หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > เรื่องเศร้าเช้านี้
หัวข้อ : เรื่องเศร้าเช้านี้ เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

เรื่องเศร้าเช้านี้

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้…จิบกาแฟขมด้วยอารมณ์แจ่มใส ระหว่างออกกำลังได้ยินเสียงนกร้องตอนเช้า เพราะแถวบ้านผมอากาศดี มีนกบินมาเป็นประจำ มากที่สุดนอกจากนกกระจอกแล้ว เห็นจะเป็นนกเขาหลากพันธ์ ไม่รู้ว่ามาจากไหนกัน 
        เดิมทีผมเคยเอาข้าวและถั่วเลี้ยงพวกมัน แต่ภายหลังมันแห่แหนกันมาจากไหนไม่ทราบ เพื่อมาเบรคฟาต์ที่บ้านของผมในตอนเช้า อยู่ยาวจนลั้นช์ยันดินเนอร์ด้วย บ้านผมจึงเต็มไปด้วยมูลนกนานาชนิดจนทนไม่ไหว จำต้องเลิกเลี้ยงไป

        ชีวิตผมไม่นิยมการเลี้ยงสัตว์ เคยเลี้ยงหมาอยู่ตัวเดียว ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้วว่า 
        ผมไม่อยากพบกับการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก ถึงจะเคยซื้อหมาให้ลูกตัวเองก็ถือว่าเป็นหมาของลูก หรือคนอื่นเขาฝากเลี้ยงหรือเอามาให้ ซึ่งผมก็ไม่ถือว่าเป็นหมาของผม หากแต่ให้คนในบ้านทำหน้าที่เลี้ยงกันไป ไม่นิยมการขวนขวายหาสัตว์มาเลี้ยงเป็นส่วนตัว 
        ตอนเด็กๆที่บ้านเคยเลี้ยงสัตว์อื่นนอกจากหมาคือนกแก้ว เพราะพ่อผมชอบสอนมันพูดจนเก่ง พูดได้ทั้งวัน เพราะความที่พ่อเอาใจใส่สอนมันนั่นเอง

        ต่อมาพ่อได้โยกย้ายไปรับราชการหัวเมืองอีกครั้ง ในตำแหน่งที่สูงขึ้น และใกล้เกษียณแล้ว พ่อก็ยังเลี้ยงนกอีกคราวนี้เป็นนกขุนทอง ซึ่งก็เป็นนกช่างพูดอีก การเลี้ยงสัตว์อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พ่อเป็นคนอารมณ์ดี มีจิตใจที่เป็นสุข และเป็นอาจารย์ที่ลูกศิษย์เป็นนายตำรวจมากมายรักเคารพ พ่อบอกว่าการเลี้ยงนกแก้วนกขุนทองเป็นของดี เพราะทำให้เราเพลิดเพลินเจริญใจ ฟังเสียงมันพูดก็เป็นสุขแล้ว

        พ่อเคยบอกว่า โบราณเขาทำนายความฝันว่า ถ้าเห็นนกแก้วนกขุนทองจะมีคนซุบซิบ ติฉินนินทาว่าร้าย เม้าธ์เรื่องราวเราไปในทางไม่ดีลับหลัง       
        ผมแย้งพ่อว่า ฝันอย่างเห็นนกสองชนิดนี้ น่าจะเป็นเมียบ่นหรือด่าน่าจะเข้าเค้ากว่า แต่ภายหลังพบว่า ความจริงตามตำนานทายฝันของไทยโบราณนั้น หากฝันเห็นนกแก้วหรือนกขุนทอง คำทำนายฝันเป็นไปอย่างที่พ่อผมเคยบอกเอาไว้จริงๆ

        สำหรับผมเองนั้น เมื่ออยู่โรงเรียนเตรียมทหาร ต้องเลี้ยงนกโดยบังเอิญ เพราะวันหนึ่งมีนกหงษ์หยกตัวหนึ่งหลุดเข้ามาในห้องนอนของผม ไล่ก็ไม่ไป ดูเหมือนจะบาดเจ็บมาด้วย 
        ผมเลยเอาฝาชีครอบมันไว้ และเลี้ยงนกตัวนี้ อยู่ในฝาชีอยู่สองสามวันไปซื้อกรงมาใส่ ให้อาหารทุกวัน ต่อมาเห็นมันอยู่ในกรงจับเจ่าเหงาอยู่ตัวเดียว เลยไปซื้อเพิ่มมาอีกสองสามตัว เข้าไปอยู่ในกรงใหม่ที่ขยายกว้างขวางขึ้น
        มันขยายพันธ์รวดเร็วมาก เพราะหงษ์หยกเป็นนกที่ขยัน
เมคเลิฟเป็นอย่างยิ่ง ยังสงสัยว่า ทำไมคนเขาไม่คิดเอามันไปทำยาจีน ขายให้คนเสื่อมสมรรถภาพด้านพลังเพศ 
        ในที่สุดเมื่อผมเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็ได้บริจาคนกเหล่านี้ให้ผู้คนไปจนหมดสิ้น และไม่เคยเลี้ยงนกอีกเลยตราบจนทุกวันนี้

        มีเรื่องที่พ่อเล่าให้ฟัง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กและผมชอบมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับพญานกแขกเต้า ซึ่งนกชนิดนี้อยู่ในวงศ์เดียวกับนกแก้ว บางทีเขาเรียกว่า 
        “นกแก้วแขกเต้า” 
        ขออนุญาตเล่าให้ท่านผู้อ่าน ที่ยังไม่เคยฟัง นำเอาไปเล่าให้ลูกหลานยุคมือถือ ได้รับรู้เรื่องของความรับผิดชอบ ความรักและความกตัญญู ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในการจรรโลงสังคมไทยเรามาอย่างยาวนานแล้ว 
        เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นการเล่าตามสำนวนของผมเอง อาจไม่เหมือนกับฉบับอื่นๆ เรื่องมีอยู่ว่า

        ญานกแขกเต้าที่มีนกบริวารอยู่นับพันตัว ทุกวันเจ้าแห่งนกตัวนี้ได้นำฝูงของตนจากป่างิ้วอันร่มรื่น ไปหากินข้าวสาลีในที่นาสุดเขตแคว้นมคธ ซึ่งมีชาวนาเป็นเจ้าของ เมื่อบริโภคข้าวตกจนอิ่มหนำแล้ว ก็บินกลับสู่นิวาสถานแห่งตนโดยปากเปล่าทุกตัว ต่างจากพญานกเท่านั้นที่คาบข้าวสาลีสามรวง กลับไปด้วย

        การกระทำของพญานกนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับชายชาวนาผู้เป็นเจ้าของผืนนาอันอุดมแห่งนั้น จึงได้เพียรดักจับพญานกแขกเต้าด้วยการวางบ่วงดักอยู่หลายวัน จนในที่สุดก็ประสพความสำเร็จโดยดักเจ้าแห่งวิหคตัวนี้ไว้ได้       
        เมื่อจับได้แล้วชาวนาจึงเอ่ยถามพญานกว่า

        “เจ้านกเอ๋ย เมื่อเจ้าบริโภคข้าวในนาของเราแล้ว เหตุใดเจ้ายังคาบข้าวในนาของเรากลับไปอีกวันละสามรวง หรือท้องของเจ้านั้นมันใหญ่กว่านกตัวอื่น หรือเจ้ามียุ้งฉางส่วนตนเก็บเอาต่างหาก หรือเป็นเพราะเวรกรรมที่เรามีต่อกันในชาติปางก่อน มันเป็นอย่างไรข้าใคร่รู้นัก”

        พญานกจึงเอ่ยตอบกลับไปว่า

        “ท่านชาวนาผู้เจริญ ข้าพเจ้านั้นท้องไม่ใหญ่เกินกว่านกอื่น และข้าพเจ้าก็หามียุ้งฉางส่วนตนก็หาไม่ ด้วยว่าเป็นผู้ไม่โลภ และท่านกับข้าพเจ้า ก็หามีเวรต่อกันมาแต่ชาติปางก่อนแต่อย่างใด การที่ข้าพเจ้าคาบข้าวสาลีของท่านไปสามรวงนั้น ขอบอกท่านว่า รวงหนึ่งข้าพเจ้าเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขากู้ ส่วนอีกรวงหนึ่งนั้นได้เอาไปฝังไว้ เหตุเป็นดังนี้ ท่านชาวนาผู้เจริญ”

        ชายชาวนาฟังพญานกแขกเต้าเฉลยดังนั้น ก็เกิดความสงสัยเป็นกำลัง จึงถามต่อไปว่า

        “ข้าฟังคำของเจ้าแล้ว ติดไม่ออกว่า เจ้าเอารวงข้าวไปใช้หนี้ใคร เอาไปให้ใครกู้ และเอาไปฝังไว้ที่ไหน และเหตุใดจึงกระทำดั่งนั้น”

        พญานกแขกเต้าจึงวิสัชชนาต่อไปว่า

        “ท่านชาวนาผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะคลี่คลายความสงสัยของท่านดังนี้ 
        ข้าวสาลีที่ข้าพจ้าคาบไปรวงที่หนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า คือการเอาไปเลี้ยงดูพ่อแม่ของข้าพเจ้าซึ่งอยู่ในวัยชรา ท่านไม่สามารถโบยบินมาร่วมกินอาหารกับข้าพเจ้าได้เหมือนกับนกอื่นๆ แต่ท่านทั้งสองเป็นผู้ให้กำเนิด และได้เฝ้าถนอมกล่อมเลี้ยงเลี้ยงดูข้าพเจ้ามาจนเติบใหญ่ จึงนับว่า ท่านทั้งสองเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่กว่าขุนเขา และมหาสมุทรในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้รวมกัน นับว่าตัวเองเป็นหนี้ท่านอยู่มาก 
        ดังนั้น การที่ข้าพเจ้าเลี้ยงดูท่านในยามนี้จึงนับว่าเป็นการเอาไปใช้หนี้ท่านนั่นเอง

        สำหรับรวงที่สองที่ข้าพเจ้าว่า เอาไปให้เขากู้นั้นหมายความว่า ข้าพเจ้าคาบเอาไปเผื่อเอาไปให้ลูกน้อยทั้งหลายของตน ที่ยังเล็กอยู่และยังไม่สามารถหากินเองได้ และเมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงพวกลูกๆในตอนนี้แล้ว หากเขาเป็นบุตรที่มีความกตัญญู ต่อไปภาคหน้า ยามที่ข้าพเจ้าแก่เฒ่าชะแรแก่ชรา พวกเขาก็จะเลี้ยงตอบแทน จึงจัดว่า
        เป็นการเอาไปให้เขากู้!

        ส่วนรวงที่สามสุดท้าย ที่ข้าพเจ้าบอกว่าเอาไปฝังไว้ คือการที่ข้าพเจ้านำเอาไปทำบุญด้วยการให้ทานกับนกอื่นที่แก่ชรา นกบาดเจ็บ พิการหรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถหากินได้ด้วยตนเอง เท่ากับเอาไปฝังไว้นั่นเอง ทั้งนี้เพราะบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้ การเป็นดั่งที่ข้าพเจ้าได้เฉลยมานี้ ท่านชาวนาผู้เจริญ”

        ชายชาวนาผู้เป็นเจ้าของไร่สาลีอันอุดม ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสจึงกล่าวด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเคารพ ว่า
        “พญานกเอ๋ย ท่านนี้เป็นผู้มีความกตัญญูต่อบิดามารดา เป็นผู้มีความเมตตาต่อลูกน้อย และเป็นผู้มีใจบุญ ที่มีปัญญา รอบคอบมองการณ์ไกล”

        พญานกฟังชาวนานกล่าวดังนั้น ได้กล่าวต่อไปว่า

        “ท่านชาวนาผู้เจริญ อันข้าวสาลีของท่านที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้นก็เปรียบดั่งเอาทิ้งลงไปในเหว ที่ไม่รู้จักเต็ม ด้วยว่าข้าพเจ้าต้องบินมากินทุกวัน กินวันนี้แล้ว พรุ่งนี้ข้าพเจ้าก็ต้องมา กินแล้วกินอีกเป็นดั่งนี้แล้วกินเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักเต็ม จะไม่กินก็หาได้ไม่ เพราะหากท้องหิวข้าพเจ้าก็ทุกข์ เป็นดั่งนี้ท่านผู้เจริญ”

        ชาวนาได้ฟังดั่งนั้นแล้ว จึงกล่าวกับเจ้าแห่งปักษี ว่า

        “ท่านพญานกผู้เรืองปัญญา เมื่อแรกนั้นข้าพเจ้าคิดว่าท่านเป็นนกที่มีความโลภเป็นที่ตั้ง เพราะนกตัวอื่นหากินจนอิ่มหนำแล้ว โดยไม่คาบรวงข้าวกลับไปด้วย ส่วนท่านนั้นเมื่อบินมากินแล้วกลับคาบรวงข้าวกลับไปอีก แต่เมื่อฟังคำของท่านแล้วจึงได้รู้ความจริงว่า ที่ท่านคาบไปไม่ได้เป็นเพราะความโลภ หากแต่คาบไปเพราะความดีงาม คือนำไปเลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงลูกน้อยแห่งตน และเอาไปทำบุญ ท่านนั้นเป็นผู้กระทำแต่ความดีน่าสรรเสริญยิ่ง”

        ชาวนาเจ้าของไร่สาลีอันอุดม ได้มีจิตเลื่อมใสในคุณธรรมของพญานกเป็นยิ่งนัก จึงได้บรรจงแก้เครื่องพันธนาการที่ผู้รัดออกจากเท้าพญานก และปล่อยให้เป็นอิสระ แล้วได้กล่าวมอบนาข้าวสาลีให้กับพญานก แต่เจ้าแห่งนกได้รับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง คะเนว่าเพียงพอสมควรแก่บริวารแห่งตน จึงได้กล่าวขอบคุณแก่ชาวนา และได้กล่าวให้โอวาทแก่ชาวนาผู้เลื่อมใสตนนั้นว่า

        “ขอให้ท่านจงหมั่นสั่งสมกุศล ด้วยการบริจาคทานและเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าด้วย อีกทั้งพึงดำรงตนด้วยความเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ท่านจะถึงพร้อมด้วยความเจริญ”
จบโอวาทแล้วพญานกก็กล่าวอำลา โผขึ้นยังนภากาศ นำบริวารโบยบินไปยังป่างิ้วอันเป็นนิวาสถานแห่งตน

        ฝ่ายชาวนาเจ้าของที่ดิน ได้ถือปฏิบัติตนตามโอวาทของพญานกแขกเต้า ได้บริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว และตั้งใจประกอบคุณงามความดี ทำบุญกุศลตั้ง และอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมาจวบจนตลอดชีวิต

        นั่นคือนิทานพ่อเล่าให้ฟัง และยังอยู่ในความทรงจำของผม จึงนำมาถ่ายทอดวันนี้ และหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน เก็บเอาไว้สอนลูกหลานได้ตามสมควร

        ราวนี้ มาถึงเรื่องที่ผมว่าเป็น “เรื่องเศร้าเช้านี้” ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “นกแก้ว” กันบ้าง ลองฟังดูนะครับ       
        ที่โรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ในส่วนของเด็กโต มีพื้นที่ถึง 100 ไร่ ทางด้านสนามหลังติดกับถนนพิชัย มีประตูทางเข้าสองประตูด้วยกัน คือ ประตูเข้าทางด้านหลังโรงเรียน และประตูทางเข้าสมาคม ซึงมีต้นก้ามปูปลูกเรียงติดกำแพง มีสนามรักบี้มาตรฐานอยู่สองสนาม ซึ่งเป็นสนามซ้อมและใช้แข่งขันเป็นบางครั้ง 
        ส่วนสนามใหญ่ด้านหน้าโรงเรียน ใช้เป็นสนามหลักในการแข่งขันหรือรับทีมเยือนจากต่างประเทศ และเป็นที่รับเสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬานักเรียน

content/picdata/436/data/photo_00098.jpg

        ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโรงเรียน มีนกนานาชนิดอาศัยอยู่ และมีนกหายากบางพันธ์หลุดมาจากเขาดิน มาอาศัยอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ในโรงงเรียน ซึ่งมีความร่มรื่น ด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และเมื่อไม่มีผู้ทำอันตรายกับมัน 
        นกหลายพันธ์โดยเฉพาะนกแก้วได้ขยายเผ่าพันธ์ของมัน และอาศัยในบริเวณหมู่แมกไม้โรงเรียนด้วยความเป็นสุข       

        นกแก้วนั้นเป็นนกสีสวยสด ลำตัวสั้น ขาสั้นและแข็งแรง ส่วนมากหางยาว เท้ามีนิ้ว 2 คู่ งอชี้ไปหน้าหลังได้ ปากเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว สามารถช่วยเหลือในการปีนป่าย อยู่รวมกันเป็นกลุ่มในป่า สร้างรังในโพรงไม้ ลักษณะพิเศษของนกแก้วนั้นมีลิ้นใหญ่และหนา สามารถพูดเลียนแบบเสียงคนได้อย่างไพเราะ  

        นกแก้วผัวเมียคู่หนึ่ง อยู่ในโพรงตรงบริเวณต้นไม้ใหญ่ติดประตูทางเข้าออกด้านหลังซึ่งติดกับถนนพิชัย นกแก้วคู่นี้ออกลูกมาหลายครั้ง เมื่อลูกโตก็โบยบินจากไปหารังใหม่ แต่ยังคงอยู่รวมเป็นฝูงตามอุปนิสัยดั้งเดิมของนกแก้ว    
        ทั้งสองตัวผัวเมียยังคงอาศัยอยู่ที่โพรงเก่า (ดังภาพที่เห็น) 
        แล้วคราวเคราะห์ซึ่งอาจเกิดกับคนหรือสัตว์ใดก็ได้ ตามวิถีแห่งกรรมได้กำหนดที่ได้จรมาเยือนนกแก้วสองผัวเมียคู่นี้ ก็เฉกเช่นเดียวกันกับสัตว์โลกอื่น

        หลายปีมาแล้ว มีการก่อสร้างปรับปรุงอาคารภายในโรงเรียน คนงานได้นำสายไฟไปพาดผ่านต้นก้ามปู เจ้ากรรมแท้ๆที่ผ่านโพรงที่นกแก้วคู่นี้อาศัยอยู่พอดิบพอดี ตอนที่คนงานยกสายไฟขึ้นพาดนั้น เขาก็ไม่ทราบว่า ได้พาดผ่านรังน้อยที่นกแก้วคู่ผัวตัวเมียนี้อยู่อย่างเป็นสุขมาโดยตลอด และเคราะห์ร้ายที่สายไฟที่พาดผ่านนั้นเกิดการถลอก ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ สายทองแดงภายในหลุดโผล่ออกมา เจ้ากรรมที่สายไฟซึ่งมีส่วนเปลือยหลุดนั้น ให้บังเอิญมาหยุดพาดผ่านจ่อตรงหน้าโพรง ซึ่งเป็นนิวาสถานอันแสนสุขมานานช้า ของนกแก้วคู่ผัวตัวเมียพอดิบพอดี (กรุณาดูรูปประกอบ)

content/picdata/436/data/photo_00099.jpg

        เหมือนยกเก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ประหารอาชญากร มาจ่อลงตรงประตูหน้าบ้านคู่ผัวตัวเมียที่แสนสุข ยังไงยังงั้น!

        วันเกิดเหตุนกแก้วตัวผู้บินออกไป ก่อนที่ช่างจะนำสายไฟมาพาด ส่วนตัวเมียซึ่งอยู่ในรูโพรงไม้ยังไม่ได้บินออกมา เมื่อเธอคืบคลานออกจากโพรงที่อาศัยเป็นปกติ เมื่อเห็นสายไฟระเกะระกะขวางหน้าปากโพรงตัวเอง จึงใช้ปากแข็งแรงกจิกสิ่งกีดขวางออก (รอยถลอกของสายไฟอาจเกิดตอนนี้ก็ได้) พร้อมกับไถลตัวออกนอกโพรง ตัวเธอจึงโดนสายไฟฟ้าเปลือยชำรุดเข้าอย่างจัง กระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างเล็กเข้าเต็มที่ ร่างแม่นกน้อยหงายผงะตกลงจากต้นไม้ ฟาดพื้นเบื้องล่างดิ้นพราด ถึงแก่ความตายด้วยความทุกข์เวทนายิ่ง       
        เจ้าหน้าที่โรงเรียนผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า

        เมื่อนกแก้วตัวผู้กลับมาเห็นร่างคู่ชีวิตผู้เคราะห์ร้ายของตัว นกผู้ผัวแผดเสียงร้องจ้า โหยหวน บินวนรอบร่างอันไร้ชีวิตของเมียสุดที่รักของตัว จนเจ้าหน้าที่ต้องนำร่างนกตัวเมีย หลบไปเสียจากสายตาของสามี ผู้เหลือแต่ความอาลัยและเปี่ยมด้วยความทุกข์เทวษอย่างสาหัส

content/picdata/436/data/photo_00991.jpg

        ทุกวันนี้ นกพ่อม่ายยังคงเกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้โดดเดี่ยว หน้าโพรงอันเคยเป็นรังรักอันแสนสุขของตนอย่างเดียวดาย ด้วยกริยาที่เศร้าหมองยิ่งนัก ทำให้ครูบาอาจารย์ นักเรียน รวมทั้งผู้ที่เดินเข้าออกประตูโรงเรียนทางด้านนี้ รวมทั้งผม พลอยโศกเศร้าและหดหู่ใจไปด้วย จึงได้ให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนบันทึกภาพไว้หลายสิบภาพ และนำมาลงให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกัน

        ความรู้สึกเศร้าใจไปกับนกแก้ว ผู้สูญเสียภริยาสุดที่รักเป็นอย่างยิ่ง แต่นกผู้ผัวนั้นจะตรอมใจเพียงไรผมคงบรรยายความรู้สึกนั้นไม่ได้ดีเท่าพ่อนกแก้ว แต่อย่างไรก็ดี อาจารย์โรงเรียนวชิราวุธ กำลังจะให้นักเรียนเขียนเรียงความ เกี่ยวกับนกแก้วคู่นี้ ซึ่งผมอาจนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกันต่อไป

        ก่อนจบคอลัมน์ “เรื่องเศร้าเล่าเช้านี้” คงจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่เรียนท่านผู้อ่านว่า ผมได้เล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนนักเรียนวชิราวุธรุ่นเดียวกันกลุ่มใหญ่ฟัง       
        เพื่อนคนหนึ่งที่ไหวพริบและการพูดจาย้อนคนเป็นเลิศ ทำท่าราวกับเขาพลอยรู้สึกเศร้าใจไปกับเรื่องเล่าของผมเป็นอันมาก เขาพูดขึ้นมาลอยๆว่า        
        “น่าสงสารจริงๆ”

        เว้นวรรคถอนหายใจดัง ราวกับว่าเขาดื่มด่ำกับเรื่องของนกแก้ว ที่น่าสงสารคู่นี้ ตามคำบอกเล่าของผมไปด้วย       
        แล้วยังไม่ทันที่ใครจะตั้งตัว เขาก็ดันพูดทะลุต่อขึ้น อย่างที่ใครก็คาดไม่ถีงอีก ว่า 
        “นกไม่เหมือนคนนะเอ็ง คนเราน่ะ พอเมียตายมีแต่ความดีใจ เพราะจะได้ถึงเวลาหาเมียใหม่กันซะที!” 
        พูดจบเขาทำท่าอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนจะบอกต่อไปด้วยความเป็นคนปากไวอย่างโหดร้าย ว่า

        “ดูอย่างพวกเอ็งซิ ขนาดแก่แล้วทั้งนั้น และเมียพวกเอ็งก็ยังไม่มีใครตายด้วย แต่ก็เห็นเล็งหาเมียใหม่ รอท่าไว้ก่อนแล้วทุกคน ด้วยกันทั้งนั้น!!”

        แน่ะ...ดูปากมันซีครับ!!!

********

ท้ายบท สำหรับความเห็นของท่านผู้อ่าน ท้ายคอลัมน์กาแฟขม ขนมหวาน ตอนเปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม  http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=431
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
เมื่อเป็นเด็กๆเคยเรียนหนังสือชั้น ป.1-ป.4 ที่โรงเรียนวิชาวดี หลังสถานีรถไฟปากน้ำโพ ทุกวันศุกร์ก่อนเลิกเรียนตอนเย็นจะมีการเข้าห้องประชุมทั้งหมดทุกชั้นเรียน ครูทุกท่านจะมาอบรมสั่งสอนต่างๆแล้วมีการ ท่องสูตรคูณ ท่องอาชยาน ไหว้พระสวดมนต์ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี การสวดมนต์มีทั้งภาษาบาลีและภาษาไทยทำนองสรภัญญะ ซึ่งจำเข้าพุงและใช้ประโยชน์มาจนทุกวันนี้ อายุหกสิบกว่าแล้ว เห็นว่าการท่องจำให้เคยปากนั้น ยังเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนนักศึกษาอยู่นะครับ คุณครูทุกท่านสั่งสอนมาด้วยความรักความเมตตาจริงๆ แม้แต่นิทานบางเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟังเมื่อห้าสิบปีก่อน ยังประทับอยู่ในความทรงจำมาจนบัดนี้ และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ ครูวิม ท่านเล่าว่า ในชนบทแห่งหนึ่ง ประชาชนเคยอยู่กันอย่างสงบ ต่อมามีคนจีนได้อพยพเข้ามาอยู่ร่วมด้วย คนจีนขยันและเข้าใจหากิน คนไทยเป็นชาวนาเมื่อเสร็จงานนาก็ออกไปตามหนองหาจับปลาแรกๆก็พอหาได้ แต่นานวันก็หายาก จึงแอบไปขโมยปลาในลอบ ที่คนจีนดักไว้ พอขโมยปลาได้ตัว ก็ตัดครึ่งเอาไปแขวนไว้หน้าบ้านผู้พิพากษา เช้าขึ้นตุณนายผู้พิพากษาตื่นมาพบปลาแขวนอยู่ มองหาไม่รู้ว่าใครเอามาแขวน ก็นึกว่าชาวบ้านคงเอามาให้ ก็เลยเอาไปทำอาหารให้สามีกินก่อนไปทำงาน ส่วนชาวนายังคงไปขโมยปลาในลอบของคนจีนเหมือนเคย พอได้สองตัว ก็แบ่งเอาไปแขวนตัวนึง ถ้าได้สามตัว ก็แบ่งแขวนไว้ให้ตัวครึ่ง ถ้าได้สี่ตัวก็แบ่งไปแขวนให้สองตัว คุณนายก็เอาไปทำอาหารให้สามีกินเป็นประจำ เมื่อเล่าให้สามีฟัง สามีก็บอกว่าไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าใครเอามาให้ ดีแล้วไม่ต้องเสียตัง ต่อมาคนจีนจับได้ว่าคนไทยขโมยปลาตนไป จึงไปฟ้องผู้พิพากษาให้ลงโทษ ผู้พิพากษาจึงให้ตำรวจจับมาขึ้นศาลไต่สวน เมื่อผู้พิพากษาซักถามว่าลักปลาเขามาหรือเปล่า คนไทยก็ได้แต่พูดว่า ตัวคนละครึ่ง สองตัวคนละตัว สามตัว ตัวครึ่ง สี่ตัวสองตัว ก็เลยนึกถึงปลาที่มีคนแขวนไว้ให้หน้าบ้านแล้วคุณนายก็เอามาทำอาหารให้กินประจำ ก็เลยพิพากษาว่า ปลาอยู่ในหนอง เป็นของสาธารณะ ใครมีปัญญาก็จับได้จับเอา ไม่มีความผิด ยกฟ้อง กลับบ้านคนไทยโมโหที่ถูกคนจีนไปฟ้องศาล ตกกลางคืนก็เอาก้อนอิฐไปปาบ้านจนข้าวของแตกกระจายแล้วรีบหนีไป คืนที่สองก็ทำอีกแล้วหนีไปอีก พอคืนที่สามเอาก้อนอิฐปาอีกข้าวของเสียหายมากมายคนจีนจับได้ ส่งไปขึ้นศาล พอผู้พิพาษาซักถามว่า ปาบ้านเขาหรือเปล่า ก็ตอบแบบเดิม ตัวคนละครึ่ง สองตัวคนละตัว สามตัวตัวครึ่ง สี่ตัวสองตัว ผู้พิพากษาจึงตัดสินว่า" คนไทยปาบ้านเจ็ก ไม่ถูกหัวเด็ก ไม่เป็นไร" คนจีนโมโหมากเมื่อกลับไป จึงไปปาบ้านคนไทยบ้าง คนไทยจึงออกมาจับตัวส่งศาล ผู้พิพากษาซักถามว่า ปาบ้านเขาหรือเปล่า คนจีนก็ตอบว่า อั้วดูเลี้ยวม่ายเห็งมีเด็ก อั้วก็ปาแม่งมังบ้างซี ผู้พิพากษาจึงตัดสินว่า "เจ็กปาบ้านไทย ผีเรือนตกใจ ปรับสิบตำลึง" ในสมัยที่ ครูวิม ท่านเล่า เราก็สนุกสนานเพลิดเพลิน เพิ่งมารู้ตอนนี้เองว่าไอ้ที่เขาเรียกว่า สองมาตรฐาน หรือ DOUBLE STANDARD มันเป็นแบบนี้เอง ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด
โดยคุณ รินทร์  58.11.106.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
นึกภาพตามแล้ว น่าสนุกมาก พวกเด็กประจำมีเรื่องแผลงๆเยอะจัง
โดยคุณ โตมร  180.183.251.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
อารมณ์ขันของผู้เขียน ทำให้บทความนี้เปลี่ยนจากเรื่องเล่า กลายเป็นเรื่องอมยิ้ม
โดยคุณ ผู้มาใหม่  49.49.45.XXX

        (*** คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน เรื่องเศร้าเช้านี้ ออนไลน์ 28 มิถุนายน 2556)


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER