หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > ต่อต้าน “แร่ใยหิน” เรื่องจริง หรือ “ดัดจริต!?
หัวข้อ : ต่อต้าน “แร่ใยหิน” เรื่องจริง หรือ “ดัดจริต!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ต่อต้าน “แร่ใยหิน” เรื่องจริง หรือ “ดัดจริต!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อเดือนที่แล้ว ผมรู้สึกงงงวยกับท่าทีของ อ.ส.ม.ท. หน่วยงานองค์กรรัฐ ที่โดนเว็บ www.vattavan.com วิพากษ์วิจารณ์ว่า
        เต็มไปด้วยทุจริตคอรัปชั่นตั้งแต่ในอดีต มาถึงปัจจุบัน แถม ผู้บริหารคลื่นวิทยุในเครือ ยังตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ และร่วมกันสุมไฟใส่เพลิง รัฐบาลนายกฯปู อย่างเปิดเผย จนผมให้ฉายาว่าองค์กรรัฐแห่งนี้ว่า 
        “เนชั่ว สาขา 2”

        ที่ว่า “งงงวย” ต่อท่าทีของ อ.ส.ม.ท. เพราะวิทยุในเครือ
ขององค์กรนี้ ได้ออกโฆษณา “แร่ใยหิน” โดยสรรเสริญสรรพคุณของแร่ชนิดนี้ ว่า เป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการก่อสร้าง แต่การโฆษณากลับสวนทางกับรายการ “เช้าทันโลก” ของคลื่น FM 96.5 MHz ของ อ.ส.ม.ท. ที่มีผู้ดำเนินรายการ
ชื่อ กรรณิการ์ กิติเวชกุล ที่ผมให้ฉายาว่า “ซิ้มการ์” (คำว่า “การ์” มี ร.เรือ การันต์ ถ้าเป็น “กา” กลัวคนอ่านเข้าใจว่าเป็น “อีกา” ไป) และคู่หูของเธอ คือ “ป้าสัง” (สังกะมา สารวัตร) โดยเรียกสาวใหญ่วัยค่อนดึกทั้งสอง ที่เป็น “คู่หูดูโอ” นี้ ให้สอดคล้องกัน ว่า

        “ซิ้มการ์” กับ “ป้าสัง”

        อาซิ้มกรรณิการ์ นั้น เป็นนักเคลื่อนไหวในภาคองค์กรเอกชน ที่ต่อต้านแร่ใยหิน อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยพยายามเผยแพร่ความเลวร้ายของแร่ชนิดนี้ ซึ่งมีใช้ในเมืองไทยมานานแสนนานแล้ว ให้ผู้คนทราบ ผ่านช่องทางวิทยุคลื่น FM 96.5 MHz (คลื่นนี้เรียกตัวเองโก้หรู ว่า “คลื่นความคิด” แต่ผมเรียกว่า “คลื่นสิ้นคิด”) ซึ่งเธอเป็นผู้จัดประจำอยู่ อย่างไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนือยจริงๆ
        ราวกับแร่ใยหิน นั้น เป็นศัตรูคู่อาฆาต กับ “อาซิ้ม” มาแต่ชาติปางก่อนเลย ทีเดียวเชียว!
        เมื่อเช้าวันจันทร์ 25 มี.ค. 2556 รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการของ “ซิ้มการ์” ว่า 
        มติ ครม.เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ได้ออกมารับรองมติของสมัชชาสุขภาพในเรื่องสังคมไทยไร้แร่ใยหิน และได้มีมติให้ยกเลิกการนำเข้า ภายในสิ้นปี 2555 แต่ในเวลานี้ดูเหมือนกำลังมีความพยายาม ที่จะยืดเวลา หรือปล่อยให้มีการนำเข้าแร่ใยหินออกไปเรื่อยๆ อีกทั้งจะมีการเดินทางของฝ่ายไทย ไปเจรจาทางการค้ากับรัสเซีย เกรงว่าทางไทยเราจะโดนบีบให้ต้องนำเข้าแร่ใยหินต่อไป
        ที่น่าสนใจ อาจารย์วิทยาฯสันนิษฐาน (ถ้าผมฟังไม่ผิด) ว่า  
        มีคนตายในประเทศไทย เพราะแร่ใยหินตั้ง 3 ราย!   
        แถมยังเป็นเพียง...เรื่องสันนิษฐานอีกด้วย!! 

        ผมลองไปค้นคว้าทางอินเตอร์เนต ปรากฏว่า เป็นความจริงตามนั้น คือ มีข้อมูลบอกว่า  
        มีคนไทยตาย ถึงสามคน ด้วยโรคมะเร็งที่แค่...สันนิษฐาน 
( “สันนิษฐาน” แปลว่า... “ทึกทัก” “เข้าใจเอาเอง”) ว่า 
        มีสาเหตุมาจาก...แร่ใยหิน!

        ร่ใยหิน (Asbestos) นั้น เป็นส่วนประกอบสินค้าพวกวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากสมบัติการดูดซับเสียง ความแข็งแรง ความทนไฟ ทนความร้อน ความต้านทานไฟฟ้า ความทนทานต่อสารเคมี และราคาที่ย่อมเยา

content/picdata/422/data/photo9_0919_09009.jpg

        แร่ใยหินใช้เป็นฉนวนไฟฟ้าในเตาไฟฟ้าและฉนวนความร้อนในอาคาร กรณีที่ใช้ใยหินทำวัสุดทนไฟหรือทนความร้อนมักผสมกับซีเมนต์หรือทอถักทอเป็นแผ่น เช่น ส่วนประกอบผ้าเบรค คลัชรถยนต์ เป็นต้น
        น่าแปลกที่เรื่องการตายเพราะแร่ใยหิน ไม่ยักมีรายงานทางการแพทย์ชัดเจน จนสามารถพิสูจน์ให้สาธารณะชนเห็นเป็นหลักฐาน ว่า 
        มีการตรวจพิสูจน์แล้วว่า ผู้ตายคือใคร? ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน?  ทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับแร่ใยหิน หรือไม่อย่างไร? หรือ
        คนที่ตายซึ่งสันนิษฐานว่า ตายเพราะแร่ใยหิน นั้น...
        เขาหรือเธอตายเพราะเหตุนอน “ดม” วัสดุก่อสร้างในห้องนอน บ้านของตัวเอง ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ มาเป็นเวลานานกี่ปี จึงถึงแก่ความตาย หรืออย่างไร? 
        อย่างนี้เป็นต้น

        ข้อมูลเบื้องต้นง่ายๆเหล่านี้ กลับไม่ปรากฏให้ชาวบ้านได้รับรู้แต่อย่างใดเลย และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ
        ไม่มีรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพ หรือ autopsy report ที่แสดงให้เชื่อถือได้ว่า ผู้ตายนั้น ชื่ออะไร บ้านช่องอยู่ที่ไหน ตายเพราะมะเร็ง อันมีสาเหตุมาจากแร่ใยหินอย่างแน่นอน 
        ตรงนี้ ฝ่ายคัดค้านแร่ใยหิน...ปฏิเสธไม่ได้แน่!
   

        แล้วอย่างนี้ ฝ่ายต่อต้านจะให้ชาวบ้านเชื่อว่า แร่ใยหินนั้นเป็นสาเหตุสำคัญ ในการก่อมะเร็งปอด ในประเทศไทย ได้อย่างไรกันเล่า? 
        ในเมื่อหลักฐานข้อมูล ที่พวกองค์กรเอกชนรวมทั้งนักวิชาการในประเทศนี้ ถือครองอยู่นั้น ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่คลุมๆเคลือๆ ฝ้ามัว ไร้ความกระจ่าง แต่กลับมีความพยายาม ทำให้ความเลวร้ายของแร่ชนิดนี้ มีน้ำหนักขึ้น ด้วยการนำการวิจัยของฝรั่ง มาเป็นสาระสำคัญ เหมือนยันต์กันผี ในการที่จะ “สั่งห้าม” แร่ใยหินเข้ามาในประเทศ
        จึงขอตั้งข้อสังเกต ว่า

        มีเหตุผลพิเศษ ของฝ่ายเคลื่อนไหวต่อต้าน ที่ซ่อนเร้นอยู่ หรืออย่างไรกันแน่!?

        ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวออกมาเมื่อปลายปี 2555 ข้อมูลที่ถูกตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางการแพทย์ ของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย เล่มปีที่ 95 พ.ศ.2555 ยืนยันว่า

        แร่ใยหิน “ไม่ใช่” สาเหตุมะเร็งปอดในไทย...อ้าว!

        สำหรับผมเห็นว่า ในเมื่อไม่มีข้อพิสูจน์เป็นหลักฐานของไทยเอง ดังนั้น ทางราชการ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม...
        ควร “ผ่อนผัน” การนำเข้าแร่ใยหิน ต่อไปอีก 5 ปี! 
        ระหว่างนั้น ให้ทางองค์กรเอกชน รวมทั้งนักวิชาการในประเทศไทย ที่เคลื่อนไหวในปัจจุบัน นำเสนอหลักฐานที่ชัดเจน ว่า
        คนไทยตายเพราะโรคมะเร็งปอดจากแร่ใยหิน แท้จริงแล้ว มีกี่คนกันแน่ หรือ...ไม่มีเลย? 
        ถ้ายังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ควรให้มีการต่ออายุการนำเข้าต่อไปอีก ครั้งละ 5 ปี และต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจน ไม่สามารถโต้เถียงได้ จึงออกคำสั่งห้ามเด็ดขาดต่อไป
 
        อย่างนี้...จะดีกว่าไหม? 
        การออกมาโวยวาย โดยอ้างอิงเฉพาะหลักฐานต่างประเทศ แต่ไร้หลักฐานในประเทศสนับสนุน อย่างที่มีความพยายามทำกันอยู่ทุกวันนี้
        เป็นการ “ดัดจริต” จนเหตุไปหรือเปล่า?...
        ลองนำข้อสังเกตของผม ไปไตร่ตรองกันดู!  

        นิสัยคนไทยโดยเฉพาะ นักวิชาการ และกลุ่มที่เคลื่อนไหวในองค์กรเอกชน นั้น หาความคิดที่ดี มีประโยชน์ต่อสาธารณชนไม่ค่อยจะพบ แต่พอฝรั่ง “ตีปี๊บ” ขึ้นคราใด กลุ่มคนพวกนี้ก็รีบขานรับกันสนุกสนาน ราวกับพวกฝรั่งหนังหมู นั้น 
        เป็นศาสดาเอก ของพวกตน!

        ดูตัวอย่างที่ฝรั่งเคยโวยวาย ไม่ให้กิน กะทิ น้ำมันมะพร้าว เพราะเป็นอันตรายมานานหลายสิบปี แต่ปัจจุบัน กลับมีรายงานว่า 
        สิ่งที่ฝรั่งห้ามเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก น้ำมันมะพร้าว แบบ
“หีบเย็น” จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า 
        เอาอีกอย่างก็ได้ 
        หลายปีก่อน ฝรั่งแนะให้เรากิน “น้ำมันพืช” โดยหลอกว่าน้ำมันจากสัตว์มีอันตราย แต่มาถึงวันนี้ กลับบอกว่า “น้ำมันหมู” ที่ไอ้พวกตาน้ำข้าวเคยบอกว่า เป็นของเลวร้ายนั้น กลายเป็นของดีวิเศษไปฉิบ
        ไอ้ที่กลายเป็นฝ่ายร้าย กลับเป็น “น้ำมันพืช” นั่นแหละ!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        ผมมีชีวิตยืนยาวในโลกนี้ มานานพอควร และส่วนหนึ่งของชีวิต อยู่ในแวดวงวิชาการก็พอว่าได้ เพราะมีประสบการณ์การสอน การบรรยาย ทั้งในและนอกประเทศ ตลอดจนถึงการบรรยายในองค์กรระดับโลกด้วยซ้ำ ทั้งยังเขียนบทความทางวิชาการ แต่งตำรับตำรามาก็ไม่น้อย จึงได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงในงานวิชาการตลอดมา เช่น 
        วันนี้ชม-พรุ่งนี้ด่า หรือ วันนี้ด่า แต่พรุ่งนี้กลับชม แต่ทำใจได้ เพราะคุ้นชินกับโลกธรรม นี้แล้ว

        จึงไม่รู้สึกตื่นเต้น กระดี๊กระด๊ากับรายงานเรื่องแร่ใยหิน ที่นักวิชาการบ้านเรา รวมทั้งพวกแอ๊คตี้วิสต์และสื่อมวลชนทั้งหลาย ที่ชอบไปเก็บ “ขี้ฟัน” ของฝรั่ง เอามาใส่ปากตัวเอง แล้วนำไปพูดต่อๆกันไป โดยไม่ขยะแขยง เพื่อเขย่าขวัญคนไทย ให้รู้สึกเกรงกลัว ทั้งๆที่เรื่องภัยที่น่ากลัว แถมยังอยู่ใกล้ตัวของชาวบ้านอีกด้วย แต่คนพวกนี้ดันกลับไม่พูดถึง หรือมีการพูดถึงก็น้อยมาก แถมนานๆถึงจะพูดซักทีเสียอีก ตัวอย่าง เช่น
        โรคภัยทิ่เกิดจากการกินของดิบ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด!

        ท่านผู้อ่านคงทราบว่า การกินของดิบ อย่างที่คนอีสานชอบกินกันนั้น ก่อให้โรคพยาธิใบไม้ตับ โดยเฉพาะชนิด Opisthorchis viverrini ซึ่งมีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ ส่วนหัวและท้ายเรียวมน ขนาด ยาว 7-12 มม. กว้าง 2-3 มม. สีแดงเรื่อคล้ายสีเลือดจางๆ พบได้มากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ พบน้อย 
        โรคนี้เป็นสาเหตุหลักของ “โรคมะเร็งท่อน้ำดี” ในคนไทย

        การรณรงค์ในเรื่องไม่ให้คนกินอาหารดิบ โดยเฉพาะการกิน “ก้อยปลา” ที่คนอีสานชอบเหลือเกินนั้น ผมไม่เห็นมีการทำกันอย่างเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตาย เหมือนกับการต่อต้านแร่ใยหิน ทั้งๆที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แสดงให้เห็นว่า คนไทยตายเพราะแร่ชนิดนี้ แต่ “มั่ว” เอาว่า มีตั้ง 3 คน 
        แต่... คนตายเพราะโรคพยาธิใบไม้ตับ ปีละ 28,000 คน 
        ครับ...กระทรวงสาธารณะสุข แถลงว่า คนตายเพราะโรคพยาธิใบไม้ตับ ปีละ...สองหมื่นแปดพันคน! 
        ผมเขียน “ไม่ผิด” หรอกครับ!!

        ก่อนจบวันนี้ ฝากให้ท่านผู้อ่าน ช่วยเปรียบเทียบการตายปีละ 3 คน ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่มีการออกมาโวยวาย ตีข่าวเป่าร้องกันเป็นการใหญ่ เปรียบเทียบกับตาย ปีละ 28,000 คน ตามหลักฐานทางราชการรับรองแล้ว 
        นอกจากนั้น ผมยังมีเรื่องค่อนข้างกระอักกระอ่วน ที่จะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังอีก เพื่อให้เสริมหลักฐานว่า 
        การชอบกินปลาดิบของชาวอีสานนั้น ไม่ใช่แต่โรคพยาธิใบไม้ในตับเท่านั้น แต่ยังรวมถึง
        โรคพยาธิ และโรคภัยอื่นๆด้วย!

        เรื่องที่นำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เกิดมานานกว่าสามสิบปีแล้ว เป็นยุคที่บ้านเรายังมีฐานทัพอเมริกันอยู่ ฝรั่งทั้งที่เป็นทหารและพลเรือนทำงานในบริษัทเอกชน ซึ่งสนับสนุนการทำงานกองทัพลุงแซม ยังอยู่เต็มหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน 
        จะขอเล่าด้วยสำนวน “กาแฟขม...ขนมหวาน” ของ “วาทตะวัน” ลองฟังกันดูนะครับ

        ...ายแล้ว นายตำรวจท้องที่ในเครืองแบบนายหนึ่ง ตรวจการจรจรตามภารกิจเสร็จแล้ว ได้เข้าไปในโรงแรมใหญ่กลางเมืองภาคอีสาน ซึ่งผู้พักในเวลานั้น ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งทั้งขาวและดำ
        นายตำรวจเข้าห้องน้ำไปล้างมือเสร็จ เดินออกมาจากห้องน้ำ จะเข้าไปในห้องอาหาร เพื่อสั่งอาหารเช้ารับประทาน พนักงานโรงแรมเดินด้วยสีหน้าตื่นๆ มาแจ้งว่า 
        ฝรั่งที่ชั้นสี่ ออกมานอกห้อง ร้องโวยวายลั่น ไม่ทราบสาเหตุ ผู้คนตกอกตกใจกันหมด!

        ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มรับแจ้งเหตุแล้ว ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 4 พบฝรั่งตัวใหญ่ กำลังยืนนุ่งผ้าเช็ดตัว หัวหูกระเซิง ชี้มือไปที่ห้องตัวเอง ด้วยหน้าตาหวาดกลัวสุดๆ 
        ไทยโปลิส พยายามปลอบโยน และเจรจาต๊ะอ้วยด้วยแล้ว จึงสรุปได้ความว่า...

        ฝรั่งคนนี้ หิ้วกระเทย (คงเป็นคนอีสาน) มานอนด้วย หลังจากร่วมอภิรมย์ทางเว็จมรรคสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งฝรั่งและ
กระเทยต่างหลับไหล ไปด้วยความอ่อนเพลียจากกามกรีฑานั้น
        ครั้นฝรั่งตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เปิดไฟห้อง เพื่อจะเข้าห้องน้ำ เขาสังเกตเห็นสัตว์ประหลาด รูปกายของมันคล้ายๆกับงูในหนังดัง เรื่อง “อนาคอนดา” แต่ตัวจิ๋วๆ สีขาวๆ คืบคลานออกจากรูทวารหนักของกระเทยคู่ขา ซึ่งหล่อนนอนกึ่งเปลือยอยู่ข้างๆ 
        ภาพที่เห็นนั้น สร้างความตกใจสุดขีด ให้กับฝรั่งหนังหมูรายนี้ เพราะเกิดมาไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น
 
        ถึงกับสติแตก ผลุนผลันออกไปกรีดร้อง โวยวายนอกห้อง!

        นายตำรวจเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุ ไม่เห็นกระเทยคู่ขาที่รีบเผ่นออกจากที่เกิดเหตุ ไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เขาสังเกตเห็นคราบเศษอุจจาระบนเตียงนอน และยังคราบของเสียที่เป็นรอยลากเล็กๆ ไปที่ขอบเตียง

content/picdata/422/data/photo9_0919_090090.jpg

        ตรงปลายรอยคราบอุจจาระ เขาเห็นสัตว์คล้ายพยาธิตัวตืด ที่ดูเหมือนมันจะพยายามคืบคลานไป แต่คงหมดแรงก่อน จึงหยุดลงตรงขอบสังเวียนการร่วมเพศทางเว็จมรรค นั่นเอง 

        ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มเห็นดังนั้น จึงอธิบายความให้ฝรั่งขวัญเสียรายนั้น ทราบว่า 
        ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่คนต่างด้าวรายนี้พบ คือ
        “พยาธิ”
        เขาบรรยายให้ฝรั่งอั้งม้อ ฟังต่อไปว่า

        เหตุเพราะคนพื้นที่แถบนี้ (อีสาน) ชอบกินของหมักดอง รวมทั้งของดิบอย่าง “ก้อยปลา” ซึ่งอุดมด้วยตัวพยาธินานาพันธ์ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว สามารถไปเจริญเติบโต และฝังอยู่ในท้องมนุษย์ได้นานปี 
        พยาธิบางชนิดก็สามารถลื่นไหล ออกจากร่างกายคนได้ทางทวารหนัก 
        ด้วยการขับถ่าย อุจจาระ!

        นายตำรวจคนนี้ ได้อธิบายต่อไป ด้วยความรู้ทางชีวะวิทยาอันน้อยนิดของตัว ที่ยังมีพอหลงเหลืออยู่บ้างว่า 
        เป็นเพราะ “ยู” (ชี้หน้าฝรั่ง ประกอบการสนทนา) เสือกทะลึ่ง ดันเอาของลับที่แข็งเด่โด่ ไปกระทุ้งกระทบกระแทกกระเทย ในช่องหรือทางรูเลี้ยวที่ไม่ปกติ เพราะเป็นช่องขับถ่ายของเสียเข้านี่เอง จึงเป็นเหตุให้สัตว์ประเภทนี้
        ตกใจกล้ว!

        มันคงนึกว่าโดนเรือเอี้ยมจุ๊นฝรั่ง มุดเข้ามาชนในถ้ำอำไพ
อันเป็นที่อยู่อาศัย จึงรีบคืบคลานสวนออกมา ตามรูเลี้ยวที่ถูกกระทบกระเทือน รวดเร็วก่อนกำหนดเวลากว่า ที่ควรจะเป็น
        ฝรั่งฟังนายตำรวจเล็คเชอร์แล้ว ได้แต่พึมพำว่า

       โอว! ...ไออันเดอร์สแตนด์...อันเดอร์สแตนด์”
        เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงจบลงด้วยดี

        หวังว่า ผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน คงจะเข้าใจ ตามที่ผู้เขียนทั้งพยายามอธิบายความ และสาธกยกกรณีตัวอย่างจากประสบการณ์จริง มาเล่าให้ฟังอย่างยืดยาว 
        แต่กระนั้น ยังไม่แน่ใจว่า

        พวกที่ปิดหูปิดตา ออกมาคัดค้าน “แร่ใยหิน” อย่าง “อาซิ้ม-กรรณิการ์” กับสมัครพรรคพวกของเธอ นั้น

        จะ “อันเดอร์สแตนด์” บ้าง หรือเปล่า!!!? 

...............

ท้ายบท วิทยุคลื่น FM 96.5 MHz คลื่นนี้เรียกตัวเองโก้หรู ว่า “คลื่นความคิด” แต่ผมเรียกว่า “คลื่นสิ้นคิด”  ส่วนคลื่น FM 100.5 MHz ในเครือเดียวกัน ต้องให้ฉายาว่า “คลื่นตอแหล” 
        ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คงจะต้องขออธิบายในโอกาสต่อไป แต่แฟนประจำของ “วาทตะวัน” คงทราบเหตุผลดีอยู่แล้ว

        อนึ่ง สำหรับผู้ที่โพสต์แสดงความเห็น คอลัมน์ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา แดกทั่วไทย จัญไรทั่วทิศ!!!  http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=419
        มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ปปช.=ปกป้องคนผิดแห่งชาติ...ทำงานตามวัตถุประสงค์ครบถ้วน..รับเงินเดือนอันเป็นภาษีของประชาชนอย่างสมภาคภูมิ...อนิจจาประเทศชาติ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันชิงชัง  101.108.71.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
อาจารย์วาทครับ ปปช.ทุกตนมันเหมือนกับขุดขี้นจากน ร ก ทั้งนั้น มีแต่หัวล้านหน้าตาเหมือนกับ...ไม่หล่อเหมือนกับอาจารย์วาท ฯ ของผมเลยเมือวันก่อนผมฟังคุณจตุพร ให้สัมภาษณ์แล้วรู้สึกว่าเหมือนเกรงกลัวบารมีพวกนี้เหลือเกิน โดยกล่าวว่าขอพวกเสื้อแดงอย่าไปกดดัน ปปช. แทนที่จะยุส่งว่าหากเจอหน้าพวกนี้ชกหน้ามันเลย กลับบอกว่าอย่าไปกดดันกรณีนี้ก็คือเรื่องของ ปรส.นี่แหละ มือปราบอย่าง ปปช.จะปราบโกงได้อย่างไรก็ในเมือกลุ่มเขานั่นแหละคือคนโกงเสียเองฟันธง 100 % ปรส.หมดอายุแน่นอน ผมรู้สึกอเน็จอนาจกระบวนการปราบคอรัปชั่นรวมถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเหลือเกิน หากเอา 50 % เป็นมาตรฐาน ผมว่ามีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ ฟังสภาก็เลอะเทอะ ฟังจรัล พันบาทพูดก็ว่าประชาธิปไตย์ต้องให้เสรีภาพเสียงข้างน้อย ปัจจุบันเสียงข้างมากคนไหนไปทำอะไรเสียงข้างน้อย มีแต่เสียงข้างน้อยรังแกเสียงข้างมากตลอด อาจารย์จรัล ที่เคยสอนกฎหมายให้ผมเอาอะไรมาพูดไม่รู้ เจ็บตับเหลือเกินจะทานทนแล้วครับอาจารย์วาท ฯที่เคารพ หดหู่เหลือเกิน
โดยคุณ suaksai ไกล้ระเบิดแล้ว  101.51.139.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
เรื่องที่ติดอยู่ในใจผมมานานคือ ตัวกรรมการที่อยู่ในคณะกรรมการอิสระหรือองค์กรผู้ทรงอิทธิพล ที่มีอำนาจในการอำนวยความยุติธรรมและทำความใสสะอาดให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ มีปัญหาเรื่องความเป็นกลางและใสสะอาดเกือบทั้งสิ้น สืบสาวประวัติดูแล้วมีหลายคนที่ต้องส่ายหน้า รับไม่ได้ แต่ก็ไปนั่งชูคอทำหน้าที่อย่างไม่อายฟ้าดิน หันไปดูนักการเมืองก็พอกัน ทั้ง สส.สว. มีจำนวนไม่น้อยที่ไร้สาระ ไม่น่าจะเรียกว่าผู้ทรงเกียรติได้เลย ฤาประเทศนี้จะสิ้นหวังเสียจริง ๆ หรือต้องให้เวลาเพื่อพัฒนาไปอีกสักพัก ?
โดยคุณ สุดจะทานทน  124.120.118.XXX

ความคิดเห็นที่ 4   
i like to read vattawan com re. switzerland
โดยคุณ pla hotmail .ch  178.83.161.XXX

ความคิดเห็นที่ 5   
ในชีวิตจริง อยากให้ท่านผู้เขียน.....เป็นโฆษก.......คณะอะไรสักคณะหนึ่งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว.........อ่านประกาศ.ให้ คณะกรรมการ ปปช.ทั้งชุด ไปรายงายตัว ใน 24 ชั่ว โมง.........จริง ๆ นะ
โดยคุณ natacom  58.8.50.XXX

ความคิดเห็นที่ 6   
กรรมการ ป.ป.ช. ชุด “ไอ้บัง กบฎ” ของอาจารย์วาท มีแต่เสียงลือว่า คุณภาพต่ำ มีแต่เอางบไปจัดงานอีเวนท์ เดินทางไปเมืองนอกกันเป็นว่าเล่น แต่ไม่ก่อมรรคผลกับบ้านเมือง สำนวนกองเป็นพะเรอเกวัยน คนโกงจึงไม่กลัว
โดยคุณ ป.ป.ช. ทำให้คนโกงไม่กลัว  101.109.213.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
อาจารย์วาท มีแต่เสียงลือว่า คุณภาพต่ำ /มีแต่เอางบไปจัดงานอีเวนท์ /เดินทางไปเมืองนอกกันเป็นว่าเล่น แต่ไม่ก่อมรรคผลกับบ้านเมือง /สำนวนกองเป็นพะเรอเกวัยน ฯลฯ คนโกงจึงไม่กลัว
โดยคุณ เพราะ ป.ป.ช.ทำให้คนโกงไม่กลัว  101.109.213.XXX   

        (***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ต่อต้าน “แร่ใยหิน” เรื่องจริง หรือ “ดัดจริต!? ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน 2556)
 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER