความผิดฐานลักควาย จึงรุนแรงมาก เหมือนการปราบคดียาบ้าสมัยนี้ ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว 
        ผู้ร้ายลักควาย จึงต้อง “ตาย” มากกว่าคดีอื่นๆ!

        การอยู่หน่วยปราบฤดูแล้ง ทำให้ผมมีความรู้เรื่อง “ควาย” พอสมควร เพราะต้องขับเคี่ยวกับผู้ร้ายลักควาย ทั้งรายเล็กรายใหญ่
        เวลาคนร้ายจะเข้าปล้นควาย จะต้องลงมือตอนบ่ายสามโมงเย็น เพราะเป็นเวลาเหมาะที่สุด เนื่องจากคนร้ายจะมีเวลาปฏิบัติการเพียงสามชั่วโมง ก่อนตะวันตกดิน เพื่อให้มีเวลาพอที่จะนำฝูงควาย ออกห่างจุดที่ปล้น เพื่อนำไปขึ้นรถของคนร้าย ที่จอดคอยท่าไว้บนทางหลวง หรือทางที่แยกซอยจากทางหลวง
        สังเกตง่ายๆก็คือ ตรงจุดที่เอาควายขึ้นรถบรรทุก จะมีมูลดินกองสูงไว้ เพื่อให้ควายเดินขึ้นไปบนกระบะรถคนร้ายที่ใช้บรรทุกควาย ซึ่งจะต้องจอดเทียบได้ทันที ด้วยความรวดเร็ว

        การต้อนควายหลังการปล้นนั้น จะเป็นการต้อนสัตว์ชนิดนี้ ที่ชาวบ้านมักเลี้ยงรวมกันทั้งฝูง โดยเอาไปทั้งหมดในคราวเดียวกัน และต้องรีบต้อนให้ควายรีบเดิน เพื่อให้ได้ระยะทางมากที่สุด ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เพราะ...
        หากค่ำแล้ว...ควายไม่ยอมเดิน!
        เมื่อเจ้าสัตว์มีเขาตัวไหนไปไม่ทัน พวกโจรมันไม่ใช้ไม้ตีให้เดิน แต่จะใช้มีดหรือดาบ แทงหรือฟัน เฉาะเข้าที่ก้นควาย เลือดจะไหลอาบ ควายตกใจก็จะแล่นไปในทิศทางที่คนร้ายต้องการ อย่างสุดแรงเกิด
        หากเป็นลูกแหง่ตามฝูงไม่ทัน พวกผู้ร้ายก็จะฟัน หรือฆ่าทิ้ง เพื่อไม่ให้ควายแม่พะวัก พะวงลูก โดยต้องมามัวคอยลูกซึ่งเดินช้ากว่า !
        ตำรวจที่ติดตามไป จะสังเกตเห็นร่องรอย นอกจากรอยตีนควายและคนร้ายแล้ว ยังจะเห็นเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว และสามารถคะเนได้ด้วยว่า เมื่อใดตำรวจผู้ติดตาม จะพบซากลูกแหง่ที่ถูกฆ่าระหว่างทางด้วย 
        มันโหดกันถึงขนาดนั้น เลยทีเดียว!

        าวเกือบสิบปีเห็นจะได้ ทางราชการบอกว่า จำนวนควายในประเทศลดลงอย่างมาก จนน่าตกใจ จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณควาย ให้มากขึ้นในประเทศ แต่ผมกลับเห็นว่า
        ควายในประเทศลดลงนานมาแล้ว ตั้งแต่เรามีรถไถเดินตาม และมีแทรกเตอร์เข้ามา จนทำให้นาของบ้านเราไม่มีคันนา ไม่มีต้นไม้หัวไร่ปลายนาให้เห็น เพราะรถไถและแทรกเตอร์นั้น หากทำงานในนาที่มีคันนาจะไม่สะดวก จำเป็นต้องไถคันนาทิ้งไป
        นาบ้านเราเลยไร้คันนาไปเสียเกือบทั้งหมด  เว้นนาที่ยังใช้ควายไถในแถบตอนบน ของประเทศ 
        คนรุ่นหลังอาจไม่รู้จักว่า “คันนา” นั้น รูปร่างเป็นอย่างไร!

        เมื่อไปอยู่ภาคเหนือนั้น  ผมเห็นการนำเข้าวัวควายมาจากประเทศติดกันกับเราทุกวัน โดยเข้ามาในราชอาณาจักรหลายช่องทางด้วยกันตั้ง แค่ด้านตะวันตก ยาวไปจดด้านกิ่งอำเภอปางมะผ้า  และอำเภอปาย ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน 
        ทั้งนี้ เพราะจำนวนวัวควายในบ้านเรานั้น จำนวนไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคกัน

        ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่ คงไม่ทราบว่า 
        ทางเหนือนั้นเขาไม่นิยมการรับประทานเนื้อวัว เพราะเขาว่าเนื้อวัวมีกลิ่นสาบ จึงต้องกินเนื้อควาย แต่ทางราชการอนุญาตให้มีการฆ่าควายได้น้อยมาก ขนาดเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนั้น เมื่อ 40 ปีก่อน อนุญาตให้ฆ่าควายได้ แค่
วันละ 1 ตัว เท่านั้น นอกนั้นเป็นวัว 
        การลักลอบฆ่าควายเถื่อนจึงมีมาก ขนาดมีกลุ่มผู้ฆ่าควายเถื่อน 
        ทำกันเป็นตำบลเลยทีเดียว!
        ฟังว่าทางกระทรวงเกษตร กำลังจะส่งเสริมให้มีการเลี้ยงควายมากขึ้น ทั้งควายเนื้อและควายนม ทำให้ผมดีใจ เพราะหากการเลี้ยงควายมากขึ้นในประเทศ การใช้ปุ๋ยคอกก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัว

        เขาว่ากันว่า ควายนั้นหนึ่งตัว ถ่ายมูลออกมาเป็นปุ๋ยได้ 5 ตันต่อปี หากเลี้ยงเพิ่มอีก 5 ล้านตัว เพราะได้ปุ๋ยคอก 5 ล้านตัน ประหยัดปุ๋ยวิทยาศาสตร์ไปเท่าไหร่ ลองคิดดูกันเอาเอง
        บางทีเราอาจจะพลิกผืนแผ่นดินบ้านเรา ซึ่งหลงเชื่อฝรั่งและใช้ปุ๋ยเคมีมานมนาน กลับฟื้นคืนสภาพ สมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ได้
        นอกจากนั้นปุ๋ยคอกจากมูลควาย ยังสามารถให้พลังงานที่เป็นแก๊ส ใช้หุงต้มอาหาร ได้อีกด้วย

        พลง“ขวัญใจเจ้าทุย” ที่คนเข้าใจว่า ชื่อเพลง "เจ้าทุยอยู่ไหน" ของคุณรวงทองฯ นั้น นานๆครั้ง ก็มีสถานีวิทยุนำมาเปิดกันบ้าง ทำให้ไม่ลืมกันไปเสียเลยทีเดียว
        พอฟังเสียงน้ำเซาะทราย ของคุณรวงทองฯเพลงนี้แล้ว ให้คิดถึงบุญคุณของสัตว์มีเขา ที่อยู่คู่กับชาวนาไทยชนิดนี้เป็นอย่างยิ่ง และคุณรวงทองฯเธอก็ร้องได้ไพเราะจับใจว่า

        เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินเสียงใครมากู่ ๆ
        เรียกหาเจ้าอยู่ ๆ หนใดรีบมาก
        เจ้าทุยเพื่อนฉัน ออกมาหากันดีกว่า ๆ
        อย่าเฉยเลยอย่า ๆ มะมาเร็วไว
        เกิดมามีแต่ทุย เป็นเพื่อนกัน
        ค่ำเช้าทำงาน ไม่ทิ้งกันไม่หายไป….

        รัฐบาลของเราเคยมี “บ้านเอื้ออาทร” เกิดขึ้นเป็นจำนวนนับแสนๆยูนิท “คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร” เป็นแสนเครื่องแล้ว
        สำหรับเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มี “แทบเล็ตเอื้ออาทร” อีกเหมือนกัน ให้ได้ใช้กันเป็นหลายแสนเครื่องแล้ว ผลการศึกษาชี้ชัดว่า เพราะเครื่องมือนี้ทำให้พวกเขามีความก้าวหน้าในการเรียน มากกว่าคนรุ่นก่อนหน้ามาก

 content/picdata/420/data/photo9.jpg

        หากรัฐบาลจะมีโครงการ “ควายเอื้ออาทร” ตามแบบ “แทบเล็ตเอื้ออาทร” โดยให้การสนับสนุนครอบครัวชาวนาไทยเลี้ยงควายติดบ้านเอาไว้ บ้านละตัวสองตัว น่าจะทำให้ เจ้าทุยสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเรา มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
และ...
        ควายคงจะอยู่เป็น “ขวัญใจ” ของชาวนาไทย ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติต่อไปได้นานแสนนาน

        คงเหมือนที่คุณรวงทองฯ เธอร้องเอาไว้ นั่นแหละครับ

        “ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”

...............

ท้ายบท ท่านผู้อ่านที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” ตอนก่อนหน้านี้ คือตอน โชคชะตาพารวย ถูกหวยรางวัล ที่ 1 (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=415)
        มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ก่อนอื่นขอรับพรจากท่านวาทตะวัน...อยากรู้เหมือนกันว่าอารมณ์ของคนที่ถูกรางวัลที่1นั้นเป็นอย่างไร แล้วถ้าถูกจริงๆจะมาบอกในเวปของท่านนะครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันดวงดี  101.108.71.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
"มันก็หยิบเงินมาให้ผม จริงๆแล้วตัวมันน่ะจะโกงผม เพราะมันโลภ!” ...การปลอมแปลงตัวเลข เอาไปขึ้นเงินนั้น โกงแน่นอน ...แต่การคิดค่าบริการมาก หรือน้อย ไม่น่าจะใช่การโกงนะครับ
โดยคุณ Coffee Dee  124.121.2.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ชี้ถูก/ชี้ผิดผู้อื่น แล้วตัดสินผิดพลาด/ปล่อยให้เรื่องขาดอายุความ มีความผิดตาม ม.๑๕๗หรือไม่? จะแก้ปัญหานี้อย่างไร? เพราะนับวันจะมีบ่อยมาก
โดยคุณ
chamnienx@gmail.com  110.168.167.XXX

ความคิดเห็นที่ 4 
อยากให้เล่าเรื่องเด็กที่ไปเรียนเมืองนอก โดยทุนหวย 2 ตัว 3 ตัว บ้าง อยากรู้ว่าชีวิตพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง?
โดยคุณ อนาคตของชาติ  180.180.156.XXX  

        (***กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน “ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!” ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม 2556)

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER