หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
หัวข้อ : เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้ ผมจิบกาแฟ...ทานขนมงาดำอบกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ พรรคพวกเอามาฝากเขาบอกว่า เป็นอาหารเสริมสุขภาพ รสชาติไม่ธรรมดา มีความหอม มีความกลมกล่อมกำลังพอเหมาะพอดี 
        งาดำนี้มีประโยชน์มาก ผมขอแนะนำให้ท่านผู้สูงอายุทั้งหลายรับประทานเป็นของประจำ วิธีรับประทานงาดำที่ง่ายที่สุด คือ 
        การเอางาดำคั่วโรยบนโยเกิร์ตพร่องมันเนย รับประทานเป็นอาหารหลักตอนกลางวันกับสลัด หรือจะทานตอนหลังอาหารเช้าก็ได้ 
        ผมทานแบบนี้มานานหลายปี รู้สึกว่า แม้อายุจะเยอะแล้วแต่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี!

        วันอาทิตย์ก่อนเปิดเทอมใหญ่ ผมชอบไปแถวบางลำพู ดูพ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกหลาน ไปซื้อชุดนักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มฤดูกาลแห่งการรับส่งลูกหลาน ไปศึกษาเล่าเรียน และในกรุงเทพ หรือแม้แต่เชียงใหม่บ้านผม ผู้คนต้องฝ่าฟันการจราจรสาหัสสากรรจ์กันไป อีกนานหลายเดือน ก่อนจะถึงวันปิดเทอมใหญ่อีกครั้ง
        ตอนเป็นเด็กนั้น ผมไม่มีปัญหาเรื่องการไปโรงเรียน เนื่องจากเข้าไปอยู่ในโรงเรียนประจำชาย เมื่อขึ้นชั้นประถมปี ที่ 4 เพราะโรงเรียนที่ราชินี (ปากคลองตลาด) ซึ่งผมเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่อยู่ใกล้บ้าน เดินไปเรียนได้สบายๆ แต่ที่นั่นอนุญาตให้เด็กผู้ชายเรียนได้เพียง ชั้นประถม 4 เท่านั้น 
        พอขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ป.5 สมัยนี้) นักเรียนชายจากโรงเรียนราชินี จะต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนชาย หรือโรงเรียนสหศึกษาอื่นๆ  

        ผมเข้าไปศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนประจำชาย ที่วชิราวุธ วิทยาลัย ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ต่างจากโรงเรียนอื่น เพราะเป็น โรงเรียนราษฎร์ ก็จริง แต่เจ้าของโรงเรียนนั้น ทรงมีพระนามว่า 
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช

        โรงเรียนนี้ เขาแยกส่วนของเด็กเล็ก (ตั้งแต่ชั้น ป.3 ถึงชั้น ม. 2 หรือ ป.6 ปัจจุบัน) ไว้ที่อาคารฟากหนึ่งของถนนใหญ่ มีเนื้อที่รวมกว่า 30 ไร่ 
        ส่วนเด็กโตที่อยู่ชั้นสูงกว่าขึ้นไป อยู่ในอาคารที่แบ่งเป็นคณะต่างๆ บริเวณใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งมีเนื้อที่สี่เหลี่ยม กว้างใหญ่ถึง 100 ไร่พอดิบพอดี

        วชิราวุธ วิทยาลัย นั้น ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน และเป็นโรงเรียน “วิถีพุทธ” ขนานแท้ นักเรียนต้องสวดมนตร์ ทำวัตรเช้า-เย็น วันละสองเวลาไม่มีขาด 
        นักเรียนมีหนังสือสวดมนต์เล่มโต ที่บรรจุทั้งคำภาษาบาลีและคำแปลภาษาไทยเอาไว้ทั้งสองภาษา และสามารถสวดมนต์ภาษาบาลีได้อย่างคล่องแคล่ว ในทุกท่วงทำนอง ไม่ว่าจะเป็นการสวดธรรมดา สรภัญญะ อินทรวิเชียร 
        ใครไม่เชื่อผม ลองไปขอให้อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาอย่าง คุณอดิศัย โพธารามิก หรือ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาคนปัจจุบัน อย่าง คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา สวดให้ฟังก็จะทราบว่าผมพูดจริง

content/picdata/431/data/photo_0009.jpg

        ตอนเช้านักเรียนต้องสวดมนต์รวม ในหอประชุมซึ่งเป็นอาคารไม้สักขนาดใหญ่ รูปทรงสันฐานคล้ายโบสถ์ อย่างที่ท่านเห็นในภาพ ซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์ของกรมศิลปากรด้วย  

        คณะของเด็กเล็กนั้น เมื่อผมเข้าไปมีอยู่ 2 คณะ ทั้ง 2 คณะปกครองโดยคุณครูซึ่งเป็นสุภาพสตรี นอกจากทำหน้าที่ปกครองแล้ว ท่านต้องทำหน้าที่สอนนักเรียนอีกด้วย 
        คุณครูทำหน้าที่ปกครอง ซึ่งผมขออนุญาตระบุนามของท่าน ซึ่งเคารพสุดหัวใจทั้ง 3 ท่าน

        1. คุณครู จำรัส จันทรางศุ 
        2. คุณครู บรรจง ลวพันธ์ 
        3. คุณครู มณี เอมะศิริ

        ทั้ง 3 ท่านนี้สำเร็จจากโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง สองท่านแรก ก่อนมาเป็นครูที่วชิราวุธ ท่านเคยเป็นครู “โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง” ในช่วงเปลี่ยนแปลงโยกย้ายจากโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง มาเป็น “โรงเรียนวัฒนา วิทยาลัย” อีกด้วย
        ในฐานะที่ผมมีคุณยายเป็นศิษย์ โรงเรียนกลุสตรีวังหลังและวัฒนาวิทยาลัยไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ เพื่อที่จะได้รู้ว่ารากฐานของโรงเรียนสตรีในประเทศไทยนั้น มีผลพวงจากโรงเรียนกลุสตรีวังหลัง และศิษย์ของโรงเรียนนี้

        การศึกษาของสตรีไทยได้เริ่มแพร่หลายเมื่อปี พ.ศ.2400 นี้เอง ก่อนหน้านั้น คนไทยไม่นิยมให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา เพราะเกรงว่าจะเอาไว้เขียนเพลงยาวโต้ตอบกับผู้ชาย จึงได้เก็บผู้หญิง ไว้ทำงานบ้านเป็นหลัก สตรีที่ได้รับการศึกษา จะมีแต่ผู้หญิงที่อยู่ในรั้วในวังเท่านัน
        สำหรับการศึกษาของหญิงไทยนั้น มีการริเริ่มมาจากศาสนทูตชาวอเมริกันโดยแท้ ที่เห็นว่าการศึกษาของสตรีเป็นเรื่องสำคัญ 
        ถึงวันนี้ต้องถือว่า เป็นคุณูปการของฝ่ายคริสเตียนอเมริกัน ที่เห็นว่าผู้หญิงไทยนั้น ควรได้รับความรู้ในด้านหนังสือหนังหาด้วย

        มื่อปี พ.ศ.2395 ศาสนทูตชาวอเมริกันได้เริ่มทำการสอนลูกหลานชาวบ้านในกรุงเทพ โดยมีที่ทำการเป็นบ้านหลังน้อย ๆ ที่ใกล้โบสถ์ซังตาครูซ ตำบลกุฏีจีน แล้วย้ายตามบ้านอาจารย์ไปตั้งที่ปากคลองบางกอกใหญ่ ใกล้ป้อมวิชาเยนทร์ ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาให้ตั้งถิ่นฐานได้ตลอดชีวิตของอาจารย์ 
        สตรีอเมริกันสามท่านที่ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาสตรีไทยยุคแรก คือ มาดามคุณหมอบลัดเลย์, มาดามแม๊ดคูณ,และมาดาม เจ.ที.โจนส์ ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 4 ให้เข้าไปถวายการสอนในพระบรมมหาราชวัง

        ต่อมาปี พ.ศ.2409 ได้มีการหารือกันที่จะสร้างโรงเรียนสตรีถาวรชั้นใน ประเทศไทย หลังจากการหารือกันนานถึง 4 ปี จึงได้จัดซื้อที่ดินแปลงเล็ก ๆ ที่ตำบลที่ตั้งพระราชวังหลัง ซึ่งอยู่ริมขวาแม่น้ำเจ้าพระยาใต้ปากคลองบางกอกน้อยลงมาไม่มาก อาจารย์ยอร์ชเป็นผู้ก่อสร้าง แต่ต้องกลับสหรัฐไปก่อน เพราะสุขภาพไม่ดี ได้มีหมอและมิสซิสเฮ้าส์มารับช่วง จนก่อสร้างตึกเสร็จ และคณะศาสนทูตก็ได้สตรีอเมริกัน ชื่อแอนเดอซั่น มารับหญิงที่เป็นอาจารย์สอนในปี พ.ศ.2418 สถานศึกษานี้ต่อมาได้ชื่อว่าโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง

        โรงเรียนกุลสตรีวังหลังเปิดมาได้สิบปี เกือบต้องปิดกิจการเพราะมิสออมสะเด็ดซึ่งเป็นอาจารย์ขณะนั้น สุขภาพไม่ดีต้องกลับสหรัฐ นับว่าเป็นโชคดีเหลือเกินที่โรงเรียนได้สตรีอเมริกันที่มีความรู้ สง่างาม เข้ามารับช่วงในภาวะวิกฤต สุภาพสตรีซึ่งเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาสตรีในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง ท่านผู้นี้มีนามว่า
        Miss Edna S.Cole (น.ส.เอ็ดน่า เอส โคล)

content/picdata/431/data/photo_00091.jpg

        ท่านผู้นี้ คนไทยรู้จักกันในนาม “แหม่มโคล” ได้สร้างความเจริญมั่นคงให้กับโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง และต่อมาได้ขยายกิจการข้ามฟากมาฝั่งพระนคร เป็นวัฒนาวิทยาลัย

        ลูกศิษย์ของท่านได้ออกไปเป็น Head Mistress หรืออาจารย์ใหญ่ หรือครูสำคัญของโรงเรียนราษฎร์และรัฐบาล เช่น
        - ม.ร.ว.เอื้อง สนิทวงศ์ เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสายปัญญา 
        - ครูทิม เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสตรีวิทยา 
        - หม่อมเจ้าหญิงสุขศรีสมร เกษมศรี เป็นเจ้าของและอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเขมะศิริ 
        - ครูถนอมวงศ์ เป็นเจ้าของและผู้จัดการโรงเรียนสตรีทัด สิงหะเสนี 
        - ครูรัมภา (เอื้อน) เป็นเจ้าของโรงเรียนผดุงดรุณี 
        - อาจารย์เชิญ (คุณหญิงเชิญ พิศลยบุตร) เป็นเจ้าของโรงเรียนสตรีวรนาถ เป็นต้น

        โรงเรียนเหล่านี้ มีนักเรียนสตรีนับพันทั้งนั้น นอกจากนั้นโรงเรียนมิชชันนารีที่เผยแพร่ไปตามต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ พิษณุโลก นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ตรัง โรงเรียนกลุสตรีวังหลัง ต้องรับธุระในการเพาะครูส่งไปให้ทุกปี 
        โรงเรียนกุลสตรีวังหลังนี้ ชาวบ้านมักเรียกขานกันในนาม

        "โรงเรียนแหม่มโคล์"

        ตั้งแต่เด็กจนโต ผมได้ยินคำพูดของคุณยายว่า "ฉันเป็นลูกศิษย์แหม่มโคล์" นับร้อยนับพันครั้ง เพราะท่านพูดด้วยความภาคภูมิใจทุกครั้ง และก่อนสมรส ท่านได้เป็นครูคนสำคัญของโรงเรียนราชินี ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาไปมาหาสู่ จนกระทั่งท่านสิ้นไป 
        คุณครูทั้งสามที่ผมเอ่ยถึงในตอนนั้น ท่านเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกุลสตรีวังหลังทั้งสิ้น

        คุณครูผมทั้งสามท่าน คือ คุณครูจำรัส จันทรางศุ และคุณครูบรรจง ลวพันธ์ และคุณครูมณี เอมะศิริ ได้โยกย้ายมาสอนที่โรงเรียนของผมตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 ต้นๆ ท่านต้องรับหน้าที่ทั้งเป็นครูผู้ปกครองและต้องทำหน้าที่สอนด้วย คุณครูทั้งสามคนสอนภาษาอังกฤษ ภาษาไทย รวมทั้งหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม อีกทั้งการขับร้อง 
        ท่านต้องผลัดเปลี่ยนกันหน้าที่ครูเวร เมื่อผมเข้าศึกษาท่านทั้งสามก็อายุกว่า 50 ปีแล้วทั้งนั้น แต่ท่านต้องทำหน้าที่ควบคุมเด็ก โดยหกโมงเช้าต้องลั่นกระดิ่ง ปลุกให้ทุกคนตื่นอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ส่งเข้าห้องเรียน 
        แปดโมงเช้า นักเรียนทานข้าวเช้า ขึ้นสวดมนต์ทำวัตรเช้าที่ห้องประชุม แล้วกลับเข้าห้องเรียน บ่ายโมงเลิกรับประทานอาหาร บ่ายสองโมงแยกกันเรียนดนตรีถึงสามโมง สี่โมงเย็นแต่งชุดกีฬาเกล่นกีฬาฝึกเดินแถว จนห้าโมงครึ่ง อาบน้ำ หกโมงกินข้าว ทุ่มหนึ่งเข้าห้องฝึกตนเอง ทำการบ้าน สองทุ่มเลิก สวดมนต์ทำวัตรค่ำ เข้านอน 
        ชีวิตของท่านทั้งสามวนเวียนอยู่อย่างนี้ คุมนักเรียน 80 ชีวิต รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนอายุใกล้จะเจ็ดสิบ ถึงเลิกรา

        การปฏิบัติของท่านทั้งสาม เต็มไปด้วยระเบียบวินัย เวลารับประทานอาหารท่านทานกันเงียบๆ โดยมีโต๊ะแยกจากนักเรียน แต่อยู่ในห้องอาหารใหญ่ร่วมกัน 
        ผมสังเกตดู เห็นว่าท่านรับประทานด้วยกิริยางดงาม พูดกันเบาๆ เวลาใช้ผ้าเช็ดปาก ท่านก็ยกมุมผ้าขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ ก่อนดื่มน้ำ เพื่อไม่ให้คราบอาหารติดแก้วน้ำ 
        จนกระทั่งโตจึงคิดได้ว่า ท่านทำให้เราดูเป็นตัวอย่าง ทำให้พวกเรารับประทานอย่างถูกต้อง ตามมารยาทที่ดี เวลาออกสังคมก็ทำได้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่อยู่กับเพื่อนสนิท ผู้ชายด้วยกันก็มีอาการ "หลุด" บ้างเป็นธรรมดา

        การทำโทษที่ผมและเพื่อนกลัวมาก คือ การให้ “ยืน” เฉยๆ ท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจ เพราะโทษยืนนั่น ไม่มีน้อยกว่าสองชั่วโมง ระหว่างยืนห้ามนั่งเด็ดขาด อนุญาตให้อ่านหนังสือได้ 
        ผมว่ามันทรมานมาก สำหรับในวัยเด็ก ตีซะเลยยังดีกว่า เพราะเจ็บเดี๋ยวเดียวเท่านั้น 
        การลงโทษมักจะโดนเป็นหมู่ เช่น ในโต๊ะอาหาร หากคุยกันเสียงดัง ทั้งโต๊ะมียี่สิบคน ก็ยืนหมดยี่สิบคน รวมทั้งคนที่ไม่ได้คุยด้วย

        วันหนึ่ง ขณะอายุได้ 10 ปี ผมกับเพื่อนอีกหลายคนเดินเล่นอยู่ริมรั้ว มีนักเรียนผู้หญิงวัยสาวแล้วเดินผ่านรั้ว เพื่อนคนหนึ่งมันดันร้องตะโกน ว่า 
        "ปืนฉันเป็นปืนปัสตัน เวลายิงกัน หัวมันก็กระด๊ก" 
        (ปืนปัสตัน มาจากคำว่า Pistol แปลว่า ปืนพกสั้น) 
        เท่านั้นแหละ คุณครูได้ยิน ผมกับเพื่อนทั้งกลุ่มโดนทำโทษให้ยืน วันอาทิตย์ตั้งแต่บ่ายโมงถึงหกโมงเย็น

        อีกครั้ง ขณะอายุสิบขวบเหมือนกัน เพื่อนผมมันชวนผมไปหลังโรงเรียน ไปแอบดูคนงานผู้หญิงวัยรุ่นอาบน้ำในห้องน้ำ (ผมไม่ได้ดูนะครับ แค่ไปเป็นเพื่อน...แหะ..แหะ...) 
        คนงานผู้หญิงยัวะใหญ่ นำความไปฟ้องคุณครู 
        ท่านลงโทษด้วยการให้นั่งคัดถ่อยคำ ในหนังสือสมบัติผู้ดีที่ว่า 
        "ผู้ดีย่อมไม่แลลอดสอดส่อง" 
        จำนวนที่คัด คือคนละ 2 พันจบ 
        คัดกันทั้งวันอาทิตย์ ตั้งแต่บ่ายโมงถึงหกโมงเย็น...แค่นั้นยังไม่พอนะครับ...

        ตกตอนกลางคืน หลังสวดมนต์จบ คุณครูเห็นว่าโทษยังไม่สาสม ให้เพื่อนกับผมยืนต่ออีกตรงระเบียงนอกห้องนอน ตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง  
        ผมกับเพื่อนอีกสามคม ยืนอยู่จนใกล้เที่ยงคืน สงสัยว่าคุณครูนอนหลับที่เรือนพักครู (ซึ่งมีเฉลียงติดต่อกับตึกนอนเด็กๆ) หรืออย่างไรไม่ทราบ เพื่อนผมไอ้คนที่ออกไอเดียไปดูเขาอาบน้ำ มันปีนไปเอานกกระจอกจากรัง ซึ่งอยู่ในมูลี่ระเบียง ซึ่งจะใช้ตอนฤดูฝน พอหมดฝน นกกระจอกมาทำรัง

        มันจับนกกระจอกมาโกนหัวเอายาหม่องทา แล้วเอานกไปชุบน้ำปัสสาวะจากถังปัสสาวะรวม (ซึ่งมีหนึ่งถังต่อหนึ่งห้องนอนนักเรียน 20 คน) แล้วมันก็ปล่อยนกบินไปรอบๆห้อง 
        นกกระจอกที่ทั้งแสบทั้งร้อนหัว เพราะถูกยาหม่องทาเอาไว้ บินไปกระพือปีกไป ทำให้น้ำปัสสาวะกระจาย ถูกเพื่อนร้องกันเอะอะโวยวาย ทำให้คุณครูตื่นขึ้นมา ทำโทษให้มายืนกับพวกผมทั้งห้องอีกหนึ่งชั่วโมง 
        พอคุณครูคล้อยหลัง เพื่อนผมเอานกกระจอกไปคืนรัง ภาพน่าเวทนาก็เกิดขึ้น กล่าวคือ
        นกกระจอกที่น่าสงสาร ถูกเมียไล่ตีออกจากรัง เพราะ.... 
        มันดันโกนผิว แถมทายาหม่องเข้ารัง เมียจำไม่ได้ เลยไล่ตีต้องหนีออกจากรังมา
        แทบจะไม่ทัน!!!

        ารลงโทษเป็นหมู่แบบนี้ ทำให้คนอยู่ร่วมกัน รักกันลึกซึ้งยิ่งนัก 
        นี่เป็นกุศโลบาย อันแสนวิเศษของครูท่าน!
        พวกเราขนานนามท่านทั้งสามว่า "Three Musketeers" ตามหนังฝรั่งเรื่อง "สามทหารเสือ" ซึ่งฮิตมากตอนนั้น เพราะท่านเหมือนเสือที่ปราบปรามพวกวายร้ายอย่างพวกเราโดยแท้ 
        สำหรับคุณครูทั้งสามท่านของผมนั้น ยากที่จะหาคำบรรยายใด ๆ มาอธิบายคุณลักษณะของท่านทั้งสามได้ แต่สิ่งที่ทั้งสามท่านยังเหมือนกันก็คือ

        1.ท่านมีหัวใจอันเปี่ยมด้วยความรัก ความรักที่ท่านทั้งสามมีให้กับพวกเด็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน เป็นความรักอันบริสุทธิ์ รักลูกศิษย์เหมือนลูกของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ท่านทั้งสามไม่มีผู้ใดที่แต่งงานหรือมีบุตรเลย เพราะท่านคงไม่มีเวลาให้กับครอบครัวประการหนึ่ง อีกประการสำคัญคือ ท่านมีบุตรอย่างพวกเรามากมายหลายรุ่นอยู่แล้ว และความรักที่ท่านมีให้กับพวกเรานั้น เป็นความรักที่เท่าเทียมกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชังแต่อย่างใด

        2.ท่านมีหัวใจแห่งการให้ การให้ของท่านนั้น เป็นการให้ทั้งวิชาและความรู้ ให้ความเป็นผู้ดีมีวินัย ความเป็นสุภาพบุรุษ เป็นการให้อย่างไม่หวังผลตอบแทนใดๆ อีกทั้งเป็นการให้อย่างเที่ยงธรรม เป็นไปอย่างเสมอภาค

        3.ท่านมีหัวใจปิติยินดีในความสุขของผู้อื่น โดยเฉพาะลูกศิษย์ของท่าน เมื่อท่านได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของลูกศิษย์ อันเกิดจากการประพฤติปฎิบัติดีของเขาเหล่านั้น ท่านก็มีความคิดแช่มชื่น ยินดีด้วยกับเขา เวลาพูดถึงลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นผู้ทำคุณงามความดี ให้กับบ้านเมือง ดวงตาของท่านแม้จะพร่ามัวในวัยชรา ก็ฉายแววประกายแจ่มใส บางครั้งท่านก็ถอดแว่นออกซับน้ำตาแห่งความปิติชื่นใจ ด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มยินดี ผมได้มีโอกาสเห็น 2-3 ครั้งเลยทีเดียว

        4.ท่านมีหัวใจที่สงบนิ่ง เมื่อท่านทั้งสาม มีหัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความรักความสุขในการให้กับลูกศิษย์ของความยินดีในการที่เห็นลูกศิษย์มีความสุขความเจริญหัวใจท่านก็มีความสงบนิ่ง เยือกเย็น ท่านไม่มักมากในลาภผล ไม่เคยแสดงความยินดี เมื่อผู้ปกครองที่มีฐานะดีเอาข้าวของมาให้ท่าน ในสมัยนั้นมักเป็นของรับประทาน ส้มสูกลูกไม้ ท่านก็รับประทานเป็นของกลาง ระหว่างพวกครูด้วยกัน ไม่เคยเอาเข้าพกเข้าห่อ หากเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณท่านก็ยังแบ่งกันอีก ท่านไม่มีความโลภโมโทสันเลย ก็จะเห็นว่าได้ ท่านทั้งสามเก็บอารมณ์ไว้ได้แนบเนียน ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำความผิด ซุกซน เพียงใดท่านก็วางสีหน้าได้เรียบเฉย ทำให้พวกเรายำเกรงกันอย่างมาก

        สรุปได้ว่าท่านทั้งสามมี "คุณธรรมของความเป็นผู้ใหญ่" อย่างครบถ้วน 
        ครับ! ใช่ครับ! "พรหมวิหารธรรม" ของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง 
        ท่านเป็นปูชนียบุคคลที่สมควรแก่การเคารพนบไหว้โดยแท้

        เขียนคอลัมน์นี้จบ พรุ่งนี้ผมตั้งใจจะใส่บาตรทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให่ท่านทั้งสาม แล้วจะเปิดอัลบั้ม กราบรูปของท่าน แล้วจะบอกท่านทั้งสามว่า

        "ผมรักครูครับ เกิดชาติไหนก็ขอเป็นลูกศิษย์ครูทุกชาติไป และอ้อ...คุณครูครับ!

        ไอ้ตัวดีที่มันโกนหัวนกกระจอกน่ะ...

        ตอนโตมันแต่งงาน ไม่รู้ไปทำดีอะไรเข้า เลยถูกเมีย ไล่ออกจากบ้าน!!

        ....สมน้ำหน้ามัน นะครับ!!!

……….

ท้ายบท ท่านผู้อ่าน ที่โพสต์ความเห็นใน “กาแฟขม ขนมหวาน” ตอนก่อนหน้านี้ คือตอน ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ  http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=425มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ขนมร้านแม่บุญล้น...นักชิมจะรู้ดีว่าอร่อยกว่า แม่กิมๆทั้งหลาย ด้วยรสชาดที่กลมกล่อมไม่หวานแหลมจนเกินไป...แต่วาดฝันขอแนะนำแฟนๆท่านวาทฯ...ให้ลองชิม ขนมบ้าบิ่น ของแม่บุญล้นครับ...พูดไปจะเหมือนโฆษณาเกินจริง เดี๋ยว สคบ.จะมาเซนเซ่อร์ เอาเป็นว่า ถ้ามีโอกาสไป ท่ายาง เพชรบุรี สิ่งที่พลาดไม่ได้ คือลองไปชิมครับ เพราะทุกครั้งที่ผมผ่าน จะต้องซื้อกลับไปฝากเพื่อนบ้านที่ กรุงเทพฯไม่ต่ำกว่า 20 ถาด...ส่วนมุข ของท่านสันติบาลเก่า เห็นทีจะรับไม่ไหวละครับ...เพราะขาไป มีทั้งปืนทั้งระเบิด อันตราย..และขากลับ ดูท่าย่าโมท่านคงไม่อยากนั่งรถแท็กซี่หรอกครับ เห็นท่าท่านท้าวสะเอวมั๊ยครับ ท่านคงบอกว่า แท็กซี่วิ่งช้า ฉันรอรถไฟฟ้าความเร็วสูงดีกว่า...
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันอมยิ้ม  58.9.167.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2
นับว่าผู้บริหารระดับสูงองค์กรตำรวจในยุคนั้นมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจึงได้บรรจุอาจารย์จำนง บำเพ็ญทรัพย์ ผู้มีความรู้ความสามารถทางวิชาต่อสู้ป้องกันตัวหรือการต่อสู้นอกแบบเข้าเป็นตำรวจสันติบาลเพื่อถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว ผมว่าหากอาจารย์จำนงเกิดในยุคนี้ คงไม่มีโอกาสเช่นนั้นเพราะสมัยนี้การจะบรรจุบุคคลภายนอกเข้าเป็นตำรวจตกอยู่ใต้อำนาจนักการเมืองชั่วหมดแล้วไม่ว่ารัฐบาลปัจจุบันหรือยุคแมลงสาปที่ท่านอาจารย์ว่านั่นแหละน่า.... เมื่อพูดถึงวิธีการต่อสู้สำหรับชีวิตตำรวจ ผมมีเรื่องเล่าจากประสพการณ์จริงครั้งหนึ่งในขณะรับราชการตำรวจที่พอจะจำได้ดังนี้..... หลังจากจบจาก ร.ร.พลตำรวจบางเขนแล้วได้รับการบรรจุที่ สน.พระราชวัง ใกล้กับปากคลองตลาด เมื่อต้นปี 2508 สมัยนั้น กองบังคับการวิทยุสายตรวจ(วศน.)มีสถานะเป็นแค่กองกำกับเท่านั้นมี พ.ต.ท.เสริม จารุรัตน์ เป็นหัวหน้า ได้จัดให้มีการฝึกอบรมควบคุมฝูงชน(ที่เรียกกันว่าปราบจราจลหรือปราบม๊อบในปัจจุบันนั่นเอง) ตำรวจทุกสถานีต้องถูกส่งไปอบรมหลักสูตรนี้หลายคนไม่อยากไปดังนั้นตำรวจที่บรรจุใหม่จึงเป็นตัวเลือกของหัวหน้าสถานี ผมเป็นหนึ่งในจำนวน 10คนที่ถูกส่งไปเป็นรุ่นแรก เมื่อไปเข้าอบรมแล้วจึงทราบว่ามีการฝึกอบรมยิงปืนพกระบบ p. p. c.ด้วย และจากยุทธวิธีการฝึกยิงต่อสู้ระดับประชิดตัวของครูฝึกคือ ร.ต.ท.จารักษ์ แสงทวีป ทำให้ผมรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดมีโอกาสมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง........เช้าวันหนึ่งที่ถนนบ้านหม้อซึ่งเป็นย่านการค้าเพชรที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯยุคนั้น ได้มีคนร้ายเข้าปล้นร้านทอง "เบ้กิมเอี้ยะ"ใกล้สี่ยแยกพารุดถนนบ้านหม้อ ผมทราบเรื่องนี้พร้อมกับตำรวจฝ่ายสืบสวนรุ่นพี่อีก7-8 คนที่กำลังเข้าประชุมเพื่อรับนโยบายจาก ร.ต.อ.สนั่น ตู้จินดา สารวัตรสืบสวนขณะนั้น ที่ทราบเพราะมีคนขับแท็กซี่คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนสถานีพร้อมแจ้งว่า มีคนร้ายปล้นทองที่ถนนบ้านหม้อกวาดทองใส่กระเป่าขึ้นรถขับหนี้ไปทางสะพานพุทธ ตนจึงขับตามไปพบว่าคนร้ายจอดรถทิ้งไว้ที่ซอยข้างโรงหนังเอ็มไพร์วิ่งหนีเข้าไปในตลาด คนร้ายมีปืน เมื่อได้รับแจ้งเช่นนั้นทุกคนรู้หน้าที่ต่างคนต่างวิ่งลงจากสถานีมุ่งหน้าไปยังตลาดปากคลองตลาด ผมวิ่งไปกับจ่าหวลหัวหน้าสายสืบมุ่งไปตรงซอยท่าเรือปากคลองโอ่งอ่างฝั่งตรงข้ามกับ ร.ร.ราชินี ขณะนั้นประมาณแปดโมงเช้ากว่านิดหน่อย พ่อค้าแม่ค้ากำลังซ้ือขายกันวุ่นวายไปหมด ผมมองเห็นชายร่างสูงใหญ่สรวมกางเกงสีกากีแบบตำรวจใส่เสื้อฮาวายลายดอก มือข้างหนึ่งหิ้วกระเป๋าเดินทาง ส่วนอีกข้างหนึ่งกำผ้าเช็ดหน้าสังเกตมีรอยเปื้อนเลือดสดๆเดินมุ่งหน้าไปที่โป๊ะท่าเรือข้ามฟากจึงสะกิดบอกจ่าหวล ทันที่ทันใดนั้นจ่าหวลตระโกนร้องเรียกชายผู้นั้นว่า เฮ้ยนั่นใครหยุดก่อน คนร้ายหันกลับมาพร้อมสาดกระสุนใส่ 2 นัดซ้อน ผมและจ่าหวลโดดเข้าที่กำบังซึ่งบริเวณนั้นมีปี๊ปน้ำมันก๊าซวางรียงซ้อนอยู่ ต่างคนต่างสาดกระสุนกันระยะห่างกันเพียงแค่ปี๊ปน้ำมันเปล่าที่วางซ้อนเรียงกันประมาณ10ใบเท่านั้น ผมและจ่าหวลอยู่บนบกส่วนคนร้ายอยู่บนโป๊ะ ซึ่งมีแม่ค้ายืนรอเรือเพื่อจะข้ามฝั่งไปทางวัดกัลยา ต่างคนต่างสดกระสุนเข้าหากันในที่สัดเห็นคนร้ายคนหนึ่งผงะทิ้งกระเป๋าพร้อมคว้าเพื่อนอีกคนหนึ่งโดลลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ตำรวจสายตรวจได้ถูกระดมมาเสริมกำลัง รวมทั้งตำรวจสายตรวจทางน้ำจาก สน.บวรมงคลและตำรวจน้ำ และนักประดาน้ำช่วยกันค้นหาคนร้ายหลายคนคิดว่าคนร้ายคงจมน้ำตายไปแล้ว แต่ผมกับ ส.ต.ท.จำลอง พจน์ด้วง สายสืบด้วยกันเชื่อว่าคนร้ายต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในโพรงดินริมฟังแม่น้ำ จึงเฝ้าคอยเวลาน้ำลดจึงได้ลงเดินสำรวจพร้อมปืนพกรีวอลเวอร์คูใจและไฟฉาย ผมกับพี่จำลองเดินคู่กันไปท่ามกลางโคลนตมสูงถึงหัวเขาด้วยความยากลำบาก จนไปพบโพรงดินจึงส่องไฟฉาย พบคนร้ายคนหนึ่งนอนคว่ำในมือถือปืนพกออโตเมติก ๒กระบอกพร้อมลั่นไกร ข้างกันนั้นมีคนร้ายอีกคนนอนหายใจรัวระรินใกล้ตายจึงตะโกนบอกให้คนร้ายวางปืน ผมมาทราบจากคนร้ายที่ถือปืนเล็งมาที่ผมว่าเขาตั้งใจจะยิงผมแต่ไม่มีแรงเหนี่ยวไกปืนเนื่องจากนอนแช่น้ำมานานมากจนเป็นตะคริว(นับว่าผมยังไม่ถึงที่ตาย) ในที่สุดผมและพี่จำลองได้จับกุมคนร้ายได้สำเร็จ 2 คน คนร้ายคนหนึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา คนร้ายที่จับเป็นได้ทราบชื่อภายหลังว่า นายชลอ มีหลาย เป็นชาวจังหวัดอยุทธยา และจากการสอบสวนขยายผลได้ความว่าได้ใช้ระยนต์ฟอร์คอร์แซร์แอร(รุ่นแม่หม้ายผ้าขาวม้าแดงจอมพลสฤษดิ์)มาปล้นทองที่ร้านทองดังกล่าวโดยใช้ขวานทุบตู้กระจกขนทองใส่กระเป๋า บังเอิญถูกกระจกบาดมือเป็นแผลเลือดไหล และได้ความอีกว่าโจรชุดนี้เคยปล้นร้านทองที่ประตูน้ำ ปล้นร้านนาฬิกาแดนทองในท้องที่ สน.ชนะสงคราม และยิงตำรวจสายสืบตาย ในวันเกิดเหตุยังใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ที่ปล้นมาด้วย หลังเกิดเหตุทราบว่ามีคนถูกลูกหลงถูกยิงเป็นหญิงท้องแก่แต่รอดชีีวิต ชาวบ้านร้านค้าบริเวณปากครองตลาดต่างเข้าใจว่าเป็นการถ่ายภาพยนต์จึงยืนมุงดูเหตุการณ์ ดีว่ามีกระสุนลูกหลงถูกหญิงท้องแก่เพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเราได้ใช้อาวุธปืนอย่างระมัดระวังตามที่ได้ฝึกฝนมา สำหรับนายชะลอ มีหลาย เป็นเสือร้ายที่ปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์มาหลายท้องที่ แม้ถูกจับในคดีนี้แล้วในระหว่างถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำใกล้เสาชิงช้า ยังได้พยายามจะแหกคุกด้วยการจุดไฟเผาเรือนคุมขังอีกในท้องที่ สน.สำราญราษฏ์ ผลงานครั้งนี้ตำรวจสามารถได้ทองรูปพรรณของกลางน้ำหนักประมาณกว่ายี่สิบกิโลคืนมาทั้งหมดไม่หายแม้แต่เท่าหนวดกุ้ง ผมและตำรวจสายสืบชุดจับกุมได้รางวัลจาก พล.ต.ต.ณรงค์ มหานนท์ ผบก.น.เหนือ ในขณะนั้นเป็นผ้าสีกากีตัดเคร่ืองแบบคนละ 1 ชุดครับ ส่วนเจ้าของร้านทองที่ได้ทองที่ถูกปล้นคืนมาทั้งหมดเพียงเสียค่าช่างมาซ่อมเปลี่ยนกระจกตู้เท่านั้น.... เหตุการณ์ครั้งนั้นผมจำได้ไม่เคยลืม และยังนึกขอบคุณถึงนายตำรวจครูฝึกจาก ว.ศ.น.ที่เอ่ยนามมาแล้วข้างต้น รวมทั้งเทพดาฟ้าดิน ทำให้รอดพ้นลูกปืนคนร้ายมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ...... ร.ต.ต.นิรันดร์/เชียงใหม่
โดยคุณ
nirund8@gmail.com  118.172.0.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
ด้วยความเคารพท่านผู้เขียน ท่านอาจารย์จำนงค์ บำเพ็ญทรัพย์ ท่านยังมีชีวิตอยู่ครับ เพียงแต่ท่านชราแล้ว (อายุ 85 ปี) เลยไม่ค่อยได้ไปปรากฏตัวที่ไหนครับ ผมได้อ่านบทความของท่านแล้ว ผมรู้สึกทราบซึ้งมากครับ
โดยคุณ
ed_3800@yahoo.com  49.231.98.XXX 

        (*** กาแฟขม ขนมหวาน ตอน เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม ออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2556)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER