หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > “สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
หัวข้อ : “สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        ช้าวันนี้ จิบกาแฟขมแล้ว มีขนม “ดอกดิน” ที่พรรคพวกซื้อจากอยุธยามาฝาก กินแนมไปกับการจิบกาแฟ ผมไม่ได้กินขนมชนิดนี้มานาน เพราะไม่ได้ไปนอนค้างที่อยุธยาหลายปีแล้ว จึงไม่ได้มีโอกาสไปซื้อขนมชนิดนี้ ที่มีขายกันที่ตลาดเจ้าพรหมรับประทานเช่นเคย
        กินขนมเพลินอยู่ มีเพื่อนคู่หูโทรมาหา ชวนไปกินเหล้าคุยกันที่บ้านเขาใหญ่ของเขา ผมบอกว่ายังไม่ว่างไป แต่คุยกันเรื่องสัพเพเหระกันนานทีเดียว

        เพื่อนของผมคนนี้ พูดจาสนุกสนาน ผมเคยเล่าถึงเขาในกาแฟขม ขนมหวาน ตอน ชื่อนั้น...สำคัญแน่ๆ!!! http://vattavan.com/detail.php?cont_id=355 ซึ่งผู้อ่าน
ชอบกันมาก
        ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวตน ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า เคยพบใครที่มีปฏิภาณไหวพริบในการใช้คำพูด วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน ได้คมคายและมีเหตุมีผลในแง่ความร้ายกาจแต่ปนขำขัน ได้ดีเท่าเพื่อนผมคนนี้ และเขาสามารถพูดคำผวนแปลกๆ แบบฉับพลันทันที เป็นที่ถูกใจผมและเพื่อนๆเสมอ

        “คำผวน” นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ให้ความหมายว่า 
        คำผวน น. คำที่พูดทวนกลับได้ เช่น ตกที่อิฐ ผวนเป็น
ติดที่อก
        ที่มากไปกว่านั้น แต่พจนานุกรมไม่ได้ให้ความหมายไว้ แต่ความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่า 
        “คำผวน” นั้น เป็นคำที่สามารถสร้างความขบขันได้เสมอ แถมบางครั้งอาจใช้แทนคำด่าก็ยังได้ สำหรับตัวผมเองก็เคยใช้ อย่างที่ตั้งชื่อหนังสือ ของตัวเอง ที่เขียนด่ารัฐธรรมนูญฉบับอัปรีย์ หรือฉบับปัจจุบันนี่แหละ ว่า
        “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”
        พอหนังสือของผมออกสู่ตลาด สามารถสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วประเทศ ถึงขั้นขึ้นปก “มติชน” รายสัปดาห์ ดังขนาดนั้นเลยทีเดียวแต่คงไม่ต้องเล่าซ้ำ เพราะแฟนๆทราบดีอยู่แล้ว

        พูดถึงเรื่อง “คำผวน” แล้ว ผมคิดว่า คนไทยเราเป็นกลุ่มชนที่มี “อารมณ์ขัน” มีคารมคมคาย โปรดปรานการประชันคารม รักการด่าทอ ติดใจการต่อล้อต่อเถียงกันเป็นอย่างยิ่ง        
        ดูอย่างเพลงฉ่อย อีแซว เพลงบอก ของภาคกลาง เพลงซอเมืองเหนือ หรือเพลงโคราช ล้วนแต่แสดงถึง ปฏิภาณไหวพริบในการตอบโต้กัน ซึ่งคนไทยชอบหนักหนา       
        บอกว่า...สนุกดี!
        ท่านลองดู โคลงบทนี้ซิครับ

        ๏ เฉน็งไอมาเวิ่งเว้า        วู่กา
         รูกับกาวเมิงแต่ยา          มู่ไร้
        ปิดเซ็นจะมู่ซา              เคราทู่
        ฉะแต่จะตอบห้วยไม้      หลิ่งกล้นกลนถนางฯ

        โคลงนี้ พอผวนออกมาเป็นภาษาธรรมดา ก็จะเป็น...

        ๏ไฉนเอ็งจึ่งเว้า              ว่ากู
        ราวกับกูมาแต่เยิง           ไม่รู้
        เป็นศิษย์จะมาสู้             ครูเฒ่า
        ชอบแต่จะเตะให้ม้วย       หล่นกลิ้งกลางถนนฯ
        (เยิง แปลว่า ป่า)

        รับรองว่าผมไม่ได้เป็นคนแต่ง (ทั้งๆที่อยากเตะ คนพูดจาใส่ร้ายเต็มแก่)
        โคลงที่เห็นข้างบนน่ะ ฝีมือท่านอัครกวี “สุนทรภู่” นะครับ

        ผมว่าสุนทรภู่ก็เหมือนคนไทยทั่วๆไป คือ นอกจากความชอบอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว ยังชอบ “คำผวน”เป็นที่สุด ไม่อย่างนั้น ท่านภู่จะแต่งโคลงออกมา เย้ยไอ้พวกที่บังอาจวิจารณ์ว่าท่านเป็น “กวีไร้ฝีมือ” อ่านกันเล่นหรือครับ?

        ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ คนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมในฐานะผู้เขียน “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” หรือเห็นข่าวแล้ว ต่างก็ตั้งหน้าผวนคำ แล้วด่าผมกันใหญ่ ทั้งๆที่ไม่มีใครใช้ให้ “ผวน” เลยแม้แต่สักนิด แต่พอเห็นเท่านั้น บรรดาผู้มีจริยธรรมสูง และร่วมกันด่าผม ต่างสามารถ “ผวน” คำที่ผมเขียนได้เอง อย่างคล่องแคล่ว (ทั้งๆที่ไม่มีใครใช้ให้ “ผวน” เลย) ช่างสมกับเป็นคนไทยยิ่งนัก 
        คำผวนนี่แหละครับ คนไทยเราชอบ และมีการศึกษากันอย่างเอาจริงเอาจัง

content/picdata/453/data/photo2.jpg

        นังสือวรรณกรรม ตามรูปภาพที่ท่านเห็นนี้ ชื่อ “สรรพลี้หวน” (อ่านว่า สับ-ลี้-หวน) เป็นวรรณกรรมสำคัญของท้องถิ่นภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) ที่เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา 
        ลักษณะการประพันธ์ “สรรพลี้หวน” นั้น มีรูปแบบเป็นนิทานคำกลอน หรือ กลอนสุภาพหรือ กลอนแปดตามขนบนิยม

        เนื้อหาเป็นคำผวนออกทางหยาบโลน มีความยาวถึง 197 บท แต่ยังไม่จบสมบูรณ์ ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือวรรณกรรมทักษิณ วรรณกรรมคัดสรร เล่ม 7 ผลงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
        ตอนต้นของหนังสือ ยังสั่งเสียคนอ่านไว้ว่า

        ๏ สรรพลี้หวนควรอ่านตามบ้านร้าง
        หนำหรือห้างทะเลนอกเคหา
        จะดีร้ายปลายคำเป็นธรรมดา

        บอกภาษานิทาน...อ่านอย่าแปล

        คำว่า “อ่านอย่าแปล” นั้น นอกจากนั้น ชัดอยู่แล้วว่า ผู้ประพันธ์ไม่ได้มีความมุ่งหมายเป็นอย่างอื่น แถมยังบอกก่อนด้วยว่า “อย่าแปล” หรือ “อย่าผวน” เพราะแปลหรือผวนแล้ว เป็นเรื่องแน่ๆ นั่นเอง

        ขอยกคำผวนตามกลอน มาดูสักหน่อยก็ได้

        ๏ นครยังมีเท่าผีแหน         กว้างยาวแสนหนึ่งคืบสืบยศถา
        เมืองห้างกวีรีหับระยับตา     พันหญ้าคาปูรากเป็นฉากบัง
        สูงพอดีหยีหิบพอหยิบติด    ทองอังกฤษสลับสีด้วยหนีหัง
        กำแพงมีรีหายไว้ขอดัง     
  เจ้าจอมวังพระราโช...‘ท้าวโคตวย’

        นี่ไงครับหนังตัวอย่าง หากนำมาเทียบกันระหว่างรัดทำมะนวยของผม กับท่าน “ท้าวโคตวย” ของสรรพลี้หวน ของดีเมืองนคร ที่พี่น้องนักศึกษาราชภัฎปักษ์ใต้ กำลังศึกษากันอย่างเคร่งเครียด นั้น       
        ทำให้ผมต้องอายม้วนต้วน ต้องซบหลบหน้าลงไปทันทีทันใด เหมือน “หิ่งห้อยหรือหาญสู้พระสุริยา”  
        ขนาดนั้นเลย ทีเดียวเชียวนะ! 

        นั่นแหละครับ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนไทยเรานั้นเรื่องวิชา
อักษรศาสตร์ได้เฟื่องฟูมาแต่โบราณ และที่สำคัญคือ มี ‘อารมณ์ขัน’ กำกับในการศึกษาอีกด้วย
        หากรู้ว่าพวกนักอ่านดัดจริต วี๊ดว้ายกับปกหนังสือ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ขนาดนี้ คงจะขอยืมท่อนอินโทร “บอกภาษานิทาน...อ่านอย่าแปล” มาแปะไว้บนปกซะนานแล้ว

        ราวนี้จะขอเสริมเรื่อง “คำผวน” อีกสักหน่อย จะได้เอาไว้ให้ลูกหลานศึกษากัน เพราะผมยังทำหน้าที่ครูอยู่       
        ท่านทั้งหลาย อย่าได้นึกเอาว่า มีแต่คนไทยเราเท่านั้นที่มี “คำผวน” ในฐานะครูภาษาอังกฤษเก่าแก่ จะขออธิบายว่า ภาษาอังกฤษก็มี
        ต้นตอของคำผวนภาษาอังกฤษมาจาก ศาสตราจารย์
วิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ สปูนเนอร์  (Professor William Archibald Spooner ค.ศ. 1844-1930) จนคนอังกฤษเรียก “การผวนคำ” ตามชื่อของท่านว่า

        Spoonerism

        ศาสตราจารย์สปูนเนอร์เป็นที่นับถือ แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในยุคควีนวิคตอเรีย เพราะเป็นผู้ทรงภูมิซึ่งสอนวิชาประวัติศาสตร์ ศาสนา และปรัชญาอยู่ที่นั่น       
        ตามที่เล่ากัน ท่านสปูนเนอร์มีลักษณะของ “ศาสตราจารย์สติเฟื่อง” อย่างในหนังอยู่ไม่น้อย

        ท่านศาสตราจารย์เป็นตัวเล็กหัวโต ผิวซีด ตาสั้น และขี้หลงขี้ลืมเป็นที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นครูแท้ๆ
        ฉลาดลึกซึ้ง เมตตากรุณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับพวกลูกศิษย์

content/picdata/453/data/photo3.jpg

        ศาสตราจารย์ สปูนเนอร์ มักพูดคำผวน โดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นที่ขบขัน ของคนทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย

        ครั้งหนึ่งท่านแกล้งไล่นักศึกษาขี้เกียจ แทนที่จะบอกว่าให้ไปพ้นๆ ขึ้นรถไฟไปเลย หรือ next train down (เน็กซ เทรน ดาวน์)
        ท่านกลับพูดว่า
        next town drain (เน็กซ์ ทาว เดรน) ซึ่งแปลได้ว่า (ไปลง)ท่อน้ำทิ้งที่เมืองถัดไป
        นักศึกษาฮากันครื่นเครงไป!

        คราวหนึ่งท่านบอกผู้หญิงคนหนึ่งว่า เก้าอี้ในโบสถ์ (pew) มีคนจองอยู่แล้วแทนที่จะบอกว่า This pew is occupied (ดิส พยู อิส ออกคิวพายด์) ท่านกลับบอกว่า This pie is occupé
(ดิส พาย อิส ออกคิวพี)
        คนก็ฮากันไปอีกเท่านั้น

        ท่านเรียกชื่อเพลงสวด Conquering Kings (คองเคอริง คิงส์) เป็น
        Kinkering Congs (คิงเคอริง คองส์)
        ขนาดท่านพูดก่อนที่เขาจะสร้างหนัง ‘คิงคอง’ นะ คนยังแอบฮากันตรึมอีก
        ที่ฮือฮากันสุดขีดทั่วอังกฤษ เหมือนกับรัดทำมะนวยที่ดังในเมืองไทย เป็นครั้งที่ท่านพบกับควีนวิคตอเรีย พระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษและเกรทบริเทน ตอนเข้าเฝ้า แทนที่จะพูดว่า
        Dear old queen (เดียร์ โอลด์ ควีน) กลับพูดเป็น
        Dean old queer (ดีน โอลด์ เควีย)
        ซึ่งแปลได้ว่า “คณบดีเฒ่า ผู้พิลึกพิลั่น” ให้บังเอิญที่ตัวท่านศาสตราจารย์ ก็กำลังกินตำแหน่งคณบดีอยู่ด้วย 
        ในสมัยใหม่คำว่า queer แปลว่า “ตุ๊ด” ด้วย old queer จึงอ่านแปลได้ว่า 
        “ไอ้ตุ๊ดเฒ่า”
        แปลอย่างนี้ สะเทือนใจผู้เฒ่า หรือ ‘ป๋า’ คนไหนก็ต้อง
ขออภัยล่วงหน้า
        ท่านอาจารย์ออกมุกคำผวนอย่างนั้น เล่นเอาควีนทรงแย้มพระโอษฐ์ ยิ้มออกมาแวบหนึ่ง
        เป็นแว่บเดียวเท่านั้น ในประวัติศาสตร์จริงๆ!

        เท่านี้คนอังกฤษโจษจัน และให้ความเคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง เหตุผลก็เพราะปกติแล้ว ควีนวิคตอเรียนั้น ทรงเคร่งครัดเรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ จนคนอังกฤษแอบล้อว่า ถ้อยคำที่ติด
พระโอษฐ์มากที่สุดคือ
        “We are not amused!”
        หรือ “เราไม่เห็นขัน!”

        ศาสตราจารย์สปูนเนอร์นั้น เก่งขนาดสามารถทำให้ควีนวิคตอเรีย ผู้ทรงเคร่งครัด ยังแย้มพระสรวลกับ “คำผวน” ของท่านได้

        เรื่อง “คำผวน” มันสนุก อย่างนี้แหละครับ!

.............

ท้ายบท สำหรับความเห็นของท่านผู้อ่าน ท้ายคอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผนhttp://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=447
มีดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ความชอบของเพื่อนท่านวาทฯที่ชอบคนตัวเล็กๆบอบบางก็ไม่เลวนะครับ งั้นวาดฝันขอแก้บทเสภาตอนนี้สักหน่อยเผื่อเพื่อนของท่านวาทฯจะชอบนะครับ “โอ้สะโพกของน้องช่างเล็กแสน ตูดแบนๆนั่นหนาน่ารักใคร่ สะโพกซ้ายก็ไม่รู้จะทำอะไร สะโพกขวานั้นไซร้ดูชอบกล ปทุมถันนั้นเล่าเท่าฝาถ้วย ดูสุดสวยพอเหมาะกับต้นแขน เพราะทั้งตัวแลราบและเรียบแบน ได้เป็นแฟนแสนชื่นรื่นอุรา” นางพิมตัวเล็กแล้วนะครับ คงถูกใจเพื่อนท่านวาทฯไม่มากก็น้อย....
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันฉงน  125.24.42.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
รายชื่ออาจารย์ภาษาไทย ที่ท่านผู้เขียนอ้างถึง คนที่ไม่สนใจวรรณคดี อาจไม่รู้จักเลย
โดยคุณ ต้องคนชอบภาษา  125.25.2.XXX 

        (*** คอลัมน์ กาแฟขม ขนมหวาน ตอน “สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน 2556) 

      


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
“สรรพลี้หวน”... “คำผวน” ล้วนเรื่องสนุก
เสน่ห์ขุนช้าง-ขุนแผน
“ถั่งเช่า” กับ “นกเขา” ไม่ยอมขัน!?
เรื่องเศร้าเช้านี้
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER