หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
หัวข้อ : เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้ ผมขับรถจากเชียงใหม่ ไปนั่งจิบกาแฟขมชมวิวิทิวทัศน์ที่งดงาม บนระเบียงบ้านริมดอย จังหวัดลำพูน ซึ่งเจ้าของเป็นรุ่นพี่ที่เคารพยิ่ง สนิทสนมกันมาแต่เยาว์วัยในโรงเรียนเตรียมทหาร และได้ทำงานร่วมกันในโรงพักต่างจังหวัดนานนับปี
        เราทั้งสองเคยผ่านเหตุการณ์หลายรูปแบบ มีทั้งสนุกสนานรื่นเริง และหลายครั้งตื่นเต้นหวาดเสียว บางครั้งต้องเปิดบทบู๊ ถึงขั้นยิงกันสนั่นหวั่นไหว จนฝ่ายตรงข้ามมีอันด่าวดิ้นสิ้นชีพไป
        ครั้นวันคืนผ่านไป เรื่องที่เคยพานพบมาในชีวิต กลายเป็นเพียงความหลัง เอามานั่งคุยนั่งเล่ากันซ้ำๆซากในยามแก่เฒ่า ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีวันเบื่อหน่าย แถมยังมีคนรุ่นหลัง รุ่นลูกรุ่นหลานอยากฟัง พยายามจะเชิญไปพูดเรื่องเก่าๆตามสถาบันต่างๆ ซึ่งยังไม่ได้ตกปากลงคำกับเขา ด้วยเกรงว่า 
        หากเล่าเป็นทางการแล้ว จะไม่สนุกเหมือนการคุยกันสดๆ

        การที่ผมเขียนหนังสือ หรือเล่าเรื่องให้ท่านผู้อ่านหรือผู้ฟังได้สม่ำเสมออย่างทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะนิสัยชอบจด เพราะความจำไม่ดี จึงต้องอาศัยการจดจารไว้ เพื่อช่วยความจำ 
        จึงมีข้อมูลอยู่ในบันทึกของตัว ส่วนหนึ่งได้ติดมาจากการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ นั่นเอง

        ตำรวจไทยนั้นมีระบบบันทึกข้อมูล ที่เหนือกว่าราชการอื่นมากๆ โดยเฉพาะเอกสารรายงานเบ็ดเสร็จประจำวัน ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ในการบอกเล่าเรื่องราวของตำบล อำเภอ จังหวัด ที่สถานีตำรวจนั้นตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการอาชญากรรม ภัยพิบัติต่างๆฯลฯ มีครบหมด
        ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารรายงานเบ็ดเสร็จประจำวัน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความสำคัญมาก ตามกฏหมายถือว่าเป็น “เอกสารฝ่ายเมือง” สามารถใช้นำไปอ้างในศาล ในการพิจารณาคดีความได้ถูกต้องตามกฏหมาย เช่น 
        การทำความตกลงระหว่างคู่ขัดแย้งสองฝ่าย ต่อหน้าตำรวจ มีการบันทึกในเอกสารรายงานเบ็ดเสร็จประจำวัน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถนำไปเป็นพยานสำคัญ เพื่อให้ศาลรับฟังประกอบการพิจารณาตัดสินคดีความต่อไป

        นไทยเรานั้นไม่ชอบจด ไม่ชอบบันทึก ฉะนั้น การที่ให้ผู้คนจำเรื่องราวได้อย่างเร็ว นั่นก็คือ 
        การสร้างเรื่องราวเอาไว้รูป “บทกลอน” ซึ่งจะทำให้ผู้คนจำได้ง่ายขึ้น
        ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ นิทานเรื่อง “ขุนช้าง-ขุนแผน” นั้น มีท่านผู้รู้สันนิษฐานเอาไว้ว่า อาจถือกำเนิดมาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นเรื่องเล่าที่มาจากคนคุกสมัย นั้น 
        คำว่า “เสภา” แปลว่า “คุก” บทเสภาขุนช้าง-ขุนแผน ขึ้นบทไหว้ครูก็เป็นการไหว้เจ้าที่เจ้าทาง นายประตูคุก 
        จึงเชื่อกันว่า
        เรื่อง “ขุนช้าง-ขุนแผน” น่าจะเป็น “นิทาน” ที่เล่ากันในคุกมาก่อน ต่อมาก็แพร่หลายมานอกคุก เป็นการจำบทกลอน แล้วนำมาเล่าต่อๆกัน กว่าจะมีการจดจารเผยแพร่กัน ก็ล่วงเข้ามาในยุครัตนโกสินทร์แล้ว

        นักโทษในคุกไทยโบราณ ไม่มีเครื่องดนตรีอะไร คงมีแต่โซ่ตรวนที่พันธนาการอยู่เท่านั้น จึงนำโซ่ตรวนมาขยับเป็นเครื่องเคาะจังหวะ 
        เมื่อพ้นโทษออกมานอกคุกแล้ว ไม่มีโซ่มีตรวนที่เคยพันธนาการอยู่ จึงนำไม้สองชิ้นมาขยับในมือ ที่เรียกกันต่อมาว่า “กรับ”แทนเสียงโซ่เสียงตรวนที่เคยชิน 
        ฟังอย่างนี้แล้วดูท่าจะเข้าเค้าทีเดียว แต่ยังติดใจอยู่ว่า เครื่องดนตรีไม้สองชิ้นที่ให้จังหวะเช่น “กรับ” นี้ มีเหมือนกันแทบทุกชาติ เพียงแต่รูปลักษณ์แตกต่างกันบ้างเท่านั้น ส่วนเรื่องเล่า บทประพันธ์ของคนคุกนั้น ฝรั่งก็มี จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าแปลกอะไรเลย

        ความพิเศษของ “ขุนช้าง-ขุนแผน” เป็นวรรณคดีเสภาที่ทรงเสน่ห์ ทำให้ผมหลงรักนักหนา ทุกวันนี้ยังอ่านอยู่ เป็นหนังสือหัวเตียง แม้จะอ่านมาตั้งแต่เด็ก ถึงวันนี้ยังอ่านได้ อ่านดี ไม่รู้เบื่อ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีความคิดใหม่ๆ มีมุมที่มอง “ขุนช้าง-ขุนแผน” ต่างออกไปจากเมื่อครั้งเป็นเด็ก หรือเป็นหนุ่ม นี่แทบจะเรียกได้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ที่รักการอ่านทั้งหลาย

        อนหนังเรื่อง “ขุนแผน” เข้ามาฉายเมื่อหลายปีก่อน (เหตุที่ไม่ใช้ชื่อ “ขุนช้าง-ขุนแผน” อาจเป็นเพราะผู้สร้าง จับเอา “ขุนแผน” เป็นตัวเดินเรื่องคนเดียว) จึงต้องไปดู เมื่อดูแล้วก็มีความพอใจ ที่เห็นคนไทยพยายามสร้างหนังออกมาพอใช้ได้ และทำรายได้ดี ก็อดชื่นชมกับความพยายามของทีมงานผู้สร้างไม่ได้

content/picdata/447/data/photo6.jpg

        ดูหนัง “ขุนแผน” จบ ก็ไปทานข้าวกับเพื่อนอีกสองคนที่ไปดูด้วยกัน ทั้งสองเป็นเพื่อนรัก สนิทสนมกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คนหนึ่งนั้นไม่เคยได้แต่งงานเป็นทางการแต่มีลูกหนึ่ง ตอนนี้เมียไม่มี
        ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น ไปทำงานอยู่คานาดามาหลายสิบปี ตอนนี้กลับมาอยู่เมืองไทย รับบำนาญจากรัฐบาลทางโน้น ไม่ได้แต่งงานเหมือนกัน 
        ระหว่างกินข้าวคุยกัน คนที่มีลูกติดวิจารณ์หนังเรื่องนี้ ว่า      
ดูแล้วไม่ชอบเพราะทำเหมือนหนังประวัติศาสตร์จีน ประเภทกำลังภายใน ผมก็บอกเขาว่า
        ผู้สร้างเขาก็ไม่ผิด เพราะเขาสร้างจาก “นิทาน” ไม่ได้สร้างจากประวัติศาสตร์ จะเอาอะไรกันนักหนา 
        ผมยังพูดให้เขาฟัง อีกว่า

        การที่หนังเน้นเรื่องคุณไสย เวทมนตร์ ซึ่งเป็นลักษณะของทหารไทยโบราณ ที่จะต้องมีวิชาอาคม เพราะความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ และความเร้นลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ตนเองอยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นการสร้างเสริมขวัญกำลังใจ ให้ฮึกเหิม ห้าวหาญ ยามเข้าประจัญกับอริราชศัตรู 
        ปัจจุบันความเชื่อเรื่องนี้ ก็ไม่ได้จางหายไปสักเท่าไรเลย!

        เพื่อนคนที่มาจากคานาดา วิจารณ์อย่างไม่ประหยัดถ้อยประหยัดคำ ว่า 
        บทเข้าพระเข้านางไม่ได้เรื่อง ทั้งพระเอก นางเอก จูบไม่เป็น จูบเหมือนหมาสองตัวดมกัน ไม่ถึงพริกถึงขิง สมบทบาท เหมือนเลิฟซีนของฝรั่ง 
        ผมฟังมันแล้วก็ไม่อยากจะแย้ง แต่นึกในใจว่า 
        “ก็เอ็งเคยอยู่กินกับฝรั่งนี่หว่า จะให้เหมือนอย่างที่แฟนฝรั่งทำกับเอ็ง ได้ยังไงกันวะ!?”
        แม้ไม่ได้พูดไป แต่บอกเขาไปว่า

        นี่มันเป็นหนัง ขอให้เอ็งระลึกเอาไว้ว่าเป็น “หอ...นอ.ไม้หันอากาศ...งองู” เขาอ่านว่า “หนัง” ไม่ใช่ชีวิตคนจริงๆ 
        ดังนั้น หนังก็มักออกมา มีส่วนที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น คนไทยโบราณนั้น ไม่มีเรื่องจูบปากกัน ไม่ว่าวรรณคดีเล่มไหนทั้งนั้น ไม่เคยมีปรากฏเรื่องการจูบปาก กว่าจะมีปรากฏอยู่ในวรรณกรรม ก็ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เข้าไปแล้ว 
        ก่อนหน้านี้ มีจูบแก้ม จูบนม ดมกันไป ดมกันมาเท่านั้น แล้วก็ลัดเข้าบทอัศจรรย์ไปเลย เรื่องจูบปากไม่มีแน่ (ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดคิดว่ามี กรุณาบอกด้วย)
        ผมยังอธิบายความ ต่อไปอีกว่า

        เสภาเรื่อง ”ขุนช้าง-ขุนแผน”นั้น เป็นวรรณคดีของไทย ที่เป็นเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านโดยแท้ มีชาวบ้านเป็นพระเอกนางเอก และ เป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ที่ไม่ใช่เรื่องของท้าวพระยามหากษัตริย์อย่าง รามเกียรติ์ อุณรุท สังข์ทอง และอีกหลายเรื่อง จึงน่าสนใจมาก
        แม้จะไม่มีจูบปากก็จริง แต่มีบทกวีที่บรรยายความรักของคนคู่นี้ ที่ซึ้งมากกว่าการจูบปากเสียอีก เพื่อนถามว่าตอนไหน 
        ผมเล่าให้เขาฟัง ว่า

        เมื่อขุนแผนตัดพ้อนางพิมว่านอกใจ ไปผูกรักกับขุนช้างตอนที่ตนไม่อยู่ ก็พูดว่านางพิมนี่ช่างกระไรเลย ลืมความหลังได้ง่ายดาย ซึ่งบทขับเสภาตอนนี้ไพเราะมาก ขณะที่เขียนต้นฉบับ ก็ยังเหมือนดังก้องอยู่ในใจของผม บทกลอนตอนนี้มีว่า

        เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ 
        เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย 
        พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย
        แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน

        บทกลอนตอนนี้ โรแมนติกเอามากๆ เพราะระหว่างที่หลบออกมาลักลอบเสพอภิรมย์สมพาสกัน นั้น 
        พลายแก้วพานางพิม ไปนอนระเริงรักกันหลังต้นกระทุ่ม ซึ่งขึ้นเป็นพุ่ม จึงบังไม่ให้คนเห็นได้ ฝ่ายชายก็ทอดแขนให้ฝ่ายหญิงหนุนนอนต่างหมอน 
        จนแขนของตัวเอนนั้น ถึงกับ “คอด” ไปเลย! 
        หากท่านผู้อ่านถามว่า แขนไหนคอด บอกได้ว่าต้องเป็นแขนซ้าย เพราะต้องเอามือขวามือที่ถนัดไว้ลูบตรงโน้น คลำตรงนี้ของฝ่ายหญิงได้ถนัด 
        พอนางพิมหิวน้ำ ตัวเองจะลุกขึ้นไปตักให้ที่บ่อก็ไกล กลัวคนจะเห็น จึงเอาใบบอนนั่นแหละไปช้อนน้ำที่ค้างตามใบไม้ หรือแอ่งดินที่มีน้ำขังมาให้แม่พิมได้ดื่มได้กิน 
        โถ...มันช่างซาบซี้งเสียนี่กระไรแม่เจ้าประคุณทูบหัว แล้วอย่างนี้ 
        มาลืมเสียง่ายๆอย่างนั้น จะได้หรือจ๊ะ!?

        อีกอย่างหนึ่งก็คือ คนไทยโบราณนั้นกินหมากกันทั้งประเทศ ซึ่งหมากนั้นเมื่อกินไปสักพัก พอแหลกได้ที่ ก็ออกรสอร่อย แม่พิมน้อยก็เกิดอยากตอนนั้น ขุนแผนที่ยังเป็นพลายแก้ว กำลังเคี้ยวหมากมันๆอยู่ นั้น 
        โถ...สู้อุตส่าห์คายหมากให้ป้อนน้องพิม น่ารักเสียนี่กระไร!

        ตรงนี้แหละที่ท่านอาจารย์อักษรศาสตร์ที่ศึกษาจัดเจนใน อลังการศาสตร์ ท่านถือว่าเป็น ปริวุตตาลังการ คือ
        การกล่าวถึงสิ่งที่เป็นมาแล้วในอดีต ที่มีความงดงามอลังการ ควรค่าแก่การจดจำ

        พูดมาถึงตอนนี้แล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะอธิบายความให้เพื่อนทั้งสองฟังไม่ได้ว่า ตอนที่ได้เสียกับนางพิมในไร่ฝ้ายนั้น ขุนแผนนอกเครื่องแบบเณร โดยลาสึกชั่วคราวที่ต้นไทร มาเมคเลิฟกับนางพิม 
        ตรงนี้ผมจำได้ไม่ลืม เพราะอาจารย์ พันเอก เสนีย์ วิลาวรรณ ซึ่งคนในวงการภาษาไทยรู้จักกันดี เพราะท่านเขียนตำราภาษาไทยมากมาย และเป็นอาจารย์สอนวรรณคดีไทยของผม
ที่โรงเรียนเตรียมทหาร 
        ท่านให้ความเห็น ว่า

        เณรแก้วนั้นไม่ใช่ “พระ” ซึ่งเณรถือแค่ศีลสิบเท่านั้น และการบวชเป็นเณรนั้น ก็เท่ากับไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ได้เล่าเรียนหนังสือหนังหา เรียนตำรับตำราพิชัยสงคราม เพื่อเตรียมตัวออกไปเป็นทหารออกมารับใช้บ้านเมือง โดยมีเครื่องแบบเณร สวมระหว่างการศึกษา แทนเครื่องแบบทหาร 
        ดังนั้น การไปหานางพิมของเณรแก้ว จึงมีความผิดเท่ากับนักเรียนเตรียมทหารนอกเครื่องแบบไปหาผู้หญิง ซึ่งต่งนี้ถูกใจผมกับเพื่อนๆมาก ที่ทั้งหมดดูจะเห็นคล้อยตามอาจารย์ และยังนึกชมมาถึงวันนี้ว่า 
        ท่านช่างเข้าใจ เปรียบเทียบได้ดีจริงๆ!

        ถ้าท่านผู้อ่านอยากรู้เรื่องราวดีๆ ของ ขุนช้าง-ขุนแผน มุมมองในฐานะนักวรรณคดีแท้ๆ ท่านต้องหาอ่านจากหนังสือเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ของท่านผู้เชี่ยวชาญทางวรรณคดีอย่าง ท่านอาจารย์ สุภรณ์ บุนนาค, ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ หาโอกาสฟัง ท่านอาจารย์ ดร.ขวัญดี อัตวาวุธ พูดถึงเรื่องนี้ 
        ท่านอาจารย์ ตร.ขวัญดีฯ พูดเรื่องวรรณคดีไทยได้ประทับใจผมมาก ท่านใช้นามปากกาว่า “ชบาบาน” เวลาเขียนบทกวี ท่านใช้ “จันทร์กระพ้อ” เคยฟังท่านพูดหลายครั้ง ในรายการพินิจวรรณกรรมของกรมศิลปากร ผมไปฟังแทบจะทุกครั้ง

        คราวนี้ ขอย้อนกลับไปเรื่อง “หมาก” อีกทีครับ       
        ผู้หญิง ผู้ชาย ไทยยุคก่อน คงต่างคนต่างกินหมากกระมัง จึงไม่ยอมจูบปากกัน เพราะกินหมากแล้วปากไม่สะอาด อาจมีกลิ่น ใครไม่เชื่อลองให้คนกินหมาก บ้วนหมากใส่กระโถน แล้วลองยกกระโถนขึ้นดม ก็จะรู้ดี ผมเคยอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ที่ท่านทานหมากมาแล้ว รับรองว่ากลิ่นไม่ดีเลย

        นี่เอง อาจเป็นสาเหตุที่คนไทยไม่ชอบจูบปาก ดูดปากกัน ตราบจนกระทั่งวัฒนธรรมกินหมากเกือบหมดไป ตั้งแต่ยุค “มาลานำไทย เป็นมหาอำนาจ” ของท่านผู้นำ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งแอนตี้การกินหมากมาก 
        ท่านบอกว่า คนกินหมากทำให้บ้านเมืองสกปรก เพราะมักจะบ้วนน้ำหมากเลอะเทอะถนนหลวง ที่สาธารณะ รวมทั้งสถานที่ราชการด้วย 
        เมื่อท่านขึ้นสู่อำนาจ จึงห้ามคนไทยกินหมาก แถมยังมีการโค่นต้นหมากทิ้งไป หลายร้อยไร่เลยทีเดียว!

        เมื่อเราติดต่อกับฝรั่งมากขึ้น เลยรับเอาวัฒนธรรมเรื่องจูบปากมาด้วย เพราะได้ดูหนังฝรั่ง เห็นพระเอกนางเอกจูบปากดูดปากกัน แลกขี้ฟันกันอย่างดูดดื่ม นั่นเอง
        ถึงกระนั้น การรับวัฒนธรรมการจูบปาก ไม่ได้รับเอามารวดเร็วนัก ภาพยนตร์ไทยเมื่อครั้งผมเป็นวัยรุ่นแล้ว นางเอกยังไม่ยอมจูบปากกับพระเอก เวลาจูบต้องมีการบัง หรือใช้สแตนด์อินกัน แต่เวลาเข้าฉากกับดาวยั่ว ไม่ว่าพระเอกหรือผู้ร้าย ก็จูบปากกับบรรดาสาวๆดาวโป๊หรือดาวยั่ว กันอย่างไม่บันยะบันยัง

        หมดเรื่องจูบปากแล้ว เพื่อนผมคนที่มีลูกติดกับบอกว่า นางเอกเรื่องนี้ “หน้าอกใหญ่” เกินไป เลยดูไม่เป็นผู้หญิงไทย ซึ่งตัวเขามีความเห็นว่า 
        นางพิมนั้นควรมีลักษณะบอบบาง นุ่มนิ่ม เป็นไทยๆ ซึ่งตรงนี้ผมเองเข้าใจได้ เพราะเพื่อนคนนี้เป็นคนชอบคนสวย หุ่นนางแบบ มาตั้งแต่เด็กแต่ เขาชอบสาวประเภท หน้าหวานๆ ผอมๆ บางๆ เวลาโดนลมแทบปลิว นั่นแหละ
        สเปคของเขาละ...ซึ่งตรงข้ามกับผม!

        ผมบอกว่า “เฮ้ย! เอ็งเข้าใจผิด...นางพิมน่ะตะโพกข้างละวาเชียวนะเอ็ง” และพูดถึงบทกลอน ที่ว่า

        โอ้สะโพกของน้องมันข้างละวา
        หว่านถั่วหว่านงาได้ข้างละไร่
        สะโพกข้างซ้ายพี่จะเอาหว่านแตงกวา
        สะโพกข้างชวาพี่จะเอาไว้หว่านแตงไท
        ไอ้ตรงกลางโล่งเตียน..พี่จะทำเป็นสังเวียนชนไก่

        ผมสาธยายต่อไปอีกว่า
        “เอ็งคิดดูซิ ตะโพกข้างนึง ก็วานึงแล้ว ปทุมถันแต่ละข้างไม่โตเท่าลูกบาสเก็ตก็ให้มันรู้กันไป”

        เพื่อนจากคานาดา พึมพำออกมา ว่า
        “อย่างนี้พาไปกินกาแฟตามคอฟฟี่ชอปไม่ได้แน่ ร้อนอกร้อนใจแย่”

        ผมสงสัย เลยถามเขา
        “ใครร้อนอก ใครร้อนใจยังไง ทำไมถึงพาไปกินกาแฟด้วยไม่ได้”

        เพื่อนผมตอบหน้าตาเฉย ว่า

        “โต๊ะกาแฟมันเล็ก เอานมขนาดนั้น มาตั้งชิดกับถ้วยกาแฟร้อนๆ มันก็ต้อง ‘ร้อนอก-ร้อนใจ’ บ้างละน่า...
        …เอ็งว่าไม้ล่ะ?”

        เฮ้อ!...เอ็งนะเอ็ง อุตส่าห์ไปอยู่ถึงคานาดา แต่ดันไปจำเอา “มุกคาเฟ่” มาอีกคนหนึ่งแล้ว!!

…………

ท้ายบท สำหรับความเห็นของท่านผู้อ่าน ท้ายคอลัมน์
กาแฟขม ขนมหวาน ตอน “ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=442
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ปัญหาของเจ้าโลก...ย่อมยิ่งใหญ่ระดับโลกครับ..แนะนำให้เปิดทีวีดาวเทียมดูนะครับ หลายๆช่อง ประกาศโฆษณาขายยา ค. แข็งกันอย่างโจ๋งครึ่ม โดยพิธีกรสาวทรงโตเกือบทุกยี่ห้อ ขวดละหลายพันบาท อ้างสรรพคุณกันชนิดที่เรียกได้ว่าวงการแพทย์ยังต้องอาย ส่วนตัววาดฝันเองแล้ว มันจะขันบ้างไม่ขันบ้าง ก็ขอให้เป็นไปตามวัยดีกว่าครับ ถ้าขันบ่อยๆสู้ไม่ถอย เดี๋ยวจะเป็นข่าวเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เสียผู้เสียคนตอนแก่ต้องมีธุระไปนอนตะรางเพราะคึกไปมีอะไรกับเด็กอย่างที่เคยเป็นข่าวครับ.....
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันแอบแข็ง  125.24.18.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
อ่านไปยิ้มไปบางครั้งถึงกับปล่อยก๊ากออกมา ตามเป็นประจำทั้งของวันเสาร์.ขอบใจจ๊าดนักบ่าอ้าย.
โดยคุณ ดอกต่างแดน.  78.21.54.XXX 

        (*** คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน ตอน ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม 2556) 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER