"ความรัก กับเรื่องเศร้า ของลิงเกาะสมุย" โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้ มีลาภปาก เพราะน้องสาวได้ส่งขนมหน้านวลมาให้ทานกับกาแฟขมขนมหน้านวลนี้ มีความจำเป็นที่เราต้องรับประทานตอนที่ขนมยังใหม่อยู่ เพราะจะได้ซึมซับเอาความหวานชุมฉ่ำเข้าไปในปากและลิ้น เรียกว่าแทบจะละลายหายไปเลยทีเดียว ถ้าขนมหน้านวลถูกทิ้งไว้นานก็จะแห้ง แม้ความหวานยังดำรงอยู่ แต่ความชุ่มฉ่ำนั้นแล้งไปแล้ว
ความรักของมนุษย์นี่มันก็คล้ายกับขนมหน้านวล รักกันใหม่ ๆ มันมีทั้งความชุ่มฉ่ำและความหวาน อยู่กันไปนาน ๆ ความชุ่มฉ่ำมันก็หายไปคงอยู่แต่ความหวานที่หลงเหลืออยู่บ้าง ยิ่งนานเท่าไหร่ความหวานก็เหือดไปจนหมดสิ้น ตัวแป้งก็ป่นสลายไป ตามกฎอนิจจัง
ใครคิดวิธีเก็บทั้งความชุ่มฉ่ำและความหวานได้นาน ๆ ช่วยบอกด้วย!
จำได้ว่า เมื่อยังเป็นเด็ก ตัวเองเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม ที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด (ผู้พิสูจน์อักษร...กรุณาอย่าตกคำว่า "คลอง" ) ข้าง ๆโรงเรียนตรงข้ามเยื้องกับ สน.พระราชวัง มีร้านขนมเล็ก ๆ ขายขนมให้เด็กนักเรียน มีขนมที่อร่อยถูกใจเด็กเป็นอย่างมาก ที่ผมติดใจซื้อรับประทานทุกวัน คือ ทอฟฟี่นม ขนมผิง ขนมหน้านวลที่พูดถึงนี่แหละที่อร่อยเป็นเลิศ
พอโตขึ้น ชั้น ป.4 ต้องออกไปอยู่โรงเรียนประจำผู้ชายเพราะเขาไม่ให้ผู้ชายอยู่ชั้นสูงกว่า ป.4 อดรับประทานขนมเหล่านี้ พอได้ทานเข้าก็คิดถึงความหลังเมื่อครั้งเป็นเด็กทุกทีไป
ขนมประเภทนี้ประกอบไปด้วยไข่ น้ำตาล แป้ง มีกินกันแทบทุกชาติในโลก เพียงแต่รูปลักษณ์ที่ออกมาผิดแผกกันไปบ้าง ขนมหน้านวลนั้นคล้ายคลึงกับเมอร์แรงค์ของฝรั่ง
เมอร์แรงค์บางชนิดของฝรั่งเศส หยิบเข้าปากแล้วหลับตาแทบแยกไม่ออกกับขนมหน้านวล ยังไงยังงั้นเลย ทีเดียวชียว
ผมดีใจที่คนไทยเริ่มสนใจการทำอาหารและขนม จนมีการสอนแพร่หลายมากขึ้น เพราะเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา การทำขนมแบบยุโรปยังไม่แพร่หลายนัก จะมีก็อยู่ตามเบเกอรี่ในโรงแรมใหญ่ ๆ สำหรับเบเกอรี่อิสระนั้นก็พอมีอยู่บ้าง เช่น ขนมเค้ก พายของ "ท่านหญิงเป้า" (หม่อมเจ้าหญิง เราหิณาวดี กำภู) ที่วังถนนเพชรบุรีแล้วดูเหมือนจะมีร้านไซเลอร์ที่สุขุมวิทเท่านั้น
นอกนั้นแล้ว ก็จะเป็นขนมฝรั่งที่คนจีนทำ ซึ่งก็มีอยู่หลายเจ้า และยังไม่มีขนมให้เลือกมากมาย ส่วนใหญ่ก็จะมีขนมปังปอนด์เป็นพื้น นอกนั้นก็เป็นพวกบิสกิต ไม่หลากหลายนับไม่หวาดไม่ไหว เหมือนในอย่างปัจจุบัน
โรงเรียนสอนทำขนม สอนทำกับข้าวนี่ ผมเห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้ผู้เรียนไปแล้วมีความรู้ ออกมาประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี ผมรู้จัก Chef ฝีมือดี ๆ ที่มาจากโรงเรียนอาชีวะต่าง ๆ ได้รับเงินเดือนสูง ๆ หลายคน ทำให้ผมเห็นว่า การเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เป็นของจำเป็นเลย สำหรับอาชีพบางอาชีพ เช่น การครัว เป็นต้น
เมื่อ 25 ปีที่แล้ว เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองเก่าอย่างนั้น มีร้านทำขนมปัง ขนมเค้ก นับเจ้าได้เลย ไม่แพร่หลายมากมายอย่างปัจจุบัน เพราะคนเชียงใหม่เข้ามาเรียนเรื่อง bakery จากกรุงเทพฯ แล้วไปประกอบอาชีพในเมือง แต่ร้านขนมปังเก่าแก่ ข้างสถานีรถไฟฝั่งสันป่าข่อย ก็ยังดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น
ตัวอย่างคนที่มาเรียน bakery ในกรุงเทพ ฯ แล้วได้ผล ที่ใกล้ตัวผมที่มีภริยานายตำรวจคนหนึ่ง เธอไปขอหัดลูกมือใน bakery ของโรงแรมเอราวัณ (เก่า) เมื่อปี พ.ศ. 2518 ความที่เธอมีพรสวรรค์อย่างมาก เธอสามารถทำขนมได้เหมือนต้นแบบ คือ bakery ของโรงแรมเอราวัณโดยทีเดียว และความที่เธอเป็น artist เธอดัดแปลงขนมต่าง ๆ ให้มีความสวยงาม และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เช่น เอาลูกสตอเบอรี่สดมาชุบช็อกโกแลตให้ชื่อว่า "Strawberry Choc" ส่งไปถวายเจ้านายในวัง เป็นที่พอพระทัย ปัจจุบันร้านของเธอเป็นร้านมีชื่อเสียง มีเคาน์เตอร์ขายขนมของร้านตามศูนย์การค้าใหญ่ เกือบจะทุกสาขาในเมือง
นอกจากความสามารถในด้านการทำขนมแล้ว เธอยังมีความสามารถในด้านงานศิลปะอื่น ๆ เช่น painting ซึ่งเธอทำได้เป็นเลิศเอาเลย
ผมขอเล่าเรื่องของเธอแถมอีกนิด
คนเชียงใหม่แต่โบราณ นิยมเก็บผ้าเนื้อดี เช่น ผ้าซิ่น ผ้าถุง ไว้ในห้างไม้สัก เพื่อให้เนื้อผ้าคงความใหม่และผ้าไม่กินตัว
ต่อมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีความนิยมในเรื่องการ paint รูปลายต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ ลายกนก เป็นต้น ไว้บนฝาหีบ หีบเก็บผ้านั้นทำจากไม้สักแล้ว นิยมเอามาลงรักบ้าง ทาสีพื้นบ้าง พอมี painting เข้าไปก็เป็นการเพิ่มคุณค่า พวกฝรั่งชอบซื้อมาก
ภริยานายตำรวจผู้นี้ เธอเล่าให้ผมฟังว่า
แม้เธอจะต้องทำขนมตอนกลางวัน ซึ่งก็เหนื่อยพออยู่แล้ว กลางคืนก่อนนอน เธอกำหนดตัวเองไว้ว่า จะต้อง paint หีบเก็บเสื้อผ้าให้ได้ 1 ใบ เมื่อ 25 ปีที่แล้ว เธอได้ค่าแรงจากการ paint หีบละ 500 บาท (เดือนละ 15,000 บาท) ขณะที่สามีเธอซึ่งเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร เงินเดือนยังไม่ถึง 2,000 บาทด้วยซ้ำ
เรื่องของภริยานายตำรวจผู้นี้ เธอมั่งคั่งได้จากการเข้าไปขอศึกษาเรื่องการทำขนมปังจากโรงแรมเอราวัณ (เก่า) โดยแท้
พูดถึงเรื่องการศึกษาแล้ว ผมยังมองเห็นภาพบางที่ลอยขึ้นมาในความคิด
เมื่อผมกลับจากต่างประเทศ 30 ปีก่อน ผมย้ายไปอยู่หัวเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพภาค ผมเคยเข้าไปหาเพื่อนนายทหาร เลยมีโอกาสไปยืนดูการฝึกทหารเกณฑ์ซึ่งก็เป็นคนบ้านนอกทั้งนั้น
เวลาเขาฝึกทหารบ้านนอกนั้น (ขอให้ระลึกว่าเวลาเพิ่ง 30 ปี เท่านั้น) มีปัญหาเรื่องมือซ้ายมือขวา ทหารใหม่ยังสับสนอยู่ ถึงออกคำสั่ง
"ซ้าย-หัน" , "ขวา-หัน" อย่างนี้ทหารใหม่ เข้าใจยาก
ดังนั้น เพื่อให้ง่ายเข้า ครูฝึกต้องเอา "หญ้า" ผูกไว้ที่ข้อมือข้างซ้าย "กระดาษ" ผูกไว้ที่ข้อมือข้างขวาของผู้รับการฝึก แล้วครูฝึกก็จะค่อย ๆ บอกว่า
"ถ้าครูบอกว่า หญ้า-หัน ให้พวกเธอหันไปทางหญ้า , ถ้าบอกกระดาษ-หัน ให้หันไปทางกระดาษ...เข้าใจไหม!?"
พอทหารชักชินกับคำสั่ง "หญ้า-หัน" "กระดาษ-หัน" แล้วครูฝึกก็จะบอกว่า
"เอาละนะ ! ทีนี้ครูบอกว่า ซ้าย-หัน , ให้หันไปทางหญ้า พอครูบอกว่า ขวา-หัน ให้หันไปทางกระดาษ เข้าใจหรือเปล่า"
นี่แหละ ! ทำให้ทหารเกณฑ์ รู้จักอันไหนมือซ้าย อันไหนมือขวา
ถึงจะต้องสอนกันแบบนี้ ใครอย่าได้บังอาจดูถูกทหารอีสานลูกข้าวเหนียว ยามรบนั้นรบได้สุดใจขาดดิ้นจริง ๆ เพราะเห็นมาแล้วด้วยตนเอง
การพัฒนาประเทศ ในด้านการศึกษา แม้จะรู้สึกว่าจะไปช้าบ้าง แต่ก็ได้เดินม
จนกระทั่งมีการศึกษาภาคบังคับ ถึงระดับมัธยม การศึกษาภาคบังคับ ทำให้นักเรียนในประเทศของเราได้รับการศึกษากันทั่วถึง
เร็ว ๆ นี้มีการปฏิรูปการศึกษา แต่เมื่อดูข่าวตามหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เท่านั้น ก็ให้รู้สึกแปลกใจ ที่เห็นว่าการขัดแย้งกันระหว่างสำนักงานปฏิรูปการศึกษากับทางฝ่ายคณะสงฆ์ กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต จนมีเรื่องการปลดพระเถระท่านผู้ใหญ่ เลยทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า
นี่เรากำลังจะปฏิรูปการศึกษาหรือปฏิรูปศาสนากันแน่ เพราะฟังพระท่านว่าตามรายการวิทยุ ฟังดูแล้วรุนแรงจริง เหมือนราวกับว่าจะต้องฟาดฟันกันให้อาสัญไป ผมเห็นว่าอะไรที่มันลดทิฐิกันได้ก็ควรทำ ไม่ให้บ้านเมืองมันวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
เรื่องการศึกษาอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วเห็นพวกตำรวจที่จะอบรมเป็นผู้กำกับการฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาตำรวจเรื่องข้อสอบรั่วแล้วไม่สบายใจ เพราะนั้นเห็นว่า
การที่จะให้นายตำรวจได้รับการศึกษาระหว่างการรับราชการ หรือ Inservice Training นั้นจะต้องยึดหลักว่า ทุกคนจะต้องได้รับการอบรมโดยเสมอภาค ที่พูดนี่เพราะผมเคยจัดหลักสูตร อบรมนายตำรวจอย่างได้ผลมาแล้ว
นายตำรวจที่ผ่านการอบรมจากผมได้เป็นหลักของหน่วยงาน บางคนสามารถผลิตผลงานทางตำราทางการพิมพ์ออกจำหน่าย ติดอันดับหนังสือขายดีเอาเลยทีเดียว ซึ่งก็ทำให้รู้สึกดีใจ
ผมไม่เห็นด้วยกับการสอบเพื่อเข้าเรียนในหลักสูตรการอบรมเพื่อเลื่อนตำแหน่ง เช่น หลักสูตรสารวัตรผู้กำกับการและผู้บังคับการ เราต้องการจัดการฝึกอบรมให้เท่าเทียมหมด เพราะว่าใช้ระบบสอบเข้าจะนายตำรวจเหลือตกค้าง แต่ละปีมีจำนวนมากขึ้น ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจะแก้อย่างไรนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่ใช้งบประมาณประจำตัวของนายตำรวจที่จะเข้าฝึกอบรม แล้วเอาโรงเรียนพลตำรวจตามเขตที่มีห้วงเวลาการฝึกอบรม เฉพาะปีหนึ่งนั้นมีห้วงเวลาว่างอยู่มาก จัดการฝึกอบรมตามเขต จัดอาจารย์เป็นลักษณะ Mobile อาจเอาจากมหาวิทยาลัยประจำถิ่นก็ ได้ เพียง 1-2 มีนายตำรวจจะได้รับการอบรมครบถ้วนอย่างแน่นอน ผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็จะไม่ต้องถูกฟ้องร้องอีก
สำหรับการสอบคัดเลือกนั้น จะต้องให้มีไว้ในการสอบชิงทุนไปต่างประเทศ จะต้องให้มีการสอบอย่างเป็นธรรมจริง ผมเคยรู้ถึงหัวอกของคนที่ต้องเข้าสอบ เพราะการไปศึกษาของผมต้องฝ่าฟันการสอบทุกครั้ง ไม่เคยได้ไปอย่าง recommend แบบระบบฝากฝัง โดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือกแม้แต่ครั้งเดียว แต่ก็โชคดีที่สอบได้ทุกครั้งไป
การศึกษาและการฝึกอบรมไม่สำคัญ ไม่สำคัญเฉพาะคนเท่านั้น แม้แต่สัตว์ยังต้องมีโรงเรียนเหมือนกัน
อยากให้คุณพ่อคุณแม่เด็ก ๆ ไปดูโรงเรียนช้างที่ลำปางแล้วขึ้นเหนือลำปางไปทางลำพูน ลองไปดูโรงเรียนฝึกสุนัขที่อยู่ข้างทางก่อนถึงอำเภอแม่ทาเล็กน้อย เป็นโรงเรียนฝึกสุนัขที่มีสภาพสมบูรณ์เลยทีเดียว ไปแล้วเด็ก ๆ ก็จะรักสัตว์อีกมาก จิตใจร่มเย็น
ผมดูโรงเรียนฝึกสัตว์หลายแห่ง แต่โรงเรียนฝึกลิงที่เกาะสมุยทำให้ผมประทับใจมาก เพราะในกระบวนการสัตว์ที่ฝึกแล้วจะต้องออกมาใช้ทำงานหนัก ก็ลิงนี่แหละ ฝึกแล้วต้องทำงานหนักมาก ทำทุกวัน ไม่มีวันหยุด
ในการฝึกลิงเริ่มตั้งแต่ให้รู้จักการเล่นกับมะพร้าว การคัดเลือกและการปลิดมะพร้าวเมื่อจบหลักสูตรที่ต้องทำงานอยู่กับเจ้าของ เป็นการทำงานที่ต้องตายจากกันไปข้างหนึ่ง ต้องอยู่ด้วยกันทุกวันแยกจากกันไม่ได้ เพราะถ้าเจ้าของห่างไป 3 วัน 7 วัน แล้วลิงจะลืมเจ้าของ
ลิงเป็นสัตว์มีความจำสั้นมาก เวลาลิงลืมเจ้าของจะกลับฟื้นความจำนั้นทำได้ยาก ต้องเอาลิงไปกดน้ำ ซึ่งทารุณมาก ผมเองไม่รู้ว่าเขาทำให้ลิงกลัว หรือการจับหัวกดน้ำทำให้ความจำมันกลับคืนมาอีกครั้ง
ไม่น่าเชื่อว่า ลิงเกาะสมุยนั้น ปีหนึ่ง ๆ ลิงตกต้นไม้ตายหลายต่อหลายตัว ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมลิงตกต้นไม้ตายได้
คำตอบในเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อลิงเก็บมะพร้าวจากต้นหนึ่งเสร็จ จะไม่ลงจากต้นไม้ทันทีที่เก็บเสร็จ เพราะเสียแรงในการที่จะปีนไปเก็บอีกต้น แต่เจ้าของจะกระตุกให้ลิงกระโดดไปเกาะอีกต้นหนึ่ง โดยลิงจะเก็งกำลังของตนเอง โดดไปเกาะอีกต้นหนึ่งได้ เพราะต้นมะพร้าวจะปลูกห่างพอกำลังลิงกระโดดเกาะได้ แม้จะมีลมพัดแรง ถ้าลมนั้นจะพัดไปทางเดียวกันก็ไม่มีปัญหา เพราะลิงลมจะส่งท้ายลิง แต่....
ปัญหาที่เกิดขึ้น นั่นก็คือ
การที่ลมกระโชก แทนที่จะพัดต้นมะพร้าวไปทางเดียวกัน กลับพัดกระโชกทำให้ต้นมะพร้าวแยกออกจากกัน ถ้าเป็นจังหวะเดียวกับที่ลิงกระโดด การพัดแยกจากกันนั้น ทำให้ลิงซึ่งเก็งกำลังไว้พอดีในสถานการณ์ปกติ แต่การที่ลมกระโชกทำให้ระยะคอมะพร้าว 2 ต้นไกลออกจากกัน เป็นเหตุให้กำลังของลิงที่ใช้กระโดดออกไปนั้น ไม่พอกับระยะทาง
ร่างลิงที่กำลังลอยละลิ่ว พลาดจากเป้า หล่นลงสู่เบื้องล่างฟาดกับพื้น แน่นิ่งไป!
ถ้าตกแล้วตายเลยก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าตกแล้วยังไม่ตายทันที คราวนี้แหละความโศกเศร้า ความสะเทือนใจอันแรงกล้าจะเกิดขึ้น คือทั้งคนและลิงจะร้องไห้โหยหวนด้วยกัน เพราะคนนั้น แม้จะมีลูกตัวเองแต่ลูกนั้นจะไม่อยู่กับพ่อทั้งวัน เหมือนลิงอยู่กับพ่อเด็กที่เป็นเจ้าของลิง ความผูกพันจะสูงมาก ลิงตายกับลูกตายมาตรวัดความโศกเศร้าขึ้นสูงระดับเดียวกัน
เฮ้อ !
จบเรื่องเศร้าแล้ว....กินกาแฟขม กับขนมหน้านวลต่อดีกว่านะ
.....................
|