หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5
  ‘วันพ่อ’...คิดถึงพ่อ!

01 ธันวาคม 2553
พูดถึงเรื่อง “การตอบคำถามลูก” แล้ว ผมยังนึกนิยมคุณ “ธงชัย ประสงค์สันติ” ผู้ดำเนินรายการที่ผู้คนชื่นชอบคือรายการ “คุณพระช่วย” ซึ่งเขาแปลเป็นภาษาอังกฤษ ได้เหมาะสมมากคือ "Oh! My God!!" หลายปีมาแล้ว คุณธงชัยฯได้พาลูกชายซึ่งตอนนั้นยังตัวน้อยๆมาออกรายการ “สัญญามหาชน” ลูกชายของคุณธงชัยฯ นั้นหน้าตาเหมือนคุณแม่เอามากๆ ผู้ที่เป็นคุณพ่อของเด็กน้อย ได้เล่าให้ผู้ชมฟังว่า มีปัญหากับลูกชายมาก เพราะเป็นลุกชายคนเดียว และเป็นคนกลาง มีพี่สาวและน้องสาวปิดหัวท้าย และเด็กน้อยก็มักจะสงสัย ในความแตกต่างระหว่างตัวเอง กับพี่น้องซึ่งเป็นผู้หญิงเสมอ ครั้งหนึ่งเด็กน้อยอาบน้ำกับผู้เป็นพ่อ ลูกชายได้ถามคุณธงชัยฯ ว่า ทำไม ‘เจ้าจำปี’ ของเขา จึงไม่เหมือนกับพี่น้อง คุณธงชัยฯ ก็อึกๆอักๆ แต่ก็ได้พยายามตอบไปว่า “พี่น้องของลูกน่ะ เขาเป็นผู้หญิง แม่เขาก็แบ่งเอาของเขามาให้ ส่วนของลูกน่ะ พ่อแบ่งเอาของพ่อ มาให้ลูกเอง ไงล่ะ!”


จำนวนผู้ตอบ 14 | จำนวนผู้อ่าน 16043
  มาเถิดมา...มาเต้นระบำ!!!

07 พฤศจิกายน 2553
นับว่าเป็นคุณูปการของครู เอื้อ สุนทรสนาน และวงดนตรีสุนทราภรณ์ ทำให้คนไทยรุ่นต่อๆมาได้ใช้ในงานลีลาศ เพลงจังหวะแทงโกที่ผู้คนชอบมาก และใช้เป็นเพลงแข่งเต้นรำในประเทศของเราได้เลยก็คือเพลง “ฟลอร์เฟื่องฟ้า” ที่ขึ้นต้นว่า ครั่นครืนดั่งเพลงสวรรค์ วิมานคนธรรม์ลั่นฟ้ามาใกล้ เทพบุตรนางฟ้าไทย โอบกอดกันพลิ้วไป พลิ้วไปพร้อมกับเสียงเพลง สุขคร้านผ่านฟลอร์เฟื้องฟ้า…. เพลงนี้ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ท่านเป็นผู้ประพันธ์ทำนอง คำร้องเป็นของครู ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ แต่งตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๒ ยืนยงคงกระพัน มากระทั่งปัจจุบันที่ยุคของการเต้นรำทำท่าจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง เพลงนี้ก็นำมาเปิดกันมิได้ขาด เรียก ได้ว่า ฟังเมื่อไหร่ ก็ไพเราะทุกครั้งไป! ส่วนเพลง ตะลุงสากล และจังหวะตะลุง ที่ผมพูดถึงตั้งแต่ตอนต้นนั้นว่า กลายเป็นจังหวะเต้นรำของคนไทยแท้ๆ ก็เป็นฝีมือการประพันธ์ทำนองของครูเอื้อ สุนทรสนานและคำร้องเป็นของ ครูสมศักดิ์ เทพานนท์ ซี่งเป็นนักร้องประจำของวงท่านด้วย ครูเอื้อ สุนทรสนาน นั้น ท่านยิ่งใหญ่มาก ในสายตาของผม!


จำนวนผู้ตอบ 18 | จำนวนผู้อ่าน 9427
  นิยายรักวันปิยะ

11 ตุลาคม 2553
ส่วนโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อแรกเริ่มก่อตั้ง อยู่ตรงที่ตั้งส่วนการศึกษาของโรงเรียนนายร้อย จปร. เป็นอาคารตึกแดงใหญ่ และเรียนอยู่กันตรงนั้นประมาณ 4 ปี แล้วย้ายไปที่สวนลุมพินีหลายสิบปี ก่อนย้ายไปลงหลักปักถ่อถาวรที่นครนายก เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง นักเรียนเตรียมทหารรุ่นผม อยู่ที่เชิงสะพานมัฆวาน เลยห็น ความเคลื่อนไหวของงาน “วันปิยะ” ค่อนข้างดี เพราะอยู่ใกล้งานมาก จะเห็นขบวนต่างอย่างชัดเจน เลยคิดถึงความหลังของนักเรียนเตรียมทหารคนหนึ่ง ซึ่งนัดสาวไปเที่ยวงาน และมีเรื่องน่ารักเกิดขึ้น ผมจึงลองผูกเป็นเรื่องสั้น ให้ท่านได้ลองอ่านกัน โดยให้ชื่อเรื่องว่า “นิยายรักวันปิยะ”


จำนวนผู้ตอบ 11 | จำนวนผู้อ่าน 9459
  “น้ำพริกถ้วยเก่า ของเรายังดี!”

26 กันยายน 2553
ผู้ชายไทยโบราณนั้น ตำน้ำพริกเก่ง เพราะเป็นอาหารที่คนไทยกินมากที่สุด ในสมัยก่อนนั้น คนไทยไม่ได้กินเนื้อสัตว์มีกีบอย่าง หมู วัว ควาย กันสักเท่าใด นอกจากจะมีโอกาสสำคัญ ปลาจึงเป็นอาหารหลักของชาวไทย และเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญเลยทีเดียว และจะเพิ่มรสอร่อยถ้า กินคู่กับ...น้ำพริก! เราจึงมีคำพูดว่า “กินข้าวกินปลา” และ “กับข้าวกับปลา” ซึ่งหมายถึงคนไทยอยู่ใกล้แม้น้ำ และแหล่งน้ำมาแต่โบราณ ปลาจึงเป็นอาหารสำคัญของชาวเรา นอกจากนั้นแผ่นดินทองของไทย ยังเอื้อต่อการเพาะปลูกข้าว ตรงนี้จึงแสดงออกโดยการทักทายของคนไทย ต่อผู้มาเยือนด้วยวลีที่ว่า “กินข้าว กินปลามาแล้วหรือยัง ?” ยังไม่เคยได้ยินคนไทยทักกันว่า “กินข้าว กินเนื้อวัว มาแล้วหรือยัง ?” น้ำพริกที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด เห็นจะเป็น “น้ำพริกกะปิ”วิธีทำก็แสนง่าย ด้วยการเอากะปิเผาไฟให้พอหอม กระเทียมปอกแล้วหั่นหยาบ ถ้ามีกุ้งแห้งป่น ก็ใส่เข้าไปสักครึ่งช้อน ใส่น้ำตาลปึกลงไป เอาพริกขี้หนูเด็ดใส่ทั้งก้าน ใส่มะเขือพวง หากมี “มะอึก” ที่สุกกำลังพอดี หั่นใส่ลงไปด้วย (สัดส่วนขึ้นอยู่กับจำนวนคนกิน) แล้วก็ตำ


จำนวนผู้ตอบ 14 | จำนวนผู้อ่าน 8940
  “โถน่าสงสาร...รักหมาๆ”

05 กันยายน 2553
เรื่องราวน่ารักของพวกหมาๆนี้ ผมได้ยินมาหลายเรื่อง แต่ที่ประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นเรื่อง ราวที่เกี่ยวกับ “สุนัขต้นแบบ” ของกรมตำรวจ ซึ่งเป็น สุนัขพันธ์ German Shepherd ซึ่งฝรั่งด้วยกันเคยโกรธเยอรมันตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนเปลี่ยนชื่อเป็น Alsatian ตามที่มาของมันคือ มณฑล Alsace ซึ่งคนไทยเราก็เรียกตามว่า พันธ์อัลเซเชี่ยน หมาพันธ์นี้ได้กลายประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นสุนัขตำรวจตัวแรกของวงการโปลิสไทยแลนด์นี้ชื่อว่า “Tina” เธอเป็นสุนัขเพศเมีย กรมตำรวจใช้เงินซื้อจากเยอรมันมาถึงสี่หมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินมากมายใน สมัยนั้นซึ่งเป็นระยะก่อนกึ่งพุทธกาล ทองหนึ่งบาท ยังไม่เต็มสี่ร้อยดีด้วยซ้ำ เพราะแค่ สามร้อยกว่าบาทเท่านั้น “ตีน่า” เดินทางมาเมืองไทยโดยทางเครื่องบิน หนังสือพิมพ์ลงข่าวเกรียวกราว และหล่อนก็ไม่ได้ทำให้กรมตำรวจผิดหวัง เพราะมีความสามารถสูงเด่น สมราคาหมาต้นแบบราคาแพง ตอนมาถึงคนกรุงเทพก็แตกตื่นกันมาก และชื่นชมในความเก่ง และแข็งแรงเหนือหมาใด ๆ จนกระทั่งทางผู้บังคับบัญชาตำรวจ ต้องการที่จะให้หมาฝรั่งสัญชาติเดียว ที่มีลักษณะดีมาทับ (ผสมพันธุ์) เพื่อให้เกิดลูกเต้าเชื้อสายดี ๆ ออกมาไว้ใช้ในราชการอีก น่าแปลกใจเพราะสุนัขตำรวจสาวฝรั่ง ไม่สนใจหมาเชื้อชาติเดียวกับเธอ แถมยังพาลไล่กัดเอากระเจิดกระเจิง หมาฝรั่งจับห่วยเหล่านั้นสู้ไม่ได้ ต้องถอยหนีไปไม่กล้าโผล่หน้าอีก


จำนวนผู้ตอบ 11 | จำนวนผู้อ่าน 9554
  ถั่ว...พืชประชาธิปไตย!

15 สิงหาคม 2553
ผมชอบรับประทานถั่วมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ถั่วที่กินบ่อยมากคือ “ถั่วลิสง” หรือ Peanut เวลาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนราชินีปากคลองตลาด ในสมัยนั้นยังมีร้านขายของเล็กๆ ข้างโรงเรียน เป็นร้านที่มีเม็ดบัวผัดอร่อยที่สุดในโลก ผมชอบแวะซื้อทุกเช้า นอกจากนั้นเขามีถั่วตัด ซึ่งมีถั่วลิสงเป็นส่วนผสมสำคัญขายอยู่ด้วย ซึ่งถั่วตัดของร้านนี้ ก็เป็นถั่วตัดรสชาติดีมาก ไม่แพ้ถั่วตัดที่ร้านขายเครื่องจันอับ ซึ่งคนจีนขายที่เยาวราชแต่อย่างใด ตอนที่ผมเรียนหนังสือในคณะเด็กเล็ก โรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย อาหารตอนเข้าจะเป็นข้าวต้ม ส่วนใหญ่จะเป็น “ข้าวต้มเครื่อง” แต่ถ้าวันไหนที่มี “ข้าวต้มกับ” ตอนเช้า แล้วมีถั่วลิสงคั่ว เป็นกับ ทานกับข้าวต้ม เด็กๆ จะชอบกันนัก ตอนที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด เมื่อก่อนกึ่งพุทธกาล วชิราวุธปิดโรงเรียน ให้เด็กๆกลับบ้าน เพราะกลัวจะติดต่อกันทั้งโรงเรียน ซึ่งลูกผู้ชายทุกคนของแม่ผม ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ทุกคน ท่านจึงให้กินแต่ข้าวต้มกับถั่วลิสงคั่ว แล้วมีผัดผักบุ้งมาเสริมทุกวัน นอกจากนั้นยังให้ดื่มน้ำมากๆ ร่างกายจึงกลับพลิกฟื้นได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ติดการรับประทานข้าวต้มกับถั่วลิสงคั่ว มาจนกระทั่งทุกวันนี้


จำนวนผู้ตอบ 9 | จำนวนผู้อ่าน 9559
  ความรักของชาย...วัยโพล้เพล้!

28 กรกฎาคม 2553
ความจริงแล้ววัยหกสิบขึ้นไปในปัจจุบันนั้น ถ้ารักษาสุขภาพให้ดี จะดูไม่แก่นัก มีผู้ชายหลายคนที่ภริยามีอันเป็นไปต้องจากไปก่อน บางคนใจคออาจหาญ ที่จะแต่งงานใหม่ เมื่อประมาณ 20 ปี เห็นจะได้ มีเพื่อนรุ่นน้องของผมซึ่งตอนนั้นเขาเองอายุกว่า 40 แล้ว จะแต่งงานมาแจกการ์ด ผมไปงานแต่งเขามาสองครั้งแล้ว ก็เลยถามว่า ลูกก็โตแล้ว จะแต่งงานกันอีกทำไม(วะ)!? เพื่อนบอกว่า ผู้หญิงคนนี้เขารักมาก และยืนยันว่า จะอยู่ด้วยเป็นคนสุดท้ายไม่แต่งอีกแล้ว และขอให้ผมไปร้องเพลง “กล่อมหอ” ให้เขาเป็นของขวัญ มาถึงวันนี้ เพื่อนคนนี้กำลังจะแต่งงานใหม่อีกครั้ง เพราะเลิกกับคนเก่าไปหลายปีดีดักแล้ว ส่วนคนใหม่นี่เพิ่งพบกันไวๆ อายุน้อยกว่ากันมากหลายรอบ เขาบอกกับผมว่า หน้าหนาวที่จะถึงนี้ เขาก็จะเข้าพิธีอีกครั้ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามเขาว่า หลานปู่ของเขา จะรับ ‘หมายเกณฑ์’ แล้ว จะแต่งไปอีกทำไมกัน!? ได้รับคำตอบว่า เขาชอบแต่งงาน และมีความสุข กับการได้แต่งงาน!! อย่างนี้ก็มี!!!


จำนวนผู้ตอบ 44 | จำนวนผู้อ่าน 9945
  “รักคุณเข้าแล้ว...นะจ๊ะ!”

07 กรกฎาคม 2553
คำว่า “รักคุณเข้าแล้ว” นั้น แม้จะมีความตรงไปตรงมา หรืออาจดูทื่อๆ ถ้าผู้ชายคนไหน ‘โพล่ง’ ออกไปด้วยคำพูดอย่างนี้ เพราะดูเหมือนจะเป็นการแบไต๋ หรือเปิดเผยความในใจ ออกมาอย่าง ‘โล่งโจ้ง’ เป็นทีสุด ถ้าเป็นการพูดอย่างจริงใจ ด้วยความสัตย์ซื่อ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง ยิ่งถ้าฝ่ายหญิงมี่ใจตอบรับยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะ ความรักนั้นมีปีก การที่พูดออกมาอย่างกล้าหาญหากได้รับการตอบสนองรับรักแล้ว ปีกของความรักนี้ จะถูกติดให้ทั้งฝ่ายชายและหญิง ซึ่งจะพาคนรักทั้งสอง โบยบินไปสู่ความสุขในชีวิตคู่ต่อไป วันนี้ จึงอยากให้ท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองกระซิบบอกคนใกล้ตัวท่านว่า “รักคุณเข้าแล้ว...นะจ๊ะ!” แล้วลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังหน่อยว่า... ได้ผลอย่างไร...บ้างครับ !!?


จำนวนผู้ตอบ 40 | จำนวนผู้อ่าน 9739
  “คำนวณ ล้วนง่ายๆ!?”

21 มิถุนายน 2553
นอกจากตัวเลขทั่วๆไปแล้ว ยังมีตัวเลขสำคัญที่เราต้องจำเองเช่น เลขที่บ้าน(ทั้งบ้านตัวบ้านแฟน) วันเกิดตัวเราและคนในบ้าน หมายเลขทางหลวงที่จะใช้เดินทาง เลขอายุของเราว่าแก่ลงเท่าไหร่ (ลดลงไม่ต้องคิด นอกจากพวกที่คิดจะหาเมียใหม่ ที่สาวสวยกว่าเมียเก่า!) เบอร์โทรที่สำคัญเช่น สถานีตำรวจ 191 จ.ส.100 หมายเลขบัญชีธนาคาร รหัส A.T.M. เป็นต้น ที่สำคัญคือ ขนาดเสื้อผ้า หรือไซส์ของแฟน (เพราะจำไม่ได้อาจมีปัญหา) เช่น ท่านผู้อ่านที่เป็นสุภาพสตรี ที่จะซื้อเสื้อให้แฟนก็ต้องจำให้ได้ว่า คอ 15 นิ้วครึ่ง แขน 16 นิ้ว เป็นต้น (นี่เอามาตรฐานชายไทยร่างใหญ่ ล่ำบึ้กอย่างตัวคนเขียนเอง) ท่านผู้อ่านที่เป็นสุภาพบุรุษ ก็จะต้องรู้จักขนาดของแฟนให้ดียิ่งมีแฟนหลายคน อย่าจำสลับกันเป็นอันขาด เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทีเดียว ขนาดสุภาพสตรี เรียกขานตามแบบฝรั่ง เช่น ไซส์ 12 หมายถึงขนาด อก 34 นิ้ว เอว 24 นิ้ว สะโพก 36 นิ้ว ไซส์ 14 หมายถึงขนาด อก 36 นิ้ว เอว 26 สะโพก 38 นิ้ว ไซส์ขนาดอื่นๆ กรุณาหาเอาเองแล้วกันนะครับ เพราะสำหรับคนเขียนแล้ว ที่คุ้นอยู่ก็แค่ 2 ไซส์ นี้เท่านั้น!...555


จำนวนผู้ตอบ 16 | จำนวนผู้อ่าน 16631
  “ช้างโศก...คนเศร้า!”

05 มิถุนายน 2553
ช้างตัวอื่นลุกขึ้นแล้ว แต่แม่พังแป้นยังลุกไม่ขึ้น ใช้งวงกอดควาญน้ำตาไหลพรากๆ ตัวควาญเองก็ร้องไห้น้ำตาท่วม ผู้คนที่เฝ้าดูเห็นภาพนั้นต่างก็สงสารจับใจ พากันร้องไห้ตามเสียงระงมไปเลยทีเดียว ทั้งสนามไชยตกอยู่ในห้วงแห่งความวังเวง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลด! ในที่สุดแม่พังแป้น ก็ค่อย ๆพยายามพยุงกายลุกขึ้น ซวนซัดโซเซเล็กน้อย แต่แล้วก็ทรงตัวได้ ยืนนิ่งสักพักหนึ่ง ตัดใจชูงวงถวายบังคมไปยังพระบรมมหาราชวังอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้ว แม่พังแป้นก็หันหน้า เดินนำโขลงช้างหลวงออกเดินไปช้าๆ เนิบๆ ในลักษณะช้างผู้ดีเต็มตัว ด้วยความมีศักดิ์ศรีของช้างที่รู้หน้าที่และภารกิจ สมกับที่เป็น...‘ช้างหลวง’เมื่อถึงคราวบ้านเมืองจนยาก แม่ก็ต้องขายตัว แลกเอาทรัพย์มาช่วยบ้านช่วยเมือง ไม่เหมือนไอ้คนที่เคยมีอำนาจ แล้วขายโรงกลั่นสมบัติของชาติในราคาถูกๆ แล้วยังมีผู้คนยังโง่ ยกย่องยกเป็น ‘ผู้ดี’ แห่งเมืองกรุงเสียอีก...แน่ะ!


จำนวนผู้ตอบ 12 | จำนวนผู้อ่าน 9496
  ‘ตำรวจหมา’ หมาตัวเดียวนะ ไม่ใช่ ‘ตำรวจ...หมาๆ’

23 พฤษภาคม 2553
หมาไทยก็ดี หมาฝรั่งก็ดี มีความฉลาดใกล้เคียงกัน ถ้าฝึกเป็น Individual หรือฝึกเป็นเอกเทศ จะใช้เวลาใกล้เคียงกันด้วย เช่น ฝึกให้ยืนบนเส้น ... แล้วออกคำสั่ง -ข้ามรั้ว -ลอดบ่วง -เก็บของ -กลับมานั่งที่ เวลาที่ใช้ในการฝึกหมาฝรั่งกับหมาไทย ใกล้เคียงกัน หรือไม่มากน้อยกว่ากันเท่าใดนัก แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้น... เกิดขึ้นได้อย่างไร คำอธิบายมีดังนี้ครับ ถ้าเราเอาหมา German Shepherd ที่ฝึกแล้ว 4 ตัว ให้หมายเลขประจำตัวไว้ทั้ง 4 ตัว คือ เบอร์ 1,2,3 และ 4 ส่วนหมาไทยที่ฝึกแล้ว ให้เบอร์ 5 ไปเป็นตัวสุดท้าย เอาหมาทั้ง 5 ตัวมายืนเข้าแถวเรียงหมายเลข ให้ครูฝึกออกคำสั่งให้ทำทีละตัวตาม หมายเลขเรียงกัน ด้วยคำสั่งว่า “ทำ” พอครูฝึกบอก “เบอร์ 1 ... ทำ”หมาฝรั่ง เบอร์ 1 จะพุ่งปราดออกไป ข้ามรั้ว ... ลอดบ่วง...เก็บของ ...แล้วกลับมานั่ง ที่เรียบร้อย ครูฝึกบอก “เบอร์ 2 ..ทำ” อ้าวววววววววว....เบอร์ 5 ไปด้วย !!!


จำนวนผู้ตอบ 15 | จำนวนผู้อ่าน 9499
  “กลิ่นแก้มนาง...ฮ้อม หอม!!!”

02 พฤษภาคม 2553
กลิ่นตุๆนั้นใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียหมด เพราะเขาว่านกไก่ฟ้าที่คนอังกฤษยิงนั้น เวลาเอามาประกอบรับประทานอาหารต้องมีกลิ่นหน่อย ๆ จึงจะรับประทานอร่อย ผมไปอังกฤษหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับประทาน ตั้งใจว่าจะกินหลายหน แต่ไปไม่ตรงกับฤดูกาลบ้าง ลืมบ้าง เลยยังไม่ได้กินสักที แต่ที่ชอบมากคือ นกพิราบ-อบยอดผัก ผมคงกินนกชนิดนี้เข้าไป ไม่รู้จะกี่ฝูงแล้ว แต่มาเลิกเอาตอนเป็นหนุ่ม เพราะมารู้จักมักจี่กับสาวสวย ที่เธอมีอาชีพเป็น แอร์โอสเตส เธอบอกกับผมว่า “พี่ขา หนูขอร้องพี่กินนกเลยนะคะ เพราะหนูบินอยู่ พี่กินนกเข้าไปเดี๋ยวเครื่องบินตกลงไป หนูตายแล้วพี่จะเสียใจ พวกนักบินและแอร์เขาถือนะคะ...เขาไม่กินกันหรอกค่ะ !” ผมก็เป็นคนใจอ่อน คนรักกันชอบกันขอร้องไม่ให้กินผมก็เชื่อ ตอนหลังจึงมาทราบว่า นกนั้นกรดยูริคสูงมาก กินเข้าไปเป็นโรคเกาต์ได้ง่าย เลยต้องขอขอบคุณเธอ ที่ทำให้ผม ไม่เป็นโรคร้ายชนิดนี้!


จำนวนผู้ตอบ 8 | จำนวนผู้อ่าน 9490
  “กู๊ดบาย...ซัมเมอร์”

18 เมษายน 2553
ผู้คนที่มาพักที่หัวหินที่อยู่ในวัยรุ่น มีความสนุกสนาน หนุ่มสาวได้มีโอกาสรู้จักกัน กิจกรรมระหว่างวันหยุดก็มีหลายอย่าง เช่นการไปท่องเที่ยวเดินป่า เพราะข้ามทางรถไฟไปหลัง ค่ายพลร่มนเรศวร ไปไม่เท่าไหร่ก็เข้าเขต ‘ป่าละอู’ แล้ว นอกจากนั้นก็มีกาว่ายน้ำ การจับปูลมตอน กลางคืน การขี่รถเที่ยวกันระหว่างหนุ่มสาวไปเขาตะเกียบ ปีนเขา ดูช่างเป็นความสุขเสียเหลือเกิน ตอนกลางคืนก็นัดแนะไปพบกันที่สนามกอล์ฟเล็ก ที่โรงแรมรถไฟ สาวๆแต่งตัวกันสวยๆ คุยกันกระหนุงกระนิงแล้วก็นัด กันไปกินโจ๊กที่ตลาดฉัตรไชยตอนเข้า หากตื่นสายหน่อย ก็ไปซื้อข้าวเหนียวมะม่วงหน้าตลาดด้วยกัน สมัยนั้นเรื่องที่จะไปทำอะไรนอกลู่นอกทางกัน ดูเหมือนจะไม่มี เพราะไม่เคยได้ยินเลย เด็กๆมีความสนุกสนานกันตามประสาวัยรุ่น แล้วท่านหลักผู้ใหญ่ล่ะท่านทำอะไรกัน ตอนพาลูกหลานไปพักผ่อนตอนหยุดเทอม ที่หัวหิน บางแสน เป็นเวลานาน ๆ ตลอดเดือนเมษายน? ผมบอกได้เลยว่าท่านเล่นไพ่กัน และที่ชอบ เล่นกันมากก็คือ “ไพ่ตอง” ไพ่ที่ใช้เล่นไพ่ตองนั้นมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “ไพ่ผ่อง”


จำนวนผู้ตอบ 11 | จำนวนผู้อ่าน 11254
  “อ้ายเปา... ‘จ่า’ ห้าบั้ง!!!”

28 มีนาคม 2553
“อ้ายเปา” ฝังตัวอยู่ที่ตลาดสันป่าตอง ทำหน้าที่ช่วยเหลือพ่อค้าแม่ในการขนข้าวของ ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วย ไม่ยอมให้ใครมาลักของคนค้าขายในตลาด หากใครหาญกล้ามาขโมย “อ้ายเปา” จะไล่กวดจับ และใช้มือซึ่งแข็ง เหมือนคีมเหล็ก จับกุมเอาไว้อย่างมั่นคง ใครที่ถูกอ้ายเปาจับรับรองว่าดิ้นหลุดยาก เหตุที่ผมรู้ว่าอ้ายเปามือแข็ง ก็เพราะเคยบีบมือประลองกันมาแล้ว “อ้ายเปา” แต่งกายคล้ายตำรวจ มีชีวิตกินอยู่หลับนอนในตลาดสันป่าตองมาโดยตลอด มีรายได้จากพ่อค้า แม่ค้าและผู้คนที่เอื้อเฟื้อเจือจานตอบแทน ที่แกใช้แรงกายช่วยเหลือเขา ตกกลางคืน “อ้ายเปา” จะสวมหมวกแบบตำรวจ แต่ไม่มีหน้าหมวก ถือปืนยาวทำด้วยไม้ ยืนเฝ้าตลาดคุ้มกันหัวขโมย พ่อค้าแม่ค้ามีความอบอุ่นใจ เหตุที่รู้จักกับ “อ้ายเปา” ก็เพราะเมื่อสมัยผู้เขียนเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบสถานีตำรวจอยู่นั้น แกจะติดรถสี่ล้อเล็กเข้ามาในเมือง โดยแต่งเครื่องแบบประจำตัว สวมหมวก แบกปืนทำจากไม้เป็นปืนยาว และแวะมาหาผมที่โรงพักเสมอ ก็ได้ทักทายพูดคุยกัน มีค่ากาแฟและขนมเป็นของชำร่วยให้“อ้ายเปา” ทุกครั้ง บางครั้งก็ให้เสื้อผ้าชุดเครื่องแบบสีกากี “อ้ายเปา” ไปด้วยกับเพราะตัวสูงใหญ่พอๆกัน ใส่กันได้เกือบพอดี


จำนวนผู้ตอบ 21 | จำนวนผู้อ่าน 9045
  “ใครชมว่าหนูสวย!? ...อย่าไปเชื่อเขาเชียวนะ!!!”

08 มีนาคม 2553
คิดดูแล้วก็น่าเวทนา แต่ทุกคนมีความฝัน ซึ่งความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนเราสามารถมีทุกสิ่งได้ในฝัน และผันนี้เองที่เติมพลัง ทำให้ชีวิตยืดยาวต่อไปได้ด้วยความหวัง ประเทศใดก็ตาม ที่ประชาชนยังยากจนล้าหลัง ภาพยนตร์ ละคร ลิเกหรือการแสดงที่คล้ายคลึงกัน จะเป็นที่ชื่นชอบมาก เพราะการดูภาพยนตร์ ลิเก หรือละคร ทำให้เขาและเธอเหล่านั้น มีความฝันอันบรรเจิดเพริศพริ้ง มาทดแทนความยากแค้นในชีวิตจริง แม้จะเพียงแค่ครู่ยาม...ก็ยังดี! เขาและเธอวาดหวังที่จะได้เป็นพระเอก นางเอก เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ ได้พบกับความรัก บันเทิงเริงสุข สมหวัง เหมือนตอนจบของเรื่อง ที่พระเอกนางเอก ได้ครองรักกันไปตราบชั่วกัลปาวสาน แต่เมื่อหนังจบลง ละครเลิก หรือลิเกลาโรงไปเรียบร้อยแล้ว ต่างก็กลับมาพบพานความจริงในชีวิตกันต่อไป คือความยากจนข้นแค้นในชีวิตเหมือนเดิม สิ่งที่หลงเหลือก็คือ การเก็บเอาความสุขในหนัง ละคร หรือลิเก มาเป็นเชื้อเติมฝันกันต่อไป ...ชีวิตเป็นดั่งนี้!


จำนวนผู้ตอบ 8 | จำนวนผู้อ่าน 9574
  “ผมมวย สวยบาดใจ”

28 กุมภาพันธ์ 2553
...ชอบผู้หญิงเกล้าผมมวย เคยนั่งดูผู้หญิงที่สวยมากๆคนหนึ่ง สวยเหลือเกิน เกล้ามวยหลายครั้งหลายหน เห็นความละเอียดประณีตของเธอระหว่างการทำมวย บางวันจะออกไปงานด้วยกัน ผมจะขอให้เธอเกล้ามวย และสังเกตว่าไปด้วยกันทีไร ผู้คนเป็นต้องเหลียวมองเธอทุกครั้งไป ชมกันว่า เธอสวย...บาดใจจริงๆ!!! สตรีที่จะไว้ผมมวยนั้น หากมีใบหน้าเรียวยาวแบบพระพักตร์ของพระพุทธรูป ที่เรียกกันว่า “หน้านาง” เช่นเดียวพระพุทธรูปสมัยกรุงสุโขทัย ที่บ้านเมืองร่มเย็น ราษฎรมีความสุข พระพุทธรูปในยุคนั้นจะมีพระพักตร์งามอิ่มเอิบ เหมือนสตรี จึงนิยมเรียกกันว่าเป็นพระพักตร์แบบหน้านาง ตรงกันข้าม หากบ้านเมืองกำลังมีผจญศึกสงคราม หรือมีทุกข์เข็ญเพราะข้าวยากหมากแพง ราษฎรทำมาหากินฝืดเคือง (เหมือนครั้งรัฐบาลดักดานครองเมืองตอนยุค ไอ.เอ็ม.เอฟ. และยุคปัจจุบันนี้แหละ!) พระพุทธรูปที่สร้างในยุคบ้านเมืองมีแต่ความระทมทุกข์ ศิลปินมักสร้างปฎิมากรรมออกมาด้วยอารมณ์ที่ไม่แจ่มใส พระพักตร์ของพระพุทธรูปในยุคนั้นจึงดูค่อนข้างบึ้งตึง เช่นพระพุทธรูปยุคลพบุรี เป็นต้น


จำนวนผู้ตอบ 13 | จำนวนผู้อ่าน 10888
  สามีในอุดมคติของคุณ...มีคุณสมบัติอย่างนี้!?

16 กุมภาพันธ์ 2553
พูดถึงเรื่องสามีในอุดมคติแล้ว ผมชอบใจมาตรฐานที่ผู้หญิงจีนชาวเซี่ยงไฮ้ ที่ตั้งเอา ไว้ในการพิจารณาคัดเลือก ผู้ชายที่จะมา เป็นสามี พวกเธอตั้งคุณสมบัติสำคัญ สำหรับชายชาว เซี่ยงไฮ้ที่ จะมาเป็นสามี ซึ่งเขา เรียกว่า "Shanghai Husband " มาตรฐานที่บรรดาสาวสวมกี่เพ้าเมืองนี้ ตั้งเอาไว้สำหรับผู้ที่จะมาเป็นคู่ครองใน อนาคต อธิบายได้ดังนี้ สามีอันเป็นยอดปรารถนาของสตรีชาวเซี่ยงไฮ้ จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญของ สัตว์ ๕ ชนิด ไว้ในตัวของชายคนนั้น คุณสมบัติที่ว่านั้น ได้แก่ ๑. ต้องมีคุณสมบัติของ ‘วัว’ (ควาย) ที่อดทน สู้งานในการทำมาหากิน ไม่ปริปากบ่น ในการทำงานหาเลี้ยงภริยา ลำบากแค่ไหนก็สู้ได้อย่างทรหดอดทน ไม่เคยท้อถอย อีกทั้งใจไม่เสาะ ยอมยกธงขาวยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ๒. ต้องมีคุณสมบัติของ ‘หมา’ คือหมานั้นไม่มีใครปฏิเสธว่า เป็นสัตว์ยอดกตัญญูซื่อ สัตย์จงรักภักดีต่อเจ้าของ ชายที่มีคุณสมบัติประเภทนี้นั้น....


จำนวนผู้ตอบ 9 | จำนวนผู้อ่าน 9883
  “ดอกเอย ‘ดอกฟ้า’ ฤา จะหล่นลงมาคู่ ‘หมาวัด’ !?”

01 กุมภาพันธ์ 2553
...ไม่น่าเชื่อจริงๆว่า เพียงแค่ only one kiss ทำให้คุณหญิงต้องละตระกูลหงส์ลงไปสู่ตระกูลกา มันช่างเป็น ‘จูบมหัศจรรย์’ จริงๆ และทำให้โดม ภาสกรณ์ ซึ่งเป็นแค่ชายผู้จองหองคนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ชีวิตของสาวตระกูลสูง ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร คุณหญิงต้องพลัดพรากวัง ‘ทิวาเวศม์’ สู่เรือนหอหลังน้อยๆ ซึ่งชีวิตอาจจะดีขึ้นหรือต่ำต้อย หรืออาจต้องเป็นยาจกยากจน หรือมั่งมีศรีสุขในเบื้องหน้าเป็นอย่างไรนั้น เธอก็หาญกล้าพอที่จะเผชิญอย่างองอาจ แบบเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็นกันไม่หวาดหวั่น ยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีเคยเป็น ไปสู่อ้อมแขนอันอบอุ่นของโดม ภาสกรณ์ ผู้ซึ่งเป็นชายหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้า แต่บังอาจจูบคุณหญิงไปแล้ว ทำให้ตัวเองต้องรับผิดชอบ ต่อการกระทำที่กริยาจองหองพองขนและถือดีของเขา ไปตลอดชีวิตทั้งชีวิตด้วยกระแสของ “ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง” ในยุคนั้น ร้อนแรงมาก ทำให้ผู้คนกล่าวขวัญกันทั้งเมือง และวลีที่ว่า “ดอกฟ้ากับหมาวัด” ก็ปรากฏขึ้นตามนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน และการเปรียบเทียบประชดประชัน อันเป็นความแพรวพราวทางภาษาและการเสียดสีของคนไทยขนานแท้...


จำนวนผู้ตอบ 8 | จำนวนผู้อ่าน 11798
  “รักเดียวใจเดียว แต่เคราะห์ดี ที่ไม่มีเธอ!”

16 มกราคม 2553
...ตอนเป็นเด็ก ผมอยู่ประจำที่โรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ผมเห็นคุณพ่อของเพื่อนรุ่นติดกัน ชื่อ ดร.ประทักษ์ ประทีปเสน (วาทยกรคนสำคัญของประเทศไทย) เวลาท่านทั้งสองมาเยี่ยมลูกชายคืออาจารย์ ประทักษ์ฯ นักเรียนรุ่นผมจะเห็นภาพท่านกุมมือกัน เดินเข้ามาในโรงเรียน เวลานั่งคุยกับลูกก็นั่งใกล้ชิดติดกัน โดยกุมมือกันและกันไว้ตลอด พวกนักเรียนวชิราวุธพอเห็นคุณพ่อและคุณแม่ ของอาจารย์ ประทักษ์ เดินเข้ามาในโรงเรียน แอบนินทากันว่า “แน่ะ...คู่รักใหม่มากันแล้ว!” เมื่อผมโตขึ้นเรียนจบไปแล้ว เวลาเห็นท่าน ต้องเห็นทั้งสามีและภริยาพร้อมกัน ไม่เคยเห็นแยกกันเลย เรื่องของท่านทั้งสองเป็นที่ประทับใจผมมากๆ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโอกาสพบกับคุณบุบผา ธรรมบุตร ซึ่งเป็นบุตรีของพี่สาว ดร.ประทักษ์ ผมยังเล่าให้ทั้งคุณบุบผาและสามีฟัง ถึงความประทับใจของผม ที่มีต่อคุณตาและคุณยายของเธอ...


จำนวนผู้ตอบ 41 | จำนวนผู้อ่าน 8911
  “ความหลัง...ครั้งปีใหม่”

29 ธันวาคม 2552
...ถ้าเราจะให้ได้ประโยชน์จากปีใหม่นี้ จะต้องทำให้ได้ความหมายของความใหม่อย่างน้อย ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องมีความสุขสดชื่น ๒. ต้องมีความสะอาดสดใจ ๓. ต้องมีพลัง มีความเข้มแข็ง มีเรี่ยวแรงที่จะเดินหน้าต่อไป จะมีพลังแท้ต้องไม่ติดอะไร ตัวพลังความแข็งแรงที่แท้อยู่ที่ความเป็นอิสระ ไม่ถูกกีดกั้นจำกัด ไม่ถูกกักขัง ไม่ถูกผูกมัดจองจำ ใครจะมีพลังแข็งแรงเท่าไรก็ตาม ถ้าหากว่าตกหลุมตกบ่อ จมปลัก ถูกดูดกลืนไปแล้วหรือว่าถูกมัดแน่นหรือถูกขังไว้ กำลังเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นพลังจะมีความหมายตรงที่มีความเป็นอิสระ จะต้องสร้างพลังที่แท้คือความเป็นอิสระ ซึ่งโดยสาระหรือแก่นแท้ของมัน คือการมีจิตใจที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำนั่นเองเมื่อมีความเป็นอิสระ โปร่งโล่งพร้อมแล้ว ท่านก็บอกว่าให้มีพลังอื่นอีก ถ้าไม่รู้จะเติมพลังอย่างไร ทำไปๆ บางทีพลังถอยลงไปทุกที จึงต้องเติมพลัง พลังอีก ๔ อย่าง ซึ่งเป็นทุนสำคัญที่จะต้องมีไว้ประจำตัวได้แก่...


จำนวนผู้ตอบ 3 | จำนวนผู้อ่าน 8720
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5
 
ในหลวงของเรา ได้เสด็จไปประทับที่ “บ้าน” หัวหิน ของพระองค์แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ทรง “ฝากบ้าน (กรุงเทพฯ) ไว้กับตำรวจ… ..
…ได้อ่าน “บัญชีหนังหมา” ที่จารึกการโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง ของพรรคเก่าแก่ดักดานชื่อ... ..

รหัสสินค้า 9
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 180 บาท

นินทา-ประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)
ปฏิบัติการเขย่าต่อมฮาประชาชนอีกครั้ง ยกโขยง เปิดโปงสันดานดักของแก๊งการเมืองเก่ากะโหลก ที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า พวกเขานั่นแหละ...เป็นปัญหา "ดักดาน" ของ ..

รหัสสินค้า 6
ผู้แต่ง วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ราคา 150 บาท

เหี้ยส่องกระจก
จาก รัดทำมะนวย ฉบับเขย่าอารมณ์ผู้คนในบ้านเมืองให้แตกซ่าน ตามติดด้อยวรรณกรรมต่อเนื่อง คือ เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย ผู้เขียนคนเดียวกัน ..


 
COPYRIGHT 2008 BY VATTAVAN . ALL RIGHT RESERVED . BEST VIEW WITH IE 7 OR FIREFOX BROWER