หน้าแรก > คอลัมนักเขียน > วาทตะวัน สุพรรณเภษัช > “อยากจะขอยืม ‘ท่านปูติน’...สักวัน!?
หัวข้อ : “อยากจะขอยืม ‘ท่านปูติน’...สักวัน!? เรื่องอื่นๆ ในหมวด : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

“อยากจะขอยืม ‘ท่านปูติน’...สักวัน!?                       

โดยวาทตะวัน  สุพรรณเภษัช

          หนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง ชื่อ“A Man Called Intrepid” เขียนโดย วิลเลียม สตีเฟนสัน เป็นชีวิตและการปฏิบัติงานของ Sir William Samuel Stephenson C.C., Kt., M.C., D.F.C. ซึ่งปฏิบัติงาน “ปิดลับ” ในฐานะหัวหน้าหน่วยจารกรรม สหราชอาณาจักร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เป็นเจ้าของรหัสลับ Intrepid และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงแปลหนังสือเล่มนี้ ใช้ชื่อหนังสือภาคภาษาไทย ว่า
          “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ”
          ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มนี้หลายเที่ยว เพราะในอดีตมีหน้าที่การงานต้องพัวพันอยู่ในแวดวงการข่าวกรองมายาวนานพอสมควร หนังสือแปลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงเสมือนตำราเล่มสำคัญของชีวิตตัวเองเลยทีเดียว 
          การข่าวนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จน ‘ซุนวู’ ปรมาจารย์ฝ่ายเสนาธิการที่ยิ่งใหญ่ของโลก กล่าวไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า 
          “หากการเดินทัพใช้เงินหนึ่งล้านตำลึงทอง ให้ใช้ห้าแสนตำลึงทองเพื่อการข่าว”
          ดังนั้นการข่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ต่อชัยชนะในการศึกสงครามหนังสือนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระนั้น แสดงให้เห็นถึงความเป็น “มืออาชีพ” ของท่านเซอร์ วิลเลียม สตีเฟนสัน เที่เก่งฉกาจในเรื่องการข่าวกรองและการต่อต้านการข่าวกรอง ของชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้กองทัพสัมพันธมิตรประสพชัยชนะ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ท่านเซอร์กลับปกปิดตัวเอง ไม่ต้องการความเด่นดัง หรือลาภผลอย่างอื่น หากแต่มุ่งทำงานเพื่อผลสำเร็จในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมือง
          เรียกว่า “ปิดทองหลังพระ” โดยแท้!

          คราวนี้ หันมาดูประเทศเรากันบ้าง
          ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงไปแล้ว ประเทศของเราต้องประสพกับการรุกรานจากความขัดแย้งทางความคิด ด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน จนมีการเข้าปะทะกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2508      
         การต่อสู้นั้นยาวนาน สิ้นเปลืองชีวิตคนไทยไปเป็นจำนวนมากมาย พร้อมกับงบประมาณและทรัพยากรของชาติอีกมหาศาล แต่กองทัพไทย ตำรวจ และพลเรือนก็สามารถเอาชนะศึกใหญ่ที่สุดของชาติได้อย่างงดงาม ท่ามกลางความแปลกใจของนานาชาติที่เคยปรามาสว่า 
          ประเทศไทยนั้น ต้องล้มลงไปอีกชาติหนึ่ง...ตามทฤษฎีโดมิโน! 
          คนไทยทั้งปวงต่างรู้ดีในหัวใจว่า ที่เราร่วมฝ่าฟันศึกครั้งนี้มาได้ ก็เพราะเรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ 
          ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของคนทั้งชาตินั่นเอง!       
               
          หน่วยงานหนึ่งของประเทศ ที่ทำการขับเคี่ยวสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เริ่มต้นจนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ล่มสลายลงไป คือ

          “กองตำรวจสันติบาล กรมตำรวจ” 

          ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานแบบ “ปิดลับ” มาโดยตลอด       
          อยากเรียนท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า บุคลากรในกองตำรวจแห่งนี้เริ่มทำงานตั้งแต่ยังไม่รู้จักว่า “คอมมิวนิสต์” นั้นคืออะไร แต่บรรพชนของหน่วยงานตำรวจสันติบาล ได้ทำงานอย่าง “มืออาชีพ” โดยแท้จริง เริ่มตั้งแต่การศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานานพอสมควร ก่อนที่จะหาแนวทางหลักที่ถูกต้องได้      
         ตำรวจสันติบาลนั้น ต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของระบอบการเมือง โดยเฉพาะพวกเขาเหล่านั้น จะต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดีในเรื่องระบอบประชาธิปไตยเสียก่อน จึงจะไปศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องราวของลัทธิตรงข้ามกัน และเมื่อเริ่มการศึกษาในระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ต้องศึกษาตั้งแต่พื้นฐาน ปรัชญา แนวความคิดของพรรค ทฤษฎีการเมืองเป็นต้น 

         กองตำรวจสันติบาล จึงมีผู้เชี่ยวชาญทางลัทธิการเมืองอยู่หลายท่าน และมีชื่อเสียงจนสามารถทำการฝึกอบรม ให้หน่วยราชการอื่นในภายหลัง เมื่อการขับเคี่ยวทางความคิด แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ สันติบาลนี่แหละ เป็นผู้เสนอแนวทางสันติ จนพัฒนากลายมาเป็นคำสั่ง ที่เป็นแนวทางการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา
          หากมีโอกาส จะได้เขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังกันต่อไป แต่วันนี้ อยากเล่าเรื่องของตำรวจ แต่เป็นเรื่องที่แสดงความเป็น “มืออาชีพ” โดยแท้ โดยขอตัดตอนจากข้อเขียนของตนเอง ที่เคยเขียนเล่าเอาไว้ มาดังต่อไปนี้
  
          ...ตำรวจสันติบาลชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ทำหน้าที่สืบสวนหาข่าว ปลอมตัวเป็นคนขายข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวหลาม หาบกระจาดด้วยไม้คานไปนั่งขายที่ร้านขายกาแฟมีชื่อ ในอำเภอเมืองของจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือตอนบน 
          ร้านดังกล่าวมีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่ทางสันติบาลต้องติดตาม ไปนั่งคุยสนทนาปัญหาการบ้านการเมืองกันทุกเช้า ตำรวจคนนี้นั่งขายข้าวเหนียวไป หูก็ฟังไป หมดวันหาบกระจาดเปล่ากลับบ้าน รวบรวมข่าวสารจากที่คนเหล่านั้นคุยกันวันต่อวัน รายงานหน่วยเหนือ เขามีหน้าที่ทำอย่างนี้ 
          ฟังดูก็เหมือนง่ายๆ แต่ตำรวจคนนี้ต้องหาบไม้คานคอนกระจาด และทำหน้าที่เดียวกันอย่างนี้ อยู่นานถึง       
          สิบปี !...สิบปีเต็มๆ!... แถมเศษอีกเล็กน้อย...!!     
          ครับ ! ทำอย่างนี้อยู่สิบปี....เมียยังไม่รู้ว่าเป็นตำรวจด้วยซ้ำ..        
 

          นี่แหละครับ...มืออาชีพของแท้ !!! 
       

          ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
          ผมฟังรายการวิทยุหลายรายการ ผู้ดำเนินรายการมักชอบพูดว่า คนโน้นคนนี้เป็นมืออาชีพ แต่ไม่เคยมีใครบอกว่า 
          “มืออาชีพนั้น ควรมีคุณสมบัติอย่างไร? 
          ในฐานะที่ผมก็เป็นศิษย์เก่าของ F.B.I. คนหนึ่ง ทราบความหมายของคำว่า
          “มืออาชีพ” ที่สถาบันดังกล่าว ได้ให้ความหมายเอาไว้ จึงอยากนำมาให้พิจารณากันดู เพราะอาจนำไปใช้อ้างอิง เป็นประโยชน์ในภารกิจการงานของท่านได้ 
           ผมเคยเขียนในตำรา ที่ใช้สอนลูกศิษย์ลูกหา เอาไว้อย่างนี้ครับ           
           “...อดีตผู้อำนวยการสถาบันสอบสวนกลางสหรัฐ หรือ F.B.I ท่านหนึ่งคือ
นายวิลเลียม เวบสเตอร์ (William Webster) ได้กล่าวไว้ว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ F.B.I. เกิดจาก 2 ปัจจัยด้วยกันคือ
          1. ความเคารพนับถือ ที่ประชาชนมีต่อ F.B.I..
          2. ความเป็นมืออาชีพ ของ F.B.I.
          ผู้อำนวยการเวบสเตอร์ กล่าวว่า เรื่องความเคารพนับถือนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก แต่ความเป็นมืออาชีพนั้น F.B.I.มีชัดเจน      
          คำว่า “มืออาชีพ” ในทัศนะของ F.B.I. มีดังนี้
          1. มืออาชีพ ต้องมีความรับผิดชอบเต็มเปี่ยม ต่อการงานในหน้าที่ของตน
          2. มืออาชีพ ต้องมีความเข้าใจในหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ทั้งนี้ต้องเกิดจากความรู้ความสามารถของตน ทั้งความรู้พื้นฐาน ความรู้เฉพาะขององค์กร และประสบการณ์ที่ได้สั่งสมในองค์กร รวมทั้งวิสัยทัศน์อันกว้างไกล
          3. มืออาชีพ ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของตน ให้กับผู้ใต้บังตับบัญชา และบุคลากรในองค์กรได้เป็นอย่างดี เพื่อให้มีผู้สืบทอดและจรรโลงองค์กรให้ก้าวหน้าต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง
          4. มืออาชีพนั้น ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเอง เพื่อนร่วมงาน และต่อองค์กร      
          คุณสมบัติข้อ 1 ,2 และ 3 นั้นมีความจำเป็นอย่างนิ่ง ส่วนคุณสมบัติข้อที่ 4 นั้นเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด!
          การที่นายธนาคารผู้มีความรู้ความสามารถ ทางการเงินการธนาคาร จบ จากสถาบันชั้นยอดของโลก เก่งกาจจนเป็นที่เลื่องลือหลายคน กลับไม่มีธนาคารให้บริหาร ต้องเดินตีกอล์ฟในสนามทุกเช้า อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ก็เพราะขาดแคลนคุณสมบัติในข้อนี้......”
          ท่านผู้อ่านลองนึกดูซิครับ

          บ้านเมืองของเรานั้น เต็มไปด้วยผู้คนที่เก่งในการวิพากษ์วิจารณ์ แต่พอทำเองก็ไม่ได้เรื่อง ดูอย่างสถาบัน TDRI  ที่วิจารณ์รัฐบาล ของอดีตนายกฯทักษิณขนาดหนัก แต่พอตัวผู้นำสถาบันเอง ถึงวันบุญพาวาสนาส่ง ได้เข้าไปบริหารกระทรวงการคลัง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ ในรัฐบาลโลซกของนายกฯเขายายเที่ยง เพียงไม่กี่เดือน ผลงานของเขาทำให้....
          ผู้คนส่ายหน้า เป็นพัดลมเบอร์ 4...เพราะไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยเอาเลย!
          มาถึงวันนี้ ทำไมไม่ออกมาพูดกันบ้าง ว่า
การบริหารการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ของรัฐบาลนายกฯลอนดอน ไม่ใช่หรือ ที่สะสมความมั่งคั่งให้ชาติไทย จนบัดนี้บ้านเรามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ กว่า 1 แสนล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว!   
          กลายเป็นเรื่องน่าทึ่ง และอิจฉาสำหรับคนต่างชาติ!!
 
          อยากให้ท่านผู้อ่าน ลองมาดูบ้านเมืองเราในวันนี้กันบ้าง
          จะเป็นโชคร้ายของชาติหรือเปล่า ที่มาบัดนี้ บ้านเมืองของเรา ต้องมีนักการตลาด ที่กลายมาเป็นผู้ว่าฯมหานคร ที่เอางานประชาสัมพันธ์เป็นหลัก ทุ่มเงินนับร้อยล้าน ให้กับสื่อแก๊งหัวเหม่ง และแก๊งอื่นๆ เพื่อไม่ให้รุมถล่มโจมตีตน และอาศัยเสนอหน้า ถ่ายรูปเป็นข่าวให้ผู้คนเห็น...ว่าเป็นผลงาน 
          แต่...ตัวนักการตลาดเอง กลับมีเรื่องถูกกล่าวหาทุจริตรุงรัง ที่สำคัญคือทำให้รัฐสูญเสียไปเป็นเงินนับหมื่นล้าน โดยไร้ประโยชน์ 
          การสอบสวนโดยหน่วยสอบทุจริต ต่อการกระทำของนักการตลาดรายนี้ ได้แต่กระดืบๆไปวันๆ ล่าช้าเหมือนการเคลื่อนตัวของหอยทาก คดีต่างๆค้างมากมาย ผู้คนวิจารณ์ว่า
          เลือกทำแต่คดีเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับฝ่ายที่ขัดแย้งกับตัวมาก่อน แต่เรื่องไหนที่เป็นของพรรคพวก
          ...ก็ชะลอกันไว้ก่อน ทำไปสบายๆ จนผู้คนเขาแซวเอาว่า
          “ชาติหน้า สำนวนจะเสร็จไหมเนี่ยะ!?
          นี่ก็เพราะ คนพวกนี้ ขาดความเป็น “มืออาชีพ” นั่นเอง
          เมื่อมีเหตุการณ์แก๊งกบฏพันธมาร ร่วมกับก๊วนการเมือง ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล บังอาจบุกเข้ายึดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินประจำ และทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศ
          ต่อมาทั้งแก๊งพันธมาร และก๊วนการเมืองเก่าแก่แต่โลซก ยังได้ร่วมกันขยายผล โดยให้สมาชิกพรรคและแนวร่วม เข้ายึดสนามบินสำคัญของชาติ อันเป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ประชาชนคนในชาติรู้สึกเศร้าใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
           เพราะไอ้พวกนี้ ทำให้ประเทศชาติบอบช้ำเหลือกำลังลาก!
ที่น่าอับอายอย่างยิ่ง เพราะทูตขรตรีเศียรเขาถามเอาตรงๆว่า
          “ปล่อยได้อย่างไร...ทำไมไม่จัดการตามกฎหมาย!!?”
ถ้าจัดการเสียแต่ต้นมือ คงจะไม่ ‘กร่าง’ มาได้ถึงป่านนี้ แต่นี่เป็นเพราะผู้นำในบ้านเมืองเรา ขาดความเป็น ‘มืออาชีพ’ ในการบริหารประเทศ หรืออย่างไร? 
          ขอให้ท่านผู้อ่าน พิจารณาหาคำตอบกันเอาเองก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดเพราะพวกกาลี ทำให้ประเทศไทยของเรานั้น ถูกดูถูกดูแคลน ในสายตาของชาวต่างชาติ แต่ฝรั่งมังค่าเขาต่อว่ายังไม่เท่าไหร่
          ที่น่าเจ็บปวดก็คือ
          แม้แต่พวกเขมรดงเค็งกระเด็งราง ยังถือโอกาสออกมาเยาะเย้ย ถากถางให้ได้อาย!
          เท่านั้น ยังไม่พอนะ
          ไอ้พวกแก๊งพันธมาร ภายใต้การสนับสนุนของก๊กการเมืองโลซกจกเปรต ยังถือโอกาสจะเข้ายึด รัฐสภาไทยเสียอีก!
          ดูมันทำ!!
 
          เมื่อสักสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รับประทานอาหารกับพรรคพวกอีกหลายคนซึ่งคนหนึ่งเป็นอธิบดีกรมสำคัญ และเป็นรุ่นน้อง
เมื่อคุยกันถึงบ้านเมือง ด้วยความเหตุการณ์ ท่านอธิบดีก็เล่าให้ฟังว่า
          “พี่ครับ ผมมีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงรัสเซีย ได้พูดทีเล่นทีจริงกับท่านว่า...อยากจะขอยืม ท่าน ป.สักวัน....ให้มาช่วยจัดการกับพันธมารพวกยึดทำเนียบหน่อย”
          ท่าน ป.ที่อธิบดีกล่าวถึง ไม่ใช่ ‘ท่านเป่ม...เป้ม...เป๊ม...เป๋ม’ ที่ไหนดอกครับ เขาหมายถึงท่านอดีตประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ซึ่งบัดนี้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งรัสเซีย 
          พรรคพวกที่ร่วมรับประทานอาหารคนหนึ่ง ถามว่าแล้วท่านทูตบอกว่าอย่างไร
          อธิบดีถอนหายใจ แล้วบอกว่า
          “ท่านทูตตอบสั้นๆ... แต่ทำให้ผมอายมาก!”
ท่านอธิบดีหยุดนิ่งนาน จนผู้ร่วมวงสนทนาที่นิ่งเงียบรอฟัง รู้สึกอึดอัด 
          คำตอบที่ได้รับ ซึ่งฟังแล้วคิดว่า 
          ‘ไทยแลนด์’ คงจะแร้นแค้น ‘มืออาชีพ’ เสียแล้วกระมัง!?
          เพราะ...ท่านอธิบดีกรมสำคัญ พูดด้วยเสียงแผ่วเบา ว่า 

          “อายเพราะท่านทูตบอกว่า เหตุการณ์แค่นี้ ให้ยืมแค่....ชั่วโมงเดียวก็พอแล้ว!!!”

                                       ...................


          

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้ เรื่องอัพเดตล่าสุด
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
ธีรยุทธ บุญมี...ไอ้ขี้เปียก!!!
ฤา...ไอ้เถนกาลี “รักษ์ รักพงษ์” จะซ้ำรอย “กบฎผีบุญ”!!!?
“ทหารเก๊ๆ” อย่าง นายมาร์ค หัวปลอก!!!
อ้าว! ลืม “กบฏ 19 ก.ย. 49” ไปได้ยังไง!!?
คดีฟ้องร้อง พล.ต.จำลองฯ กับพวก ข้อหา “กบฎ” และ “ก่อการร้าย” สอนอะไร ให้กับคนไทย?
>> ดูเรื่องอื่นๆในหมวด >> ดูเรื่องอื่นๆทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1 แจ้งลบข้อความ
ไม่ต้องยืมก็ได้ค่ะท่าน จัดการมันเลย ประชาชนจะได้หายใจสะดวก หมั่นใส้มานานแล้ว กฎหมายทำอะไรมันไม่ได้ เพราะมีคนบอกว่า ประชาธิปไตย หากเป็นประชาธิปไตยจริงก็ต้องไม่ทำให้คนอื่นอีกมากมายเดือดร้อน

โดยคุณ wiparat 118.172.106.XXX

ความคิดเห็นที่ 2 แจ้งลบข้อความ
ก็ให้สงสารประเทศไทยครับ..ผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครกล้า..เราก็รู้อยู่อะไรคืออะไร..ก็คงรอเพียงฟ้าไม่หม่น..อย่างคุณวาทตะวัน เขียนไว้นั่นแหละครับ..ฟ้าหายหม่น..คนไทยก็คงเป็นสุข..พันธมารคงสิ้นไปเอง

โดยคุณ chonabot 125.26.86.XXX

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ / อีเมล์ : 
ความคิดเห็น : 
 

 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER