หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ
หัวข้อ : ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้.... ต้องเดินทางไปที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพราะนัดเพื่อนให้ไปเจอกันที่ร้านประจำ เพื่อทานข้าวเช้าด้วยกัน
พอไปถึงเขาก็เตรียมเห็ดโคน ดอกโตเบ้อเริ่มเทิ่ม อวบอ้วนดีแท้ๆ เอามายำรสเผ็ดจัดตามที่ผมชอบ เสิรฟมาพร้อมข้าวต้มร้อนๆควันโขมง แถมยังมีปลาทูสดที่เพื่อนชาวกาญจนบุรี ให้ลูกน้องไปซื้อจากหาดปึกเตียน เมืองเพชรฯ มารอท่าไว้ก่อนแล้ว

        ผมชอบทานปลาทูสดมากกว่าปลาทูนึ่ง เพราะปลาทูสดนั้น เราควักไส้ออกล้างให้สะอาดด้วยน้ำเกลือ แล้วเอาลงทอดแบบดีพฟราย ยกขึ้นซับน้ำมันสักหน่อย ราดด้วยซีอิ๊วขาว รับประทานกับข้าวต้มอร่อยดีนัก สำหรับผมต้องหลายตัวหน่อย 
        พอกินข้าวอิ่มหนำดีแล้ว ก็ตบท้ายล้างปากด้วยขนมหม้อแกงเมืองเพชรของ “แม่บุญล้น” ซึ่งลูกชายเป็นเพื่อนกับผม เขาตายมานานหลายปีแล้ว

        น่าเสียดายแท้ ป้าบุญล้นท่านมีลูกชายอยู่เพียงคนเดียว แต่เขาไม่มีลูกมีเมีย เป็นคนสนุกสนานครึกครื้น มีเพื่อนฝูงมากมาย จบสถาปัตย์จุฬาฯ ทำงานอยู่ในกรุงเทพ ขับรถกลับไปหาคุณแม่ทุกอาทิตย์ วันหนึ่งก็เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ไปไม่ถึงบ้านที่คุณแม่นั่งคอยอยู่ และถึงแก่กรรมเสียก่อน 
        ผมถึงกับใจหาย เพราะก่อนหน้าสองอาทิตย์ก่อนเขาตาย ยังกินข้าวกินเหล้าอยู่ด้วยกัน ไม่น่ารีบด่วนจากไปเลย
        นี่แหละชีวิต !

        ความตายมันต้องมาถึงเข้าสักวัน ประมาทไม่ได้เลย อย่านึกว่าเป็นเด็กแล้วจะตายหลังผู้ใหญ่ ออกจากบ้านไปตอนเช้า บอกไม่ได้ว่าวันนี้ใครจะได้กลับบ้าน หรือใครจะได้ไป...
        นอนฟังพระสวดที่วัด !!          
        สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองนั้น ผมมีข้อแนะนำบางประการในเรื่องความปลอดภัยของลูกไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาว เพราะอุบัติเหตุนั้น เป็นเรื่องที่คาดคะเนไม่ได้เลย เราไม่มีวันทราบว่าลูกหลานของเรา จะต้องไปพบพานกับเหตุร้ายต่างๆซึ่งมีมากในยุคนี้ได้อย่างไร 
        ฉะนั้น ผมจึงอยากเสนอมาตรการหนึ่งที่เราจะรักษาชีวิตของลูกเราเอาไว้ได้ ดังต่อไปนี้

        อุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าเกิดจากรถชนกัน รถเฉี่ยวชน การโดนกระแทก หรือทำร้ายอย่างรุนแรง จนล้มลง สิ่งที่สำคัญมากคือการ ล้มให้ถูกต้อง ทจะสามารถทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้ โดยเด็กจะต้องฝึก “การล้ม” เอาไว้
        การล้มที่ถูกต้องนั้น จะต้อง “เก็บคาง” ให้ชิดอกไว้เสมอ พร้อมกับยกมือใช้กันตรงท้ายทอย และท่อนแขนด้านในกันขมับไว้ ข้อศอกงอเข้าป้องกันศีรษะด้านหน้า นี่เป็นท่าล้ม ที่ใช้กันในวิชายูโด มวยปล้ำ
        การทำอย่างนี้จะสามารถป้องกันศีรษะได้จากทุกทิศทาง ที่ให้ทำอย่างนี้ เพราะศีรษะเป็นส่วนสำคัญที่สุด หากได้บาดเจ็บกระทบกระเทือนแล้วอันตรายรักษายาก มีผลต่อระบบอื่นด้วย เช่น
        หากศีรษะถูกกระทบรุนแรง ก็มีผลต่อความทรงจำ การทรงตัวเวลาเดิน รวมทั้งอาจส่งผลให้มีอาการอัมพาตส่วนอื่นร่วมด้วย

        มจึงขอเสนอให้มีแบบเรียน หรือหนังสือคู่มือ หรือเอกสารในรูปแบบเดียวกันให้ข้อแนะนำสำหรับเด็กและเยาวชน ในการเรียนรู้การป้องกันตนเอง โดยอยากให้เน้นเรื่องการถูกทำร้ายหรืออุบัติเหตุที่ผมได้กล่าวแล้ว เด็กจะได้รู้จักปกป้องร่างกายโดยถูกต้อง เวลาเกิดอุบัติเหตุ
        จะได้เจ็บตัวน้อยที่สุด!

        เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการทำได้ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แค่ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง คณะกรรมการเอามาจาก กรมพละศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยที่สนใจจะร่วมโครงการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักดาบต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น 
        จากนั้น มาลองทำ Pilot project ง่ายๆกันดูก่อน เริ่มตั้งแต่การป้องกันตนจากการถูกทำร้าย นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องอุบัติภัยต่างๆ รวมไปถึงการปฐมพยาบาล 
        ทดลองเสร็จแล้วก็กำหนดให้เป็นแผนหลัก ในการคุ้มครองเยาวชนของชาติ

        ได้แผนหลักแล้ว ให้ระดมเลย ทั้งสื่อสารมวลชน ช่วยกันทำ แบบฝึกออกทางโทรทัศน์ทั้งสถานีปกติ และสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เอากันให้เต็มพิกัด 
        ส่วนดีมีประโยชน์จากโครงการนี้ เด็กพวกนี้นอกจากจะป้องกันตัวเองได้แล้ว จะสามารถช่วยเหลือคนอื่น และจะเป็นกำลังเสริมให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้เป็นอย่างดี

        ถ้ารัฐบาลทำผมเชียร์ขาดใจ รัฐมนตรีคนไหนทำเรื่องนี้ จะได้รับคะแนนเสียงเยอะแยะ เพราะสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง รวมทั้งสถานีวิทยุตอนเช้า เราจะกำหนดให้เปิดเวลา 5 – 10 นาทีเอาไว้ หลังเข้าแถวร้องเพลงชาติตอนเช้า โดยจัดให้มีรายการสาธิตหลักการป้องกันตัวเอง ป้องกันอุบัติภัย รวมทั้งวิธีการแจ้งและประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เมื่อถูกทำร้าย หรือเมื่อประสพอุบัติภัยอื่นๆ  
        พอเปิดสถานีผมจะอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรี ออกรายการบอกเหตุผลและความจำเป็น ง่ายๆสั้นๆ แล้วเริ่มรายการเข้าเนื้อหาสาระ 
        ทำเถอะครับ คิดว่าเป็นการช่วยเหลือเด็กๆ ได้บุญได้กุศลมากด้วย!

        ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงเอา “สำนักดาบ” ต่างๆเป็นกรรมการ ขอเรียนว่าสำนักดาบหลัก คือ ลูกบ้านช่างหล่อ และพุทไธสวรรค์นั้น เป็นสำนักดาบที่มีมานานแล้ว ผมเคยได้รับการฝึกทั้งสองสำนัก เริ่มจากพุทไธสวรรค์ แต่เมื่อเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ด้วยอาวุธ จากท่านอาจารย์ จำนง บำเพ็ญทรัพย์ กับท่านอาจารย์ มงคล ดวงบุบผา ทั้งสองท่านมาจากสำนัก “ลูกบ้านช่างหล่อ” ทั้งคู่

        ผมชอบเรื่องการฝึกดาบอย่างมาก เมื่อได้เรียนกับท่านอาจารย์จำนงแล้ว ทำให้รู้ซึ้งถึงระบบการป้องกันตัวเองของบรรพบุรุษไทย
        ท่านอาจารย์จำนงนอกจากเก่งแล้ว ยังแข็งแรงมาก เพราะเมื่อตอนท่านอายุกว่าสี่สิบ ยังเต้นฟุตเวิร์คแบบนักดาบ ได้นานกว่าพวกนักเรียนนายร้อยตำรวจที่เป็นนักกีฬา กำลังฟิตเพื่อเตรียมการแข็งขันด้วย
        กำลังขาของท่านอาจารย์ ดีอย่างน่าประหลาด ทำให้การรุกด้วยดาบของท่าน รุนแรง รวดเร็ว ว่องไว ถึงแม้ในตอนนั้นท่านอายุจะมากแล้วก็ตาม

        อาจารย์จำนงเป็นตำรวจสันติบาล ระหว่างที่ท่านอยู่ในราชการ กรมตำรวจจัดไว้อยู่ในทีมถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
        ก่อนที่ท่านจะเกษียณจากราชการ จะมีภาพท่านอาจารย์สวมสูทสีเข้ม ยืนหรือเดินตามไม่ห่างจากพระองค์ท่าน จนเป็นภาพชินตาของบรรดานักข่าว 
        ท่านปฏิบัติหน้าที่สำคัญนี้ มาตั้งแต่เป็นหนุ่มแน่นฟิตเปรี๊ยะ เรื่องตีรันฟันแทงครบเครื่อง เวลาออกเวรท่านยังรับแสดงหนัง ละครทั้งเวทีและโทรทัศน์ 
        อาจารย์จำนงเล่นหนังและละคร ทั้งโทรทัศน์และเวทีมาหลายร้อยเรื่อง สอนคิวบู๊ให้ดารา และเป็นที่รู้จักกันทั้งวงการตำรวจ นักเลงหัวไม้ ดาราใหญ่น้อย สารพัด

        ผมได้อะไรดีๆมาจากท่านเยอะ เพราะตอนอยู่ปี 4 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้เรียนวิชา “การต่อสู้ที่ไร้แบบแผน” จากท่าน ชื่อวิชาที่เรียนเรียกอย่างนี้จริงๆ และก็ได้ใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตหลายครั้ง เพราะจำคำที่ท่านสอนได้ดี ท่านบอกว่า
        ถ้าตกอยู่ในการตีกัน ต้องหยิบฉวยอะไรไว้ในมือให้ได้ เพราะอย่าเพิ่งใช้มือ ใช้ตีน เดี๋ยวจะมือตีนเจ็บเสียก่อน เห็นไม้ เก้าอี้ ซ่อม ตะเกียบ อะไรฉวยได้ ทิ่มมันเข้าไปก่อน! 
        จะได้ผ่อนแรง ไม่เจ็บมือ เจ็บตีนด้วย!!

        คำสอนของท่านอาจารย์จำนง ให้ประโยชน์กับผมมาก เพราะได้ใช้วิชาที่ท่านสอนบ่อย อย่างครั้งหนึ่งต้องเข้าไปในบาร์ที่ปักษ์ใต้ และไปเพียงคนเดียว ในบาร์ไม่รู้จักใครสักคน นั่งก้นยังไม่ทันร้อน เกิดมีพวกคนท้องถิ่นลุกขึ้นตีกันสะบั้นหั่นแหลก 
        ผมเกรงจะเจ็บตัวเปล่าไม่เข้าการ เพราะขนาดถอยไปยันข้างฝาแล้ว เขาก็ไม่หยุดตีกัน จะร้องว่า “กูไม่เกี่ยว” ก็คงไม่มีใครสนใจ 
        อย่ากระนั้นเลย ผมทำตามคำอาจารย์สอน คว้าได้ลังโคล่าแบบมีที่หูสองข้าง ทั้งดันคนที่กำลังตีกัน ทั้งกระแทก ตีฝ่าออกมาถึงรถได้อย่างปลอดภัย แต่หัวกระบาลดันไปโดนอะไรของใครเข้าก็ไม่รู้ ปูดไปหน่อย ดีแต่หนังไม่แตก 
        พอออกรถได้ ก็ได้ยินเสียงปืนโป้งป้างขึ้นสองสามนัด ในใจได้แต่ร้องว่า “ไปก่อนละ กูไม่อยู่ดูพวกมีงแล้ว เชิญล่อกันตามสบาย!” คิดแล้วยังเสียวไม่หาย เพราะปืนผาหน้าไม้ทิ้งไว้ในรถ ไม่ได้เอาติดตัวเข้าไปในบาร์ด้วย

        ท่านอาจารย์จำนงเกษียณอายุไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 แต่ผมยังเห็นท่านทางทีวี และจอหนังไทยอยู่เสมอ ถึงท่านป็นสันติบาลสูงวัยแล้ว เขี้ยวเล็บแม้จะกร่อนไปบ้าง แต่ศักดิ์ศรีก็ยังเหลือเฟือที่ผู้คนจะต้องยำเกรง เพราะลูกศิษย์ลูกหา ทั้งตำรวจและวงการบู๊ลิ้มยังมีอยู่เต็มเมือง 
        ปลายชีวิตรับราชการ อาจารย์ท่านได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ให้รับพระราชทานเข็มราชรุจิ จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว
        ท่านอาจารย์จำนง เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานนี้เอง!

        ผมขอให้บทความส่วนนี้ เป็นคำสดุดีแด่ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณ ที่สั่งสอนการต่อสู้ให้กับผมและนักเรียนนายร้อยตำรวจทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ ท่านคือ
        ร้อยตำรวจตรี จำนง บำเพ็ญทรัพย์ อาจารย์ดาบแห่งสำนัก ลูกบ้านช่างหล่อ
        อาจารย์ มงคล จันทรบุบผา อาจารย์ดาบแห่งสำนัก ลูกบ้านช่างหล่อ
        มีคนเคยถามผมว่า สันติบาลสูงวัยใกล้ฝั่งเหล่านี้ไปอยู่ไหนกัน มีบางคนอยากสัมภาษณ์ บ้างอยากคุยด้วย ผมเคยแนะนำให้ไปดูที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันรับเงินบำนาญ ที่ผู้เกษียณอายุมาชุมนุมร่วมกัน (แต่เวลานี้รับทาง เอ.ที.เอ็ม.กันแล้ว) 
        ก่อนหน้านั้น ส่วนมากเวลารับบำนาญตอนเช้าแล้ว ก็จะพากันไปตามร้านอาหาร นั่งกินข้าว กินเหล้า และเล่าความหลังกับเพื่อนฝูงเก่าๆ แดดร่มลมตก ก็พากันกลับ บ้านใครบ้านมัน
        ชีวิตเป็นอย่างนี้!

        ร้านอาหารที่พวกสันติบาลและตำรวจหน่วยอื่น ชอบไปนั่งสังสรรค์ ร้านหนึ่งอยู่ตรงอนุสสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชื่อ “พงหลีภัตตาคาร” เป็นร้านเก่าแก่ที่ผมรับประทานมาตั้งแต่เป็นนักเรียน 
        พ่อของผมไปรับลูกๆวันหยุด ที่โรงเรียน วชิราวุธ วิทยาลัยแล้ว มักชอบพาลูกๆไปทานอาหารกลางวันที่ร้านนี้ 
        เวลาคิดถึงพ่อ ผมจะไปนั่งรำลึกถึงความหลังที่ “พงหลี” และภาพของพ่อ เสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน สดใส ของพ่อจะผุดขึ้นมาในความคิดชัดเจน 
        ร้านนี้พวกตำรวจสันติบาลเก่าชอบมานั่งทานกัน หลังรับวันรับบำนาญ แต่เดี๋ยวนี้ร่อยหรอลงมาก

        “พงหลีภัตตาคาร” อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินี้เอง เมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา ช่างรวดเร็วเหมือนโกหก ได้เกิดตำนานที่ทำให้เล่าขานกันต่อมาอีกนาน ต้องขอเล่าในเวอร์ชั่นของผม
        ลองฟังดูครับ

        .......สันติบาลสูงแต่วัยหัวใจเกินร้อยสองคน ค่อยๆประคับประคอง อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกัน ลงมาจากพงหลีภัตตาคาร คนหนึ่งยังหนีบขวดเหล้าที่เหลืออีกกั๊กกว่าๆออกมาด้วย คนขับแท็กซี่วัยหนุ่มซึ่งขับรถรับประจำหน้าพงหลี รู้จักตำรวจเก่าทั้งสองเป็นอย่างดี ปราดเข้ามาช่วยประคอง ปากก็ถามว่า
        “วันนี้น้าสองคนจะไปต่อไหนครับ ”
        “จะไปต่อกันแถวนี้ก่อน ว่าแต่เอ็งว่างไหม? เพื่อนน้าคนนี้กำลังมีโชค”..พูดไปก็ ตบไหล่เพื่อนที่มาด้วย
        “เขาจะให้เอ็งสักหมื่นนึง ให้เอ็งรับเพื่อนเขาห้าคนไปส่งที่โคราช สร็จแล้วขากลับ เอ็งช่วยรับผู้หญิงคนหนึ่งที่โคราช เอามาส่งไว้ที่พงหลีนี่แหละ มาถึงแล้วโทรศัพท์หาน้า จะให้เบอร์เอ็งไว้”
        โชเฟอร์แท๊กซี่ยิ้มแก้มแทบแตก นึกว่าโชคหนอโชค..โชคมาถึงกูแล้ววันนี้ เพราะ พ.ศ.นั้น รถคิวโคราชที่วงเวียนยี่สิบสองกรกฎาไปโคราช เขาเหมากันแค่สามร้อยบาทเท่านั้น รีบระล่ำระลักบอกคู่หูของคนพูดว่า
        “แหมน้า! ทำไมใจดีจัง ให้เงินเยอะขนาดนั้นน่ะ ผมวิ่งแถมให้น้าไปเชียงใหม่ไปกลับสองเที่ยวได้เลยล่ะ” โชเฟอรเห็นลาภลอยมาแล้ว รีบปากหวานใส่ทีเดียว

content/picdata/425/data/photo9_0919_090093.jpg

        สองสันติบาลหัวร่อลั่น คนมีโชคที่จะจ้าง ชี้ไปที่รูปปั้นบนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปากร้องว่า

        “โน่น...โน่นเพื่อนกูอยู่บนโน้น!!...ห้าคนมึงเห็นมั้ย...ที่ยืนถือระบิด ถือปืนอยู่นั่นไง... มีทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ไปบอกเขามานั่งรถมึง แล้วขับไปโคราช

        ถึงโคราชแล้ว ส่งพวกตำรวจทหารเขาไว้ ให้เอ็งถามคนโคราชว่า ย่ากูอยู่ที่ไหน ใครเขาก็รู้จักกันทั้งเมือง

content/picdata/425/data/photo9_0919_090094.jpg

        ท่านชื่อ “โม” เป็น “คุณหญิง” มีงรับย่ากูแล้วมาทีร้านพงหลีนี่แหละ

        ตอนกูมารับย่า จะให้เอ็งหมื่นนึง...เอาป่าว!!!?”

..................

ท้ายบท ท่านผู้อ่านที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” ตอนก่อนหน้านี้ คือ ตอน “ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=420
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
การทำตั๋วรูปพรรณไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจากรัฐและราษฎร ปัจจุบันเพื่อนบ้านนิยมควายไทยเพื่อการทำนา อะไรจะเกิดในอนาคต
โดยคุณ BPP  101.108.153.XXX   

ความคิดเห็นที่ 2   
สนับสนุนท่านวาทฯให้มีควายเอื้ออาทร...ผมบริจาคหนึ่งฝูงครับ...เอาไปเลยฝูงควายประชาธิปเปรต...แต่จะไปทำความเดือดร้อนให้ประชาชนคนไทย...ผมไม่รู้ไม่ชี้..บ่ฮู้บ่หัน จะอั๋นจะอี้..นะครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันอาทร  101.108.68.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
อยากทราบคำตอบ ความคิดเห็ที่ 3 ค่ะของบทความ "โชคชะตาพารวย ถูกหวยรางวัลที่ 1"
โดยคุณ
dawraiy@gmail.com  101.109.48.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
เด็กที่ได้รับแจก “แทบเล็ตเอื้ออาทร” เก่งกว่าเด็กรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
โดยคุณ แจกไปอีก  125.25.152.XXX 

        (***กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 25เมษายน 2556)

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER