หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > ปฐมบท...หอมกรุ่นกาแฟ (ตอนที่ ๑)
หัวข้อ : ปฐมบท...หอมกรุ่นกาแฟ (ตอนที่ ๑) เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

***เกริ่นนำ…

       คอลัมน์กาแฟขม...ขนมหวาน ของ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” โด่งดังอยู่ในเว็บไซด์ ของ “ผู้จัดการออนไลน์”  ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๔ และเขียนติดต่อกันเรื่อยมาทุกสัปดาห์มิได้ขาด เป็นเวลายาวนานกว่า ๖ ปี  มีผู้เข้าไปอ่านเป็นจำนวนกว่าล้านคน/ครั้ง
กาแฟขม...ขนมหวานได้ยุติลง เมื่อสิ้นตอนที่ 328 ชื่อตอนว่า “กับแกล้มไทย ไฉไลกว่าฝรั่ง (มารู้จักกับแกล้ม ของพวก “เปรตหนักแผ่นดิน!”เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ และมาเปิดอีกครั้งที่เว็บ vattavan.com อย่างที่ท่านเห็น
แต่ก่อนแฟนเก่าของคอลัมน์นี้ จะได้อ่านตอนที่ ๓๒๙ เพื่อต่อเนื่องจากตอนสุดท้ายที่ได้ลงในผู้จัดการออนไลน์ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า จะต้องให้ท่านผู้อ่านใหม่ ได้อ่านความเป็นมาของ “กาแฟขม...ขนมหวาน” เพื่อทำความคุ้นเคย กับแนวทางการเขียนของ  “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” เจ้าของฉายา“นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” ผู้นี้ จึงต้องย้อนอดีตกาแฟขม...ขนมหวานไปสักระยะแล้วทั้งท่านผู้อ่านใหม่ และแฟนเก่า ก็จะได้พบกับข้อเขียนตอนใหม่กันต่อไป 

content/picdata/55/data/200x300.jpg

           ปฐมบท...หอมกรุ่นกาแฟ (ตอนที่ ๑)
           โดย “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช”

       ผมเป็นคนนอนตื่นเช้า…เช้าเอามาก ๆ ทีเดียว
เมื่อตอนเป็นเด็กอยู่ในโรงเรียนประจำ ต้องตื่นเช้ามืด เพราะโรงเรียนของผม เริ่มเรียนตั้งแต่ 07.00 น. วิชาที่เรียนในชั่วโมงเช้าเป็นพวกเลขคณิต และวิชาคำนวณอื่นๆ
โตขึ้นหน่อยไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ก็ต้องตื่นเช้าอีก เพราะโรงเรียนอยู่ไกลบ้าน ต้องรีบไป พอเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องตื่นตีห้าทุกวัน ทำให้ผมติดการตื่นเช้ามาโดยตลอด
       สังเกตตัวเองว่า ยิ่งอายุมากเข้า ยิ่งตื่นแต่เช้ามากขึ้น เวลาตื่นนอนร่นมาเรื่อย จากตี 5 มาเป็นตี 4 ครึ่ง, ตี 4 มาบัดนี้ตื่นประมาณตี 3.45 น.
 
       ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องชงกาแฟดื่มเอง เพราะผู้คนในบ้านยังนอนเงียบกันอยู่ ผมต้องชงกาแฟ และชาจีนเงียบ ๆ คนเดียว ชั่วเวลาแห่งการชงกาแฟนี้แหละ เป็นยามที่สมาธิของผมดีที่สุด
       การกินกาแฟของผม ต้องมีน้ำชาจีนล้างคอ เป็นนิสัยที่ติดมาจากการอยู่โรงพัก เพราะเมื่อยามหนุ่มแน่น นั่งลงทำงาน ก็จะต้องกินกาแฟทันที ในตอนนั้นก็เป็นกาแฟที่ชงโดยร้านข้างโรงพัก ชงใส่นมหวานเจี๊ยบกับปาท่องโก๋ มีน้ำชาจีนมาล้างคอแก้เลี่ยน
เลยติดชาจีนเข้าไปอีกอย่าง!
       พอไปเรียนหนังสือเมืองนอก มีรูมเมทเป็นอิหร่าน เขาเป็นคนที่กินกาแฟไม่ใส่นม เมื่ออยู่ด้วยกัน ผมก็เลยติดกาแฟไม่ใส่นมไปด้วย แต่เพื่อนกินกาแฟไม่ใส่นมก็จริง แต่ใส่น้ำตาลหลายช้อน ส่วนของผมใส่น้ำตาลติดปลายช้อนนิดเดียว รสจะออกขม 
       ผมอาจไม่เหมือนกับผู้ชายคนอื่นที่ชอบกินกาแฟดำขมปี๋ กินขนมหวานๆ เช่น เอแคลร์ ของร้านสมานมิตร (ซึ่งกินมาตั้งแต่เด็ก) ชีสเค้กของโรงแรมเอราวัณ เป็นต้น ถ้าไม่มีก็กินขนมไทย เช่น เม็ดขนุน ขนมหม้อแกง ซึ่งลูกน้องของผมเป็นชาวเมืองเพชร ซื้อมาทิ้งไว้ครั้งละมากๆ และควักออกมารับประทานเป็นเดือน หมดแล้วก็ให้ส่งมาใหม่
       นั่นเป็นการเริ่มวันใหม่ของผม อันเป็นที่มาของคอลัมน์นี้ที่มีชื่อว่า
       “กาแฟขม…..ขนมหวาน”
       เป็นสัญญาณบอกถึงยามอรุณรุ่งที่มาถึง พร้อมกับกาแฟรสหอมหวนชวนรับประทาน และขนมหวานชื่นใจ เป็นการเริ่มวันใหม่ที่ดีชะมัด ซึ่งเหมาะแก่การคุยเรื่องสัพเพเหระ ในทำนองเล่าสู่กันฟัง แถมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เพื่อให้ความรู้และความเพลิดเพลินเจริญใจกับท่านผู้อ่าน  

       ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า วัฒนธรรมกาแฟได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อไร แต่คงเป็นระหว่างรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องกับรัชกาลที่ 6 เพราะมีหลักฐานในบันทึกที่ชี้ให้เห็นว่า ในสมัยดังกล่าวได้มีการเสวยพระสุธารส (ชา) ของเจ้านายในสมัยนั้น โดยเสวยกับเครื่องว่าง (อาจจะเป็น High Tea) กาแฟก็คงจะมีมาในตอนนั้น แต่ผมยังไม่เคยพบหลักฐานว่าเจ้านายในสมัยดังกล่าวมีพระองค์ใดที่เสวยกาแฟเป็นกิจวัตร 
       อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานของมิชชันนารีว่า คนไทยเคยเลี้ยงกาแฟฝรั่งต่างประเทศมาตั้งแต่ปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นก็คือหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย) ท่านจัดเลี้ยงให้กับพวกหมอสอนศาสนาและชาวต่างประเทศ โดยได้ปรับปรุงโรงม้าในบ้านของท่านเป็นที่รับรองแขกเหรื่อ
       หม่อมท่านได้จัดเลี้ยงเวลาประมาณใกล้โพล้เพล้ โดยท่านคงจะมีกุ๊กชาวจีนมาทำอาหารฝรั่ง เพราะมีขนมปังในการเสิร์ฟอาหารด้วย ผมจำไม่ได้ว่า Main Course มีอะไรบ้าง จำได้แต่ว่าหม่อมราโชทัยท่านไม่ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วย ปล่อยให้ฝรั่งนั่งกินกันเอง เพราะท่านคงคิดว่าหมอสอนศาสนาคงจะเหมือนพระไทย คือประเคนให้แล้วก็ให้ฉันกันเอง ไม่ปะปนกับพวกฆราวาส
       เมื่อแขกเหรื่อรับประทานเสร็จในบันทึกก็บอกว่ามีการเสิร์ฟกาแฟด้วย ระหว่างมิชชันนารี “ฉัน” กันอยู่นั้น หม่อมท่านก็นั่งเฝ้าคอยอำนวยการให้บ่าวไพร่ ดูแลสำรับคับค้อนไม่ให้บกพร่อง กินกันเสร็จแล้ว ก็มีการส่งแขกฝรั่งกลับ เหมือนส่งพระยังไงยังงั้นทีเดียว!
       มีข้อน่าสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า
       ในการเลี้ยงครั้งนั้นหม่อมกระต่ายท่านขอยืมจานช้อนส้อม ถ้วยซุป ถ้วยกาแฟจากพวกมิชชันนารี นี่เป็นการเลี้ยงชาวต่างประเทศครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ในสมัยอยุธยานั้นก็มีหลักฐานการเลี้ยงชาวต่างประเทศอยู่หลายครั้ง ที่น่าตื่นเต้นก็คือ การเลี้ยงทูตโปรตุเกสที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีครั้งแรกในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งฝ่ายโปรตุเกสบันทึกเอาไว้ว่า เฉพาะของกินเล่นหรือออร์เดิร์ฟมีถึง 50 อย่างซึ่งจะเล่าให้ฟังภายหลัง
 
       สำหรับวัฒนธรรมกาแฟชาวบ้านในภาคต่าง ๆ นั้น ผมเห็นว่าภาคใต้นั้นชัดเจนมาก การที่ข้าราชการและชาวบ้านไปกินกาแฟตอนเช้าแล้วสนทนากันในเรื่องบ้านเมืองมีให้เห็นได้ทั่วไป ส่วนทางภาคเหนือและอีสานยังมีน้อยกว่ามาก
       ความชัดเจนในวัฒนธรรมกาแฟของชาวบ้านภาคใต้นั้น อาจเป็นเพราะตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ซึ่งชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาสู่เมืองไทยจำนวนมาก พวกที่ลงเรือที่เกาะไหหลำทางใต้ของประเทศจีน และมาโดยเรือสำเภา เมื่อผ่านแหลมญวนเข้าอ่าวไทยมา กระแสลมจะพัดเรือเข้ามาทางด้านเกาะสมุย และหมู่เกาะอ่างทอง จนมีหลักฐานว่าคนจีนไหหลำ เรียกเกาะสมุยว่า “ซำ-บุ๋ย” แล้วเพี้ยนเป็น “สมุย” บางตำราก็ว่า SAMUI เป็นภาษามาเลย์ แปลว่าพืชน้ำชนิดหนึ่งที่มีอยู่ที่เกาะสมุย บ้างก็ว่าสมุยมาจากภาษาปักษ์ใต้ คือ คำว่า   “หมุย” แปลว่า “ตะคุ่ม” เช่น “เห็นหมุย-หมุย” แปลว่า “เห็นตะคุ่ม-ตะคุ่ม” เพราะว่าเวลายืนอยู่ที่ฝั่งอำเภอบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะเห็นเกาะสมุย เป็นก้อนตะคุ่ม ๆ ก็เลยเรียกกันว่าเกาะหมุย แล้วเพี้ยนเป็นสมุย
       ตำนานเรื่องชื่อนี้มีหลากหลายกันไป ถ้าฟังแล้วปักใจเชื่อข้างใดข้างหนึ่ง เป็นต้องทะเลาะกันแย่แน่ เอาเป็นว่าใครพูดเราก็รับฟังเอาไว้ ส่วนจะให้น้ำหนักข้างไหนมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคน
 
       อยากจะบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังฟังสักนิดว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ซึ่งคนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาในประเทศไทย ได้นำแนวความคิดในเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์สายจีนเข้ามาในประเทศไทยด้วย อันนี้ดูได้จากเอกสารการเจริญเติบโตของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยของตำรวจสันติบาล
       การที่เรือพาคนจีนมาปักษ์ใต้ ด้วยกระแสลมพัดพามานั้น ได้มีข้อพิสูจน์ต่อมาในภายหลัง เพราะเรือมนุษย์ของชาวญวนที่หลั่งไหลมาโดยเรือเล็กเรือน้อย เมื่อเข้าอ่าวไทย และได้ตกมาในช่องกระแสลม มีเรือมนุษย์จำนวนมากที่พลัดเข้ามาติดตามเกาะแก่งต่าง ๆ ในหมู่เกาะอ่างทอง รวมทั้งจังหวัดทางฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยถูกปล้นโดยโจรสลัดชาวไทย ทำให้คนไทยเสียชื่อในเรื่องการทำทารุณกรรมต่อผู้อพยพจนสหประชาชาติต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง รัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเข้าปราบปรามจนหมดสิ้นไป
       เมื่อเรือพาคนจีนมาปักษ์ใต้ ก็นำคนจีนไหหลำมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งคนจีนจากเกาะไฮหนานเหล่านั้น มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการชงน้ำชากาแฟและขนมที่กินกับน้ำชากาแฟ จนมีคำกล่าวกันถึงความชำนาญของคนจีนต่างเผ่าพันธุ์ว่า
       “ไหหลำ – โกปี้, แต้จิ๋ว – ก๋วยเตี๋ยว, ฮกเกี้ยน – หมี่”
       อธิบายได้ ว่า
       คนไหหลำเหล่านั้น ชำนาญการปรุงกาแฟและทำขนม สำหรับคนจีนแต้จิ๋วถนัดเรื่องการทำก๋วยเตี๋ยว ส่วนคนฮกเกี้ยนนั้นเก่งเรื่องการผัดหมี่ ลวกหมี่
       การที่คนไหหลำมีจำนวนมากในปักษ์ใต้ และจำนวนหนึ่งประกอบธุรกิจทางด้านกาแฟรวมทั้งอาหารด้วย ของที่รับประทานคู่กับกาแฟ เช่น ปาท่องโก๋ หรือ อิ่วจาก๊วย ขนมปัง ขนมเค้ก รวมทั้งขนมจีบ ซาลาเปา
       ถ้าท่านผู้อ่านขับรถลงปักษ์ใต้จะเห็นว่า กาแฟตอนเช้าเป็นเรื่องสำคัญของคนปักษ์ใต้มากกว่าภาคอื่นของประเทศทั้งหมด โดยมีร้านกาแฟประจำอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เป็น Talk of the Town ทีเดียวเชียว
       ก็ขนาดกรุงเทพใหญ่ยังมีร้านกาแฟดังๆไม่กี่ร้าน ที่ดังๆก็เห็นมี ร้านออนล๊อคหยุ่น (ศาลาเฉลิมกรุง) ร้านใต้จง บางลำพู (เลิกกิจการแล้ว)
และร้านกาแฟ สี่แยกวิสุทธิกษัตริย์ ตรงข้ามวัดตรีทศเทพ ซึ่งผิดกับปักษ์ใต้มากมายนัก
      คนปักษ์ใต้ชาวสวนเมื่อกรีดยางเสร็จ ต้องรี่เข้าไปร้านกาแฟเพราะตรงนั้นคือสังคมของชาวบ้าน เมื่อกินกาแฟเช้าเสร็จซึ่งก็ตกประมาณสิบโมงเช้า คราวนี้แหละบ้านใครบ้านมันพากันกลับไป
 
       เมื่อผมยังเป็นเด็ก เคยได้เห็นเตาอบขนมปังหนแรกในชีวิตก็ที่ปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นเตาก่ออิฐรูปกลมมน ความสูงจากพื้นดินถึงที่ใส่ขนมปังขนาดเอวคนทำเป็นช่องสำหรับใส่ถาดพิมพ์ขนมปัง ก่อนใช้เตาอบจะต้องมีการ warm เตาเสียก่อน ด้วยการใส่ฟืนเข้าไปในเตา ซึ่งควันฟืนจะลอยออกทางปล่องระบายควัน
       เมื่ออุณหภูมิได้ที่แล้วเขาก็จะเอาแป้งขนมปังที่นวดไว้เสร็จสรรพใส่ลงเข้าไปในพิมพ์ เรียงติดกันไว้เป็นก้อนกลม ๆ ตามแต่ขนาดของพิมพ์ ว่าจะเอาแถวละกี่ปอนด์ เช่น พิมพ์ 5 ปอนด์ก็เรียงลงไป 5 ก้อน รอแป้งฟูขึ้นแล้วใส่เข้าไปในเตาอบ เมื่ออบได้ที่แล้ว แป้งขนมปังก็จะยึดติดกันเอง
เมื่อเราดึงพิมพ์ออก และเคาะขนมปังออกจากพิมพ์เราก็จะได้ขนมปัง 1 แถว มีจำนวน 5 ปอนด์ตามขนาดของพิมพ์
       ใครก็ตามถ้าเคยได้รับประทานขนมปังร้อน ๆ ตอนที่ชักออกจากพิมพ์ใหม่ ๆ จะรู้ถึงความอร่อยชนิดลืมไม่ลงเลย
       ที่อบขนมปังแบบที่ว่า เดี๋ยวนี้หายไปหมดไม่มีให้เห็นแล้ว ที่มีอยู่บ้างก็ไม่ใช่เตาอบแบบที่ว่า หากแต่เป็นเตาอบของฝรั่งที่ใช้อิฐก่อเหมือนกันแต่รูปร่างต่างกันเล็กน้อย ผมเคยเห็นร้านอิตาเลี่ยนชื่อ Trattoria ซึ่งเป็นของคุณ Bobby เพื่อนกันอยู่ที่ถนนพัฒน์พงศ์ซอย 2 และอีกร้านหนึ่งที่ซอย 20 ถนนสุขุมวิท
       นอกจากนั้นก็มีเตาอบแบบโอ่ง ที่ใช้อบแป้งของพวกอาหรับและอินเดีย ที่เราเรียกกันว่า nan อ่านว่า “นาน”  ที่ใช้กินกับแกงแขก
 
       ทางภาคเหนือและอีสานนั้น ร้านกาแฟไม่ค่อยมีความสำคัญ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงวิถีชีวิตผู้คน เหมือนกับทางภาคใต้ อาจจะมีอยู่บ้างในเมืองมหาวิทยาลัย เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น เป็นต้น
       นอกจากนั้นอาจจะเป็นที่สถานีรถไฟผ่านยามเช้าเช่น ลำปาง ส่วนทางภาคอีสานนั้น ในจังหวัดที่มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายญวนอยู่ ก็จะมีร้านกาแฟที่มีไข่ดาว หมูยอทอด ขนมปังฝรั่งเศส หรือที่เราเรียกว่า บาร์เก็ตต์ (baguette) ขาย ร้านพวกนี้อร่อยไม่เลวเลยทีเดียว
       ในช่วงเวลาไม่ถึงสามสิบปีมานี้ ได้มีความเจริญขึ้นในประเทศมาก ใครจะเชื่อบ้างว่าเมื่อปี พ.ศ. 2517 ผมไปรับราชการที่ภาคเหนือ บ้านสันผีเสื้อ (หมู่ที่ 1) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ไปปลูกบ้านกันมากมายในตอนนี้ ไฟฟ้ายังไม่ถึงเลย
       เมื่อปี พ.ศ. 2487 อดีตผู้บังคับบัญชาของผมซึ่งมียศเป็นร้อยตำรวจตรีในขณะนั้น ท่านถูกอธิบดีกรมตำรวจ (พล.ต.อ. หลวงอดุลเดชจรัส) ขณะนั้นย้ายไปอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน
       คุณแม่ของท่านซึ่งเป็นชาวสวนฝั่งธนบุรี ซื้อยาควินินแก้โรคมาลาเรียซึ่งราคาแสนแพง เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ไป 1 กล่องใหญ่ ท่านขึ้นรถไฟจากหัวลำโพงไปลงที่จังหวัดเชียงใหม่ ทางแม่ฮ่องสอนได้ส่งตำรวจมารับที่อำเภอเมืองเชียงใหม่
       ท่านซื้อม้าหนึ่งตัว ขี่ไปกับตำรวจออกเส้นอำเภอหางดง ผ่านสันป่าตอง ฮอด เข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนทางอำเภอแม่สะเรียง ผ่านไปอำเภอขุนยวม ไปถึงอำเภอเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดแปดวัน
      ท่านบอกว่าถ้าไม่ได้ยาควินินที่คุณแม่ให้ไปท่านคงไม่มีชีวิตรอดกลับมา เพราะไข้มาลาเรียชุกชุม และท่านได้เป็นถึง พล.ต.ท. ตำแหน่งสุดท้าย ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ
 
      ผมอยากให้เห็นความทุกข์ยาก ในการเดินทางของคนระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะในปีเดียวกันกับที่อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ได้ถูกย้ายไปแม่ฮ่องสอนนั้น
ท่านอธิบดีหลวงอดุลเดชจรัส ได้ย้ายนายตำรวจท่านหนึ่งจากโรงพักชั้นหนึ่งในเขตตำรวจนครบาล ไปเป็นผู้บังคับกอง สถานีตำรวจภูธรอำเภอ
ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
       ในการเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีในตอนนั้น ต้องขึ้นรถไฟจากสถานีบางกอกน้อยไปลงที่กาญจนบุรี
       จากนั้นต้องเสียเงินต่อแพล่องไปตามแม่น้ำขึ้นไปตามแคว โดยถ่อทวนน้ำขึ้นไป ซึ่งเสี่ยงอันตรายมากมาย คนถ่อก็ต้องเก่งและชำนาญทาง
       เขาต้องถ่อผ่านไปตามลิเจีย เกริงกระเวีย ปิล๊อค ถึงทองผาภูมิ ถ้าถึง
โดยสวัสดิภาพ ไม่เสียเวลาที่ไหนเลย ก็ใช้เวลาแปดวันเหมือนกัน
ผิดกับปัจจุบัน ซึ่งท่านขับรถไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ก็ไปกราบนมัสการหลวงพ่ออุตตมะ ที่วัดทองผาภูมิได้แล้ว
       ผมอยากให้ผู้อ่านลองคิดว่า ตัวของท่านเป็นนายตำรวจที่ถูกย้ายจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงแห่งแสงสี ไปสู่ความเงียบเหงาป่ารกชัฏของอำเภอทองผาภูมิ ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร
       ผมขอบอกว่า
       นายตำรวจท่านนั้น ได้จารึกความรู้สึกของท่านที่มีต่ออำเภอทองผาภูมิเป็นบทกลอนลงบนแผ่นไม้ และอยู่ที่สถานีตำรวจประจำอำเภอนั้นมาเป็นเวลาถึง 40 ปี ก่อนถูกจเรตำรวจท่านหนึ่งสั่งให้ปลดออกไป บทกลอนนั้นได้แสดงความรู้สึกครั้งแรกที่ท่านเห็นอำเภอทองผาภูมิ ท่านหลั่งไหลความในใจของท่าน ซึ่งคงเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ เศร้าสร้อย สิ้นหวัง ออกมาได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจ และทำให้เรามองเห็นสภาพของอำเภอทองผาภูมิในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน
      บทกลอนนั้น ว่าเอาไว้ ดังนี้

  “ทองผาภูมิทองแท้ใช่ทองหลอก
ทองเท่ากระบอกขึ้นเรียงรายตามไหล่เขา
เสียงชะนีร้อง ค่อกทวย…ค่อกทวย ม้วยแล้วเรา
สุดแสนเศร้าโศกกะแปบแสบทรวงเอย”

ขึ้นต้นด้วยเรื่องกาแฟ จบลงเป็นอย่างนี้ได้ยังไงนะ!!!
                                    ....................


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ
“ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”
โชคชะตาพารวย ถูกหวยรางวัล ที่ 1
กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม?
ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม)
ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ
“ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”
โชคชะตาพารวย ถูกหวยรางวัล ที่ 1
กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม?
ยิ้มสู้ ยิ้มรับกับปีใหม่ (ยิ้มแบบ โน้ต เชิญยิ้ม)
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ผมก็คนหนึ่งที่ตื่นเช้าเป็นนิสัยโดยไม่ต้องมีนิฬิกาปลุก จะตื่นเวลา 05.00 น. ตื่นเองตรงเวลาทุกวัน เพราะต้องรีบไปต่อรถที่จุดนัดแถวถนนสาทร เพื่อนั่งรถ car-pool ต่อไปทำงานพร้อมกันที่บางปะกง ที่จุดนัดถนนสาทรนี้ พวกที่มาก่อนจะนั่งทานกาแฟโบราณที่เป็นรถเข็น จะมีขนมปังปิ้งบริการด้วย ช่วงหน้าหนาว พวกเราก็ทานกาแฟร้อน ช่วงหน้าร้อน พวกเราก็ทานกาแฟเย็น ทานไป อ่านหนังสือพิมพ์ไป เวลาก็เดินเร็วมาก เผลอพักเดียว ได้เวลาเดินทางไปบางปะกงแล้ว ระหว่างทานรอให้ครบคน จะเห็นชาวบ้านเตรียมของใส่บาตร พระที่มาบิณฑบาตร เมื่อรับของแล้ว ก็จะสวดให้พรทุกคน ตัวผมเอง จะมาถึงถนนสาทรเป็นคนแรกๆ จึงมีเวลาทานอาหารเช้า ในซอยสาทร 12 นี้ จะมีขายข้าวขาหมูอร่อยมาก ก่อนข้าวสารขึ้นราคา ทานจากเดียวก็อิ่ม แต่หลังข้าวสารขึ้นราคา คนขายจะลดขนาดข้าวสวยลงครึ่งหนึ่ง ถ้าจะให้อิ่ม ต้องทานสองจาน ทุกวันนี้ ก็ดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างนี้ ตกเย็นกลับถึงบ้านก็จะเปิดทีวี ดูแต่ข่าว ไม่ทราบคนอื่นเป็นเหมือนเราหรือเปล่า จะเป็นคนหิวข่าวมาก โดยเฉพาะรายการ ความจริงวันนี้ จบข่าวก็จะดูหนังสารคดี , กีฬา ก่อนจบอยากบอกว่าอยู่ข้างประชาธิปไตยครับ

โดยคุณ phadungsak@hotmail.com 58.97.32.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
...ผู้กองว่าโศกกระแปบแสบแน่เทียว โศกกระเปี๋ยวดีกว่าว่าไหมท่าน หมวยนั่งมองผู้กองอยู่ทุกวัน ผู้กองนั้นเฮงซวยหมวยลำเค็ญ....ขอต่อความฮาอีกนิดครับ...กาแฟจะได้มีรส

โดยคุณ วาดฝัน ตะวันเจิดจ้า 125.24.73.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
...องค์กรอย่างไอ้ทีดีอาร์ไอ ไอ้พรรคดักดาน รวมทั้งพวกโฆษก-โฆษกี ของวิทยุคลื่น 101 (วันโอเวร ราดิโอ)... ..
...สามีใหม่ของคุณนิชาก็คงยังไม่ตาย ส่วนทหารจะไม่ถูกชาวบ้านจำนวนมากมาย เกลียดชังเข้าไส้เข้าพุง... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER