หน้าแรก > เมนูรายการ Vattavan > ปราบปรามยาเสพติด > ฆ่าตัดตอน ข้อกล่าวหา โกหกบันลือโลก
หัวข้อ : ฆ่าตัดตอน ข้อกล่าวหา โกหกบันลือโลก เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ปราบปรามยาเสพติด

ฆ่าตัดตอน ข้อกล่าวหา โกหกบันลือโลก

            โดยวาทตะวัน สุพรรณเภษัช   (20 สิงหาคม 2551)

  content/picdata/72/data/220.gif        ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง และยังไม่มีกำหนดกลับ ได้มีความพยายามที่จะให้ประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไปพักอาศัย ส่งตัวกลับเข้ามาดำเนินคดีในประเทศนั้น

          บรรดาผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายก เสนอแนะว่า น่าจะทำคำร้องไปถึงทางการอังกฤษ และองค์กรนานาชาติ อย่างสหประชาชาติ องค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ เป็นผู้ดำเนินนโยบายในการกระทำการปราบปรามยาเสพติด เป็นฆาตกร เป็นตัวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฯ

          กลุ่มข้าราชการบำนาญ ซึ่งมีประสบการณ์เพราะเคยรับผิดชอบ ทั้งในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และการปราบปรามอาชญากรรม ได้ร่วมกันจัดทำหนังสือชื่อ "โกหกบันลือโลก ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ เปิดเผยเบื้องหลัง ให้ประชาชนคนในชาติ และผู้ที่สนใจในระดับนานาชาติ ถึงความไม่ชอบธรรม ของการกล่าวหาที่มีลักษณะปรักปรำ ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่

          หนังสือเล่มนี้เปิดเผยออกมา ในขณะที่แก๊ง คมช.ยังเรืองอำนาจ เฉพาะ “คำนำ”และบทส่งท้ายของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตัดตอนนำมาเสนอท่านผู้อ่าน ก็พอจะทำให้คนในชาติเดียวกัน และคนต่างด้าวท้าวต่างแดน เข้าใจถึงสถานการณ์ความตอแหลตอหลด ความพยามยามที่จะปั้นเรื่องราวอันเป็นความเท็จ กล่าวหาอดีตนายกฯ ในข้อหาร้ายแรง ไปยังองค์กรระดับนานาชาติ

          หนังสือเล่มนี้นอกจากพิมพ์จำหน่ายเป็นภาษาไทยแล้ว และยังมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ส่งไปให้คณะทูตานุทูต และองค์กรต่างๆของนานาชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญ ในการเปิดประตูความจริงให้กับชาวโลกได้พบเห็นกัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ทราบ ถึงความพยายามใส่ไคล้ อดีตผู้นำประเทศอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งการประจานความชั่วร้ายของการยึดอำนาจไปจากประชาชน แต่กลับปล่อยให้ขบวนการค้ายาเสพติด กลับเข้ามาครอบงำประเทศไทยได้อีกครั้ง

          ขอเชิญท่านผู้อ่าน ได้พบกับบทนำหนังสือฉบับที่ผู้คนเรียกหา ที่ออกมาแจ้งข้อเท็จจริง ให้กับประชาชนทราบ ในขณะที่ คมช.ยังเรืองอำนาจอยู่ด้วย แม้จะไม่สามารถวางแผงได้ด้วยความสะดวก แต่ยอดพิมพ์ 10,000 เล่ม ก็หมดเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น

          บัดนี้ เป็นโอกาสดีที่ท่านจะได้พบกับบทความนำ ของหนังสือเล่มดัง ที่ผู้คนอยากได้ไว้ในความครอบครอง จึงนำมาเสนอท่านผู้อ่าน ชนิดไม่ตัดทอนแต่อย่างใด

บทความนำ

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
      “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก”

          คุณป๋วย  ใจไทย  นักข่าวหนังสือพิมพ์วัยฉกรรจ์  ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานหนังสือเรื่อง “อ่างอาบน้ำทองคำ  ของชูวิทย์  กมลวิศิษฎ์”  ซึ่งมียอดขาย  เป็นลำดับที่ 1  ประจำปีของประเทศมาแล้ว

          และเพิ่งออกหนังสือใหม่ ชื่อ “ทำลายตำรวจ...สร้างรัฐทหาร”

          ยอดขายก็พุ่งกระฉูดอีกถึง 30,000 เล่มในสัปดาห์แรกเท่านั้น

          ในฐานะที่สนิทสนมกัน  นักหนังสือพิมพ์ที่มีอนาคตดีคนนี้  ได้ขอให้ผมช่วยเขียนบทความนำ  และบทสรุปปิดท้ายหนังสือเล่มใหม่  ซึ่งใช้ชื่อว่า “โกหกบันลือโก  ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ”  ซึ่งผมเองก็มีความรู้สึกมานานแล้วว่า

          ทำไมเราจึงปล่อยให้มีการเผยแพร่ข่าวสาร  ที่ไม่ตรงกับความจริง  และยังเป็นความเท็จอย่างร้ายแรง  โดยผู้สร้างข่าวลวงทั้งพลเมืองชาวไทย  และลวงผู้คนทั้งโลกนี้  อย่างไม่คิดถึงความเสียหายของชาติบ้านเมือง  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพียงเพื่อ

          “ทำลายชื่อเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  เท่านั้น”

          เท่านั้นจริงๆ

          แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำของพวกเรา  เป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติและกระบวนการยุติธรรมของไทย

          ทำให้ดูเหมือนว่า  บ้านเมืองของเรานั้น  เป็นพวกทมิฬหินชาติ  เห็นชีวิตมนุษย์ไม่มีคุณค่า  ฆ่าฟันทิ้งได้เหมือนผักเหมือนปลา!

          ผมอยากจะขอลำดับความให้ฟัง  เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพจริงๆ ของเหตุการณ์ในการเข้าปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด  และจัดการกับปัญหายาเสพติดของชาติอย่างจริงจัง

          เมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  เข้ามาบริหารบ้านเมืองในยุคแรก  มีนโยบายในการรักษาความสงบเรียบร้อย  และการปราบปรามอาชญากรรม  ที่ผมบอกได้เลยว่า 

          ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากรัฐบาลที่ผ่านมา  ที่มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

          การจัดการกับปัญหายาเสพติดได้ถึงจุดเปลี่ยนไป  เมื่อตัวนายกรัฐมนตรี  และข้าราชการการเมือง  ทั้งทหาร  ตำรวจ  ข้าราชการพลเรือน  คณะบุคคล  และผู้มีชื่อเสียงในบ้านเมืองร่วมกันถวายพระพร  ในวาระที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล  ในวโรกาส  วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย  สวนจิตรลดา  พระราชวังดุสิตฯ  เมื่อวันพุธที่ 4  ธันวาคม พ.ศ.2545

          “...คนจำนวนมากมาให้พรก็น่าจะเป็นผลดี  ก็ต้องขอบใจที่ได้กล่าวถึงกิจการที่ได้ทำมาตลอด  มีสิ่งหนึ่งที่ท่านยังไม่ได้กล่าวถึง  และก็เป็นสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของชาติบ้านเมืองมาเป็นเวลานนานประมาณ 50 ปี ซึ่งเป็นเรื่องของยาเสพติด  ซึ่งยาเสพติดนั้นมีมาก่อนเป็นเวลานาน  แต่เป็นยาเสพติดที่ไม่รุนแรงมากนัก  คือ ที่เขาสู้กันเรื่องฝิ่น...”

          ท่านผู้อ่านที่ยังมีอายุน้อย   อาจรู้สึกแปลกใจ  แต่ลองอ่านพระราชดำรัสต่อไปอีกสักหน่อย

          “...ก่อการร้ายนั้น  เกี่ยวข้องกับฝิ่น  ครั้งนั้นก็มีสงคราม  ก็มีการสู้รบที่รุนแรงที่สุด ก็คือ ที่เขาค้อ  และตะกี้ก็ได้พบกับพลเอกที่เป็นนายทหารพิการ  ที่ข้างนอกนี้  เขามีหน้าที่ดูแลผู้ที่เป็นคนพิการ  โดยตัวเองก็พิการขาขาด  เขาได้ขาขาดที่เขาค้อ  แล้วก็เขาค้อนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นยุทธภูมิที่เกิดจากก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

          ความจริงมันไม่ใช่เรื่องก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  มันเป็นเรื่องก่อการร้ายสงครามฝิ่น  แล้วก็เริ่มต้นที่เขาค้อนั้น  เริ่มต้นในเขตใกล้จังหวัดเลย  ที่ภูขี้เถ้า  ที่ภูโล่งๆ ตรงนั้น  เขตเหล่านั้น  เป็นเขตก่อการร้าย  เราเคยไปเยี่ยม  น่ากลัว  เพราะว่าเป็นภูเขา  แล้วก็มีปลูกฝิ่น

          ปลูกฝิ่นเจ้าหน้าที่ก็ไปเผาฝิ่น  ไปตัดฝิ่น  ชาวบ้านแถวนั้นก็เป็นชาวเขาส่วนใหญ่  เมื่อนั้นเขาก็เดือดร้อน  มีฝ่ายที่เรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาระดมให้ต่อสู้  ก็ต้องให้มีทหาร  ตำรวจ

          ตอนแรกก็มีตำรวจชายแดนที่อยู่บนภูเขา  ต้องถูก...ต้องถูกยิง  ก็เสียชีวิตไปหลาย  จนกระทั่งบานปลายออกมา  ทหาร  ทั้งทหารบก  ทหารเรือ  ก็ต้องขึ้นไปต่อสู้  รวมทั้งทหารอากาศ

          ทหารอากาศก็ใช้เครื่องบิน  จนกระทั่งใช้เครื่องบินเจ็ท  เครื่องบินไอพ่นไปต้องไปยิง  จนกระทั่งเครื่องบินไอพ่นถูกยิงตก  ซึ่งก็น่าประหลาดที่สงครามอย่างนี้จะถูกเครื่องบินถูกยิงตก  เครื่องบินที่เร็ว  เครื่องบินสมัยใหม่  ถูกยิงตก

          หมายความว่ามันบานปลายอย่างมาก  แล้วมันบานปลายมาจากอะไร  ก็จากยาเสพติด...”

          ในหลวงตรัสให้พวกเราเข้าใจชัดเจนว่า ยาเสพติดนั้นเป็นต้นเหตุสำคัญยิ่ง  ในเรื่องการก่อการร้าย

          ทรงเสริมต่อไป  ในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดต่อไปอีกด้วยว่า

          “...ปราบการค้ายาเสพติด  นี่ทุกคนเดือดร้อน  แล้วก็การปราบนี้  ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดก็มีพวกตำรวจ  ทหาร  โดยเฉพาะทหารที่เป็นมากที่สุด คือ ทหารบก  ทหารเรือก็แย่  ทหารอากาศก็แย่  เป็นอันว่าทุกคนเดือดร้อนที่จะต้องปราบ

          คนที่ต้องปราบเขาไม่อยากปราบ  มันเหน็ดเหนื่อย  แล้วก็อันตราย  ผู้ที่ปราบนั้นต้องเสี่ยงชีวิต  ในการปฏิบัติมีหลายท่าน  ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ผ่านชีวิตการปราบยาเสพติดทางตรงและทางอ้อม  ก็จะทราบดีว่า มันเหนื่อยแค่ไหน  แล้วก็ทำให้เดือดร้อนแค่ไหน

          เมื่อมาพูดถึงยาเสพติด  เพราะท่านนายกฯ ไม่ได้พูด  คงไม่อยากพูด  ไม่อยากพูดอย่างนี้  เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคล  แต่วันนี้ยังไม่ใช่วันเกิด  ไม่ใช่วันเกิดก็พูดสิ่งที่เป็นอัปมงคลได้...”

          อยากจะขอถามท่านผู้อ่านว่า  หากท่านได้ยินกระแสพระราชดำรัสอย่างนี้แล้ว  ท่านจะสนองพระราชดำรัสอย่างไร?

          ผมคงไม่ได้ยินคำตอบของท่าน  แต่อยากจะบอกว่าบรรดาข้าราชการที่นั่งฟังอยู่นั้น  นั่งกันไม่ติด

          โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี คือ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  ผู้นำรัฐบาล  เกิดอาการร้อนรุ่มเหลือกำลัง  เพราะน้อยครั้งเหลือเกิน  ที่ชาวไทยเราจะได้ยินพระราชปรารภ  จากพระโอษฐ์อย่างชัดเจนอย่างนี้

          ใครจะไปนั่งติด  ในเมื่อพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ  ทรงแสดงความหนักพระทัยในเรื่องยาเสพติด  ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง

          บอกได้ว่า  เป็นเรื่องใหม่หลวงนัก  ที่ทำให้ทุกคน...ตกตะลึง!

          พ.ต.ท.ทักษิณ  ที่เล่าเรียนมาเพื่อเป็นตำรวจและเป็นนักอาชญาวิทยา  แต่ต้องมาเป็นผู้นำของชาติ   จึงต้องคิดมากกว่าผู้มีอาชีพอื่นที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี

          ทันทีที่พระราชดำรัสจบลงในวันนั้น  นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมทันที  และเพื่อสนองพระราชดำรัส  ชาวไทยจึงเห็นการรวมพลังของชาติครั้งใหญ่ที่สุด  ทั้งหทาร  ตำรวจ  ฝ่ายปกครอง  พลเรือน  แพทย์  สาธารณสุข  ฯลฯ  รวมทั้งประชาชนชาวไทยทั้งหมด  เพื่อการเข้าต่อตีกับปัญหายาเสพติดโดยการทุ่มทรัพยากรเข้ากวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด  ครอบคลุมไปถึงผู้ติดยาเสพติด  ที่นำเข้าสถานบำบัด

          โดยความมุ่งหมายที่จะกวาดล้างสิ่งชั่วร้าย  ที่หมักหมมในชาติของเรา  ยาวนานเกิดกว่าครึ่งศตวรรษ

          เรียกได้ว่า

          คนไทยทั้งชาติพร้อมใจกันทำเพื่อสนองพระราชดำรัส...ของล้นเกล้าชาวเรา

          เพื่อให้ทรงคลายพระทัย  ในความห่วงใยที่ทรงมีต่อยาเสพติด  ปัญหาใหญ่ของชาติ!

          คณะรัฐบาลโดย พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  รวบรวมสรรพกำลังของชนชาวไทยทั้งชาติ  ทุ่มพลังเข้าห้ำหั่นกับผู้ค้าย้าเสพติด  จับกุมปราบปราม  จนการค้าขายยาเสพติดถูกกวาดล้างจากถนน  เมือง  ตำบล  ลงไปถึงหมู่บ้าน  และชุมชน

          ราษฎรแซ่ซ้อง  ชื่นชม  เห็นชอบ  กันทั้งแผ่นดิน!

          ไม่น่าเชื่อว่า

          ในการปราบปรามนั้น  มีการปะทะที่เป็นคดีวิสามัญฆาตกรรมเพียงครึ่งร้อยคดี  กลับถูกกลุ่มตรงข้ามรัฐบาล  ออกข่าวใส่ไคล้ใหญ่โตว่า  มีการสังหารผู้คนไปกว่า 2,000 ศพ  บ้างก็บอกว่า 2,500 ศพ

          โดยหยิบเอาคำพูดของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ที่พยายามอธิบายว่า

          “การฆ่ากันบางรายนั้น  เป็นการฆ่าตัดตอนกันเองระหว่างแก๊งค้ายาเสพติด  เท่านั้นเอง”

          คำว่า  “ฆ่าตัดตอน”  เลยกลายเป็นคำที่ย้อนกลับมาทิ่มตำผู้ดำเนินการปราบปราบยาเสพติดภัยร้ายของชาติไปทันที  ซึ่งท่านผู้อ่านจะได้พบกับรายละเอียดว่า ใครเป็นผู้เอ่ยถ้อยคำดังกล่าวในหนังสือเล่มนี้

          กลุ่มอัปรีย์ที่ฉกฉวยโอกาสทำร้ายชาติบ้านเมืองของตัว  ได้แพร่ทำข่าวสารผ่านองค์กรเอกชนไปยังต่างประเทศ  โดยไม่นึกถึงความฉิบหายของบ้านเมือง  ส่วนใหญ่แล้ว  ก็พูดจาเพื่อให้พวกตนเป็นข่าวไปวันๆ เท่านั้น

          รัฐบาลพยายามโต้ตอบ  แต่กลยุทธ์ของฝ่ายรักษาบ้านเมืองในการทำสงครามข่าวสารไม่ดีพอ  จึงไม่สามารถต่อสู้กับการปล่อยข่าวของผู้ทำลายชาติบ้านเมืองได้

          ครั้นถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปีรุ่งขึ้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล  ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย  สวนจิตรลดา  พระราชวังดุสิตฯ  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2546

          ทรงมีพระราชดำรัสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด  ขออัญเชิญมาไว้ ณ ที่นี้

          “...ได้การชัยชนะของการปราบไอ้ยาเสพติดนี่  ดีที่ปราบแล้วก็ที่เขาตำหนิบอกว่า เอ้ย  คนตาย ตั้ง 2,500 คน  อะไรนั่น  เรื่องเล็ก 2,500 คน  ถ้านายกฯ ไม่ได้ทำ  นายกฯ ไม่ได้ทำทุกปีๆ จดไว้นะ  มีมากกว่า 2,500 คนที่ตาย  ที่ตายทั้งคนเสพติด  แล้วก็ขึ้นไปฆ่าคน  หรือทำอะไร  เผาอะไรต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องไปปราบปกติ  ก็ตายมากเหมือนกัน  แต่ไม่พูดเท่านั้นเอง...

          ...แล้วที่บอก 2,500 คน นี่ก็ไม่เชื่อ  มีมากกว่า ที่เขาตายแต่เราไม่รู้เรื่อง  แล้วก็พวกที่ทางเจ้าหน้าที่ได้สังหาร  ไม่ใช่ 2,500 นี่เขาสังหารกันเอง  แล้วนี่เราจะรับผิดชอบได้อย่างไร  เขาด่าว่า  นายกฯ ทำสงคราม  ทำให้คนตาย 2,500 คน ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น 2,500 คน  มันไม่ใช่ทั้งหมด  เขานับแต่ว่า  พวกที่ตายเป็นส่วนใหญ่เป็นพวกที่เขาฆ่ากันเอง  พวกที่ค้า  พวกที่ผลิต  เขาฆ่ากันเองจำนวนมาก  ที่ทางราชการจะรับผิดชอบก็อาจจะมีจำนวนหนึ่ง  ก็ลองถามทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปแยกจำนวนเป็นเท่าไร  ก็เชื่อว่าใน 2,500 นี่  มากที่เขาฆ่ากันเอง  แล้วก็เอาความผิดของเขามาโยนความผิดให้ท่านซูเปอร์นายกฯ

          ไม่รู่ล่ะก็นายกฯ สั่งให้รองนายกฯ   รองนายกฯ ก็เป็นซีอีโอ  แต่นายกฯ ก็เป็นซีอีโอ  ซูเปอร์นายกฯ ก็โยนให้  เพราะว่าบอกว่าเป็นผู้ชนะ  ผู้ชนะก็กลายเป็นฆ่าหมดเลย  ต้องรับผิดชอบฆ่า  แต่แท้จริงลูกน้องก็ต้องรับผิดชอบ คือ ที่เข้าใจ  ซีอีโอไม่รับผิดชอบอะไรเลย  ต้องให้รองนายกฯ รับผิดชอบ  และต้องมี 7 คนด้วย  รองนายกฯ 7 คน คือ ผู้รับผิดชอบ  แล้วร้องนายกฯ 7 คน เขารับผิดชอบ  เขาก็ผลักให้พวกปลัดกระทรวง  ให้พวกรัฐมนตรีบอกไม่รับผิดชอบ  ต้องรัฐมนตรีช่วยว่าการ  รัฐมนตรีช่วยว่าการก็ไม่รับผิดชอบ  ต้องเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี  ผู้ช่วยรัฐมนตรีก็บอกว่า  ปลัดนั่นต้องรับผิดชอบ...”

          ผมว่าเมื่อท่านได้อ่านพระราชดำรัสนี้แล้ว  คงจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ดีขึ้น

          ภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร  มีการออกข่าวข่มว่า

          นายกฯ ทักษิณ  เป็นฆาตกรร้าย  ฆ่าคนตายเป็นพันๆ ศพ

          เลยเถิดกันไปจนจะฟ้องศาลโลกในข้อหา

          กระทำผิดอาญาฐานฆาตกรรมหมู่  อันเป็นความผิดต่อมนุษยชาติ!

          ช่างโง่เง่าเต่าตุ่นกนเหลือเกิน  จนไม่รู้บ้างเลยว่า

          ตั้งแต่นายกสุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง  เข้ามาบริหารประเทศ  ได้สั่งการให้นายจรัญ  ภักดีธนากุล  ปลัดขวัญใจ คมช. เป็นผู้ดำเนินการสอบสวน  ทำท่าขึงขังมาจนครบปี  จนบัดนี้ไม่ได้ความอย่างไร  มีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทำการรวบรวมข้อเท็จจริง  แต่ไม่มีอำนาจการสอบสวน  ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 10 เดือน  นัยว่ามีงบประมาณดำเนินถึง 40 ล้านบาท

          ยังไม่ทันไรเลย  เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2550  นายสุนัย  มโนมัยอุดม  อธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ  ซึ่งตั้งมาครบ 5 ปี แล้ว  แต่ยังเอาใครเข้าคุกไม่ได้สักคน  มีแต่เจ้าหน้าที่ในกรมนี้เองที่จะต้องติดคุก  ออกมาแถลงอย่างละเหี่ยใจว่า  “คดีฆ่าตัดตอน”  นั้นเป็น  “คดีแห้ง”  คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษไปสอบสวนหลังการเกิดเหตุ  พยานหลักฐานก็ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว  พยานบุคคลก็หายาก

          สรุปได้ว่า  ยังหาไม่ได้ว่า  ใครคนไหนแม้แต่คนเดียว  ที่ก่อคดีฆ่าตัดตอน  ที่ร่ำลือกันไป  จนผู้คนต่างพลอยตื่นตกใจ  ตามเสียงโกหกตอแหลบรรลัยโลก

          บ้านเมืองของเรานั้นมีกรรมนัก  ตรงที่คนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา  แต่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมในเรื่องกาลามสูตร  เชื่อตามกันง่ายๆ และไร้โยนิโสมนสิการ  ๆไม่พิจารณาไตร่ตรองความเป็นเหตุเป็นผลโดยรอบคอบ

          จึงตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ  ของพวกที่มุ่งทำลายผู้อื่น  โดยไม่เป็นแก่ประโยชน์ส่วนใหญ่

          ภายใต้การรัฐประหาร  และบ้านเมืองในยุคนายกแห่งเขายายเที่ยง  ยุคทหารเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  บีบคั้นและจ้องจับผิด  จนเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่กล้าขยับเข้าสู้รบกับองค์กรและนักค้ายาเสพติด  เพราะกลัวการที่จะต้องตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง

          องค์กรและขบวนการยาเสพติด  ได้แผ่อิทธิพลเข้าสถาปนาความมั่นคงได้อย่างแข็งแกร่ง  ครอบคลุมทุกหย่อมหญ้าในบ้านเมืองของเราอีกครั้ง

          เขียนมาถึงบรรทัดนี้  น้ำตาเอ่อท่วมขึ้นมาทันที

          สงสารประเทศไทยของเรา...เหลือเกินแล้ว!


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ฆ่าตัดตอน ข้อกล่าวหา โกหกบันลือโลก
ถั่วเหลืองและความดันโลหิตและไขมันในเลือด
กินอะไรแก่ง่าย ตายง่าย
สงสารตำรวจจราจร
เพลงความฝันอันสูงสุด
ภาพยนตร์ คำปฏิญาณวันตำรวจ
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
Way to use the inetrnet to help people solve problems!

โดยคุณ Finch 217.72.91.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ข้าพเจ้าทราบซึ้งในดำรัสของพระองค์ แต่ไอ้ตัวบงการตัวมหึมานี่ซิ มันช่างเเยบยลซะจริงๆ คุมทุกอย่าง หลอกทุกคน เหี้ยจริงๆ

โดยคุณ king โพธ์ แดง 217.174.248.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER