หน้าแรก > กาแฟขม ขนมหวาน > ทั้งหมด > "ก้นหม้อข้าว ยังไม่ทันจะดำ"
หัวข้อ : "ก้นหม้อข้าว ยังไม่ทันจะดำ" เรื่องอื่นๆ ในหมวด : ทั้งหมด

                            กาแฟขม...ขนมหวาน

                                      ตอน "ก้นหม้อข้าว ยังไม่ทันจะดำ!"                                       

                                  โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

 

   content/picdata/93/data/Mohkao220.jpg       เช้าวันนี้ ผมยังทานขนมหวาน ซึ่งเป็นของเหลือมาจากปีใหม่กับกาแฟ ขนมนั้นพรรคพวกให้มาตอนปีใหม่ยังไม่หมด คงจะต้องจัดการอีกหลายวัน

          ขนมปีใหม่นั้น ถ้าเป็นขนมเค้กก็เก็บยากหน่อย เพราะหากเก็บใส่ตู้เย็น ซึ่งมีความเย็นจัด เค้กก็จะแข็งไม่อร่อยเสียแล้ว หากเป็นขนมอบแห้งประเภทบิสกิตนั้นค่อยยังชั่ว ถ้าเราเก็บไว้ในภาชนะแก้ว หรือโหลที่มีฝาปิดแน่นหนาก็พอเก็บได้นาน แต่อย่าทิ้งไว้นานนัก เพราะเปิดมาอาจรับประทานไม่ได้เลยก็ได้

          บรรพบุรุษของไทยเรานั้น มีภูมิปัญญาเรื่องการถนอมอาหารไม่เป็นรองใครในโลกนี้ เพราะคนไทยนั้นเป็นชาติที่ประหยัด รู้จักเก็บออมหอมริบ รู้จักใช้จ่าย ยามใดพืชผลมีมาก ก็หาทางเก็บรักษาให้อยู่ได้นานๆ ไม่ต้องซื้อหาให้เปลืองสะตุ้งสะตังค์กัน

          เทคนิคในการเก็บรักษาอาหารนั้นที่เห็นชัดเจนก็มีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ ถ้าไม่เก็บในรูปที่เค็มจัด ก็เก็บไว้ในรูปที่หวานจัดไปเลย

 

            สำหรับเนื้อสัตว์ โบราณก็เก็บไว้ในรูปเค็มจัด ตั้งแต่เนื้อเค็ม หมูเค็ม ปลาเค็ม ปูเค็ม กุ้งเค็ม ฯลฯ เหล่านี้ทำด้วยการหมักเกลือแล้วตากแห้ง ของเหล่านี้แต่ละท้องถิ่นก็แตกต่างกันไป สำหรับปลานั้น ที่สำคัญก็คือปลาร้า ซึ่งบัดนี้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ เพราะได้มีการพัฒนาออกมาเป็นรูปผงและก้อน สำหรับเรื่องปลาร้าที่ทำวิทยานิพนธ์ได้เลย วันหลังผมจะลองเขียนเรื่องกรรมวิธีที่พลิกแพลงในการทำปลาร้าบ้าง โดยจะเขียนถึงพอเป็นน้ำจิ้มในวันนี้ไว้บ้างเล็กน้อย

            การทำปลาร้านั้น เราเห็นและคุ้นตากันมาก คือ การเอาปลาเล็กปลาน้อยมาทำ เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย เป็นต้น แต่ถ้าจะทำปลาร้าที่ใช้ทอดกันแล้ว ปลาร้าปลาช่อนเป็นที่ต้องการมากที่สุด แต่ท่านผู้อ่านเคยเห็น "ชะนีร้า" บ้างไหมครับ?

ผมเคยเห็นชาวเขาบางเผ่ายิงชะนีแล้ว เอามาหมักเป็นปลาร้า พอเขาล้วงออกมาจากไหต้องตกตะลึง พาลกินข้าวกินปลาไม่ลงเอาเลย ขนาดเป็นคนที่ชอบปลาร้านะนี่ ถ้าเป็นฝรั่งมั่งค่าคงจะอ้วกแตก อ้วกแตน กันบ้าง

            ท่านผู้อ่านคงนึกไม่ออกหรอกครับว่า ฝรั่งซึ่งเคยเห็นแต่ Anchovy (ปลาหมักแบบฝรั่งแถบ Scandinavia ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก) ฝรั่งเขาจะมีความรู้สึกอย่างไรถ้าได้เห็นปลาร้าบ้านเรา ผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้พบข้อความบางตอนจากหนังสือเรื่อง "สยามและคณะมิชชันนารีฝรั่งเศส" (Siam et les Missionaries Francais) เรียบเรียงโดยบาทหลวงอาเดรียง โลเนย์ (Adrein Launay) ตีพิมพ์ในฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.2389 ดังนี้

          "ข้าวคืออาหารหลักของชาวสยามแทนขนมปัง ซึ่งมักไม่มีการบดหรือปิ้ง ปลาเป็นกับข้าวที่ใช้รับประทานควบไปกับข้าวโดยอาจทานสด แห้ง เค็ม หรือ เน่า ในรูปของปลาร้า

          สำหรับการทำปลาร้า ชาวสยามหมักปลาที่ตายแล้ว ในไหน้ำเกลือขนาดใหญ่ ซึ่งการหมักนี้จะทำให้เนื้อปลาเปื่อยอย่างรวดเร็ว และมีลักษณะเป็นสีดำ มีรสและกลิ่นน่าคลื่นเหียน"

          อ่านแล้วทำให้มีความรู้สึกว่าบาทหลวงโลเนย์ท่านนี้ บรรยายให้เห็นภาพพจน์ของปลาร้าได้พอสังเขป ขาดแต่ไม่มีกลิ่นปลาร้าโชยให้หอมเท่านั้น พวกฝรั่งหนังหมูนี่ก็ช่างกระไร ไม่รู้จักของดีคู่บ้านคู่เมืองสยามเสียแล้ว เวทนาพวกไม่รู้จักกิน

          ดี! จะได้ไม่ต้องแย่งกันกิน

          การเก็บถนอมรักษาอาหารอีกอย่าง คือ การทำให้หวานจัด อาหารคาวก็มีเนื้อหวาน หมูหวาน ปลาริวกิวหวานอะไรทำนองนี้ แต่ถ้าเป็นผลไม้มีมากมาย ทั้งในรูปดองเค็ม ดองหวาน และที่สำคัญคือการเชื่อม เช่น ฟักเชื่อม เปลือกแตงโมเชื่อม สาเกเชื่อม เป็นต้น ของพวกนี้เก็บใส่ขวดโหลแบบสุญญากาศ ใส่ไว้ในตู้เย็นอยู่ได้เป็นปีๆ ไม่น่าเชื่อ ใครที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกสมัยก่อน พ่อแม่มักเอาของเชื่อมของพวกนี้ ใส่เป็นเสบียงหอบหิ้วขึ้นเครื่องบินไป เอาไว้ไปกินกันอดอยากปากไหม้ ถ้าไม่มีอะไรจะกินในเมืองนอก

          ไม่ใช่อดอยากปากไหม้...เพราะไม่ได้ร่วมรัฐบาล !!

 

          สำหรับเรื่อง "ข้าว" เป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับชาวไทย เพราะชาวนาและเกษตรกร ถึงวันนี้ยังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ฉะนั้นนโยบายใดๆ ของรัฐบาลที่ทำให้ชาวนาชาวไร่ ได้รับราคาผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ย่อมได้รับความยกย่องสรรเสริญอย่างแน่นอนมิพักต้องสงสัยกันเลย

          ชาวนานั้นน่าสงสารมาก ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเคยสั่งห้ามไม่ให้นำเครื่องสีข้าวขนาดเล็กเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ ทั้งนี้เพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวก "บี๋ลัง" หรือพวกโรงสีเท่านั้น เพราะคนพวกนี้เป็นนายทุนที่สนับสนุนรัฐบาล โรงเหล้าก็อีหรอบเดียวกัน พวกพ่อค้าที่รัฐบาลยุคก่อนเท่านั้น ที่มีสิทธิจะผูกขาดความร่ำรวยเอาไว้พวกเดียว บางทีผู้คุมอำนาจของรัฐ ก็กระโดดลงไปทำเหล้า ทำเบียร์ เองก็มี แล้วเอาปีเกิดของตัวไปเป็นยี่ห้อเหล้าเบียร์ ซึ่งก็หายไปจากแผ่นดินนี้แล้ว

 

          ไม่นานมานี้ ผมได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินของชาวไทย ท่านผู้มาเป็นวิทยากรเป็นนายแพทย์ ซึ่งทำงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษมานานแล้ว ท่านก็กลับมาอยู่เมืองไทย ท่านมีความสนใจในเรื่องอาหารการกินของคนไทย สามารถเขียนตำหรับตำราเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหาร ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ (ผมยังไม่เห็นหนังสือ ทราบแต่เพียงว่าอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์)

          ในรายการของคุณหมอท่านนี้ ท่านได้พูดถึงเรื่องข้าว เรื่องพริก การใช้ไม้ไผ่ในการทำข้าวหลาม การหุงหาอาหารของคนไทย ผมก็ได้ตั้งข้อสังเกตและเขียนไปบอกท่านว่า ที่คุณหมอพูดถึงเรื่องการที่คนไทยใช้อิฐ 3 ก้อน เป็นฐานในการก่อไฟหุงหาอาหารทำให้ผมคิดได้ว่า

          จากประสบการณ์ที่ผมต้องคลุกคลีกับชาวบ้าน ทำให้ผมสังเกตเห็นว่า การรักษาความสะอาดของบ้านเรือนคนไทยในบางภาคเมื่อ 30 กว่าปี ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ หรืออยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน

          ผมเคยตรวจค้นบ้านคนต่างจังหวัดในต่างอำเภอ (ไม่ใช่อำเภอเมือง) มามาก บางครั้งปิดหมู่บ้านตรวจกันก็มี ผมได้พบว่า ครัวของคนไทยนั้นสังเกตได้จากหม้อ กระทะ รวมทั้งภาชนะที่ใช้หุงหาอาหาร ไม่ค่อยได้รับการขัดถู ต่างกับคนจีนลิบลับ คนจีนนั้นเมื่อประกอบอาหารเสร็จจะขัดหม้อ กระทะ จนสะอาดเรียบร้อย แขวนไว้ข้างฝาเป็นระเบียบเพื่อจะได้หยิบในครั้งต่อไปได้สะดวก อันนี้ผมสันนิษฐานเองว่า มันน่าจะเกี่ยวพันถึงการหุงหาอาหารของเรา คนไทยนั้นเคยชินกับการวางอิฐหรือหินเป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วเอาภาชนะที่ทำจากดินขึ้นตั้ง หม้อดินนั้นเมื่อโดนควันไฟก็จะมีเขม่าจับ เป็นคราบดำและก็จะดำอย่างเร็วมาก ใช้หุงต้มเพียงครั้งสองครั้งก็จะดำแล้ว จึงมีคำกล่าวกันสำหรับคู่ผัวตัวเมียที่ว่า

          "อยู่กันยังไม่ทัน ก้นหม้อข้าวจะดำ!"

          หมายถึง อยู่ด้วยกันไม่ทันสักเท่าไรก็เลิกกันเสียแล้ว

 

          การใช้ภาชนะที่เป็นดินเผานี่แหละ ทำให้คนไทยมีความรู้สึกว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะล้างขัดหม้อ เพราะล้างขัดอย่างไรก็ต้องดำอีก เนื่องจากจะต้องโดนถ่านไฟในการหุงต้มครั้งต่อไป เลยไม่ค่อยขัดค่อยล้างภาชนะ (หมายถึงก้นภาชนะ)

          ที่พูดมานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา และยังเป็นความจริงในปัจจุบัน

          ในสมัยสงครามเวียดนามนั้น ทางการทหารสหรัฐฯ สนใจในการประกอบอาหารของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มาก โดยเฉพาะในการหุงหาอาหาร สำหรับการดำรงชีพในป่าถึงกับตั้งทีมงานเข้ามาในประเทศของเรา ศึกษาการใช้ไม้ไผ่ในการหุงข้างเหนียว และข้าวเจ้า ทีมงานในด้านการโภชนาการของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปศึกษาถึงที่นครปฐม ชลบุรี และที่อื่นๆ และเขียนเป็นตำราขึ้นไว้ ผมรู้สึกแปลกใจเพราะไม่มีความรู้ลึกในเรื่องพวกนี้มาก่อนว่า คนต่างประเทศจะสนใจข้าวหลามของเรามากถึงขนาดนี้ จนกระทั่งเข้าไปศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้มีโอกาสไปอ่านตำราที่เกี่ยวข้องกับสงครามกองโจร จึงรู้ว่ามีการค้นคว้าในเรื่องโภชนาการกันอย่างจริงจัง สำหรับข้าวหลามนี้ผมได้รับความรู้ใหม่มากจากการได้ศึกษาเอกสารของฝรั่ง ทำให้รู้ว่าการหุงข้าวหลามนั้นสามารถทำให้รสชาติแปลกไปอีกแบบหนึ่งก็คือ "การหุงข้าวหลามปนกับลูกตาล" ซึ่งเมื่อข้าวหลามสุกแล้ว เวลาเรากัดรับประทาน ก็จะได้ความชุ่มฉ่ำของลูกตาลแกล้มปนไปกับความเหนียวของและหอมของข้าวหลามไปด้วย

          ผมอยากให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการใช้ "ไม้ไผ่" อีกอย่างหนึ่ง คือ

 

          บ้านของคนไทย หรือที่เรียกกันว่า "เรือนไทย" ในประเทศของเรานั้น คนไทยแต่โบราณมีรูปแบบของการสร้างเรือนไทยเป็น 2 ชนิดคือ

          "เรือนเครื่องผูก" ซึ่งเป็นบ้านไทยที่ทำจากไม้ไผ่ หรือ ไม้เนื้ออ่อน หลังคาจาก ใช้การผูกยึดด้วยเชือก หรือผูกติดด้วยเนื้อไม้ไผ่ ซึ่งทำในลักษณะเส้นตอกผูกดึงกันไว้ บ้านคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้

           "เรือนเครื่องสับ" เป็นเรือนที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้วิธีการ "เข้าไม้" หรือการเข้าสลักเพราะคนไทยไม่นิยมใช้ตะปู เนื่องจากเนื้อเหล็กในบ้านเราไม่ดี ถ้าเอาเหล็กของบ้านเรามาทำตะปู ตอกเข้าเนื้อไม้ไม่นานเท่าใด ตะปูก็จะเป็นสนิมกัดกินเนื้อไม้เสียหายไปหมด เรือนเครื่องสับนี้ เป็นเรือนของผู้มีฐานะระดับเศรษฐีหรือเจ้านาย เช่น "เรือนขุนช้าง" ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น

          สรุปได้ว่า ไม้ไผ่นั้น เป็นไม้ที่มีความผูกพันกับชีวิตของคนไทยจำนวนมาก และการที่เรือนไทยเป็นเรือนเครื่องผูกส่วนใหญ่นี่เอง จึงไม่เหมาะกับการแขวนรูปภาพ 

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ศิลปกรรมด้านภาพเขียนนั้น จะไม่มีให้เห็นในบ้านคนไทยสมัยก่อน คงมีแต่เฉพาะในสถานที่ 2 แห่งคือ "วัง" กับ "วัด" เท่านั้น เพราะวังกับวัดนั้นมักจะก่ออิฐถือปูน ซึ่งจะสะดวกกับการแขวนรูปภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือแขวนกรอบรูปก็ได้ อันนี้ผิดกับพวกฝรั่งเป็นอันมาก ทั้งนี้เนื่องมาจากลักษณะการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่ผิดกัน ฝรั่งนั้นบ้านส่วนใหญ่ต้องสร้างเพื่อหลบความหนาวเย็น จึงต้องก่ออิฐถือปูนอย่างแข็งแรง จึงสะดวกในการแขวนรูปภาพมากกว่าเรือนไทยของเราเป็นอันมาก

            อนึ่ง เรื่องเรือนไทยนี้ มีเรื่องน่าเศร้าบางเรื่อง โดยมีคำกล่าวกันว่า คนจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น "ปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยตองตึง แต่ใช้ไม้สักทำฟืน" เรื่องนี้ต้องพูดกันยาวมาก ผมขอติดเอาไว้ก่อน แล้วจะเขียนถึงภายหลัง

 

          ถ้าเราสังเกตดูบ้านฝรั่ง ในครัวก็ดี หรือในห้องอาหารก็ดี มักจะมีรูปภาพแขวนข้างฝาเป็นรูปผลไม้สวยๆ หรือภาพเนื้อสัตว์สดๆ ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวกับอาหารแขวนอยู่ข้างฝาผนัง ก็เพราะว่าฤดูหนาวของฝรั่ง ผักหญ้าทั้งหลายไม่สามารถขึ้นได้ การทำมาหากินลำบาก ฝรั่งจึงต้องบริโภคอาหารแห้งที่เก็บถนอมไว้ ส่วนมากก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ทำเค็ม ระหว่างที่รับประทานอาหารไป ก็นั่งดูรูปพวกนี้เป็นกำลังใจ เพื่อที่จะผ่านพ้นฤดูหนาว ไปสู่ความสมบูรณ์ของฤดูเพาะปลูกใหม่ สำหรับคนไทยนั้นในเรื่องนี้ไม่เคยปรากฏ เพราะเราหาอาหาร ผักสด รับประทานได้ทุกฤดูกาล นับว่าเป็นโชคดีของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

            ในเรื่อง "พริก" ที่คุณหมอผู้ดำเนินรายการ บอกว่า เข้ามาสู่ประเทศไทยโดยฝรั่งนำมา ผมยังสงสัยเพราะ "พริกป่า" นั้นน่าจะมีมานานแล้ว พริกป่าที่มีให้เห็น และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ก็น่าจะเป็น "พริกกะเหรี่ยง" อันนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่อยากให้สังเกตดูอาหารอย่างหนึ่งของชาวเหนือนั่นก็คือ "น้ำพริกหนุ่ม" นั่นเป็นการกิน "พริกกับเกลือ" โดยแท้เป็นอาหารของชาวบ้านจริงๆ

 

            ผมอยากจะบอกว่าในสมัยก่อน คนเหนือนั้นต่างกับคนทางภาคกลาง เพราะคนภาคกลางนั้น "กินกับข้าวกับปลา" ซึ่งน่าจะบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ถึงปลา ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนของคนภาคกลางได้เป็นอย่างดี แต่คนเหนือนั้นไม่ใช่ เพราะคนเหนือนั้นจับปลาไม่เป็น เหตุที่จับปลาไม่เป็นเพราะ ว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อปี พ.ศ.2516 ผมเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองทางภาคเหนือ ยังพบหมู่บ้านหลายหมู่บ้านที่คนในหมู่บ้านว่ายน้ำไม่เป็นสักคน แล้วจะไปจับปลาได้อย่างไร

          คนเหนือนั้นมีคำพูดว่า

          "ในน้ำบ่มีอันหยังเก๊าะ บ่มีอันหยังกุม!"

          แปลความง่ายๆ ว่า "ในน้ำไม่มีที่เหนี่ยวที่ยึด" คนเหนือไม่ได้รับโปรตีนจากปลาเท่าไหร่ ปลาที่จับได้ก็จะเป็นปลาที่ตกค้างอยู่ในท้องไร่ท้องนา หรือหนองน้ำตื้นๆ เท่านั้น ส่วนอาหารโปรตีนจากสัตว์ใหญ่ เช่น หมู วัว ควาย ก็หากินลำบาก วัว-ควาย ก็เป็นสัตว์ใช้แรงงาน กินกันพื้นๆ ก็เนื้อไก่เป็นส่วนมาก เนื้อหมูนานๆ ถึงจะได้กิน เพราจะล้มหมูทีหนึ่งนั้นก็ต้องแบ่งกินกันทั้งหมู่บ้าน และเฉลี่ยกันออกเงินค่าหมู

          ฉะนั้น ถ้าไปใน "กาด" หรือตลาดเมืองเหนือ ในต่างอำเภอที่เห็นกันประจำคือ "จิ๊นหมู หรือจิ๊นไก่" (ชิ้นเนื้อหมู หรือชิ้นเนื้อไก่) "จิ๊นเนื้อ" (ชิ้นเนื้อวัว-ควาย) ยี่สิบสามสิบปีก่อนนั้นหากินได้ยากจริงๆ

          อีกอย่างหนึ่ง ผมอยากให้สังเกตว่า "น้ำพริกหนุ่ม" ที่ผมว่าเป็นอาหารแบบ "พริกกับเกลือ" นั้นเป็น อาหารหลัก ที่คนต้องกินกันทุกครอบครัว โดยเฉพาะคนยากคนจน จึงมีคำพูดว่า

          "จน...จนต้องกินพริกกับเกลือ" หมายความว่า "จน...จนจริงๆ"

          คนไทยนั้น พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะพักผ่อนด้วยการละเล่นต่างๆ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การไหว้พระ ทำบุญ แล้วก็ชักชวนกัน "เล่นเพลง" ทางเหนือเรียกว่า "นบพระ-เล่นเพลง" 

 

          ทางภาคกลางนั้น วัดป่าเลไลย์ ก็เป็นวัดที่อยู่ติดแม่น้ำสุพรรณ เดิมนั้นชื่อว่า "วัดปางมะขวิด" คือที่ริมรั้วมีต้นมะขวิดปลูกไว้เป็นแนว และมีพระพุทธรูปสำคัญ คือพระปางป่าเลไลย์ (แต่เดิมนั้นไม่ใช่เป็นปางนี้ จะเล่าให้ฟังภายหลังว่ามาเป็นปางนี้ได้อย่างไร)

          ที่หน้าวัดนั้น ติดแม่น้ำสุพรรณ ซึ่งกว้างขวางพอควร ชาวเมืองสุพรรณแต่โบราณสมัยอยุธยานั้น มีหลักฐานว่าเมื่อไหว้พระแล้ว ก็มาลอยเรือเล่นเพลงกันที่แม่น้ำท่าวัด ทั้งนี้ไม่ใช่แค่คนเมืองสุพรรณเท่านั้น หากแต่มาจากทั้ง เมืองสิงห์ เมืองสรรค์ สุพรรณ อ่างทอง แม้แต่อยุธยาก็มาด้วย

          ประตูเข้าไปในวิหารของพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้น ว่ากันว่ามีความกว้างใหญ่พอสมควร (ลองไปดูกันครับ) แต่นางพิมพิลาไลย หรือมาดามวันทองนั้น ว่ากันว่าเวลาเดินต้องตะแคงสะโพกเข้า เพราะถ้าเดินเข้าตรงๆ แล้วจะเข้าไม่ได้เพราะติดสะโพก

          สาวสุพรรณโบราณนั้น สะโพกคงจะใหญ่น่าดู จึงมีคำร้องเพลงฉ่อยอยู่บทหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจ บทกลอนนั้นมีว่า

 

           "พิศโลมประโลมพักตร์

          พี่ยิ่งหลงรักเจ้าหนักหนา

          โอ้สะโพกของน้องมันข้างละวา

          หว่านถั่วหว่านงาได้ข้างละไร่

          สะโพกข้างซ้ายพี่จะเอาไว้หว่านแตงกวา

          สะโพกข้างขวาพี่จะเอาไว้หว่านแตงไท

          .. ไอ้ตรงกลางโล่งเตียน

          ที่จะทำเป็นสังเวียนชนไก่"

          เอ้า ... เอ่ชา เอ๊ช้า ชาฉัดชา หนอยแม่ ...

 

                        .....................

 

 

 


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ
“ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”
โชคชะตาพารวย ถูกหวยรางวัล ที่ 1
กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม?
เปิดเทอมใหม่นี้ คิดถึงคุณครูของผม
ไปรับ “ย่าโม” ให้หน่อยนะ
“ไม่ทิ้งกัน....ไม่หายไป!”
โชคชะตาพารวย ถูกหวยรางวัล ที่ 1
กุหลาบของใคร ที่ไร้หนาม?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ไงก็ไม่รู้

โดยคุณ nuuice_pattaya@hotmail.com 110.49.10.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
...องค์กรอย่างไอ้ทีดีอาร์ไอ ไอ้พรรคดักดาน รวมทั้งพวกโฆษก-โฆษกี ของวิทยุคลื่น 101 (วันโอเวร ราดิโอ)... ..
...สามีใหม่ของคุณนิชาก็คงยังไม่ตาย ส่วนทหารจะไม่ถูกชาวบ้านจำนวนมากมาย เกลียดชังเข้าไส้เข้าพุง... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER