หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > “ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
หัวข้อ : “ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้...จิบกาแฟขมหลังออกกำลังเสร็จ ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุของคณะสุนทราภรณ์ ที่คุณ เลิศ ประสมทรัพย์ ศิลปินที่น่ารักของคณะสุนทราภรณ์ ท่านร้องเอาไว้ ขึ้นต้นว่า

        ...ทุ่งสีทอง มองสวยวิไล
        แผ่นดินทองเป็นของไทย ทำได้เป็นของเรา
        เสร็จจากงานการทั้งผอง
        ลูกทุ่งเสียงทองมิซึมเศร้า ร้องเพลงกันเถอะเรา
        เหมือนดัง นกเขาขันคู
        จู้ฮุกกรู จู้ฮุกกรู จู้ฮุกกรู....

        มีอีกเพลงหนึ่ง ชื่อ “นกเขาคูรัก” ฟังทีไรมีความรู้สึกดีจริงๆ เพลงนี้เป็นคุณ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี กับ คุณ ชรินทร์ นันทนาคร ขับร้องคู่กัน อัดเสียงครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2498 ที่ขึ้นต้นว่า 
        “นั่นแนะนกเขาคู จุ๊ก..จุ๊กกรู นกมันเฝ้าคูหาชู้มัน...”

        คำว่า “คู” นั้น ไม่ใช่ภาษาไทย หากเรานำมาจากภาษาอังกฤษ คือ coo หมายถึงกริยาของนก เช่น นกเขา หรือ นกพิราบ ที่ก่งคอขัน 
        ในเพลงคำว่า “คูรัก” จึงน่าจะหมายถึง นกเขาก่งคอขันอวดสำเนียงเสียงของตัว เพื่อให้ตัวเมียหลงใหล จนยอมเสียนื้อเสียตัวให้นกตัวผู้เจ้าของเสียงนั่นเอง 
        นกเขา หรือภาษาบาลีว่า “นกมัยหกะ” เจ้าวิหคนี้ส่งเสียงร้อง ที่ร้อง จุ๊ก...กรู หรือ จุ๊ก...กู ฟังเหมือนนกมันร้องว่า

        “ของกู...ของกู”

        พระท่านเลยนำไปสอนเป็นปริศนาธรรม ซึ่งท่านอาจารย์ พุทธทาส ชอบเทศน์สั่งสอนว่า 
        คนเรามันคิดถึงแต่ ตัวกู-ของกู คือ พวกเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง ซึ่งมีให้เห็นดาษดื่นในสังคมทั้งไทย-เทศ

        ม่ทราบว่า ทำไมถึงคนไทยเรียกอวัยวะเพศชายว่า “นกเขา” แต่พอคนเขียนเกิดมารู้ความ พ่อก็สอนให้เรียกอย่างนี้แล้ว 
        มีบางคนเขาว่า 
        อาจสืบมาจาก “ยาดองตรานกเขาคู่” ของ นายนรินทร์ (กลึง) ในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งคนไทยตอนนั้นไม่ทราบว่าตัวยาเข้าสุราด้วย กินแล้วคึกคักซู่ซ่า พระสงฆ์องค์เจ้าซื้อไปฉัน เพราะคิดว่าเป็นโอสถ 
        ต่อมาคณะสงฆ์ถึงกับต้องสั่งห้าม พระสงฆ์ฉันยาดอง เพราะกลัว
        นกเขาของ “ตุ๊เจ้า” เปิ้นจะ “ขัน” น่ะ! 
        เรื่องของนายนรินทร์ (กลึง) นี้น่าสนใจ จะนำประวัติมาคุยกันต่อไป 

        ในบ้านเรานั้น เวลาเด็กผู้ชายโตขึ้น พออายุเข้าสิบสองสิบสาม เริ่มมีปกปุยปรากฏรอบนกเขาตามธรรมชาติ ดังนั้น พอเด็กเริ่มเสียงแตก ผู้ใหญ่มักถามว่า
        “นกเขามีปีก...หรือยังล่ะลูก!?”
        อันมีความหมายว่า 
        โลมาอ่อนๆ ที่เป็นหมุดหมาย ความเป็นชายหนุ่ม นั้น ขึ้นหรอมๆ แหรมๆ มาบ้าง หรือยัง?

        ตอนเป็นนักเรียนประจำที่วชิราวุธนั้น เด็กชั้น ป.3-ป 6. จะอยู่คนละฝั่งโรงเรียนกับเด็กชั้นสูงกว่า ซึ่งเราเรียกว่า คณะเด็กเล็ก มีคุณครูผู้หญิงควบคุมดูแล 
        ตอนอาบน้ำ ครูให้อาบครั้งละ 20 คน เปลือยกายอาบน้ำรวมกัน ถ้าเด็กคนไหนเกิดโตเกินวัย นกเขามีปีกเร็วจัด คุณครูก็จะให้นุ่งผ้าขาวม้าตอนอาบน้ำ หรือหากเห็นปีกมันรุงรังเกินเหตุ แถมมีการทำผ้าหลุด อวดเพื่อนๆอยู่เรื่อย ก็จะโดนส่งตัวขึ้นคณะเด็กโต ให้พ้นหูห้นตาไปเลย
        แม้คำว่า “นกเขา” จะใช้กันแพร่หลายอย่างนั้น น่าแปลกที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯเล่มใหม่ ก็ไม่ได้ให้คำแปลไว้ แต่ผู้คนรู้จักกันกว้างขวาง และสื่อสารมวลชนก็ใช้คำนี้กันจนเป็นที่ปกติธรรมดา ก็น่าประหลาดเหมือนกันที่ไม่มีบรรจุในพจนานุกรมฯ นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร แม้ทางการไม่ระบุเอาไว้ แต่ชาวบ้านเขาเข้าใจตรงกัน ก็ใช้ได้

        เรื่องราวของ นกเขาไม่ขัน ที่ปรากฏตามสื่อ มีความหมายถึงของสงวนเพศชาย ที่ไม่ยอม จุ๊กกรู จุ๊กกรู ตามหน้าที่ จนต้องหาโอสถมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น ไวอากร้า ยาเด่นดังของฝรั่ง หรือซื้อหาสมุนไพร ในราคาแสนแพง อย่าง “ถั่งเช่า” ที่กำลังโด่งดัง มาช่วยกระตุ้นนกเขาของตัวเอง      
        นี่เป็นปัญหาแสนยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย แต่เป็นปัญหาหนัก ของชาวโลกเพศชายเลยจริงจริงๆ

        ากท่านผู้อ่านลองสังเกตให้ดี ปัญหาเรื่อง “นกเขาไม่ขัน” นั้น เป็นหัวข้อสำคัญและปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราเคยแถลงว่า

        สธ.เผยตัวเลข “นกเขาไม่ขัน” หนุ่มมาเลเซีย ครองแชมป์มากที่สุดในโลก ส่วนชายไทยขี้อายไม่กล้าเผยความจริง พบแค่ ๓๗.๕ % ซึ่งคาดว่าในคนไทยอาจมีมากกว่านี้ (ข่าวในประเทศ) นอกจากนั้นยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า

        ความทุกข์ของโรคองคชาติแข็งตัวบกพร่อง หรือนกเขาไม่ขัน ส่วนใหญ่จะพบ ในผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป มากกว่าผู้ชายที่อายุน้อย ปัจจัยของการเกิดโรคดังกล่าว อาจเกิดได้ทั้งสาเหตุทางกายและทางจิตใจ หรือเกิดจากทั้ง 2 ปัจจัย       
        สาเหตุทางกาย มักมาจากโรคประจำตัว เกิดจากยาที่รับประทาน หรือเกิดจากการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ส่วนปัจจัยที่เกิดจากจิตใจนั้น เป็นเรื่องที่มีสาเหตุมาก และมักเกิดกับคนที่มีอารมณ์โกรธมาก ขี้โมโห และส่วนใหญ่เกิดกับคนที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี 
        สำหรับปัจจัยทางกายกับจิตใจรวมกัน มักเกิดจากการเจ็บป่วยทางกายก่อนแล้วมักนึกไปเองว่า
        ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ คือสาเหตุทางจิตใจ ทำให้เกิดความเครียด และเกิดอาการ
        นกเขา “ไม่ขัน” ตามมา!

        สำหรับการหาสาเหตุนกเขาไม่ขัน ที่เกิดจากจิตใจนั้น ต้องใช้เวลานานมากกว่า สาเหตุทางกาย และโดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นสาเหตุทางกายสามารถรักษาได้โดยการใช้ยา ซึ่งก็ควรใช้ร่วมกับการปรึกษาแพทย์ด้วย

        ารที่จะทำให้นกเขากลับมาขันนั้น ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจมหึมาทีเดียว มีการคิดยามหัศจรรย์หลายขนาน ขึ้นมาบำบัดอาการ รวมทั้งธุรกิจเกี่ยวข้องอย่างอื่น เช่น ธุรกิจอาหารเสริม สถานบริหารร่างกาย สถานลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก เป็นต้น

        เรื่องที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ในการนวดแผนโบราณของไทยนั้น มีการนวดที่ทำให้อวัยวะชิ้นสำคัญ คือ “นกเขา” ให้ตื่นจากการหลับใหล ถือเป็นการ “ปลุก” แต่วิชานวดแผนไทยไม่เรียกว่าการ “ปลุกนกเขา” เพราะเขาไม่เรียกส่วนสำคัญนั้นว่า นกเขา ซึ่งฟังดูมันเหมือนของเล็กๆ เศษๆ ไม่สลักสำคัญอะไรเหมือน ของเด็กเล่น 
        คิกขุ-อาโนเนะ ไปหน่อยนะ!

        วิชาการนวดแผนไทย เรียกอวัยวะชิ้นสำคัญของเพศชายอย่างยำเกรง ว่า “นาคราช” อันเป็นพญางูใหญ่ มีฤทธิ์มาก และโบราณว่า เป็นสัตว์ที่ให้น้ำฝนแก่ชาวโลก ส่วนปริมาณน้ำจากฟ้าจะมากน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนนาคที่ให้น้ำ และนาคหรืองูไม่ว่าใหญ่หรือเล็กนั้นเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ
        ตำราทำนายฝันโบราณนั้น ผู้หญิงหากฝันว่า ตนเองถูกงูรัด แปลว่าจะได้คู่ครอง เข้าทำนอง       
        “หากฝันว่างูกระหวัดรัดกายา โอ้แก้วตาหลานย่าจะมีผัว!”        
        ดังนั้น วิชานวดแผนไทยเรียกการทำให้นกเขาที่หลับใหลไปนาน โดยไม่ยอมลุกขึ้นมาขันจู้ฮุกกรูตามหน้าที่ ให้ฟังขึงขัง ตึงตังว่า

        “ปลุกนาคราช”

        ผู้หลักผู้ใหญ่ของผมสั่งสอนเอาไว้ว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งนกเขาหรือนาคราชที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพียงแต่
        รักษาอารมณ์ได้ไว้สม่ำเสมอ หัดไม่เป็นคนโกรธง่าย มองโลกในแง่รื่นรมย์ และดูร่างกายให้ดี ไม่ปล่อยให้อ้วน
        คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซกันด์ แห่งเนเปิล ได้ศึกษากับผู้ชายรูปร่างอ้วนท้วน ที่อยู่ในวัยระหว่าง 35 – 55 ปี ซึ่งไม่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโลหิตมีไขมันมากเกินไป ที่เป็นโรค "นกเขาไม่ขัน" จำนวน 110 คน กล่าวสรุปรายงานว่า 

        "ผลของการศึกษาแสดงว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินอยู่เสียใหม่ ด้วยการลดการบริโภคพลังงานของอาหารให้น้อยลง ออกกำลังกายให้มากขึ้น จะช่วยให้ 1 ใน 3 คนเหล่านี้ ทุเลาขึ้นจากโรคนกเขาไม่ขันได้ ทั้งยังพลอยลดโอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค ของหลอดเลือดหัวใจลงไปด้วย"

        ผู้ใหญ่ท่านนี้ยังได้สอนอีกว่า การบริหารร่างกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไวน์ พอให้เป็นกษัยเลือดลมเดินดี เท่านี้ก็พอเพียงกับการปลุกนกสำคัญ ของผู้ที่อายุเกิน 5 รอบแล้ว ให้ตื่นมาขันขยันทำงาน ได้เดือนละ 20 – 25 ครั้ง (เว้นเฉพาะวันพระและวันติดธุระ) ซึ่งผมได้แนะนำเพื่อนๆหลายคนทำตามท่าน ต่างก็สามารถยืนยันตรงกันว่าได้ผลดีจริงๆ       
        ที่สำคัญคือ ท่านยังบอกว่า ต้องรับประทานอาหารเย็น เว้นไม่ได้เลย เพราะจะทำให้พลังด้านนี้เสื่อมลง

        ผู้ใหญ่ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น พระองค์ทรงรอบรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงทรงมีพระบัญญัติห้ามพระภิกษุในเรื่อง “วิกาลโภชนา” เอาไว้ เพื่อลดกำหนัดผู้เข้ามาบวชนั่นเอง  
        ใครที่มีอายุและจำเรื่อง สมีนิกร ผู้โด่งดังยี่สิบกว่าปีก่อนโน้น สมีแกต้องล่อเกี๊ยวน้ำ กับหมูสะเต๊ะหลายไม้ เป็นดินเนอร์ เลยมีลูกกับสีกาหนึ่งคน       
        ผมจึงเห็นคล้อยด้วย กับผู้ใหญ่ท่านนี้ ทุกประการ

        หมอฝรั่งได้แนะนำว่า หากผู้ชายเดินไกลวันละ 3 กิโลเมตร จะสามารถปลุก "นกเขา" ให้กลับฟื้นคืนชีพได้
        ท่านใดมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ ลองไปทำตามดู ได้ผลอย่างไร ก็ลองเอามาคุยให้ฟังกัน น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อื่นด้วย
        สำหรับผมนั้น สนใจเรื่องการบริหารร่างกาย เพราะกลัวอ้วนอยู่แล้ว จึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และเดินเกินกว่าที่เขากำหนดให้ทุกวัน อีกทั้งยังสนใจทั้งตำราไทยฝรั่ง แต่ไม่ได้อยากมีพลังมากอย่างที่ผู้คนเขาต้องการ หากแต่อยากมีชีวิตอยู่ยาวนาน เพื่อเฝ้าดูลูกหลานเจริญเติบโตขึ้นไป เหมือนกับคนไทยท่านอื่นๆ

        ที่น่าสงสารคือ บุคคลที่นกเขาของตน ยังมีความสามารถขันได้เป็นอย่างดี หากแต่กลับมีความซึมเศร้าอยู่ในอารมณ์ ทำให้ละเลยเรื่องบนเตียงไป ซึ่งนี่เสียดายยิ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของคนหนุ่ม ซึ่งแม้มีความปรารถนาเช่นเดียวกับคนวัยเดียวกัน แต่หากรักไม่สมหวัง แม้นกเขาจะขันได้ไม่บกพร่อง แต่ก็ยังคร่ำครวญ เหมือนอย่างที่ ที่คุณ ทูล ทองใจ ร้องเอาไว้ว่า

        นกยังเรียกร้องหาคู่   ฉันครวญเรียกชู้ทรามวัย
        หากเจ้าอยู่หนใด      โปรดได้เข้าใจว่าฉันแสนเศร้า
        ยิ่งฟังสำเนียงเสียงเจ้านกเขา
        คิดถึงรักครั้งเก่า เจ็บปวดรวดร้าว....ดวงใจ

content/picdata/442/data/photo_00999.jpg

        เพลงนี้ชื่อ “นกเขาขัน ฉันครวญ” ฟังแล้วก็น่าสงสารมาก!

        รื่องยา “ปลุกนาคราช” นั้น ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ประสพมาด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 40 ปี มาแล้ว วันนี้ขออนุญาตนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ในเวอร์ชั่นของผมเอง 
        ลองฟังดูนะครับ

        ....ผู้บังคับการตำรวจสันติบาลเปิดตู้เย็นเล็กๆในห้องทำงาน ท่านบรรจงวางขวดแก้วขนาดเหล้าแบนขนาดกั๊ก บรรจุของเหลวสีเหลืองๆ ลงบนชั้นตู้เย็น ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ราวกับว่าเจ้าสิ่งนี้ เป็นของพิเศษที่มีคุณค่ายิ่ง
        ขวดที่ท่านเอาไปใส่ตู้เย็น เป็นของกำนัลที่ท่านได้รับจากเพื่อนร่วมชั้นโรงเรียนอัสสัมฯ ซึ่งเป็นพ่อค้าเชื้อสายจีนผู้ร่ำรวย มูลค่าของมันหากตีเป็นเงินสด เอามาซื้อทองใส่ ได้หนักกว่าสามบาทในยุคนั้น 
        สหายวันเด็กบอกกับท่านว่า มันเป็นยาเพิ่มพลังทางเพศ ที่มีสรรพคุณร้ายกาจ จนได้ฉายาในภาษาจีน ที่แปลออกมาเป็นไทยแล้ว ประกาศอานุภาพของมัน อย่างชัดเจน นั่นคือ

        “นารี-พังพาบ”

        ท่านผู้บังคับการปิดตู้เย็น ด้วยความรู้สึกปลาบปลื้ม และหวังว่า จะได้เสริมพลังด้วยยาจีนที่แสนวิเศษตำรับนี้ ทันทีที่โอกาสแรกมาถึง

        เช้าวันรุ่งขึ้น  ท่านผู้บังคับการตำรวจสันติบาลมาถึงที่ห้องทำงาน สิ่งที่ทำลำดับแรกคือ ตรงไปเปิดตู้เย็น และหัวใจของท่านก็แทบจะหยุดเต้น เพราะ
        ขวดยาจีนมหัศจรรย์ ได้อันตรธานไปเสียแล้ว!

        ท่านเรียกตำรวจหน้าห้องมาไต่ถาม ได้รับคำตอบง่ายๆ ว่า
        “ผมทานหมดไปแล้ว”
        “อ้าว!...” ผู้บังคับการอุทาน
        จ่าหน้าห้อง ที่เป็นตำรวจคู่ใจอยู่ด้วยกันมานานกว่าสองทศวรรษ ตอบว่า
        “ผมเห็นว่า สีของมันเหลืองๆ นึกว่านมเสีย จะเอาไปทิ้ง เลยลองชิมดู เห็นว่ามันรสกรอ่ยหน่อยๆ แต่ก็กินไปจนหมด และทิ้งขวดไปแล้วครับ” 
        ท่านผู้บังคับการนิ่วหน้า พยายามระงับความโกรธ ได้แต่พูดเบาๆว่า
        “เอ็งออกไปได้แล้ว”
        จ่าหน้าห้องหันหลังกลับ ก้าวไปที่ประตูห้อง กำลังจะเปิด เขาได้ยินเสียงผู้บังคับการคำรามไล่หลังว่า
        “ไอ้ห่า...ที่เอ็งกินเข้าไปนั่นน่ะ แพงเท่ากับทองเกือบสี่บาทเชียวนะโว้ย!”

        ผู้บังคับการตำรวจสันติบาลนั่งทำงานต่อ ด้วยอารมณ์แสนขุ่นมัว แต่หลังที่กลับจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ดูจะผ่อนคลายลงไปมาก 
        ท่านเรียกจ่าหน้าห้องเข้ามาพบ แล้วยิงคำถามว่า
        “เอ็งกินของในตู้เย็นไปแล้ว ตอนกลางคืนรู้สึกคึกคักขึ้นบ้างไหมวะ??”
        จ่าทำหน้างงๆ
        “คึกคักยังไงครับ?”  
        ผู้บังคับการ ตะคอกสวนไปว่า
        “กระเจี๊ยวเอ็งน่ะ...” 
        เสียงท่านเหมือนสุดกลั้นความโกรธเต็มที่ ก่อนฟิวส์ขาดตะโกนลั่นว่า

        “กระเจี๊ยวของเอ็งน่ะ แข็งบ้างไม้...ไอ้ห่า!”

        “คุณจ่า” คู่ใจท่านผู้การ ทำหน้าตูบ แต่ตอบเรียบๆ เหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่ นอกจากหน่อไม้และหนามว่า
        “ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ ปวดท้องนิดๆด้วยซ้ำไป”

        ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล รู้สึกโล่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน จ่าตำรวจได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ตามด้วยเสียงเบาๆ เหมือนท่านจะรำพึงกับตัวเอง

        “งั้นดีแล้ว...ที่กูไม่ได้กิน!!!”

..................

ท้ายบท สำหรับความเห็นของท่านผู้อ่าน ท้ายคอลัมน์กาแฟขม ขนมหวาน ตอน เรื่องเศร้าเช้านี้
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=436
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ดูรูปนกพร้อมอ่านเรื่อง ทำให้เรื่องเล่าเช้านี้ดูจะเศร้าจริงๆ
โดยคุณ นกเขา ขันเข้มแข็ง  125.25.15.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ชอบชาดก เวอร์ชั่นอาจารย์วาท
โดยคุณ คนชอบอ่านชาดก  61.91.128.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
โอย...สามอารมณ์ในหนึ่งบทความ กำลังซาบซึ้งกับคำสอนของพญาแขกเต้า ต้องมาเศร้ากับพญานกแก้ว แล้วมาแหวกแนวกับพญาหัวงู...ขอบคุณสำหรับกาแฟขมแก้วนี้ครับ เพราะทั้งขมทั้งอร่อยมีรส
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันเมียเดียว  125.24.64.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
น่าสงสารนกแก้วทั้วสองตัว ถ้าจะว่าไปแล้วน่าจะเป็นอุทธาหรณ์สอนใจสำหรับพวกเราชาวพุทธได้อย่างหนึ่งว่า ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายต้องพบกับมันทุกคน สุดแต่บุญกรรมของแต่ละคน อย่าว่าแต่นกแก้วตัวน้อยๆผู้ผัวตัวนั้นเลยที่มันร้องให้เสียอกเสียใจที่ต้องสูญเสียภรรยาอย่างไม่มีวันกลับโดยหารู้ไม่ว่านกแก้วตัวเมียอาจหมดกรรมจากเป็นสัตว์เดรฉานและถึงเวลาต้องไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวบุตรเทวดาในสรวงสวรรค์ก็ได้ใครจะไปรู้ พูดถึงเรื่องนก ผมมีเรื่องราวของนกกระจาบตัวผู้ที่อาภัพรักมาเล่าให้อาจารย์ฟัง ก้เพิ่งได้ยินได้ฟังเมื่อต้นฝนปีนี้เองครับ เรื่องมีว่าตามปรกติผมจะอยู่ที่เชียงใหม่และจะกลับไปบ้านที่อำเภอบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน บ้างเป็นบางครั้งโดยใช้เส้นทางเรียบทางรถไฟจากเชียงใหม่ไปลำพูน

        วันหนึ่ง ขณะผมขับรถผ่านแนวเขตระหว่าง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ กับตำบลอุโมง อำเภอเมือง จ.ลำพูน ได้เห็นชาวบ้านขายไข่เป็ดอยู่ข้างทางจึงจอดรถแวะซื้อ ( และไม่กินผมชอบกินไข่เป็ดท้องนาหรือทางภาคกลางเรียกว่าเป็ดไล่ทุ่ง) และไม่ชอบกินไข่ไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ไม่ว่าจะเป็นไข่ของนายกปูหรือไข่ของนายมาร์คที่แสนแพง ขณะต่อรองราคาไข่เป็ด...เหลือบไปเห็นรังนกกระจาบขวนอยู่หน้าร้านด้วย เลยถามว่าแขวนรังนกกระจาบไว่้ทำไม? และไปเอามันมาจากไหน....? ที่ถามอย่างนั้นเพราะอยู่ทางเหนือมาเกือบ 40 ปี ไม่เคยเห็นนกกระจาบมาทำรังอยุู่แถวเชียงใหม่ ลำพูนเลย แม้ค้าตอบว่าก็เอามาขายรังละ 40 บาทสำหรับรังตัวเมีย และ 60 บาท สำหรับรังตัวผู้ และยังเล่าต่อไปอีกว่า
        เมื่อข้าวในนาสุขเหลืองอร่ามนกกระจากฝูงนี้จะอพยพมาอยู่ที่ต้นกร่างริมทุ่งนาอย่างที่เห็น ก็ไม่รู้ว่ามันอพยพมาจากไหนเหมือนกัน ส่วนรังนกที่เอามาขายก็ไม่ได้ไปทำร้ายหรือรังแกหรือขโมยรังของมันมา เพียงแต่เก็บรังที่มันร่วงหลุดลงมาจากต้นกร่างที่เห็น ขณะพูดก็พาผมไปที่ต้นกร่างใหญ่สูงประมาณตึกห้าชั้นได้พบกับตาคำเจ้าของห้างนาซึ่งเป็นญาติกับแม่ค้าไข่เป็ด ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า
นกกระจอกตัวผู้จะสร้างรังก่อนที่จะมีคู่ครองตามธรรมชาติของมัน ถ้าสร้างแล้วก็จะรอหาคู่ หากนานเกินรอไม่มีนกตัวเมียตัวไหนมาเป็นคุ่มันก็จะจิกรังของมันให้หล่นจากยอดไม้ แล้วก็ไปสร้างรังใหม่จนกว่าจะได้คู่และก็จะอยู่ด้วยกันจนตัวเมียเริ่มจะฟักไข่ก็จะไปช่วยกันสร้างรังใหม่ใกล้ๆกันเพื่อให้ตัวเมียฟักไข่ รังนกกระจาบที่ตัวเมียฟักไข่จะแตกต่างจากรังนกกระจาบตัวผู้ ธรรมชาติของนกกระจาบจะรักเดียวใจเดียว แต่จะเหมือนกับนกแก้วที่อาจารย์เล่ามาหรือเปล่าผมไม่ได้ถาม .....เพราะตอนนั้นอาจารย์ยังไม่ได้โพสต์เรื่องนกแก้ว วันนั้นนอกจากได้ฟังเรื่องนกกระจาบจากตาคำแล้ว ยังได้ความต่อมาอีกว่านาข้าวที่แกทำอยู่นั้นได้เช่าเขาไร่ละ 650 บาทต่อปี พร้อมชี้ให้ดูนาข้าวนับพันไร่ที่ไกลออกไปจนถึงริมถนนสายเชียงใหม่-ลำปางประมาณสามพันไร่ พร้อมกับบ่นพึมพำว่า
        ทำนาเดียวนี้แทบไม่มีเหลือกำไรเพราะทุกอย่างต้องจ้างหมดค่าแรงก็แพง ค่าน้ำมันก็แพงจึงต้องทำนาให้ได้อย่างน้อยปีละสองครั้ง ไม่รู้จะทำได้อีกนานเท่าไหร่ ผมถามว่าทำไมหรือ??....... ตาคำบอกว่าเจ้าของเขาจะเอานาคืนไปขายให้นายทุนที่จะทำเป็นสถานีรถไฟความเร็วสูง.... ก็เลยถามต่อไปอีกว่าเจ้าของนาเป็นใคร ??? คำตอบที่ได้รับคือเป็นของแม่อุ้ย.......ชื่อจำไม่ได้ครับ.... ได้ยินว่าเขาจะขายในราคาไร่ละ 3 ล้านบาททั้งๆที่ตอนมากว้านซ้ือเฉลี่ยไร่ละไม่ถึงสองแสนบาท ผมได้ยินถึงกับทำถุงไข่เป็ดหลุดจากมือ และก็ถึงบางอ้อ......และทำให้รู้ว่าทำไมถึงต้องการสร้างรถไฟความเร้วสูงไม่ว่าฝ่ายไหนมาเป็นรัฐบาล ทั้งทีสร้างเพียงรถไฟรางคู่ก้น่าจะพอแล้ว...อย่าสร้างหนี้มากไปกว่านี้เลย....แม่เจ้าประคุณ....... ไปๆมาๆก็วกมาเรื่องการเมืองจนได้....ฮิฮิ??????
รักอาจารย์ครับ
โดยคุณ
nirund8@gmail.com  118.172.7.XXX 

        (*** คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน “ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!? ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม 2556)      


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER