ตูดเป็ด!

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
(บทความนี้ ออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2545 นำมาให้ท่านได้อ่าน เพื่อทำความคุ้นเคยกับสไตล์การเขียนแบบ "วาทตะวัน")
เช้าวันนี้ ผมนั่งจิบกาแฟขมแล้ว นั่งคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมามื่อปลายปีที่แล้วที่วันตรุษทางศาสนาต่างๆ ดูเหมือนช่างใกล้เคียงกันเสียจริง คือวันที่ 15 ธันวาคม 2544 ผมต้องไปกินบุญกับเพื่อนมุสลิม เพราะเป็นวันออกบอกเป็นตรุษ "อีดิลตริฟฟี่" หรือบางทีเรียก "วันอีดเล็ก" ส่วน "วันอีดใหญ่" นั่นก็คือ "อีดิล อัลดาฮา" ก็อีกสามเดือนถัดมา
กินบุญวันที่ 15 ธันวาคม 2544 เสร็จ วันที่ 25 ธันวาคม 2544 วันคริสต์มาสต้องกินไก่งวง กิน Christmas pudding กันอีก พอถึงปีใหม่ คราวนี้เป็นสากลก็ต้องฉลองกันอีก
ผมเคยมีลูกน้องซึ่งเป็นคนดีมากๆ คนหนึ่ง เป็นตำรวจชั้นประทวน สอบกฎหมายได้ เรียนเนติบัณฑิต วันทำงานตามปกติ มาทำงานเช้า ถ้าไม่มีงานบนโต๊ะต้องดูหนังสือกฎหมาย ไม่พูดจากับใคร เตรียมสอบเป็นนายร้อย สอบเนติบัณฑิตอย่างเดียว
พวกตำรวจให้ฉายาว่า "ดาบเนติ์" ซึ่งเจ้าตัวชอบมาก
แกสอบเป็นนายตำรวจมา 7-8 ครั้ง ผมไม่แน่ใจ แต่ยังสอบไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นคนดี ปีหนึ่งกินเหล้าหนเดียว แต่..
...กินตั้งแต่คริสต์มาส ถึง ตรุษจีน!...
นี่ ... เสียตรงนี้จริงๆ คือช่วงฉลองมันยาวไปหน่อย เลยสอบไม่ได้... ก็เท่านั้นเอง
การฉลองกันในปีนี้นั้น ทำให้น้ำหนักตัวผมเพิ่มพรวดพราด ตั้งใจว่าหลังปีใหม่ต้องลดทันที ปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะผมอ้วนง่าย ขนาดระหว่างงานฉลองผมเพิ่มการออกกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ยังเอาไม่อยู่
คริสต์มาสที่ผ่านมา ทำให้ผมหวนระลึกถึงคืน Christmas Eve ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาจับใจ
ในตอนนั้นรุ่นพี่ที่ผมรักมาก เป็นผู้กำกับการ ท่านอยู่บ้านพักกับตำรวจเพียง 2 คนเท่านั้น
บ้านพักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดิมเป็นบ้านพักของผู้จัดการบริษัทหลุยส์ ที เลียวโน เวนส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานไม้ในตอนนั้น พอหมดสัมปทาน ก็ยกให้ทางราชการ
บ้านพักนี้เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นเรือนไม้สักขนาดใหญ่ ให้คนอยู่ 100 คน ได้อย่างสบายมาก
บ้านพักตั้งอยู่บนพื้นราบ ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด บ้านดูสง่า เคร่งขรึม
บ้านหลังนี้มีประวัติว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะนั้นแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดชายแดน สงบและเงียบมาก เดี๋ยวนี้ก็ยังสงบอยู่
ผู้กำกับการนอนตายบนบ้านจนน้ำเหลืองไหลผ่านร่องกระดาน ตำรวจถึงจะได้รู้ คิดดูเอาก็แล้วกัน
วัน Christmas ปีนั้น รุ่นพี่ได้บอกให้ผมซื้อไก่งวง แครนเบอรี่ซอส และเครื่องยัดไส้บินขึ้นไปฉลองกันที่แม่ฮ่องสอน
ผมซื้อไก่งวงหนักเกือบ 16 ปอนด์ เครื่องเคราเพียบ บินไปแม่ฮ่องสอน พอถึงสนามบินผมถามท่านผู้กำกับว่า
"พี่ครับ ไก่มันตัวเบ้อเร่อเท่ออย่างนี้ พี่มีเตาอบใหญ่ๆ ที่บ้านเหรอครับ ท่านกลับบอกผมว่า"
"กลัวอะไร ไปขอยืมเตาอบร้านขนมปังเขาไง"
พอไปถึงร้านขนมปัง ซึ่งก็มีอยู่เพียงร้านเดียวทั้งจังหวัด เจ้าของร้านพูดเสียงอ่อยว่า
"ท่านครับ! ถ้าท่านเอาเตาอบขนมปังอบไก่ กลิ่นมันต้องติดเตาแน่ๆ ลูกค้าผมคงกินขนมปังไม่ลง เพราะกลิ่นไก่ติดขนมปัง คงด่าผมแย่!"
รุ่นพี่ผมท่านนี้ เป็นบุคคลที่ลือชื่อในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างยิ่งนัก เป็นที่กล่าวขวัญกันในวงการยุทธจักร ชีวิตของท่านโลดโผนเหนือนิยาย เป็นคนเฉียบขาด การตัดสินใจดีเยี่ยม เวลาเข้าเผชิญเหตุการณ์คับขัน ลูกน้องวางใจท่านมาก เช่นครั้งหนึ่งเกือบยี่สิบปีมาแล้ว คนร้ายเอาระเบิดถอดสลัก รัดคอผู้หญิงตัวประกัน มือข้างหนึ่งถือระเบิด ท่านกับผู้ร้ายจ้องกันไปมาอยู่ 2 ชั่วโมงกว่า และแล้ว อย่างไม่มีใครคาดคิด ไม่มีปี่มีขลุ่ยนำ
ท่านฉวยระเบิด ออกจากมือผู้ร้ายดื้อๆ!
หนังสือพิมพ์จับภาพได้พอดี รูปนี้แหละชนะเลิศการประกวดภาพแห่งเอเชีย จะบอกให้!
เอ้า! ย้อนกลับมาเรื่องไก่งวงใหม่
พอได้ยินเจ้าของร้านอบขนมปังพูดเช่นนั้น ท่านพูดสวนสั่งตำรวจทันที
"ยกไก่ขึ้นรถ ไปรีสอร์ทปางหมู"
อธิบายหน่อยว่า "ปางหมู" นั้นเป็นชื่อหมู่บ้านในเขตอำเภอเมืองชื่อ "บ้านปางหมู" ตรงนั้นมีรีสอร์ทที่พวกฝรั่งประเภท backpacker มาพักอยู่ เจ้าของปลูกเป็นกระต๊อบประมาณ 20 กว่าหลัง ให้ฝรั่งเช่า แล้วก็มี เรือนกลาง เป็นที่รับประทานอาหาร และที่ทำการรีสอร์ท
ท่านพูดกับผมว่า
"พี่เพิ่งไปตรวจรีสอร์ท เห็นพวกฝรั่งชาวนามาจากคานาดา มาพักอยู่ 2 คู่เขาว่าอยู่คานาดาทำอะไร เขาบอกว่าเป็น farmer พวกนี้ต้องทำเป็นแน่"
พอไปถึง จริงอย่างที่ท่านคาด!
ชาวคานาดาอาสาทำเอง เพียงแต่ขอกระทะแบนใบใหญ่ๆ เท่านั้น ซึ่งรุ่นพี่ผมให้ตำรวจไปยืมกระทะแขกขายโรตีใบเบ้อเริ่มเทิ่มมาให้
ชาวนาคานาดาผัว-เมีย สองคู่ รับหน้าที่เป็นกุ๊ก เขาทำ stuffing จากเครื่องที่เรานำมาให้ พวกเขากุลีกุจอตั้งฐานด้วยหินสามก้อน จุดไฟเกลี่ยท่านให้พอรุมๆ เอากระทะขึ้นตั้ง ทาเนยบนกระทะ เอาไก่วางบนกระทะกลม แล้วเอาหม้อขนาดใหญ่ที่ตำรวจหามาครอบเอาบนตัวไก่บนกระทะ แล้วคอยเฝ้าให้ไฟระอุ ไม่ให้ไฟแรงเกินไป ทำอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จพิธี
ค่ำนั้นเราเชิญแขกฝรั่งทั้งรีสอร์ท เรามีไก่งวงรสเยี่ยม ทานกับ Cranberry sauce, มันอบ, ซาวครีมกับเบคอนทอด ผักสลัดสดๆ ของพื้นเมือง รวมกับอาหารเสริมพวกบาร์บีคิวอีกเยอะแยะ จัดการโดยชาวนาจากคานาดาสหายใหม่ของเรา
คืนนั้นเราสนุกสนานกันมาก ท่ามกลางขุนเขา และอากาศเย็นเฉียบ การสนทนาเต็มไปด้วยมิตรไมตรีต่อกัน เป็นคริสต์มาสที่ประทับใจสำหรับผมอย่างมากทีเดียว
เรื่องไก่งวง ผมมีเรื่องจะคุยกับท่านอีกมาก เพราะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ บ้านเราเรียกว่า "ไก่งวง" (Turkey) ผมว่าหลายท่านเห็นว่าชื่อของมันเป็น "ไก่" แต่ความจริงแล้วมันเป็น "นก" เมื่อพวกยุโรปไปถึง New World หรือทวีปอเมริกา ได้นำมันมาเลี้ยง ไก่งวงหรือ Turkey เป็นนกที่บินได้ระยะสั้น แต่ถ้านำมาเลี้ยงสัตว์แล้วมันจะบินไม่ได้ ไก่งวงนี้เป็นสัตว์เลี้ยงสำคัญของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.2000 ไก่งวงได้ถูกขุน เพื่อการบริโภคในสหรัฐถึง 220 ล้านตัวทีเดียว
ผมเคยถามพวกฝรั่งว่า มีการกินเป็ดเป็ดประเพณีบ้างหรือไม่ เขาบอกว่าไม่เคยได้ยิน
ผมไม่ทราบว่า ที่เราเรียกว่า "เป็ดไทย" นั้น เป็นเป็ดพื้นบ้านจริงๆ ของเราใช่หรือไม่?
ทราบแต่เพียงว่า เป็ดไทยผสมกับเป็ดเทศออกมาเป็นเป็ด "ปั๊วฉ่าย" เจ้าตัวนี้อร่อยมาก เอามาทำได้ทั้งพะโล้และย่าง
เป็ดปั๊วฉ่ายนี้ ทุกตัวเป็นหมันหมด สืบพันธุ์ไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับ ม้า ผสมกับ ลา ออกมาเป็น "ล่อ" เจ้าสัตว์ลูกผสมพันธุ์นี้ทุกตัวเป็นหมันหมด เช่นเดียวกัน
ตรงนี้เขาเรียกว่า Natural Limitation หรือข้อจำกัดทางธรรมชาติ
เป็นความวิเศษของพระเจ้า หรือของธรรมชาติ ที่ไม่ให้สัตว์ข้ามพันธุ์ผสมกันออกมาได้ มิฉะนั้นโลกเราต้องเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด เช่น
ถ้าไม่มีข้อจำกัดอันนี้ คนไปผสมพันธุ์กับยุง อาจออกมาเป็นสัตว์เรียกว่า "คุง" หรือ "ยน" แล้วจะทำบัตรประชาชนกันอย่างไร คงจะยุ่งกันไปทั้งโลกแน่ๆ
เป็ด เป็นสัตว์ที่เรากินได้ทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ, หนัง, คอ, ปาก, เครื่องใน, ตีน ไอ้ที่หมดเร็วที่สุดดูเหมือนจะเป็น ไส้
ไปร้านขายเป็ดย่าง ไส้ นี่แหละจะหมดก่อนเพื่อน แต่น้อยคนนักที่จะกินบั้นท้ายเป็น หรือพูดกันตรงๆ ก็คือ
"ตูดเป็ด"
เมื่อผมยังเป็นวัยรุ่น หาคนชอบกินตูดเป็ดนี่ยากมาก ร้าน "ท่องกี่" มาเปิดใหม่ๆ ตรงข้ามซอยวัฒนา สุขุมวิท ผมจำได้ว่าตูดเป็ดนี่แทบจะเป็นของแถม
ต่อมาค่อยๆ มีราคาขึ้น ตั้งแต่ 2 ตูดหนึ่งบาท จนถึงตูดละ 5-10 ทุกวันนี้
ท่านผู้อ่านเคยรับประทานก๋วยเตี๋ยวตูดเป็ดล้วนๆ ไหมครับ?
"ก๋วยเตี๋ยวตูดเป็ด" เท่าที่ผมเคยพบเมื่อ 25 ปีที่แล้ว และมีชื่อเสียงมากๆ ร้านหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ถนนต้นโพธิ์ เขต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โด่งดังมาก คนไปกินตอนกลางวัน รถจอดเป็นแถว ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เปิดอยู่ได้ไม่นานเท่าใดแค่ 2-3 ปี เจ้าของถูกยิงตาย ร้านเลยต้องปิด
ส่วนอีกร้านหนึ่งนั้น คือ อยู่ที่จังหวัดอ่างทอง ผมจำอำเภอไม่ได้เสียแล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นอำเภอวิเศษไชยชาญ หรือ อ.เมือง เพราะเวลาล่วงมานานเกือบ 30 ปี
เมื่อยังเป็นตำรวจอยู่ภูธร ผมกับพรรคพวกเคยไปกินหลายครั้ง "ตูดเป็ด" ที่คนไม่กินเพราะรังเกียจกลิ่นสาบของมัน แต่ถ้าทำให้ดีโดยตัดต่อมกลิ่นทิ้ง กลิ่นจะมีนิดๆ พอเป็นสัญลักษณ์ว่า นี่คือ "ตูดเป็ด" นะ คนกินเป็น เขาก็ว่าหอม แล้วที่พิเศษคือจงอยของมัน ส่วนที่เวลาเดินแล้วมัน กระดุ๊ก กระดิ๊ก นั่นแหละ
ใครนึกภาพไม่ออก ก็ขอให้นึกถึงสะโพก มาริลีน มอนโร ในหนังเรื่อง "River of no return" อันลือลั่นก็แล้วกัน
นอกจากก๋วยเตี๋ยวตูดเป็ดแล้ว ก็ยังมีส่วนอื่นๆ ของเป็ด ที่เอามาทำเกาเหลา ไม่ว่าเนื้อ ปีก ตีน น่อง รวมกันแบบเกาเหลาแห้ง กินกับเบียร์ หรือเหล้า ละเลียดกันทีละเล็กละน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรจะฮิตเท่า
"เกาเหลาตูดเป็ด" แบบขลุกขลิกๆ แค่นึก คนเขียนยังต้องกลืนน้ำลาย เพราะแค่พูดถึงความรู้สึกเหมือนกับกลิ่นหอมของมันลอยมาเตะจมูกเสียแล้ว
ผมคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่ร้านนี้ทีไรแล้ว ต้องอมยิ้มคนเดียวทุกที
ท่านผู้อ่านลองฟังผมเล่าก็แล้วกัน
ร้านนี้มีขาประจำมากมาย หนึ่งในนั้นคือปลัดอำเภอท่านหนึ่ง ตัวปลัดท่านชอบพาแขกกรุงเทพฯ มาลิ้มรสความอร่อยของ "ตูดเป็ด" ที่เลื่องลือร้านนี้
เวลาไปร้าน ท่านปลัดต้องสั่ง "เกาเหลาตูดเป็ดล้วน" มาให้เพื่อนลองพร้อมเบียร์
และแล้ว วันหนึ่งท่านก็พาเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของท่าน 3-4 คนมาที่ร้าน แล้วก็สั่งตามพูดทันที
"เกาเหลาตูดแห้งพิเศษสอง เบียร์สอง"
เด็กเสิร์ฟผู้หญิงในร้านกุลีกุจอยกเบียร์มาให้ดื่มก่อน แล้เกาเหลาตูดเป็ดล้วนสองชามก็ติดตามมาอย่างว่องไว
ท่านปลัดยกชามดมช้าๆ เหลือบตาขึ้นมองเด็กเสิร์ฟ พร้อมกับบอกด้วยเสียงเข้ม
"นี่ไม่ใช่ตูดเป็ดอ่างทอง นี่ตูดเป็ดชัยนาท ไปเอามาใหม่! เอาตูดอ่างทองมานะ!"
เด็กเสิร์ฟรีบคว้าชามเป็ดยกกลับ ท่านปลัดหันมาบอกเพื่อนว่า
"แค่ดมกูก็รู้แล้ว!!"
เด็กยกมาใหม่อีกสองชาม ท่านปลัดยกขึ้นมาดมอีก
"นี่ก็ไม่ใช่!" ปลัดพูดเสียงดับเบิ้ลเข้ม "นี่ตูดอยุธยา ไปเอามาใหม่ !!" แล้วหันมาบอกเพื่อน
"กูจะไม่มีวันยอมกินตูดเป็ดที่อื่น นอกจากตูดอ่างทอง" ปลัดย้ำความตั้งใจจริง
เด็กเสิร์ฟหญิงรับชามกลับไปพร้อมกับชักสีหน้าไม่พอใจ
พอเด็กเสิร์ฟย้อนกลับมา พร้อมกับเกาเหลาตูดเป็ดชามใหม่
ปลัดดมเกาเหลาแห้งตูดเป็ดอย่างสุขุมลุ่มลึก แล้วพูดด้วยความภูมิใจ
"นี่คือตูดเป็ดอ่างทอง !" เขาประกาศอย่างองอาจ
"พวกเอ็งต้องกินตูดเป็ดอย่างนี้!!"
และแล้ว ....ปลัดกับเพื่อนชักชวนกันกินเกาเหลาตูดเป็ด แกล้มเบียร์อย่างมีความสุข
สอง-สามชั่วโมงต่อมา งานเลี้ยงก็เลิกรา ปลัดอำเภอเรียกเก็บเงิน พอเด็กทอนเงินเรียบร้อย ปลัดมองดูหน้าเด็กซึ่งตัวเองเพิ่งมองเห็นว่า เด็กเสิร์ฟนี้หน้าตาน่าเอ็นดู รูปร่างก็อวบอัดครัดเคร่งไม่น้อย ปลัดจึงเอื้อนเอ่ยด้วยมธุรสวาจา
"หนูมาจากจังหวัดไหนจ๊ะ" มือยังเกาะถามเงินทอนอย่างมีความหมาย หูตาแพรวพราย
เด็กสาวยิ้มหยันเล็กๆ กระชากถาดเงินทอนกลับ หันหลังขวับ ก้มตัวลงเล็กน้อย ให้สะโพกโด่งขึ้น เอี้ยวหน้าหันมาเล็กน้อย แล้วกดนิ้วชี้ลงที่สะโพกตนเอง
"ปลัดดมตูดหนูดูซี่ ! แล้วทายว่าหนูมาจังหวัดไหน เห็นดมตูดเป็ดเก่งนักนี่ !!"
(ท่านผู้อ่าน ‘อมยิ้ม' หรือยังครับ)
..............................
|